เงื่อนงำแฝงสีที่สตูดิโอศิลปะ
เสียงเปิดประตูเหล็กของสตูดิโอสั่นสะท้านไปทั่วห้อง ท่ามกลางกลิ่นสีน้ำมันที่คลุ้ง รินค่อย ๆ วางกระเป๋าผ้าลงข้างโต๊ะไม้เก่า เธอก้มหน้ามองผืนผ้าใบตรงหน้าเหมือนกำลังควานหาบางสิ่งในความว่างเปล่าของสีขาวสะอาด ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กของเพื่อนจากมุมห้อง รินเงียบขรึม ลมหายใจเหมือนกลืนกลืนบางอย่างลึก ๆ ไม่พูดถึงเหตุการณ์เมื่อวานที่เธอกับนาว ทะเลาะกันกลางระเบียงหลังสตูดิโอ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นาวยืนทาสีแดงบนผนังฝั่งตรงข้าม การลงแปรงของเขาดูผิดปกติ ไม่มั่นคงเหมือนเคย คำพูดของรินวนเวียนในหัว — “นายไม่น่าเชื่อใจ” — นาวเจ็บแต่เลือกเก็บงำ พอเห็นรินเดินเข้ามา เขาละสายตาจากผนัง สบตาเพียงแวบเดียว ก่อนเบือนหน้าหนี ทั้งคู่ต่างมีบางคำในใจที่พูดไม่ออก
มุก ศิลปินสีน้ำ คอยประสานรอยร้าว เธอเดินเข้ามาหา “ริน อยากกินขนมปังปิ้งไหม เราซื้อมากับนัท” รินฝืนยิ้มบาง ๆ พลางพยักหน้า ขณะที่นาวเหลือบตามอง เหมือนจะเอ่ยอะไร แต่กลับเงียบ รินเอื้อมมือไปรับขนมปัง เล็บเธอเปื้อนสีน้ำเงินจาง ๆ
นัทนั่งอยู่มุมห้อง ขีดเขียนอะไรบางอย่างลงบนไดอารี ปากกาถูกขยี้จนแทบน้ำหมึกหมด “ทุกคนได้อ่านประกาศเรื่องประกวดศิลป์จากหอศิลป์ไหม” เสียงนัทเจือแววตื่นเต้น แต่แฝงด้วยแรงกดดัน นาวกระตุกไหล่ “ถ้าใครได้รางวัลไป คงต้องมีโชค”
จูน ศิลปินกราฟฟิตี้ เปิดประตูเข้ามาด้วยท่าทีว้าวุ่น เธอมองหน้าทุกคน ลมหายใจขาดห้วง “มีใครเห็นรูปสุดท้ายของรินไหม? ชิ้นนั้น…มันหายไป!” เสียงรินสะดุ้ง นาวหันขวับ มุกหน้าซีด พลันความเงียบงันเข้าครอบงำ
ค่ำวันเดียวกัน สตูดิโอเงียบสงัด รินแวบมองนาฬิกา เธอคว้าสมุดร่างภาพเเละเดินออกไปทางระเบียง ท่ามกลางสายลมเย็น รินยืนเงียบ หยิบมือถือมากดจดหมายถึงใครบางคน พิมพ์ค้างไว้แล้วยกเลิก เงาสาดบนพื้นยาวเหยียด รินถอนหายใจ “จะหนีไปสักที่…หรือจะเผชิญหน้าดี?”
วันรุ่งขึ้น จูนเดินลัดเลาะซอกสตูดิโอ เห็นนาวนั่งซึมอยู่คนเดียว “นายเห็นรินไหม?” จูนถามเบา ๆ นาวนิ่งไปอึดใจ ก่อนส่ายหน้า “…ไม่เห็น เธอน่าจะมาถึงแล้ว” จูนเอนตัวมองภาพวาดบนผนัง “เมื่อคืนฉันได้ยินเสียงที่ระเบียง นายออกไปหรือเปล่า” นาวหยุดหายใจชั่วครู่ “…เปล่า เป็นเสียงแมวแน่ ๆ”
นัทสังเกตว่ารินไม่ส่งข้อความมาทั้งคืน เธอเริ่มวิตกจริต เดินไปปรึกษามุก “เธอว่า…รินอาจจะเป็นอะไรไหม” มุกกัดริมฝีปาก “เมื่อคืนรินดูไม่เหมือนเดิม เราควรไปที่ห้องเช่าของรินกันไหม” นัทพึมพำ “หรือควรแจ้งอาจารย์ดี” พวกเธอสบตากัน วูบหนึ่งเหมือนรู้สึกกลัวจะได้ยินคำตอบ
กลุ่มนักศึกษาศิลป์สี่คนกลับมารวมตัวในสตูดิโอ ห้องเต็มไปด้วยร่องรอยของการใช้ชีวิต ชอล์กสีหล่นเกลื่อนบนพื้น มุมหนึ่ง ขนมปังปิ้งทิ้งไว้แห้งกรอบ เสียงเปิดเพลงคลาสสิกเบา ๆ กลายเป็นดนตรีประกอบความเงียบพิลึก จูนยืนกลางห้อง “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับริน…เราไม่ควรนิ่งเฉยนะ” มุกกำลังคุ้ยโต๊ะของริน เห็นสมุดสเกตช์ถูกฉีกหน้าสุดท้ายออก ขายังมีคราบหยดน้ำตาเปื้อนอยู่
แสงไฟสลัวในสตูดิโอช่วงหัวค่ำแต่ละวัน เหลือเพียงเงาของกลุ่มนักศึกษาที่เดินวนไปมา จูนตามหาปอกสี ทว่าเธอกลับพบจดหมายน้อยในช่องวางแปรง ถูกเขียนด้วยลายมือริน ด้านในจดหมายมีแค่ประโยค “ขอโทษ ฉันกลัว”
ความไม่สบายใจลามเรื่อยมาถึงอาจารย์ใหญ่ของสตูดิโอ เขาเรียกนาวไปคุยด้วย “ช่วงนี้รินไม่ค่อยปกติ เธอทะเลาะกับใครหรือเปล่า” นาวยืนกอดอกนิ่ง “เราก็ไม่มั่นใจครับ…รินดูเครียดเรื่องประกวด งานเธอโดนก๊อบปี้บ่อยด้วย” อาจารย์ลอบจับน้ำเสียงนาวได้ว่าบางอย่างถูกปิดบัง
คืนนั้น มีข้อความเข้ามือถือจูน จากเบอร์ที่ไม่รู้จัก “อย่าหา ถ้าไม่อยากเสียอะไรไปอีก” จูนตัวแข็ง หอบหายใจแรง ใจเต้นแรงขณะเหลือบตาดูมุก “มีคนขู่เรา ว่าอย่าหาเรื่องรินต่อ” มุกหยิบโทรศัพท์มาอ่านด้วยมือสั่นๆ
ขณะสายฝนพรำเบา ๆ นัทกับมุกเดินกุมแขนไปยังบ้านเช่าของริน ม่านหน้าต่างยังคงเปิดแง้ม กระติ๊บข้าววางข้างเตียง ผนังห้องเต็มไปด้วยข้อความ “กลัวที่จะถูกลืม” และ “ฉันไม่อยากเป็นแค่เงาของใคร” เขียนด้วยสีน้ำเงินและแดง มุกมือสั่นจดที่กระดาน “ริน…เธอทนกับเราไม่ไหวแล้วใช่ไหม”
นาวระบายสีแดงบนผนังสตูดิโอแรงขึ้นทุกวัน แปรงลูบลง ไหล่สั่นเล็กน้อย จูนเข้ามาหา “นายรู้อะไรใช่ไหมนาย” นาววางแปรง เงียบจ้อง จูนเสียงแข็ง “ถ้ารู้ก็พูด เดี๋ยวนี้!” นาวหมุนตัว น้ำตาคลอ “ถ้าฉันพูด…มันจะเปลี่ยนอะไรไหม ทุกคนก็มีส่วนผิด” คำพูดหวนย้อนมาสู่ความเงียบอีกครั้ง
คืนกลางสัปดาห์ เสียงมือถือจูนสั่น พบรหัสผ่านวาดไว้ในสมุดริน “013” ทุกคนรวมตัวกันไขล็อกเกอร์ของริน ข้างในมีแค่อัลบั้มภาพกับจดหมายน้อยถึงนาว “ฉันเชื่อใจนาย…แต่กลัวเกินกว่าจะพูด” นาวทรุดลง กอดอกสะอื้น
มุกตามหาภาพวาดที่หายไป ในที่สุดก็เจอชิ้นส่วนแผ่นผ้าใบถูกซ่อนในช่องเก็บเศษผ้า รอยฉีกไม่เรียบ ข้างหลังมีข้อความ “ชีวิตฉันลงสีด้วยความหวัง…แต่ฉีกขาดด้วยคำโกหก” มุกส่งต่อให้เพื่อน หัวใจแต่ละคนหล่นหาย
อาจารย์ใหญ่เริ่มตั้งคำถามกับทุกคน นัทเก็บตัวเงียบ สายตาวอกแวก “นัท เมื่อวานนายออกจากสตูดิโอหลังเราเหรอ” จูนถาม นัทกลืนลมหายใจ “ฉันแค่อยากคุยกับรินคนเดียว แต่ไม่ทัน…เธอไม่ฟัง” น้ำเสียงสะท้อนความเจ็บ แต่มุกและนาวต่างรู้ว่ามันมากกว่านั้น
มุกกลับไปห้องของริน ลองแกะรหัสภาพวาดสำคัญ บนหลังผลงานนั้นมีสัญลักษณ์รูปคลื่นน้ำ มุกน้ำตาซึม “รินเคยบอกว่าเวลาทะเลสาดใส่ผนัง เธอคิดถึงบ้าน” กลุ่มเพื่อนฮึดค้นหาต่อไป
ค่ำใต้แสงไฟเรืองรองของสตูดิโอ จูนเริ่มซักถามนาวด้วยความรุนแรงขึ้น “นายมีอะไรจะพูดไหม ถ้ารินเป็นอะไรไป นายอยากรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตใช่ไหม?” นาวกัดฟัน “ไม่ใช่แค่ฉัน ทุกคนเคยทำร้ายเธอ…ด้วยคำพูด ด้วยการเพิกเฉย”
คืนวันศุกร์ นัทเปิดข้อความในโทรศัพท์ เห็นภาพรินยิ้มอยู่หน้าทะเล ภาพถูกส่งโดยไม่มีชื่อ ทุกคนเพ่งดูนาน “หมายความว่า…รินยังปลอดภัย?”
จูนไม่แน่ใจ “หรือเธอหนีไปเอง เพราะเรา?” ความเงียบแผ่คลุม ก่อนจู่ ๆ มีโทรศัพท์เข้ามาที่สตูดิโอ เสียงรินแผ่วเบา “อย่าหาฉันเลย…ฉันยังไม่พร้อม” เสียงโทรศัพท์ขาดหาย เหลือไว้แค่ความว่างเปล่าเป็นคำถาม
นาวร้องไห้ เสียงแหบ “ทุกคนเคยเห็นรินในมุมที่ต่างกัน เห็นแต่สิ่งที่ทำให้ตัวเองรู้สึกดี แต่เคยฟังเธอบ้างไหม” มุกทรุดฮวบ วางมือแน่นกับพื้นไม้เก่า
กลุ่มเพื่อนเริ่มเปิดใจต่อกันถึงสิ่งที่เคยละเลย บทสนทนาสลับไปมาระหว่างคำขอโทษกับการยอมรับผิด นัทพูดเบา ๆ “ถ้ารินกลับมาได้…ฉันจะไม่เพิกเฉยอีก” จูนเองก็ปล่อยน้ำตา เธอกอดทุกคนแน่น
ในที่สุด นาวตัดสินใจส่งข้อความถึงริน “ขอโทษสำหรับทุกอย่าง นายไม่ต้องกลับมาก็ได้ เพียงแค่อยากให้รู้ว่ายังมีคนรอ…”
อีกเดือนต่อมา ภายในสตูดิโอคืนหนึ่ง ภาพวาดของรินถูกส่งมาทางไปรษณีย์ ไม่มีข้อความแนบ ใต้ชื่อภาพเขียนด้วยลายมือคุ้นตา “ขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้เงาของฉันหายไป” กลุ่มเพื่อนยืนล้อมภาพนั้น เสียงสะอื้นกับรอยยิ้มปะปน นาวออกปาก “วันนี้เราจะวาดด้วยความจริงใจ…เพื่อริน”
แสงสุดท้ายของวัน หลอดไฟในสตูดิโอกรุ่นละอองสีอุ่น เพื่อนทั้งสี่ก้มศีรษะลงด้วยกัน กลิ่นสีน้ำมันอบอวลเหมือนคืนเก่า แต่หัวใจพวกเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล