สายฝนในรอยยิ้ม
เสียงฝนกระหน่ำลงกระเบื้องคอนโดสูง เสียงน้ำสาดพื้นถนนดังซ่า ๆ กรุงเทพฯ ในฤดูฝนเย็นชื้นไปทั่ว ปรางยืนอยู่ริมหน้าต่างห้องสมุดกลางชั้นเจ็ด สายตาเธอทอดมองออกไปยังเส้นขอบฟ้าที่เมฆหมุนวน ซ้อนทับด้วยตึกสูงเล็กจิ๋วไปหมด มีหนังสือในมือหนึ่งเล่ม แต่มืออีกข้างกำแน่นที่กระโปรงนักศึกษา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ปราง นั่งด้วยได้ไหม” เสียงทุ้มต่ำของต้น เพื่อนสนิทตั้งแต่มัธยม เอ่ยเบา ๆ พร้อมกล่องข้าวหน้าปลายื่นมา เธอสบสายตาเขาแล้วพยักหน้า แกล้งหัวเราะร้าย ๆ กลบความประหม่า
“คิดว่าจะหายหัวไปแล้ว องค์หญิงของห้องสมุด” ต้นแหย่ พลางทิ้งตัวลงเก้าอี้ข้าง ๆ หนังสือชีววิทยาถูกวางลงกลางโต๊ะ ฝนข้างนอกเหมือนหนักขึ้นจนเราทั้งคู่ต้องหันไปดูอีกครั้ง
“ไม่ได้ซ่อนตัว แค่… อยากเงียบ ๆ ” ปรางตอบ ลมหายใจเธอสั้นแต่แก้มอุ่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เธอไม่พูดถึงข้อความที่นัท—แฟนเก่าของต้น เพิ่งโทรมาหาต้นเมื่อคืน
มุมปากต้นขยับเล็กน้อย เหมือนอยากพูดอะไร ทว่าเงียบ สายตาเขามีน้ำหนักของฤดูฝน ขณะที่ฝ่ามือก็หยิบคู่มือกวดวิชาขึ้นแต่ไม่เปิด ต้นมองเธออยู่หลายวินาที บรรยากาศมีเพียงเสียงฝนรินรอบตัว
“รู้ไหมเวลาใครเงียบ มันน่ากลัวกว่าตอนดุซะอีก” ต้นเปรย สายตาเอ็นดูแต่ลึก ๆ มีแววสับสน เหมือนอยากให้เธอพูดบางอย่างให้เขาฟัง
“ต้น กลัวมั้ย” ปรางถามกลับเบา ๆ ทั้งที่ไม่แน่ใจว่ากำลังถามเรื่องอะไร—เรื่องความสัมพันธ์, เรื่องอนาคต, หรือเรื่องเมื่อคืนที่ได้ยินนัทพูดชื่อเธอปนกับเสียงหัวเราะคุ้นเคยนั้น
ต้นนิ่งไปนาน ดวงตาคมเข้มอาศัยเงียบตอบอะไรไม่ได้ทันที ก่อนจะถอนหายใจยาว ราวกับระบายบางอย่างออกทางสายฝนหน้าต่าง
“กลัวสิ ถ้าไม่กลัวก็ไม่ใช่ต้นแล้ว” เขาฝืนยิ้มอย่างเจ็บปวด “แต่ฝนมันก็สอนให้รู้ว่า เดี๋ยวมันก็หยุด——
เงียบอีกครั้ง คำที่ค้างไว้ไม่มีใครกล้าพูดต่อ เพลงจากมือถือของปรางดังขึ้นขัดจังหวะ บังคับให้เธอถอนตัวจากสายตาของต้นอย่างเสียไม่ได้
ในรถเมล์กลับบ้าน ปรางนั่งข้างหน้าต่าง มือแตะข้อความในโทรศัพท์จากพี่ชาย “แม่ถาม ว่าเรียนหนักไหม” เธอกดอ่านแล้ววางไว้ สายตาจับจ้องฝนต่อไป ดวงใจป่วยไข้จากความเงียบในใจที่ยังไม่ได้พูดออกไปกับต้น มือเธอลูบถุงผ้าใบเล็กที่มีเครื่องรางโชคลาภในนั้น—ของขวัญวันเกิดจากต้นตั้งแต่ปีสุดท้ายมัธยม
ถนนข้างหน้าติดขัด น้ำขังตามรอยทาง เธอมองแสงไฟรถฝ่าน้ำเป็นสายรุ้งสั้น ๆ พลันดึงเสียงหัวเราะของต้นในอดีตมาฉายซ้อน ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงรู้สึกเหมือนกำลังห่างกับใครบางคนที่ใกล้ตัวมากที่สุดไปทุกที
ค่ำวันนั้นขณะที่นั่งต้มมาม่าในห้องครัว ปรางเลื่อนดูรูปงานกีฬาสีมัธยมรูปเก่าที่ต้นแท็กเธอ กล่องข้อความกระพริบ ‘เห็นรูปนี้แล้วคิดถึงวันนั้นเนอะ’ เธอพิมพ์สะดุดอยู่นาน ก่อนจะตอบกลับเพียง ‘ใช่’
เช้าวันใหม่ในห้องเรียน ปรางเงยหน้าขึ้นจากโน้ตวิชาเศรษฐศาสตร์ ต้นนั่งอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะ สบตากันช่วงสั้น ๆ รอยยิ้มของเขาดูเปลี่ยนไปจากเดิม ไม่สดใสเหมือนเมื่อก่อน ดวงตาเหมือนหลบซ่อนบางสิ่งในใจ
“เมื่อวานไม่คุยกันเลยนะ…” ต้นเกริ่นที่โต๊ะกาแฟหลังเลิกเรียน สถานการณ์ระหว่างเขาสองคนกลับอึดอัดขึ้นกว่าที่เคย ปรางเพียงจิบกาแฟเงียบ ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“อยากฟังเรื่องของนัทมั้ย” เสียงปรางแผ่วต่ำไม่มองหน้า
“ถ้าพูดจริง ๆ ไม่…” ต้นหยุด “แต่ถ้าเธออยากพูด ก็พูดเถอะ”
“เปล่า ไม่มีอะไรจะพูด” ปรางซ่อนมือใต้โต๊ะ กำเครื่องรางแน่นอีกครั้ง
ปลายสัปดาห์เธอตั้งใจจะไม่ติดต่อหาเขา แต่ก็วนคิดถึงคำพูดของต้นอยู่ทั้งวัน จนถึงคืนวันหนึ่งขณะที่ฝนยังตกไม่ขาดสาย เสียงเคาะประตูห้องพักก็ดังขึ้น
ต้นยืนอยู่ตรงนั้น ผมเปียก เสื้อแจ็กเก็ตเปียกฝน หายใจรวน ๆ ใบหน้าตื่น ๆ ราวกับเพิ่งวิ่งจากป้ายรถเมล์
“ขอโทษ …เราพูดอะไรไม่ดีรึเปล่าวะ”
ปรางนิ่งอยู่นาน ไม่ตอบอะไร สายฝนกับไอน้ำในห้องสร้างความเงียบที่ชวนเคว้ง ราวกับกินเวลาไปนาน
“ไม่ได้โกรธ …แค่กลัว” เสียงปรางสั่น เธอกำลังใกล้ร้องไห้
ต้นขยับเข้ามาใกล้มากขึ้น เห็นเครื่องรางในมือเธอ “กลัวอะไรเหรอ”
“กลัวว่าพอพูดออกไป ทุกอย่างจะเปลี่ยน”
ต้นเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของเขาทำให้ปรางเห็นความกลัวในตัวเองสะท้อนอยู่เช่นกัน
“อย่าเพิ่งพูดถ้ายังไม่พร้อม” เขาลูบหัวเธอเบา ๆ แล้วถอยออกไป ประตูปิดอย่างแผ่วเบา เธอยังนั่งนิ่งอยู่ข้างประตู น้ำตาไหลอย่างช่วยไม่ได้
เวลาผ่านไปหลายวันโดยไม่มีใครทักหากัน ปรางพยายามจับจังหวะชีวิตเรียนกับงานส่งมหาวิทยาลัย ข้ามร้านกาแฟที่เคยเจอกัน หลีกเลี่ยงเส้นทางเดียวกับต้นเพราะกลัวว่าจะต้องเผชิญความจริงในหัวใจตัวเอง
แต่ในคลาสเสนองานโปรเจกต์วันหนึ่ง ขณะที่ปรางกำลังถือแฟ้มเตรียมขึ้นพรีเซนต์ เสียงต้นเรียกชื่อเธอเบา ๆ จากหลังเวที เขาดูอิดโรย ผิวหน้าซีดเพราะอดนอน เธอพยายามฝืนยิ้ม
“ขอให้โชคดี” ต้นพูด มือสั่นเล็กน้อยขณะส่งแฟ้มให้ เธอแตะมือเขาโดยไม่ตั้งใจ สายตาสบกันชั่วขณะ แล้วเธอจึงรีบเบี่ยงหนีขึ้นเวที
ระหว่างนำเสนองาน สายตาต้นจับจ้องปราง เขากอดอกเอนตัวพิงผนังด้านหลัง ภายนอกเหมือนไม่รับรู้อะไร ทว่าในใจเขากำลังปั่นป่วนกับสิ่งที่ยังไม่ได้พูดออกไป
คืนนั้น ต้นไลน์มาหา “ขอโทษสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมา มันคงแปลกถ้าไม่มีเธอ” ปรางอ่านแล้วนิ่งนาน ไม่กล้าตอบ.. สุดท้ายตอบว่า “ฝันดีนะ”
เวลาสอบกลางภาค เธอพยายามทำตัวเป็นปกติ ต้นก็มักนั่งห่างกว่าเดิมเล็กน้อย ทุกอย่างเหมือนกลับไปเหมือนเดิมแต่ไม่เหมือนเดิม เงาของความสัมพันธ์ซ่อนอยู่ในบทสนทนาผิวเผิน
วันรับใบประกาศนียบัตรจบปีสอง ฝนก็ตกหนักอีกครั้ง เหมือนเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่างที่ยังค้างคา เธอยืนรอแม่กับพี่ชายที่ทางเดิน ต้นเดินผ่านมา ยืนใกล้ แต่ไม่ได้พูดอะไร
“ดีใจด้วยนะ” ต้นพูด เธอยิ้มรับแข็ง ๆ
“ปีหน้าก็คนละคณะแล้ว” เสียงเขาแผ่วลง เธอหลบตา บรรยากาศระหว่างทั้งคู่เหมือนถูกกั้นระยะห่างอีกครั้ง
“ต้น…ถ้ามีอะไรอยากพูด เดี๋ยวนี้คงต้องพูดแล้วมั้ง” สุ้มเสียงขาด ๆ หาย ๆ ราวกับฝนหลงฤดูที่ไม่มีทีท่าจะหยุด
เงียบ ต้นไม่พูดอะไร เพียงสบตานานจนเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรสักอย่างข้างใน
แล้วจู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของต้นก็ดังขึ้น สายจากแม่เขา ต้นหันไปรับพลางขอตัวด้วยท่าทีรีบ สบตาปรางเป็นครั้งสุดท้ายในวันที่ฝนเซไปมาเช่นนั้น
หลายเดือนหลังจากวันนั้น ทั้งคู่ต่างใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยที่แตกต่าง ปรางเริ่มฝึกงานที่เอเจนซี่โฆษณา ต้นเรียนปริญญาตรีวิศวะ มีแฟนใหม่ชื่อฟ้า—แต่ดูเหมือนเขาไม่ค่อยนำเธอเข้ากลุ่มเพื่อนเก่า
ปรางเจอรูปถ่ายเก่าใน Facebook ที่มีเธอกับต้น สายฝนหน้ารั้วโรงเรียนวันประกาศผลสอบ เธอกดไลค์แต่ไม่ได้แท็กเขา ทุกอย่างเหมือนวนเวียนกลายเป็นฝันไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เย็นหนึ่งระหว่างกลับคอนโด ฝนตกหนักจนเธอต้องวิ่งไปหลบในร้านกาแฟเล็ก ๆ ใกล้ทางรถไฟฟ้า ความทรงจำเก่าสะท้อนในบรรยากาศรอบตัว เสียงหัวเราะ เสียงด่า เสียงทะเลาะกับต้นที่ร้านกาแฟแบบนี้ มันเหมือนเพิ่งเกิดขึ้น
ทันใดนั้น ต้นเดินเข้ามาในร้านเดียวกัน อย่างไม่รู้มาก่อน (ไม่ใช่ความบังเอิญเวอร์ แต่เพราะคอนโดเธออยู่ละแวกเดียวกัน กลายเป็นเส้นทางชีวิตที่ยังตัดกันได้บ้าง) ต้นเห็นเธอแต่ลังเลจะเดินเข้าไปหรือไม่ ท้ายสุดเมื่อเธอส่งยิ้มให้เลยเดินมาหา
“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” เสียงต้นยังอบอุ่นเหมือนเดิม แต่มีอะไรแข็งกระด้างปนอยู่
“อืม เหมือนฝนตกทุกทีที่บังเอิญเจอกัน”
ต้นหัวเราะสั้น ๆ “ฉันก็คิดว่าฝนมันเอาแต่หลอกให้เรากลับมาพูดกันใหม่ทุกที”
เงียบอีก ครู่หนึ่งไม่มีใครพูดอะไร ต่างซึมซับเสียงฝนกับกลิ่นกาแฟไปพร้อมกัน
“ฟ้าเป็นยังไงบ้าง” ปรางถามเสียงสั่น
“เราเลิกกันแล้ว” ต้นตอบเสียงเรียบ “มัน…คนละจังหวะกันไปแล้ว”
เงียบอีก กลิ่นอายของสิ่งที่ค้างอยู่นานในบอลลูนหัวใจทั้งสองคนก่อตัวหนักหนาน่าอึดอัด
“แล้วเธอล่ะ โอเคมั้ย?” ต้นพูดเสียงแผ่ว
ปรางส่ายหน้า “ก็ยังคิดถึงบางอย่างที่เก็บไว้ เธอมีมั้ยอะไรแบบนั้น”
ต้นมองออกนอกหน้าต่าง ราวกับมองบางอย่างผ่านฝน
“มี” เขาห่วงใยแต่ไม่แน่ใจจะพูดดีไหม “แล้วคิดจะพูดบ้างไหมล่ะ”
ปรางยิ้มจาง ๆ “ถ้าพูดไปแล้วมันทำให้อะไร ๆ เปลี่ยนไปอีก ฉันกลัวจัง”
ต้นหัวเราะนิด “ฉันก็กลัว กลัวเสียแบบตอนนั้น”
หลังจากวันนั้น ทั้งคู่เริ่มพูดคุยกันบ่อยขึ้นบ้างผ่านแชต สารทุกข์สุกดิบ ทว่าความรู้สึกก็ยังรอวันที่จะพูดกันออกมาตรง ๆ
จนถึงค่ำวันหนึ่งที่ฝนตกหนักอีก เธอพบต้นนั่งอยู่ที่สวนเล็ก ๆ ชั้นดาดฟ้าคอนโด ปรางลังเลแต่เดินขึ้นไปนั่งข้าง ๆ
“เธอว่ายอมรับความรู้สึกที่มีดีกว่ากลัวเสียมันไปไหม” ปรางถามต่ำ ๆ ระหว่างที่นิ้วเธอเขียนลายเส้นบนโต๊ะเปียกน้ำฝน
ต้นนิ่งก่อนจะตอบ “มันต้องเสี่ยง เราเคยพยายามอยู่แบบเพื่อน ทั้งที่ในใจไม่ได้รู้สึกแบบนั้นมานานแล้ว”
“แล้วถ้าเราพูดอะไรกันตรง ๆ จะยังมีเราเหลืออยู่ไหม”
ต้นหันมาใกล้มากขึ้น “ถ้าไม่มี ก็คงน่าเสียดาย แต่มันทรมานกว่าถ้าไม่พูด”
เสียงฝนหยุดลงแล้ว ฟ้าปลอดโปร่งเป็นครั้งแรก แสงจากไฟส่องตึกสูงสะท้อนสายตาของทั้งสอง
“ต้น…”
“อืม”
“ถ้าอยากยิ้มให้ใครบ่อย ๆ ก็ควรพูดใช่ไหม” ปรางถาม สั่นน้อย ๆ แต่สายตามั่นคง
ต้นยิ้ม พลางกุมมือเธอ เรียบง่าย ไม่ด่วนเร่งรัด ไม่พยายามจะเป็นมากกว่าแค่เราในจังหวะที่ลงตัวที่สุดในรอยต่อฝนและรอยยิ้ม
พวกเขานั่งนิ่ง ๆ ด้วยกัน ปล่อยให้ความในใจค่อย ๆ ตกตะกอนกับเส้นขอบฟ้าหลังฝน เพื่อเรียนรู้ว่าบางครั้ง ความรัก ไม่ต้องเอ่ยคำว่า “รัก” ในวันที่ต่างรู้ว่ารอยยิ้มหนึ่งพิเศษกว่าคำไหน ๆ