ลมหายใจแห่งอรุณภู
เสียงลมหนาวพัดเข้ามาทางหน้าต่างไม้ของบ้านพักงาน ถึงจะไม่ใช่ฤดูหนาวแต่ความสูงของอรุณภูที่ห้อมล้อมด้วยหมอกขาวทั้งวันทำให้ยากจะบอกเวลา ถวาย เด็กชายวัยสิบสามนั่งเหงื่อแตกหน้าเตาผิง เปลวไฟเต้นไหวสีเขียวปนฟ้า เหนือเปลวไฟ มีห่อเสื้อผ้าเก่ากองใหญ่ที่เขาต้องยกไปเก็บบนห้องใต้หลังคา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…จริงน่ะ ทำไมต้องให้เราอยู่เฝ้าที่นี่ด้วย คนเดียวด้วย ขอเถอะ” ถวายบ่นกับตัวเอง ซ้อนเสียงแม่จากโทรศัพท์มือถือที่ตัดสายไปแล้ว เขาเหลียวซ้ายขวาช้าๆ เหมือนกลัวบ้านเก่าเสียงดังทุกมุมจะสดับฟัง
ตึง… เสียงบางอย่างในห้องเก็บของใต้พื้นกระดานดังขึ้น ถวายสะดุ้ง มือหยุด เขาแนบหูลงกับไม้เก่าที่กรอบเปราะ เสียงกระซิบแผ่ว ชัดยิ่งกว่าทุกคืน—เหมือนมนุษย์แต่ไม่ใช่ เสียงแผ่วพูดถึงบางสิ่งที่ “เสียใจ” กับ “ฝังไว้ใต้แสงเหนือ” ถวายกลืนน้ำลาย ฝ่ามือเย็นเหงื่อเยิ้ม เขาลุกเดินช้าๆ ไปหยิบไฟฉาย สิ่งที่รู้คือคืนนี้เขาต้องหาคำตอบ
เมื่อจันทร์เต็มดวงทอดแสงเหนือยอดไม้ เขาสะพายเป้ วิ่งเบาๆ ออกจากบ้านมุ่งขึ้นสันเขา จุดหมายคือหน้าผาเหนือหมู่บ้าน—อรุณภูที่แม่สั่งห้ามขึ้นหลังจากพระอาทิตย์ตก ถวายก้าวอย่างระวัง ทุกย่างก้าวเสียงหายใจแผ่วเบาลากยาวอยู่ข้างหู
ต้นไม้ใหญ่ปรากฏทีละต้น ขึ้นสูงจนขอบฟ้าสีเทาสดใสมีประกายเย็นวาบ เปลวสีเขียวอมฟ้าทะลวงผ่านกิ่งไม้ เหนือหัวเขาเกิดฝูงแสงไฟล่องลอย เต้นรำอย่างประหลาด
“เด็กนั่นสินะ ที่เสียงลึกลับพาฉันมายืนตรงนี้” เสียงสั่นแว่วจากความเงียบ ถวายหยุดกึก หันไป—หญิงชราคนหนึ่งนั่งซุกอยู่ในขอนไม้ ท่าทางผอมโกรกในเสื้อคลุมขาดปะ เงาที่ตาสะท้อนแสงเหนือเข้มข้นแต่เหมือนมนุษย์ธรรมดาทุกอย่าง
“คุณ…คือเสียงในลังเหรอ?” เด็กชายถามด้วยเสียงกล้าแฝงความกลัว
หญิงชราส่ายหน้า “ฉันแค่ได้ยินเหมือนกัน ฉันขึ้นมาทุกคืนฟังเสียงลมหายใจของสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขานี้ เราต่างก็หนีบางอย่างในใจเราใช่ไหม…หนู?”
ถวายไม่ตอบทันที เขาดึงมือแน่น เสียงนกฮูกพลันเงียบสนิท ต้นไม้สูงพากันโน้มลงราวกับตั้งใจฟัง บรรยากาศอึดอัดมากขึ้น
“ผมแค่…อยากรู้ว่ามันคืออะไร ถ้าแม่ถามผมจะโกหกไม่ได้”
“แต่ละคนถูกผูกไว้กับอดีตทั้งนั้น หนูแบกอะไรมา?” เสียงหญิงชรานุ่มลึกแต่เปราะบาง
ทันใดนั้น แผ่นดินสะเทือนเบาๆ กลิ่นเหม็นเปรี้ยวแผ่เข้ามา ถวายสบตาเธอ คำถามนั้นสะท้อนจนหัวใจหนักอึ้ง
“แล้วคุณล่ะ? คุณกำลังหนีอะไร?” เขาสวนกลับช้าๆ
เงียบ…นานเหมือนไม่มีจุดจบ หญิงชราหลบสายตา มองเพียงแสงไฟเหนือฟ้า “ฉันเคยทำให้ลูกสาวเสียใจ ก่อนเธอจะจากโลกนี้ไป ฉันไม่เคยขออภัย…ไม่ทันแล้ว”
พูดจบ น้ำตาใสม้วนจากขอบตาช้าๆ ถวายเฝ้ามอง มือเขาสั่น หัวใจพลุ่งพล่าน—เสียงในลังกับภาระของเธอคล้ายกันกว่าที่คิด
“คุณอยากเจอลูกไหม…หรืออย่างน้อยได้พูดกับเธอ”
หญิงชราส่ายหน้า “ฉันกลัว กลัวเธอจะเกลียดฉัน”
ไฟเหนือหัววูบวาบจนสว่างทั้งป่า ปรากฏรูปร่างแสงรูปหญิงสาวท่ามกลางเปลวสี เขยิบเข้าใกล้พวกเขา ขณะที่หญิงชราเริ่มสะอื้น ถวายนั่งข้างๆ เธอเงียบๆ
“ผมเองก็กลัวแม่จะทิ้งผม กลัวความผิดตัวเองถึงขนาดฟังเสียงจากลังทุกคืน”
“กลัวจนหนีมาอยู่ที่นี่ใช่ไหม” หญิงชรากระซิบกลับ ถ่ายทอดความเข้าใจผ่านน้ำเสียงเจือความรู้สึกผิด
เสียงแปลกประหลาดเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ผสมกับลมหายใจแผ่ว ถวายเงี่ยหูฟัง สายตามองเห็นประกายแสงวิ่งพล่านเต็มฟ้า ความอึดอัดในใจเขาลดลงทีละน้อย
“คุณเชื่อว่าคนจากไปยังฟังเราอยู่ไหม?”
หญิงชราหายใจยาว “ฉันหวังอย่างนั้น…แต่เราไม่ควรรอชีวิตใหม่จากอดีต เราควรเริ่มที่นี่”
ฟ้าสว่างวาบ ลมหนาวพัดแรง หญิงชราตัดสินใจกุมมือถวาย ทั้งสองผงะตามเสียงในใต้พื้นกระดาน ปากทางเหมือนเปิดออกทีละน้อย
“จะลงไปไหม?” หญิงชราถาม พลางยื่นไฟฉายให้ ถวายเงยหน้ามอง ดวงตาสั่นเทาแต่มีแววแน่วแน่
“ถ้าไม่ลง เราจะไม่มีวันรู้ว่าอะไรคือความจริง” แล้วเขาค่อยๆ เปิดแผ่นไม้ เสียงลึกลับค่อยๆ ชัดขึ้นเป็นคำพูด—เหมือนคนหลายเสียงทับซ้อน
บันไดแคบทอดลึกลงไปในความมืด กลิ่นเปรี้ยวเน่าแรงขึ้น หญิงชราเดินนำด้วยมือข้างหนึ่งกุมเสื้อเก่าของลูกสาวอีกข้าง ถวายตามไป ระหว่างที่เดินนั้น เสียงเสียงในใจทั้งสองดังสลับไปมา—เรื่องราวอดีต ความคาดหวัง ความผิดพลาด—ทั้งหมดตามมาตลอดทาง
ไฟฉายสำรองดับลงทีละอัน เหลือแค่แสงเหนือที่ส่องผ่านรอยแตกของผนังดินให้เห็นเส้นทาง ครู่หนึ่งทั้งสองหยุดหน้าลังไม้ใหญ่ที่ใบจมูกฉุนกลิ่นเก่าและเศร้า
“หนูแน่ใจไหม?” หญิงชราถาม ถวายตอบด้วยความสั่นเทาในน้ำเสียง “ผมกลัว…แต่ต้องรู้”
เขาคลำหาฝาซึ่งสลักข้อความจากอดีต “ให้สิ่งนี้เป็นอิสระ โดยไม่ตัดสิน” ถวายอ่านเสียงสั่น
หญิงชราร้องไห้ โผเข้ากอดเขาแน่นก่อนจะเปิดฝา แสงจ้าสาดออกมา ร่างแสงเคลื่อนไหวล้อมรอบโจมตีทั้งความสุขและเศร้าในใจ
ร่างของหญิงสาว—ลูกสาวของหญิงชรา—ปรากฏกลางลัง เธอไม่พูด แต่ใบหน้ามีรอยยิ้มเหงาๆ หญิงชราทรุดตัวลง น้ำตาอาบแก้ม ก่อนจะพูดออกไปว่า “แม่ขอโทษ…แม่ขอโทษจริงๆ” เสียงสะอื้นกลืนไปกับแสงเหนือ
ถวายเองนั่งนิ่ง จ้องมองร่างแสงอย่างค้างคาใจ แสงเหล่านั้นโอบล้อมเขาราวกับปลอบโยน อดีตที่ไม่พูดถึงค่อยๆ ซึมซาบออกจากหัวใจเขา พร้อมคำพูดของแม่ในความทรงจำ: “ลูก…ลูกไม่ผิด ทุกคนผิดพลาดได้”
หญิงชราหลับตานิ่ง ลมหายใจผ่อนคลาย ก่อนจะค่อยๆ ยืนขึ้น กล่าวว่า “เราควรเดินออกจากอดีตสักที”
ขึ้นบนบ้านอีกครั้ง ฟ้าสาง ห้องไม้เปียกน้ำตาทั้งสองคน หญิงชรายิ้มจาง “ถ้าหนูอยากอยู่ต่อ ก็ย้ายมา ฉันไม่เหลือใครแล้ว”
“ผมเองก็ยังไม่แน่ใจ…แต่ผมอยากช่วยคุณ อยากฟังเสียงแสงแบบนี้อีก”
หญิงชราพยักหน้า เฉยเมยในความหวัง แล้วจู่ๆ เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น แม่ของถวายส่งข้อความมาว่า “กลับบ้านได้แล้วลูก” บนนั้นแนบรูปแสงเหนือถ่ายจากหน้าต่างบ้าน
ถวายยิ้มทั้งน้ำตา “ยังมีคนรอผมอยู่ แต่ผมจะกลับมาอีกแน่นอน”
หญิงชราพยักหน้า “ฉันจะรอหนู คืนต่อไป…เราอาจค้นเจออดีตอีกเรื่องที่แสงเหนือซ่อนอยู่”
เมื่อถวายลงจากอรุณภู เขามองย้อนขึ้นไปเห็นเงาเล็กๆ โบกมือใต้ท้องฟ้าที่เปล่งแสงเหนือกลืนหายไป เด็กชายเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เบาขึ้น สองมือกำเสื้อเก่าของหญิงชรา—ของขวัญบอกลา และเสียงกระซิบจากลังเก่าเงียบสนิท เหลือเพียงเสียงหัวใจที่เดินหน้าสู่อนาคต