ความเงียบใต้หลังคา
รัตติกาลปกคลุมหมู่บ้านเล็ก ๆ กลางหุบเขา บ้านไม้ยกพื้นหลังเก่าตั้งตระหง่านอยู่ริมสุดของหมู่บ้าน เสียงลมเย็นพัดกระทบหลังคาและหน้าต่างดังแผ่ว ๆ เป็นจังหวะ เดชา หิ้วกระเป๋าเป้เล็ก ๆ มาหยุดอยู่หน้าประตูบ้าน เครื่องแต่งกายของเขาดูเรียบร้อยแต่สีหน้าหนักอึ้ง ความเงียบรอบตัวมีเพียงเสียงฝีเท้าไร้จังหวะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เขายืนมองบ้านหลังนี้อยู่ครู่ใหญ่ ก่อนดึงกุญแจออกมา มือสั่นเล็กน้อย เขาเสียบกุญแจเข้าไป หมุนช้า ๆ กลิ่นไม้ผุโชยออกมาเมื่อประตูอ้า เดชาหันมองรอบตัว เห็นเพื่อนบ้านสองคนที่อยู่บ้านติดกันจ้องด้วยสายตาลึกลับ เขายิ้มแห้ง ๆ แล้วเดินเข้าไปในบ้าน
ภายในบ้านเงียบสงัด เฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าสลัวอยู่ในเงา ผนังเต็มไปด้วยรอยขูดขีดเหมือนรอยเล็บของสัตว์ เขาวางกระเป๋าลงบนเก้าอี้แล้วสำรวจรอบบ้าน ความทรงจำในวัยเด็กที่ไม่ชัดเจนเริ่มผุดขึ้นมา
เสียงฝีเท้าดังแผ่ว ๆ จากชั้นบน เดชายืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงขึ้น เขาถอนหายใจ คิดว่าหูแว่ว เดินขึ้นบันไดไปช้า ๆ แต่กลับพบเพียงความเงียบกับช่องว่างใต้หลังคาอันมืดมิด
คืนนั้น เดชานอนพลิกตัวไปมา เสียงนาฬิกาเดินช้า ๆ จู่ ๆ พื้นไม้เหนือศีรษะก็ดังเอี๊ยดอ๊าดเหมือนมีใครเดินอยู่ข้างบน เขาลืมตาขึ้น เพ่งมองเพดาน หัวใจเต้นรัว มือกำผ้าห่มแน่น
เช้าวันถัดมา เดชาออกไปซื้อของที่ร้านชำในหมู่บ้าน คนขายหญิงวัยกลางคนชื่อป้าละไม ยิ้มให้เขาแปลก ๆ “กลับมาอยู่นานไหมลูก?” เดชานิ่งไปครู่ “ยังไม่แน่ใจครับ…แม่ผมหายไป ยังไม่มีใครเจอใช่ไหม?” ป้าละไมถอนหายใจ ก่อนจะบอกเบา ๆ ว่าไม่มีใครเห็นแม่ของเขาเลยแม้แต่เงา ตั้งแต่วันนั้น
ระหว่างทางกลับบ้าน เขาเดินผ่านกลุ่มเด็ก ๆ เด็กหญิงตัวเล็กคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนว่า “บ้านนั้น…มีคนแอบอยู่” เดชายิ้มให้เด็ก ๆ แต่ในใจกลับรู้สึกเย็นวาบ
ในบ้าน เขาขึ้นไปสำรวจห้องใต้หลังคาอีกครั้ง ประตูห้องนั้นล็อกแน่น เขาหยิบกุญแจที่แม่เคยเก็บไว้ในลิ้นชัก พยายามไขแต่ก็ไม่ขยับ เสียงลมพัดแทรกเข้าทางหน้าต่างจนม่านขยับ ตัวเขาสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหยุดยืนฟังเสียงแปลก ๆ ที่เหมือนเสียงกระซิบแผ่วเบาจากข้างบน
คืนที่สอง เสียงฝีเท้าและเสียงขูดขีดยังคงวนเวียน เดชานั่งอยู่ปลายเตียง เหงื่อผุดเต็มหน้า เขาหันไปหยิบโทรศัพท์ โทรหาเพื่อนสนิทชื่อสัญญา เสียงปลายสายตอบรับอย่างงัวเงีย
“มึงโอเคไหม เดชา?”
“ไม่รู้ว่ะ…กูว่ากูไม่ได้อยู่คนเดียวที่นี่”
ปลายสายเงียบไปนาน ก่อนสัญญาจะตอบแผ่วเบา “ถ้ามึงกลัว…ล็อกประตูให้แน่น ๆ แล้วอย่าไปฟังเสียงอะไรพวกนั้นนะ”
เดชานิ่งไป ไม่กล้าบอกเพื่อนว่าเสียงเหล่านั้นเหมือนเสียงแม่ที่เคยปลุกเขาตอนเด็ก ๆ
คืนถัดมา เขาพยายามหลับตาแต่เสียงเดิมกลับชัดเจนขึ้น จังหวะฝีเท้าช้าสลับเร็วและเสียงขูดพื้นไม้ เขารวบรวมความกล้าเดินขึ้นไปดูที่ชั้นบน มือสั่นเล็กน้อย เขาวางหูแนบประตูห้องใต้หลังคา มีเสียงกระซิบแผ่วเบา “เดชา…เดชา…”
เขาถอยหลังออกมา หอบหายใจแรง ความกลัวผสมกับความสงสัยปะปนกันในใจ
วันต่อมา เขาเดินไปเยี่ยมบ้านป้าละไมอีกครั้ง ป้าเล่าเรื่องเก่า ๆ ว่าเมื่อก่อนแม่ของเขาเหมือนมีอะไรในใจ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร หลังสามีตายก็เก็บตัวในบ้านมากขึ้น แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปยุ่ง
เดชากลับบ้านมาพร้อมกับความคิดถึงแม่ เขาเดินไปหยิบรูปถ่ายตอนเด็ก ๆ มานั่งดูทีละใบ สังเกตรูปหนึ่งที่แม่ยืนอยู่ตรงหน้าบ้าน ทว่าในเงาด้านหลังแม่เหมือนมีเงาของใครอีกคนที่เขาจำหน้าไม่ได้
คืนนั้น เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ชัดเจนราวกับอยู่ข้างหู เขาทนไม่ไหว เดินขึ้นไปเคาะประตูห้องใต้หลังคา “ใครอยู่ข้างใน!”
เงียบงัน ไม่มีเสียงตอบกลับ มีแค่เงาไหวผ่านช่องประตู
เช้าวันรุ่งขึ้น เดชาเริ่มค้นหากุญแจอีกดอกที่คิดว่าแม่อาจจะซ่อนไว้ เขารื้อค้นกล่องไม้เก่าในตู้ เจอกระดาษแผ่นหนึ่งเขียนด้วยลายมือแม่ “อย่าเปิด ประตูนั้นเด็ดขาด”
ความสงสัยกัดกินจิตใจเขามากขึ้นเรื่อย ๆ เดชาเดินไปถามเพื่อนบ้านแต่ไม่มีใครกล้ามองหน้าเขาตรง ๆ บางคนเดินเลี่ยง บางคนหลบตา
คืนต่อมา เสียงในบ้านหนักขึ้น เงาไหวไปมาตามผนัง เขาวิ่งไปยืนหน้าประตูห้องใต้หลังคาอีกครั้ง มือสั่นจนแทบควบคุมไม่อยู่ คราวนี้ประตูค่อย ๆ ขยับเองช้า ๆ เดชาหายใจติดขัด
ประตูเปิดออก มืดสนิท มีเพียงแสงจันทร์สาดผ่านช่องหน้าต่าง เขาก้าวเข้าไปช้า ๆ ภายในห้องไม่มีอะไรนอกจากกล่องไม้ใบเก่าและกลิ่นอับรุนแรง
เขาเปิดกล่อง ไฟฉายส่องไปเจอสมุดบันทึกเล่มเก่า กระดาษบางหน้าเปื้อนน้ำตาและหมึกเลอะอ่านไม่ออก แต่ข้อความบางหน้าชัดเจน “เค้ากลับมาอีกแล้ว ฉันไม่ไหวแล้ว…”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นหลังเขา เดชาหันขวับ พบเงาดำสูงผอมเคลื่อนผ่านประตูช้า ๆ ไม่มีหน้า ไม่มีเสียง
เขากลั้นหายใจ ก้าวถอยหลังจนหลังชนผนัง
เสียงกระซิบเย็นเยียบดังขึ้น “อยู่กับแม่สิ…”
เดชาหนีออกจากห้อง ใจเต้นแรง มือสั่นไม่หยุด เขาวิ่งลงมาชั้นล่าง โทรหาสัญญาอีกครั้ง
“กูเห็นเงา…มันไม่มีหน้า!”
สัญญานิ่งไป ก่อนตอบอย่างลังเล “กู…กูเคยฝันถึงบ้านมึง ฝันว่าแม่มึงไม่ได้อยู่คนเดียว”
เสียงในสายขาดหายไปพร้อมสัญญาณดังวี้ดแหลม เดชามองโทรศัพท์อย่างหวาดระแวง
คืนถัดมา เสียงฝีเท้าไม่เหลือเพียงแค่ข้างบนแล้ว แต่เหมือนเดินวนในบ้านทั้งหลัง เงาดำไหวตลอดทุกมุม เดชานั่งซุกตัวอยู่มุมห้อง น้ำตาคลอเบ้า
เขาเริ่มเห็นภาพหลอน แม่เดินผ่านห้องครัว แต่แล้วกลับกลายเป็นเงาดำเหมือนเงาที่เห็นในรูปถ่าย
เช้าวันหนึ่ง ขณะกำลังจะหนีออกจากบ้าน เพื่อนบ้านชื่อพี่ศักดิ์เดินเข้ามาทักอย่างลนลาน “บ้านนี้มันไม่ควรอยู่ต่อแล้ว ออกไปเถอะ!”
เดชาเงียบไป ก่อนจะบอกเบา ๆ ว่า “แต่แม่ผมหายไป…ผมต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”
พี่ศักดิ์หลบสายตา ทำท่าจะพูดอะไรแต่ก็หยุด เงียบไปสักพักแล้วเดินจากไป
คืนนั้น เดชานอนฟังเสียงทุกอย่างในบ้าน ความเงียบถาโถม เสียงกระซิบและฝีเท้าเริ่มเปลี่ยนเป็นเสียงร้องไห้เบา ๆ
เขาตัดสินใจกลับไปที่ห้องใต้หลังคาอีกครั้ง คราวนี้เห็นแสงไฟริบหรี่ลอดใต้ประตู เขาก้าวเข้าไป ภายในห้องมีรอยเท้าเปื้อนฝุ่นและกลิ่นอับแรงขึ้น
สมุดบันทึกเปิดค้างอยู่หน้าหนึ่ง “ฉันขอโทษ…ฉันต้องทำแบบนี้เพื่อให้มันจบ”
เงาดำปรากฏอยู่ตรงมุมห้อง คราวนี้มันเคลื่อนเข้าหาเขา เงาดำนั้นแปรเปลี่ยนรูปทรงไปมา เหมือนกำลังเจ็บปวด
เสียงแม่ดังขึ้นอย่างชัดเจน “เดชา…อย่าเปิดประตูนั้นเลยลูก…อย่า…”
เดชายืนนิ่ง น้ำตาไหลพราก ก่อนจะถามเสียงสั่น “แม่อยู่ที่นี่ใช่ไหม แม่…กลัวอะไร”
เสียงแม่เงียบไป เหลือแต่เสียงร้องไห้ของผู้หญิงที่ไม่ใช่แม่ เขาก้าวถอยหลัง พลันประตูปิดลงเอง
ภายในห้อง เงาดำล้อมรอบตัวเขา เสียงกระซิบดังซ้อนกันหลายเสียง “อยู่ด้วยกัน…อยู่กับเรา…”
เดชาหลับตาแน่น รู้สึกว่าตัวเองกำลังจมดิ่งลงสู่ความมืดมิด ความเงียบในบ้านถูกแทนที่ด้วยเสียงกระซิบและเสียงร้องไห้ของวิญญาณที่ติดค้าง
เช้าวันต่อมา เพื่อนบ้านพบว่าประตูบ้านเดชาเปิดอ้า ไม่มีใครอยู่ข้างใน รอยเท้าบนฝุ่นหยุดอยู่หน้าห้องใต้หลังคา ทว่าประตูห้องนั้นปิดสนิท เหมือนไม่เคยถูกเปิดมาก่อน
กลิ่นอับในบ้านยังคงลอยอยู่ เสียงฝีเท้าและเสียงกระซิบเงียบไป เหลือเพียงความว่างเปล่าและความจริงที่ว่า ไม่มีใครเคยออกจากห้องใต้นั้นได้เลย