ดอกไม้ในหิมะ
ลมหายใจของบีมเคลือบขาวในอากาศหนาวจัด เขาก้าวขึ้นทางลาดดินแข็งที่กึ่งกลืนหายใต้เกล็ดหิมะ มีเสียงสุนัขเห่าจากไกลลิบ เหนือหมู่บ้าน บรรยากาศในเช้าตรู่ดุจม่านขาวปกปิดความเคลื่อนไหวของผู้คนไว้ บีมย่ำพื้นอย่างระแวดระวัง เอามือกำเป้สะพายแน่น แลมองหมู่บ้านคนแปลกหน้าลงเบื้องล่าง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทุ่งหิมะขาวโพลนยืดยาวไปถึงลำธารแช่แข็ง ใต้หลังคากระเบื้องแหลมเรียงซ้อนซึ่งสีน้ำตาลดูโดดเดี่ยวยิ่งเมื่อปกคลุมหิมะ ทันทีที่บีมเปิดประตูโรงเรียนประจำหมู่บ้าน เสียงสนทนาเบาหวิวก็ซ่อนตัวอยู่หลังผนังไม้สน เด็กในชุดหนาวดูสายตาไปที่เด็กชายผู้มาใหม่ บีมยิ้มบาง ๆ ฝืนใจ มือจับก้านเสื้อกันหนาวตัวเก่าแน่น
กลุ่มเด็กชายสองสามคนยืนชันไหล่ใกล้เตาเผาถ่าน แอร์่า เด็กหญิงผมยาวติดโบแดงกระดกคางขึ้น ทัก “เพิ่งมาเหรอ บีม เขาว่าวันนี้จะหนาวกว่าทุกปีนะ” ในน้ำเสียงนั้นมีอะไรบางอย่างที่ฟังดูคล้ายประชด บีมหัวเราะแห้ง ดวงตาวูบไหวกับสายตาหลายคู่ที่จับจ้อง บินโน เพื่อนร่วมห้องผู้มีฟันเหล็กยิ้ม “อย่าไปถือสาแอร์่าเลย ที่นี่ขี้ระแวงกันหมด”
ไม่มีใครพูดถึงเรื่องเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งที่ไม่มาเรียนตั้งแต่ต้นสัปดาห์ ชื่อทิว เพื่อนชายผอมบางที่ว่าเดินออกไปร้านขายขนมในคืนหิมะถล่ม แล้วไม่กลับมาอีกเลย ไม่มีแม้แต่เสียงถามถึงจากครู
ระหว่างพักกลางวัน บีมเดินล้อลมหนาวที่ปลิวปะทะผิวหน้า เสียงปากกาของแอร์่ากระทบโต๊ะเบา ๆ “นายรู้รึเปล่า ทิวหายไปแล้ว แต่คนที่นี่ไม่มีใครพูดถึงเขาเลย” บีมชะงัก ดวงตาฉายแววลังเล “ฉันไม่ได้สนิทกับเขา แต่…นายแปลกใจไหม” แอร์่าหลุบตา ลงเสียงกระซิบ
ความเงียบแทรกกลางบทสนทนา ราวกับสองคนกำลังแบ่งรับแบ่งสู้กับบางสิ่งที่พูดไม่ได้ บีมกลืนน้ำลาย “บ้านฉัน เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้ คนหายไป ทุกคนแกล้งลืม” เขาไม่พูดต่อ เพียงยิ้มแห้งๆ
คืนนั้น หลังม่านหิมะที่โปรยหนา บีมได้ยินเสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ จากเนินสูง เขาถามแม่แต่แม่ปัด “บางคนหกล้ม สุนัขหอน” น้ำเสียงแม่อ้อมแอ้ม บีมเม้มปาก แน่นจมูกกับกลิ่นไม้ไหม้จากเตาผิง
รุ่งเช้า บีมพบถุงน้ำตาลขนมของทิววางลืมไว้ข้างกองหิมะ ใกล้ร่องรอยรองเท้าลึกที่ไต่ขึ้นเนินหายไป เขานิ่งมองมันอยู่นาน ก่อนจะเอื้อมหยิบขึ้นมา ถุงเย็นเยียบไม่มีความหมายใดนอกจากคำถามที่ขยายตัวในใจ
หลังเลิกเรียน บีมแวะร้านของเก่า ป้ายไม้ผุกร่อนลอกสี อาซาเจ้าของร้านมองเขาด้วยดวงตานิ่งคล้ายมองทะลุใจ บีมรวบรวมความกล้าถาม “เมื่อคืนนายไม่ได้ยินเสียงอะไรแปลก ๆ เหรอ…”
อาซาหัวเราะเบา ขยับแว่นตา “ภูเขาเล่นตลกกับคนเมืองบ่อย ๆ นะ บางเสียงมันแค่หูเล่นมุข พ่อหนู”
แต่ดวงตาของอาซาไม่สอดคล้องกับคำพูด บีมหยิบขนมให้หมาร้านเอาใจกลบเกลื่อนความกลัว เขาถอยหลังออกจากร้านอย่างไม่ไว้วางใจ
คืนนั้นบีมนอนไม่หลับ สายลมครวญแทรกชายผ้าไออุ่น เขาซ่อนตัวใต้ผ้าห่มฟังเสียงบางอย่างที่ดังอยู่ทุกค่ำคืน เสียงเหมือนใครลากเท้าผ่านตรอกข้างบ้าน
เมื่อฟ้าสาง บีมหอบเป้เดินตามรอยเท้านั้นขึ้นไปบนเขา ต้นสนสูงสั่นระริก ลมพัดกรูหิมะจนบดบังทุกอย่าง เขาเห็นร่องรอยเปื้อนเลือดจาง ๆ จางลงเรื่อย ๆ ไปถึงหน้าบ้านร้างหลังหนึ่ง ประตูไม้โยกเยกเปิดอ้า บีมลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนดันเข้าไปข้างใน
ภายในบ้านร้างมีกลิ่นอับเปรี้ยว เศษผ้าและกระป๋องเกลื่อนพื้น เขาพบเสื้อคลุมของทิวแขวนอยู่ข้างผนัง พร้อมขวดนมที่ยังไม่เปิด ฝุ่นจับหนาทึบ บีมสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงขยับจากห้องหลังสุด
จู่ ๆ ประตูปังปิดเสียงดัง แอร์่าปรากฏตัวในเงามืด หอบหายใจ “นายจะบ้าเหรอ มาอะไรที่นี่คนเดียว!” บีมเงียบงัน ก่อนจะตอบเสียงสั่น “ฉันแค่…อยากรู้ว่าทิวหายไปไหน ไม่มีใครสนใจเลย แม้แต่ครู”
แอร์่าเดินวนในห้องเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง “อย่าไปเชื่อใครง่าย ๆ ที่นี่ไม่เหมือนที่ไหน นายไม่ได้รู้จักใครจริง ๆ ด้วยซ้ำ อย่าถามเยอะ” บีมหรี่ตา “นายรู้อะไรใช่ไหม”
แอร์่าสบตาบีม ชั่วขณะในความเงียบ หน้าตาเหนื่อยอ่อน “ทุกปีต้องมีคนหายไปในคืนหิมะถล่ม เงียบ ๆ แบบนี้แหละ แล้วก็ไม่มีใครพูดถึงอีก พวกผู้ใหญ่กลัวจะซวยเหมือนกัน”
บีมสั่นเทา “เพราะงั้นพวกเขาเลยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วยอมรับงั้นเหรอ!”
สายลมปะทะเรือนหน้าต่าง เกล็ดหิมะปลิวเข้ามาในห้อง ตกลงบนผมของทั้งสองคน แอร์่าเม้มปาก “ไม่มีใครอยากเป็นเป้าสายตาหรอก บางอย่างพูดไม่ได้ แค่เงียบไว้ ก็ปลอดภัยกว่า…”
ตกกลางคืน บีมเปิดหน้าต่างให้ลมหนาวตกกระทบใบหน้า สายตาฝากไว้กับภูเขามืด เงาทะมึนในป่าทำให้หัวใจบีมหนักอึ้ง เสียงแม่เตือนจากห้องกลาง “ปิดหน้าต่างได้แล้ว เดี๋ยวป่วย”
แต่บีมยังคงยืนอยู่นาน สะท้อนเงาในกระจก เผยความหวาดกลัว ทว่าในแววตาเริ่มแข็งกร้าวขึ้นทีละนิด เขาไม่เคยกล้าเผชิญหน้ากับอะไรจริง ๆ เลยในชีวิตนี้
วันถัดมา ครูใหญ่เรียกเด็กทั้งโรงเรียนเข้าประชุม ท่าทางจริงจังแต่ดวงตาเหลือบหลบครู่เครียด “ใครเห็นทิวล่าสุดบ้าง ช่วยบอกครูได้ ทุกคนเป็นห่วง เพื่อนต้องช่วยเพื่อนนะ” แต่ไม่มีใครตอบสักคน
บีมหันไปมองแอร์่า เธอเม้มปากแน่น มองไปที่พื้น ไม่ได้สบตาใคร การประชุมจบลงโดยไม่มีข้อมูลใหม่ ไม่มีใครกล้าพูด ไม่มีใครกล้าทัก บีมกำมือแน่น ความผิดหวังปนโกรธผุดขึ้นในอก
เย็นวันนั้น บินโนแอบมากระซิบข้างห้องน้ำ “ถ้านายอยากรู้อะไรจริง ๆ ตามฉันมา” น้ำเสียงเขาสั่นคล้ายมีเงาปกคลุม บีมเดินตามบินโนออกมานอกรั้วเดินลงทางลื่นบนหิมะ มือเกาะกันไม่ให้ล้ม
ด้านหลังโรงเรียนเป็นลานน้ำแข็งบนน้ำตื้น บินโนชี้ไปใต้สะพานไม้ มีร่องรอยเศษผ้าและของเล่นเด็ก “ตอนมอหนึ่งน้องชายฉันก็หายไป จนตอนนี้ยังไม่เจอศพ พ่อแม่ก็แค่ป่วยเหมือนจะลืม ฉันว่าหมู่บ้านนี้ปกปิดอะไรมากกว่าที่คิด”
บีมจับบ่าบินโนแน่น “นายอยากสืบไหม” บินโนอมยิ้มเศร้า “อยาก แต่กลัว…บางทีแค่อยากหนีไปจากที่นี่ ทิ้งทุกอย่างเหมือนที่พวกผู้ใหญ่อยากลืมล่ะมั้ง”
คืนนั้น ภายใต้แสงเทียนในห้องนอน บีมจ้องแผนที่หมู่บ้าน สายตาทิ่มแทงที่บ้านร้างบนเนิน เขาส่งข้อความไปหาแอร์่า “ถ้านายกลัวก็ไม่ต้องมา แต่พรุ่งนี้ฉันจะไปที่บ้านร้างอีกครั้ง”
เช้าวันใหม่ บีม ปั่นจักรยานฝ่าหิมะ มีแอร์่ากับบินโนรอหน้าป่า “ฉันจะไปด้วย” แอร์่ากระซิบ มือเย็นจนสั่น บินโนกลืนน้ำลาย “เราไม่กลับจนเจออะไรบางอย่าง”
ภายใต้เงาต้นสนยักษ์ ทั้งสามเดินแทรกเส้นทางลื่น บีมนำหน้า จิตใจครุกรุ่นทั้งกลัวทั้งดื้อรั้น ประตูบ้านร้างแง้มเหมือนรอรับ เขาผลักเข้าไป เสียงนกร้องก้องในบ้านว่างเปล่า ทุกก้าวลึกเข้าไปทำให้รู้สึกคับอกคับใจ
ในห้องหลังสุด พบเศษซากไฟฉายเก่า หัวผ้าขาดที่เป็นของเด็กชายในหมู่บ้าน แอร์่วางมือลงบนโต๊ะ “เด็กที่หายไป…ไม่ใช่แค่ทิวหรอกใช่ไหม”
บีมกำลังจะตอบ เสียงร้องไห้แผ่วเบาดังขึ้นจากช่องใต้พื้นบ้าน “ใครอยู่ตรงนั้น!” บินโนก้มหน้ามอง เงาสะท้อนใต้แผ่นไม้ฝุ่นหนา ทั้งสามรวมแรงยกแผ่นไม้ขึ้น ภายใต้ความมืด เผยให้เห็นทิวตัวสั่นในร่างกายเย็นชืด ดวงตาลุกโพลง น้ำเสียงแตกพร่า “พวกนาย…อย่าบอกใคร…เขากลับมาแล้ว”
ความเงียบงันวังเวง เท้าหนักในห้อง ทุกสายตาจ้องกลับมายังบีม ทิวร้องไห้หนัก บอกสั้น ๆ ว่าได้ยินเสียงเหมือนย่ำอยู่ในความฝันทุกคืน “แต่ผมไม่ได้ฝันนะ…เขากลับมาแล้ว คุณตาคนเก็บของเก่าที่ตายไปเมื่อต้นปี…เขาเดินในป่าเวลาเที่ยงคืน หาอะไรกิน”
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักก็กระหน่ำหน้าบ้าน ราวกับใครหรืออะไรกำลังเดินลากเท้าบนหิมะ กลุ่มเด็กผวาจับมือแน่น บีมกลั้นใจ ดึงเพื่อนออกทางหน้าต่างหลังบ้าน ลื่นไถลตกเนินหิมะหนาวเหน็บ ทุกคนหอบหายใจพร่า เสียงฝีเท้ายามค่ำคืนยังคงดังตามหลัง
วิ่งมาจนถึงแสงไฟของหมู่บ้าน ทุกคนหยุดหลังรั้วไม้ต่ำ หน้าซีด บีมหันไปมองแอร์่า “เราจะทำยังไงต่อดี” แอร์่ากลืนน้ำลาย “ถ้าเล่าไปตอนนี้ พวกผู้ใหญ่ก็แค่เงียบ ทุกอย่างจะจบเหมือนเดิม”
บินโนพูดเสียงต่ำ “ไม่…มันต้องมีวิธี ไม่งั้นปีหน้าก็เป็นอีก ต้องหยุดวงจรนี้” บีมกัดฟัน ดวงตาวูบไหวแต่เริ่มเปี่ยมกล้าหาญ “เราต้องรวบรวมหลักฐาน ต้องให้ทั้งหมู่บ้านรู้ ให้ทุกคนออกจากความกลัว เหมือนเราที่กำลังเลือก ไม่อยู่เฉยอีกต่อไป”
ค่ำคืนนั้น ทั้งสามบุกเข้าโรงเรียน ค้นแฟ้มเอกสารเก่า ค้นภาพถ่าย เด็กที่หายตัวไปในอดีตกว่า 20 ปี ถูก “ลืม” ในบันทึก พวกเขาปะติดปะต่อเรื่องราว หลักฐานจมหายอยู่กับกาลเวลา
สุดท้ายเช้าฟ้าเปิด บีมขึ้นไปบนเวทีงานประจำปีหมู่บ้าน ท่ามกลางกลิ่นซุปอุ่นและเสียงหัวเราะจอมปลอม เด็กชายยืนตัวตรง ประกาศเรื่องการหายตัวของเพื่อน พร้อมยื่นเอกสารให้ผู้ใหญ่
เสียงฮือฮาดังวูบในหมู่บ้าน แอร์่าโอบไหล่บินโนมือเย็น “เราทำดีที่สุดแล้ว” สีหน้าเหล่าผู้ใหญ่ทั้งโมโหทั้งอึ้ง บีมยืนนิ่งในความเงียบ แต่ในดวงตาของเขาและเพื่อน บางอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
เมื่อเทศกาลจบลง หมอกขาวคลุมหมู่บ้านอีกครั้ง แต่อากาศกลับอุ่นขึ้นเล็กน้อย บีมเดินไปที่ลานหิมะ ทิวเดินตาม เจนตาแดง “ขอบใจที่ไม่ทิ้งกันนะ” บีมหันมายิ้มจางๆ “ฉันก็เคยกลัว เคยหนี แต่ปีนี้…เราไม่ต้องลืมอีกแล้ว ใช่ไหม”
ลมเย็นพัดผ่าน เสียงหัวเราะของเด็ก ๆ ดังก้องกลางหมู่บ้านหิมะ ละอองขาวปลิวว่อน แต่ในนั้น มีจุดสีของดอกไม้แรกแย้ม โผล่พ้นหิมะ ประกายอาทิตย์จาง ๆ สาดลงมาบนกลุ่มเด็กที่ยืนเคียงกัน โลกหมู่บ้านเริ่มขยับจากจุดเดิม บีมสบตาเพื่อน หัวใจหนักอึ้งกลับเบ่งบานด้วยความกล้า สายตาทอดยาวไปยังวันใหม่ที่เบื้องหน้า