เงาสีคราม ณ สตูดิโอศิลปะ
เสียงรองเท้ายางยวบยาบของดิวตัดกับพื้นไม้สตูดิโอ กำแพงขาวสูงทอดยาวขนาบไปด้วยวัสดุศิลปะที่ถูกวางกระจัดกระจาย หมุด แปรง สีเท่ากัดจมูก ลมหายใจของเขาเต็มไปด้วยกลิ่นอะคริลิกขมขื่นและควันบุหรี่ที่ไม่รู้ใครจุดทิ้งไว้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แกจะวาดอะไรคืนนี้?” ออมเพื่อนสนิทพูดขณะยืนอยู่หน้าผืนผ้าใบของตัวเอง ดิวไม่ตอบ เขาวางเป้มุมห้อง สายตามองออกไปนอกรูปในแสงไฟนีออนสลัวๆ
“ฉันไม่รู้… เหมือนไม่มีอะไรออกจากหัวเลย” ดิวกระซิบตอบ สีหน้าเขากังวลเหมือนเด็กที่ถูกปล่อยให้ลอยล่องอยู่กลางป่าไฟไหม้
เด็กสาวผมหยิกในสตูฯ ชื่อดาว มองทั้งคู่ด้วยหางตา หูฟังหลุดห้อยข้างหนึ่ง เธอเหมือนกำลังวาดรูปแต่จริงๆ แล้วฟังทุกอย่าง
บนผนัง มีรูปวาดรูปหนึ่งตั้งเด่น รูปชายชรานอนหลับตา ท่ามกลางแสงจันทร์สีน้ำเงิน ดูมีพลังและเหมือนกำลังร้องไห้ ดิวเดินไปจ้องรูปนั้นนาน
“นั่นของเจ้าของสตูดิโอเก่าก่อนจะตาย เขาบอกว่าในคืนนั้น มีบางอย่างมาเยี่ยม” ดาวพูดเบาๆ
ดิวหัวเราะในลำคอ “ผีอีกละ?”
ออมยักไหล่ “อยากรู้ไหม ว่าเงานั้นคืออะไรกันแน่”
ดิวไม่ตอบ เขาเหลือบมองเงาตนเองที่ยืดยาวบนผนัง ใจเขากระตุกเบาๆ คืนนี้รู้สึกแปลกกว่าทุกครั้ง แม้ไม่มีเหตุผล
คืนนั้น ฟ้าครึ้มฝุ่น ดิวอยู่คนเดียวหลังสี่ทุ่มในสตูดิโอ เสียงลมผ่านช่องหน้าต่าง สะท้อนกับละอองฝุ่นลอยในแสงจันทร์ สีฟ้าเต็มห้องจนเย็นวาบ เขาพยายามวาดรูปใหม่บนผืนผ้าใบ แต่ทุกครั้งมือสั่น — เม็ดสีเลอะผ้าใบกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวที่เหมือนจะมีชีวิต
“ถ้าแกเป็นศิลปินจริง ต้องวาดสิ่งที่กลัวที่สุด” เสียงในหัวของดิวดังซ้ำ — เสียงของพ่อที่ทิ้งเขาไปตอนเด็ก
ลมหายใจลึกหนึ่งครั้ง เงาสีฟ้ายาวจากมุมผนังเหมือนขยับมาใกล้ ดิวหยุดปากกา สายตาจับจ้องที่เงา เหงื่อเย็นเริ่มผุดเต็มหน้าผาก
“แกจะลองถามดูไหมว่ามันต้องการอะไร?” ดาวแกล้งถามในกลุ่มแชต เหมือนไม่คิดอะไร แต่ดิวจ้องเงานั้นที่มุมห้อง แล้วพูดกับเงาตัวเองเบา ๆ “นาย…ต้องการอะไร…”
ไม่นาน อากาศรอบตัวหนาวขึ้น ราวกับห้องทั้งห้องกดทับหัวใจเขา เงาสีน้ำเงินยิ่งเข้มและแตกแขนงเหมือนรากไม้ ดิวหลับตา กลั้นหายใจ เขาจำท่าทางของพ่อวันที่จากไป — มือจับกระเป๋าเดินทาง ตาไม่มองลูก ผ้าพันคอขาดตรงปลาย
เสียงโทรศัพท์ดัง ดิวสะดุ้ง “จะกลับยัง เดี๋ยวเคอร์ฟิว!” ออมทักมา เขาไม่ตอบ กำลังลูบจังหวะหัวใจตัวเองอยู่
ออมเปิดประตูเข้ามา สีหน้ากังวล “แกดูไม่โอเคเลย…เมื่อคืนแกฝันร้ายใช่ไหม”
“เราไม่อยากหลับตาอีก ออม เวลาหลับตา…เห็นแต่พ่อ”
ออมเงียบ เขาเอามือแตะไหล่ดิวเบาๆ “มันโอเคที่จะกลัว แต่แกต้องวาดมันออกมา”
ดาววางหัวแปรงลงอย่างแรง “แกไม่เคยกล้าพูดตรงๆ เลย จริงไหมดิว?”
ดิวเบือนหน้าจากทุกคน เสียงห้องเงียบจนฝุ่นในไฟแล่นเป็นเส้นสาย มีแค่เสียงขูดของแปรงบนผ้าใบเปล่า
คืนนั้นทั้งคืนไม่มีใครพูดถึงเงาสีครามอีก แต่บนผ้าใบของดิว เงารูปคนยืนหันหลัง ค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางพื้นสีน้ำเงินเข้ม
วันถัดมา สตูดิโอเต็มไปด้วยแสงแดดยามเช้า ดาวมองภาพที่ดิววาด ยิ้มบางๆ “นายเริ่มเห็นความจริงของตัวเองแล้วใช่ไหม”
“ไม่แน่ใจ” ดิวหลบตา แต่เสี้ยววินาทีเขารู้สึกเหมือนสิ่งที่ตนกลัวที่สุดนั้นกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเขา
“ภาพนั้น… เหมือนกับนายกำลังเผชิญหน้ากับเงาตัวเอง” ออมพูด สีหน้าเศร้าแต่จริงใจ
คืนนั้น ดิวกลับไปบ้านเช่าขนาดสามชั้นแคบๆ แม่โทรมาดึก ดิวใจสั่นแต่รับ “แม่…พ่อเคยกลับมาเยี่ยมไหม” ความเงียบเว้นว่างก่อนแม่พูดด้วยเสียงสั่น “ไม่เคยลูก…แต่แม่เชื่อว่าสักวันเขาจะเห็นว่านายวาดรูปเก่งแค่ไหน”
ดิววางสาย น้ำตาไหลช้าๆ เขาเหนื่อยหน่ายเกินกว่าจะควบคุม มือขยับหาผ้าใบใหม่ คืนนี้เขาวาดพ่อในจินตนาการ – ยืนอยู่ข้างๆ ตนเองในรูป เพียงแต่ทั้งคู่ไม่มีใบหน้า มีแค่เงาสีครามทาบทับ
อาทิตย์ต่อมา สตูดิโอคราคร่ำด้วยผู้คน ขอให้ดิวเปิดนิทรรศการภาพศิลป์ครั้งแรก ความกดดันสุมรุม ดาวถาม “ถ้าเขามาแกจะกล้าดูหน้าเขาไหม?”
“ไม่รู้…แต่ฉันต้องพยายาม” ดิวเสียงคราง
คืนจัดนิทรรศการ ทุกคนเคลื่อนไหววุ่น ดิวเดินวนรอบภาพ พยายามหายใจลึก ดาวเข้ามากระซิบ “แกกลัวคนไม่เข้าใจความเจ็บของแก?”
“กลัว… กลัวจะไม่มีใครเห็นเราจริงๆ”
ออมเดินมาตบหลัง “แต่ตอนนี้เรามาอยู่กับนายแล้ว ไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีก”
คนแปลกหน้าเดินเข้ามามองภาพพ่อไร้หน้าในนิทรรศการเงียบ ๆ เสียงเขาทุ้ม “เด็กคนนี้ เหมือนกับฉันเมื่อก่อน…”
ดิวหันไปมองชายวัยกลางคน รูปร่างสูง ใบหน้าซีดหม่น แววตาเศร้า ดิวกลืนน้ำลาย “คุณหมายถึง…”
ชายคนนั้นจ้องดิว “บางทีการให้อภัย ไม่ใช่รอให้อีกคนกลับมา แต่คือยอมรับว่าเราก็เป็นส่วนหนึ่งของความเจ็บนั้น”
ดิวเงียบ น้ำตาคลอเบ้า ออมกับดาวยืนข้างเขา ไม่มีคำพูดไหนจำเป็น ณ ขณะนั้น มีแต่พลังอุ่นที่ไหลผ่านวงแขนทั้งสาม รู้ว่าความเจ็บปวดกลางผืนผ้าใบเป็นของจริง
ดิวหลับตา เห็นเงาสีครามในห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้เขาเดินเข้าไปหา จับมือเงานั้น แล้ววาดมันออกมาอย่างมั่นคงที่สุด
เช้าวันต่อมา สตูดิโอเปลี่ยนไป มีแสงใหม่ลอดผ่านหน้าต่าง เงาสีครามยาวเหลือเพียงเส้นบางๆ ผืนผ้าใบของดิวมีชายสองคนยืนเคียงข้างกันในแสงจันทร์ — ไม่มีความกลัว มีแต่การยอมรับ เสียงหัวเราะของออมกับดาวสะท้อนก้องในห้อง ดิวยิ้มบาง ๆ มองภาพนั้นรู้ว่า จิตใจเขาเปลี่ยนแปลงแล้วตลอดกาล