เสียงเงาแห่งวายุ
เสียงกรอบประตูยามค่ำคืนแทรกผ่านความเงียบของหอพักนักเรียนหญิงชื่อ “มารศรี” ทะลุผ่านโถงทางเดินยาวและกรุ่นอับแมลง ลมแรงจากหน้าต่างชั้นสามพัดปะทะผ้าม่านที่สีซีดจางด้วยกาลเวลา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ฟ้า เธอแน่ใจว่าได้ล็อกประตูห้องใช่ไหม” น้ำ พูดพลางหันไปหยิบเสื้อคลุม สีหน้าหน่ายหน่อย ๆ ด้วยสายลมเย็นที่เข้ามาทำให้เธอขนลุก
“ล็อกสิ บ้ารึเปล่า ฉันกลัวผีจะตาย…” ฟ้าตอบด้วยเสียงแผ่ว เธอลังเลก่อนเดินถือโทรศัพท์มาเช็กประตูอีกที
แววตาของฟ้าไล่ไปยังกรอบหน้าต่าง ดูเหมือนมีอะไรสักอย่างกดดันอยู่นอกห้อง ในห้องเล็กนี้มีเพียงฟ้า น้ำ และตาล เพื่อนสนิทที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่มัธยมต้น
“นี่ ยัยแก้วกลับห้องยัง” ตาลเอ่ยขึ้นพลางหย่อนตัวลงบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบ เสียงของเธอฟังดูไม่มั่นคงนัก
น้ำหยิบโทรศัพท์มากดเบอร์แก้ว ส่งข้อความหาทันที “ยังไม่ตอบเลย…” เธอรีบเสริมก่อนฟ้ายิงคำถามกลับ “ปกติมันไม่ช้าแบบนี้”
ลมหน้าต่างยังคงพัดเข้ามาไม่ขาดสาย เสียงกรอบแกรบทวีความถี่ ทุกคนต่างเหลือบตามองกันอย่างเงียบ ๆ
“อย่าเงียบกันแบบนี้สิ ใครจะนั่งสงบใจลง เหมือนคืนนี้มัน…แปลก” ตาลพูดเสียงเบา มือขยุ้มแขนเสื้อแน่นจนเห็นข้อขาว
ทันใดนั้น เสียงก๊อกน้ำในห้องน้ำท้ายทางเดินเปิดขึ้นเอง ทุกคนเงียบสนิท แข็งทื่อ
“ฉันว่าเราไปตามหาแก้วกันเถอะ” น้ำเสนอ ฟ้ากัดริมฝีปาก สายตาสั่นพลิ้ว “แต่…จะดีเหรอ มันจะอันตรายไหม”
ตาลเหลือบมองทั้งคู่อย่างชั่งใจ สุดท้ายพยักหน้า “ไปก็ไป อยู่เฉย ๆ ยิ่งกลัว”
สามคนรวบรวมความกล้า เปิดประตูออกอย่างเชื่องช้า โถงทางเดินว่างเปล่า แสงไฟสลัวหล่นลงบนรอยเท้าที่ไม่ชัดเจน
เสียงฝีเท้าสามคู่ดังก้องเข้าไปในความมืด ห้องพักของแก้วอยู่สุดปลายทางเดิน แสงสลัวลอดขอบประตู ราวกับใครบรรเลงเงาอยู่ภายใน
น้ำย่องเปิดประตูด้วยมือสั่น ๆ “แก้ว? แก้ว!” ไม่มีเสียงตอบรับ
ฟ้าถือไฟฉายมือถือลุกลี้ลุกลน สาดแสงเข้าไปในห้อง พบเพียงเสื้อผ้าถูกโยนเกะกะ โทรศัพท์วางคว่ำอยู่บนโต๊ะ ราวกับเจ้าของเพิ่งจะจากไปกะทันหัน
“ของยังอยู่ทั้งหมด นี่มัน…อะไรกันวะ” ตาลกระซิบข้างหูน้ำด้วยเสียงสั่น รูปถ่ายของกลุ่มพวกเธอในวันกีฬาสีตกอยู่ใต้เก้าอี้
ฟ้าก้มมองรอยนิ้วมือเลอะฝุ่นหน้าต่าง ใจเต้นแรง เธอเงียบ สะกดกลั้นน้ำตา ทุกสายตาเริ่มจับจ้องความว่างเปล่าในห้อง ราวกับเงาปริศนาเพิ่งเดินเฉียดผ่าน
เสียงบางอย่างดังขึ้นกลางคืน ลมโกรกผ่านห้องมาพร้อมกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ที่เคยเป็นของแก้ว ก่อนที่แสงไฟเล็ก ๆ จากปลายห้องน้ำจะเปิดขึ้นเองอีกครั้ง
“เราต้องไปถามผู้ดูแลหอ” น้ำตัดสินใจเสียงแข็ง กลืนความกลัวลงคอ “อย่างน้อยต้องรู้ว่าแก้วไปไหน” เธอกำโทรศัพท์แน่น
สามคนรีบเดินผ่านโถงยามค่ำคืน ไฟเพดานกะพริบบ้างติดบ้างดับ ผู้ดูแลหอกำลังนั่งหลับพิงโต๊ะไม้หน้าห้องปกติ
“ป้าศรีคะ เห็นแก้วไหมคะ” ฟ้าถามด้วยเสียงแผ่ว ป้าศรีขยี้ตาหันมาช้า ๆ สายตามีประกายระแวงปนกลัวแฝงซ่อนอยู่
“แก้ว? ไม่ได้เห็นตั้งแต่หัวค่ำแล้วลูก สงสัยจะไปกับน้องห้อง 307”
น้ำสอดสายตาไปมองป้าที่จ้องกลับมา “แน่ใจนะคะว่าไม่มีใครออกไปคนเดียว”
“จะซักไซ้ทำไมนักหนา ลูก…บางทีมันก็อาจไม่ใช่เรื่องดีหรอกที่ไปรื้อของเก่า ๆ ให้ลุกขึ้นมาไล่คนอีก” น้ำเสียงและสายตาของป้าศรีพลิกจากอ่อนโยนเป็นแข็งกร้าวในพริบตา
ตาลสบตาน้ำกับฟ้า “ตอนนี้ เธอสองคนก็คิดเหมือนฉันใช่ไหม?”
ฟ้าใจเต้นโครม เธอกลืนน้ำลาย ก่อนเอ่ยเสียงเบา “บรรยากาศไม่ไหวแล้ว เราต้องคุยกันก่อนว่า จะทำยังไงดี”
กลุ่มเพื่อนกลับมาที่ห้อง หลังจากเปิดไฟทั่วห้องแล้ว นั่งร่วมกันเป็นวง มือประสานเข้าหากัน ตาลเริ่มพูดออกมาว่า “ฉันกลัว…กลัวว่าคืนนี้อาจเป็นคืนสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน”
“เธอคิดมากไปเองหรือเปล่า?” น้ำสวน น้ำเสียงติดรำคาญ “บางทีแก้วอาจจะหนีเที่ยวกับแฟนแล้วไม่กล้าบอกใครก็ได้”
ฟ้าเงียบ เดินไปที่เตียงมุมห้องหยิบตุ๊กตาหมีตัวโปรดของแก้วออกมา “แต่นี่…แก้วไม่เคยทิ้งมันเลย” เธอกระซิบเบา รอยน้ำตาเอ่อคลอในตา สายตาทุกคู่เริ่มล่องลอยไปรอบห้องเหมือนค้นหาอะไรบางอย่างในเงามืด
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทุกคนสะดุ้งกับเสียงดังแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นใต้เตียง ฟ้าเป็นคนแรกที่เดินไปสำรวจ เมื่อก้มลงก็พบกระดาษขาดแหว่งแผ่นหนึ่งที่มีแค่คำว่า “อย่าไว้ใจเสียงลม” เขียนด้วยลายมือของแก้ว
ตาลรีบคว้ากระดาษมาอ่านจากมือฟ้า “นี่มันหมายความว่ายังไง?” น้ำลังเลก่อนจะตอบเบา ๆ “เสียงลมมันเกี่ยวกับเรื่องกลัวของแก้วแน่ ๆ…เธอเคยเล่าว่าทุกครั้งที่ได้ยินลมพัดกลางคืน เธอจะนอนไม่หลับ มันเหมือนมีใครมากระซิบข้างหู”
ความเงียบตกกระทบรอบโต๊ะ วินาทีนั้นประตูห้องผลักเปิดเองอย่างช้า ๆ ลมวูบแรงสวนเข้ามาในห้องอีกครั้ง ไฟเพดานดับพรึ่บเหลือเพียงแสงโทรศัพท์ในมือฟ้า
“อย่าแยกกัน” ตาลประกาศเสียงแข็ง
น้ำตอบกลับ “ไม่ต้องห่วง ฉันจะไม่ยอมให้ใครหายไปแบบแก้วเด็ดขาด” คำพูดของน้ำเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นแต่ลึก ๆ นั้น เธอเองก็กลัวจนมือเย็นเฉียบ
แล้วจู่ ๆ เสียงเคาะประตูดังสองครั้ง ทุกคนชะงัก มือของฟ้าเริ่มสั่นจนโทรศัพท์เกือบหล่น น้ำมองหน้าตาล ทั้งคู่พยักหน้าให้กัน น้ำค่อย ๆ เดินไปหมุนลูกบิดประตูอย่างระมัดระวัง
เปิดประตูออกมา เจอเด็กนักเรียนหญิงปีหนึ่งที่หน้าตาแดงก่ำ น้ำตาคลอ เธอชื่อดรีม “ขออยู่ด้วยได้ไหม…พี่แก้วยังไม่กลับห้อง ฉันกลัว…”
ฟ้ามองหน้าดรีมแล้วพยักหน้ารับเชิญให้เข้ามาในห้อง ดรีมมองซ้ายขวาด้วยความหวาดระแวง
“พวกพี่รู้ไหม…ที่นี่ไม่มีใครอยากอยู่ชั้นสามเลย” ดรีมพูดเสียงสั่นเบา “ก่อนหน้าพวกพี่มา มีคนชั้นนี้หายไปสองคนแล้ว…”
บรรยากาศภายในห้องชั้นสามเงียบเยียบ ทุกคนต่างสบสายตากันด้วยความกลัวที่เพิ่มขึ้น ฟ้ากอดหมอนแน่น ตาลหันไปถาม “เธอเคยได้ยินอะไรตอนกลางคืนมั้ย?”
ดรีมลังเลชั่วครู่ ก่อนจะพูดออกมา “เสียงลมมันเหมือนมีใครพูดแผ่วเบาตลอดเลย แต่มันไม่เคยพูดชัด”
ความเงียบคลืบคลานยึดครองห้อง เสียงลมโหมพัดแรงขึ้นอีก ทุกคนตัดสินใจว่าคืนนี้จะอยู่รวมกันในห้องเดียว กางผ้าห่มและนั่งเบียดกันใต้แสงไฟฉาย สายตาประสานกัน ลมหายใจดังฟังชัด
น้ำเริ่มสอบถามทีละคน “แก้วเคยพูดอะไรแปลก ๆ กับพวกเธอบ้าง?”
ฟ้าส่ายหน้า “นอกจากเรื่องกลัวเสียงลมแล้ว ฉันเองก็ไม่เห็นจะมีอะไรผิดปกติเลย…”
ตาลนั่งขีดเขียนสมุดโน้ตของตัวเอง “ถ้าเสียงลมเป็นกุญแจ มัน…จะเกี่ยวกับเรื่องเงาที่เคยเล่ากันไหม?”
ดรีมเผลอหลุดเสียงสะอื้น “แม่เคยบอกว่าอย่าอยู่กลางเงาคนเดียว โดยเฉพาะเวลาได้ยินเสียงลมรุนแรง”
บรรยากาศหนักอึ้ง …