เสียงลมหายใจใต้ตึก A
เสียงกระดิ่งดังแว่วไกลตามลม เรียกเด็กนักเรียนจากทั่วทุกตึกสู่สนามรอบค่ำ ทุกคนยืนเรียงหน้ากระดาน แววตาเว้าวอนอยากให้กิจกรรมจบเร็ว คืนนี้อากาศเย็นแปลกกว่าทุกวัน ละอองหมอกลอยต่ำจนเห็นเส้นแสงไฟหัวสนามแตกกระจายเป็นสายม่านในความมืด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ต่าย แกเห็นฝนบ้างไหม” เสียงเนยกระซิบหยอกเพื่อนข้างตัวสายตายังจับจ้องปลายรองเท้าผ้าใบ
“ไม่เห็นเลย เมื่อเช้ายังนั่งบ่นกับเราอยู่” ต่ายกลืนน้ำลาย ความเงียบโดยรอบเหมือนกดน้ำหนักลงบนบ่าทุกคน
“วันนี้มันเงียบ…แปลก” ธาม หนุ่มผอมแว่น ที่ไม่ชอบออกนอกหอ กอดไหล่ตัวเองแน่น
“ปีนี้เด็กห้อง 6/2 จะอยู่รอดไหม ปีก่อนก็…” กระซิบที่ขาดคำของจอย ทำให้ทุกคนหันไปมองแต่ละคนด้วยสายตาไม่ไว้ใจ ไม่มีใครกล้าเอ่ยชื่อเด็กหญิงที่ ‘หายไป’ เมื่อปีก่อน
“หยุดคุยกันได้แล้ว!” เสียงครูทัศนีย์ขึงขัง ทุกสายตาหันมาตั้งตรง ยิงลมหายใจหนักกลับมายังเด็กทั้งแถว ราวกับรู้ว่าเด็กพวกนี้ซ่อนอะไรไว้
เมื่อจบกิจกรรม ทุกคนเดินกลับหอพักด้วยความเงียบงัน กระโปรงนักเรียนสะบัดปัดผิวกรวด เสียงหัวใจแต่ละคนประสานปลายเท้าด้วยความอึดอัด ต่ายกับเนยเดินรั้งท้ายสาย พวกเขาเดินผ่านตึก A ตึกเรียนไม้เก่าที่ยื่นออกริมป่ารอบโรงเรียน ไฟทางตรงนั้นกระพริบพร่าซ้ำ ๆ จนต้องรีบเร่งฝีเท้า
จู่ ๆ เสียงบางอย่างเคลื่อนไปใต้พื้นตึก ราวกับผู้คนมากมายกำลังหายใจพร้อมกัน ลมหายใจแผ่ว ๆ เย็นจนผิวหนังชาติดิ่งเข้าหูเด็กแต่ละคน “เอ๊ะ…ได้ยินไหม” ธามหยุดเดินทันที
“แค่หนูป่ามั้ง อย่าเพิ่งคิดมาก” เนยพูดออกไปเบา ๆ แต่กลับกลืนน้ำลายดังพอจะได้ยินกันเอง
ทุกคนเร่งเดินจากตรงนั้น ไปถึงหอพัก หัวใจยังคงจดจำเสียงเลือนรางนั้นติดหู
ภายในห้อง 204 บนหอหญิง บรรยากาศมืดครึ้ม แม้เปิดโคมไฟเต็มที่ก็ไม่อาจขับไล่ความรู้สึกหม่นมืด เด็กหญิงสี่คนล้อมวงกลางห้อง มีต่าย เนย จอย และข้าวฟ่าง กำลังตรวจสมุดรายชื่อนักเรียนที่เรียนห้องเดียวกัน
“ฝนหายไปตั้งแต่เมื่อวาน ไม่มีใครเห็น ตั้งแต่เรื่องของมิวเมื่อปีก่อน…เราทำอะไรผิดหรือเปล่า” ข้าวฟ่างเสียงสั่น ๆ น้ำตาคลอปริ่ม
“บางทีฝนอาจหนีออกไปเอง…บ้านเขาก็อยู่ในป่า ไม่ใช่ง่ายเหรอ” เนยทำเสียงแกร่งแต่หลบตาเพื่อน หยิบมือถือขึ้นเช็กข้อความ ทุกอย่างว่างเปล่า
เสียงหวีดวังเวงลอดหน้าต่าง แว่วจากตึก A มาแต่ไกล เด็กทั้งกลุ่มชะงักงัน จอยกลั้นหายใจ แล้วต่ายก็พูดเสียงเบาว่า “ถ้าเราตามหาฝนคืนนี้…”
“ใครจะไปบ้า ตามหาตอนนี้ ผีหลอกแน่ ๆ!” ธามโผล่หน้ามาผ่านประตูห้อง หอบหายใจเหนื่อยหลังวิ่งขึ้นบันได “พวกแกได้ยินเสียงนั้นมั้ย เหมือน…เหมือนมันอยู่ใต้ตึกเลย” ธามพูดพร้อมหน้าเผือด
ข้าวฟ่างขยับตัวชิดเพื่อนมากขึ้น เสียงนาฬิกาเดินติ๊ก ๆ เคล้ากับลมหายใจตื่นตระหนกของทุกคน ช่วงครู่ที่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร เสียงหวีดแผ่วเบาก็แทรกมาอีกครั้ง
ต่ายกำหมัด ปากสั่น “ถ้าไม่รู้…เราคงอยู่กันไม่รอด”
ข้าวฟ่างตาแดง “แต่ถ้าออกไป…ถ้าฝนไม่อยากให้เราเจอ!”
เสียงเคาะหน้าต่างสามครั้งดังเปรี้ยง ไม่มีใครกล้าลุก ทุกคนมองหน้ากัน รู้สึกถึงความหนาวเย็นแล่นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
“เอางี้ พรุ่งนี้ลางานชมรม ไปแอบเข้าใต้ตึก A ดูกัน” เนยเอ่ย เสียงสั่นแต่พยายามคุมให้หนักแน่น
ธามพยักหน้า “แต่คืนนี้…เราต้องอยู่ด้วยกัน ถ้าใครแยกห้องคนเดียว…จะไม่ปลอดภัย”
ข้าวฟ่างกลืนน้ำลาย “แล้ว…พรุ่งนี้จะเจออะไร”
ไม่มีใครตอบ ทุกคนจ้องความมืดข้างหน้าต่าง เงาที่ทอดจากโคมไฟเหมือนขยายตัวเอง ชี้นิ้วสั้นยาวไปยังห้องข้าง ๆ ราวกับพยายามส่งสัญญาณ เตือนภัยบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจได้
คืนผ่านไปอย่างกระอักกระอ่วน ทุกคนผลัดกันนั่งเฝ้านาฬิกา รอให้เช้าถึงไว หลังตีสี่ ธามเดินออกมาตามเทอร์เรซ คิดถึงน้องชายที่เคยเรียนที่นี่ เขาเห็นบางสิ่งตรงเงาข้างตึก A มันเคลื่อนไหวไหวเบา ๆ อยู่เป็นจุดเดียว
“ใครน่ะ?” ธามเรียก ไม่มีคำตอบ มีแต่เสียงลมหายใจเย็นเฉียบดังขึ้นไล่เลี่ย
“ธาม กลับเข้าไป!” เสียงเนยดังแว่วจากข้างหลัง ทุกคนรวมตัวพากันกลับเข้าห้อง ล็อกประตูแน่น หน้าต่างปิด กลั้นหายใจ ฟังเสียงกรอบแกรบลากตัวเองใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ แล้วยุติลงเมื่อแสงแรกของอรุณมาเยือน
เช้าวันถัดมา หลังสวดมนต์จบในตอนเช้า เด็กทั้งสี่รวมตัวกันริมตึก A หลบทิศสายตาครู คนในโรงเรียนต่างลือกันเสียงเบาเกี่ยวกับการหายตัวไปของฝน บางคนว่าหนีออกป่า บางคนบอกเห็นเดินถือกระเป๋าขึ้นรถ แต่ไม่มีใครยืนยัน
จอยหยิบกุญแจบรรจุกรงจากห้องปกครองมา “คืนนี้ต้องคืน เห็นมั้ย ประตูใต้ถุนเก่าตรงบันไดมีซอกเปิดอยู่”
“ถ้ามีครูผ่านมา เราแค่เดินวนเล่นรอฝน แต่ถ้าไม่มีใครอยู่ ทุกคนลงไปใต้ถุนพร้อมกัน” ต่ายวางแผนเสียงนิ่งแต่แฝงความระแวงในแววตา
ข้าวฟ่างยังลังเล “แล้วถ้าผีหลอกเราจริง ๆ ล่ะ…”
“วันนี้ถ้าไม่หาคำตอบ เราอาจไม่เคยได้นอนหลับอีก” เนยบีบมือเพื่อนแน่น
สี่คนรอจนเย็น โรงเรียนว่างเปล่า เหลือแต่เงาและเสียงนกร้องเศร้าใจ พวกเขาคลานลงบันไดไม้เก่าเข้าไปยังใต้ถุน ทุกฝีก้าวบนไม้ดังแอ๊ด ๆ อย่างไม่เป็นมิตร เศษฝุ่นใยแมงมุมร่วงระโยงรอย ตรงปลายทางมีประตูไม้เล็ก ๆ ข้างหลังเถาวัลย์ขดแน่น
ธามดึงบานประตูอย่างระแวง “มันล็อกอยู่แน่นมาก…”
ต่ายหยิบเหรียญในกระเป๋า กำลังจะสอดเข้าเบ้าเสียงกุญแจ จู่ ๆ เสียงลมหายใจหนักดังขึ้นทำลายความเงียบในทันที ทุกคนหยุดนิ่ง ตาเบิกโพรง จอยเอื้อมแตะข้อมือข้าวฟ่างที่เริ่มร้องไห้
เสียงกุกกักลากผ่านมุมหนึ่ง เสียงแหลมอึดอัดจนทุกคนต้องปิดปากกลั้นเสียง
ประตูขยับออกเองแผ่วช้า เงามืดก้อนหนึ่งเลื่อนช้าเป็นเส้น เห็นรูปร่างเลือนรางเหมือนเด็กผู้หญิงหัวฟูก้มหน้า เสียงหอบหายใจกึก ๆ
“ฝน!” ต่ายอุทาน ทุกคนหันจ้อง เบื้องหลังเงานั้นคือความว่างเปล่ามืดดำ
เงาสลายกับความว่าง กลิ่นดินชื้นรุนแรงคลุ้ง เสียงลมหายใจหายไป ทุกคนตัดสินใจค่อย ๆ ก้าวเข้าไปข้างใน หลอดไฟเก่ากะพริบ เปิดมากว่าครึ่งครู่แล้วดับสนิท ทิ้งทุกอย่างไว้เพียงเงาและเสียง
ใต้ถุนตึกคือโกดังเศษอุปกรณ์เรียนเก่า ฝุ่นเต็มพื้น กองสมุดขั้นบันได เหนือเพดานไม้บางสลักด้วยชื่อ ‘ห้อง 6/2’ คำที่ขูดลงเป็นรอยลึก ราวกับมีคนจงใจแกะสลักไว้ทุกยุคสมัย
“ฝน…?” เนยเอ่ยเสียงเบา เสียงสะท้อนของตัวเองตอบกลับมาแว่ว ๆ เหมือนมีเงาล้อมรอบห้อง กลิ่นดำคลุ้งในลำคอ
ในที่สุดจอยยื่นมือไปเปิดสมุดเก่าบนพื้น ในนั้นฝุ่นคลุมหน้ากระดาษอยู่ แต่เห็นชื่อตัวเองและชื่อเพื่อน ๆ ถูกขีดทับด้วยปากกาสีแดง
“ใครทำแบบนี้!” ธามโพล่ง สีหน้าเครียด ข้าวฟ่างร้องไห้จนตัวสั่น
เสียงหอบหายใจหนักกลับมาอีก ระยะครั้งนี้ใกล้มาก เสียงคนลากเท้าเข้ามาในห้อง ต่ายหยิบมือถือขึ้นส่องแฟลช สะท้อนเงาเด็กหญิงฝนยืนกำลังจ้องหน้า ส่งสายตาเหมือนไม่ได้อยู่ตรงนี้จริง ๆ
“หนี…” คำเดียวที่แผ่วรอดริมฝีปากออกมา ทุกคนตะโกนวิ่งกลับขึ้นบันได ออกจากห้อง ไม่หันกลับไปมอง
พวกเขาวิ่งออกจากตึก A ไปถึงหอพัก หอบหายใจ พร้อมเสียงเงียบวังเวงค่อย ๆ แทรกตัวเข้ามาแทนเสียงเดิม
ธามปิดประตูห้อง “ฝนไม่ได้ต้องการให้เราหาเจอ…เธออยากบอกอะไรบางอย่าง”
ต่ายนิ่งคิด “มันเกี่ยวกับห้อง 6/2…ใครที่ได้ยินเสียงนั้นจะ…”
ข้าวฟ่างรีบเสริม “จะถูกหลอกตามไปเหมือนกันใช่ไหม”
“ทำไมต้องเป็นเรา!” เนยโพล่งออกมาอย่างกลัว สายตาแต่ละคนผิดหวังอย่างสุดขีด หวั่นกลัวสิ่งที่ตามมา
คืนนั้นเสียงหอบหายใจหนักกลับมาปรากฏใกล้ขึ้น ทุกการขยับเขยื้อนในห้องถูกตามมาด้วยเสียงกระซิบ “6/2…ช่วย…ฉัน…”
เสียงกัดกินใจ ทุกคนตื่นผวามองหน้ากัน ทันใดนั้น นาฬิกาเดินถอยหลังไปที่เวลาหลังเที่ยงคืน
จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ของข้าวฟ่างดังขึ้น เนื้อความเดียว “ขอโทษ อภัยให้ด้วย” ไม่มีชื่อคนส่ง แต่รู้ทันทีว่าเป็นฝน
อยู่อย่างหลอนซ้ำคืนแล้วคืนเล่า ทุกเช้าแววตาของเด็กทั้งสี่ต่างเปลี่ยนไปจากเดิม กำลังใจพร่องลงอย่างช้า ๆ
เช้าวันหนึ่ง จอยหายตัวไป พวกต่ายจึงตัดสินใจกลับไปใต้ตึก A อีกครั้ง พวกเขาพบประตูห้องนั้นเปิดอ้าออกเอง ภายในมีสมุดจดเล่มใหม่ ข้างในมีชื่อพวกเขาแต่ละคน เขียนข้อความเดียวกันซ้ำ ๆ “6/2…อย่าให้ใครรู้…”
ณ ตอนนั้นเอง เงาดำทะมึนสามเงาปรากฏรอบตัว สายตาเว้าวอนร้องขอ ไม่มีเสียงพูด ทุกอย่างเงียบกริบ กลั้นทุกลมหายใจ ดูเหมือนเวลาหยุดนิ่ง ทว่าเสียงลมหายใจระส่ำยังดังรอบห้อง
“ไม่…ไม่เอาแล้ว!” ข้าวฟ่างร้องลั่น วิ่งทะลุประตูกลับขึ้นบันได ทิ้งเพื่อน ๆ ไว้ข้างหลัง
เสียงกระซิบเจือคราง “อย่าบอกใคร…” ดังไล่หลัง
ธามกับเนยยืนงันริมห้อง ต่างกลัวและสิ้นหวัง เสียงลมหายใจเหล่านั้นค่อย ๆ เบาบางลง ขณะเงาสามเงาละลายหายพร้อมเวลาที่เดินกลับไปข้างหน้า
ข้าวฟ่างคนเดียวที่วิ่งออกมานอกโรงเรียน ทันแสงตะวันสาด วิ่งไร้จุดหมายไปในทุ่งนา เขารู้เพียงอย่างเดียว ทุกคนในกลุ่มถูกผูกไว้ด้วยเสียงหอบหายใจที่ไม่อาจลบเลือนไปได้
คืนถัดมา ไม่มีใครพบเด็กห้อง 6/2 อีกเลย ในโรงเรียนยังคงมีเสียงลมหายใจดังจากใต้ตึก A โดยไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ เงาในแสงไฟวาบสลับไปมากับเสียงกระซิบชื่อแต่ละคนราวกับบันทึกไว้ในความทรงจำของโรงเรียนไปตลอดกาล