เสียงเงียบแห่งคฤหาสน์ริมทะเล
เสียงล้อรถบดกับกรวดขาวหน้าคฤหาสน์ริมทะเล เงาแดดเย็นจัดไล่ตามขบวนรถสองคันที่จอดเทียบหน้าอาคารใหญ่ทรงยุโรปซึ่งเคยงดงามและยังคงมีกลิ่นอายของวันวาน เมขลา ผลักประตูรถลงมา ผมยาวสะบัดในลมทะเล เธอกวาดตามองประตูไม้เก่าแล้วยิ้มบาง ๆ ให้ตัวเอง ก่อนหันไปเรียก อ๊อดที่ยืนพิงประตูรถอีกคัน มือหนึ่งถือลำโพงบลูทูธ อีกมือยัดในกระเป๋ายีนส์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ปีนี้ยังไม่เปลี่ยนเลย” เมขลากระซิบ อ๊อดหัวเราะเบา ๆ
“บ้านผีสิงที่โปรดของนาย กฤตย์” เขาหันไปทางคนขับรถอีกคันซึ่งกำลังง่วนยกกระเป๋าหนักจากท้ายรถ ใบหน้าขรึม ดวงตาวูบไหวเงียบงัน กฤตย์พยักหน้ารับ
“ปีสุดท้ายที่เราจะได้อยู่ด้วยกันอีกแบบนี้หรือเปล่า” กฤตย์เอ่ยคล้ายรำพึง บรรยากาศเหนื่อยล้า ลมทะเลกระทบคฤหาสน์จนทุกอย่างดูหยุดนิ่ง สักพัก สายรุ้งก็เปิดประตูหลังรถ เดินออกมาด้วยกระเป๋าเดินทางสีชมพู เข้าไปจับต้นแขนเมขลาแล้วหัวเราะเสียงใส
“ใครจะเศร้าอะไร เจอกันทั้งที ร้องไห้แน่ ๆ เลยคืนนี้” สายรุ้งพูดติดเล่น แต่แววตาคล้ายล้อเลียน
“ขอแค่คืนนี้ไม่มีเซอร์ไพรส์แบบปีสี่ก็พอ” อ๊อดเหล่มองกฤตย์ กฤตย์นิ่ง เมขลาเจื่อน สีหน้าทุกคนหม่นลงแวบหนึ่ง ก่อนสายรุ้งจะเปลี่ยนเรื่องโดยลากเมขลาเข้าไปในคฤหาสน์
เสียงไม้กระดานบิดตัวดังกรอบแกรบในโถงใหญ่ รูปภาพเก่าเรียงรายบนผนัง อากาศคละคลุ้งกลิ่นฝุ่นกับกลิ่นทะเลอับชื้น กลุ่มเพื่อนเริ่มแยกย้ายกระจายสำรวจบ้าน
“อ๊อด สายรุ้ง เดี๋ยวช่วยกันยกอาหารเข้ามาหน่อย” กฤตย์พูดขณะยืนดูทางเดินมืดด้านใน
“เมย์…นายจะไปไหน” กฤตย์หันหาตัวเมขลา เห็นอีกฝ่ายหยุดยืนหน้ากระจกเก่าในโถง มองเงาตัวเองนิ่ง ๆ
“ไม่รู้อะกฤตย์…ความรู้สึกมันแปลก ๆ เหมือนทุกอย่างจะเริ่มใหม่อีกครั้งแต่ก็กลัวเรื่องเดิมจะกลับมา” เมขลากระซิบเบา ๆ ก่อนเดินตามกฤตย์ขึ้นบันได
กลางคืนแรก อาหารมื้อค่ำผ่านไปกับบทสนทนาผิวเผินและเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ท่ามกลางเสียงคลื่นซัดและความเงียบ เมขลาลุกเดินออกไปริมระเบียง มองไฟประภาคารวับแสงไกลๆ
“ยังนอนไม่หลับเหมือนเดิม” อ๊อดเดินมาต่อท้าย ยื่นแก้วน้ำเปล่าให้
“ฉันกลัว…กลัวจะไม่มีวันได้คืนวันที่เราหัวเราะด้วยกันจริง ๆ” เมขลาหรี่ตา หัวเราะแผ่ว
“บางอย่างมันผ่านไปแล้วเมย์ ไม่ต้องพยายามดึงกลับ มันเจ็บ” อ๊อดก้มหน้าต่ำ
“แล้วนายล่ะอ๊อด…ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ นายจะเลือกแบบเดิมมั้ย” เมขลาเอ่ยเสียงต่ำ อ๊อดไม่ตอบ เงียบอยู่นาน ก่อนจะเดินกลับเข้าบ้าน
ดึกสงัด ท่ามกลางเสียงลมจัด ทุกคนเข้านอน ห้องพักแต่ละห้องต่างแยกเดี่ยว ห้องของสายรุ้งอยู่ตรงข้ามกับเมขลา กลางดึก ประตูห้องสายรุ้งครางเบาๆ ราวกับมีคนบิดลูกบิดช้า ๆ
สายรุ้งหันขวับไปทางประตู นั่งนิ่งจ้อง มือกำโทรศัพท์แน่น ครู่หนึ่งเสียงหยุดลง ท่ามกลางความเงียบ เธอได้ยินเสียงลากเท้าก๊อกแก๊กตามทางเดินในบ้าน สายรุ้งรีบส่งข้อความไลน์หากฤตย์ ไม่กล้าลงจากเตียง
รุ่งเช้า กฤตย์ เมขลา และอ๊อดรวมตัวอยู่ในห้องอาหาร ทุกคนซึม ๆ สังเกตว่าสายรุ้งไม่ลงมาทานข้าว ไม่มีใครกล้าพูดอะไรก่อน จนกระทั่งอ๊อดเดินไปเคาะประตูห้องสายรุ้ง ไม่มีเสียงตอบรับ ห้องล็อกจากด้านใน ต้องใช้กุญแจสำรองเปิดเข้าไป พบห้องว่างเปล่า โทรศัพท์และกระเป๋าสตางค์ยังวางอยู่บนโต๊ะ
“ไปไหนของเธอ” เมขลาสะดุ้ง ตาสั่น เสียงอ๊อดเริ่มดังขึ้น ทุกคนหันหน้ามองกัน สีหน้าแต่ละคนปะปนความตกใจและหงุดหงิด
“เธอไม่เคยทำอะไรแบบนี้…” กฤตย์ถอนใจ สายตาเหลือบไปเห็นหน้าต่างที่แง้มอยู่ ฝุ่นยังแน่นไม่ขาดรอย เขาเดินไปสำรวจรอบ ๆ ขอบหน้าต่าง ก่อนหันมา
“แบบนี้มันไม่ใช่แค่ล้อเล่นแล้ว” กฤตย์พูดดุ เมขลานั่งลงกับพื้น กอดเข่าตัวงอ อ๊อดเดินไปเดินมาในห้อง
เสียงโทรศัพท์เมขลาสั่น เธอคว้ามาดู เป็นข้อความสั้นจากหมายเลขแปลก “เธอเห็นไหมว่าพวกคุณทำอะไรไว้”
แต่ละคนรีบคว้าโทรศัพท์ของตัวเอง ไม่มีใครรู้จักเบอร์นั้น เมขลาหน้าซีด
“ถ้ามีใครเล่นอะไร…หยุดเถอะ มันไม่ตลก” อ๊อดตะโกนด้วยน้ำเสียงควบคุมแทบไม่ไหว กฤตย์เอามือกุมขมับนิ่งไป
มีเสียงกระจกแตกดังมาจากชั้นล่าง ทุกคนวิ่งผลุนผลันลงมา พบกรอบรูปรูปหมู่เก่าสมัยเรียนหล่นลงกระแทกแตกกระจาย กลางกรอบภาพมีตัวอักษรเขียนลวก ๆ ด้วยลิปสติก “เธอเห็นไหม”
เสียงหัวใจทุกคนเต้นแรงเงียบงัน อ๊อดสูดหายใจเข้าแรง ๆ
“ต้องหาสายรุ้งให้เจอเร็วที่สุด” กฤตย์กล่าวสั้น ๆ แล้วเริ่มสั่งทุกคนแยกย้ายกันออกตามหาแต่ละซอกในคฤหาสน์
เมขลากับอ๊อดขึ้นไปบนห้องใต้หลังคา อ๊อดเดินสำรวจข้าวของเก่า หลายสิ่งคือสมบัติสมัยที่พวกเขาเคยมาด้วยกัน สายตาเมขลาสุดท้ายหยุดอยู่ที่กล่องจดหมายเล็ก ๆ อันหนึ่ง มีจดหมายสอดอยู่ข้างใน เธอหยิบมาเปิด พร้อม ๆ กับเสียงประตูปิดตึงจากลมแรง
“อย่าบอกนะว่า…” อ๊อดขยับมามองใกล้ ๆ
จดหมายเขียนด้วยลายมือละเอียด “ถ้าเธอลืมได้จริง ฉันคงจะไม่มีวันนี้”
เมขลากัดริมฝีปากหน้าเผือด อ๊อดจ้องเธอ
“มีอะไรที่นายไม่ได้บอกฉันรึเปล่า”
อ๊อดนิ่งไปนาน “ฉัน…แค่คิดว่าเรื่องเมื่อปีนั้นมันจบแล้ว…แต่ถ้ามันยังอยู่กับสายรุ้ง เราต้องพูดความจริง”
เมขลาเบือนหน้าหนี หลบสายตาอ๊อด “ไม่มีใครอยากพูดถึงมัน…แต่บางทีเราก็แก้ไขไม่ได้”
พวกเขาลงมาข้างล่าง เจอเสียงกฤตย์ตะโกนเรียกมาในห้องโถงหยาบพร่า “ดูนี่สิ!” บนโต๊ะอาหารกลางคือสร้อยข้อมือของสายรุ้งที่ขาดกระจาย มีหยดน้ำเปื้อนโต๊ะ เหมือนหยาดน้ำตาใส ๆ
“เธอน่าจะยังอยู่ในนี้…” เมขลากระซิบ กล้ามเนื้อใบหน้าย่นเพราะความกลัว กฤตย์ผ่อนลมหายใจช้าๆ
“ใช่ แต่ใครกันแน่ที่พาเธอไป? หรือ…เธอไปเอง?” อ๊อดเอ่ยเบา ๆ
ท่ามกลางความตึงเครียด เหตุการณ์ยิ่งตอกย้ำอดีตที่ทุกคนอยากลืม กฤตย์นั่งท้าวโต๊ะ กำมือแน่น “เรามีบางอย่างที่ไม่เคยพูด…ฉันจะพูดมันตอนนี้” เขาเริ่มเล่าเหตุการณ์ในคืนสุดท้ายของปีสี่—วันที่สายรุ้งร้องไห้ออกไปจากห้องพักหลังมีปากเสียงรุนแรงเรื่อง ‘บางสิ่ง’ ที่ใครก็ไม่กล้าเอ่ยชื่อ อ๊อดขยับริมฝีปากแต่ไม่พูดอะไร
เสียงประตูหลังบ้านงับแรง ทุกคนหันขวับไป กฤตย์ลุกขึ้นวิ่งออกไปที่สวนหลังบ้าน เมขลากับอ๊อดวิ่งตามไปกลางแสงอาทิตย์ที่แสบตา พวกเขาชะงักเมื่อพบรอยเท้าผู้หญิงฝังลึกในโคลนไปทางริมหาด หยุดที่ขอบผาทะเล ใต้หน้าผาคือเศษผ้าของชุดนอนสายรุ้งสะบัดในลม
เมขลามือสั่น น้ำตาคลอเบ้า “นายคิดว่าสายรุ้ง…?”
อ๊อดกุมมือเมขลา “ยัง…ฉันไม่เชื่อหรอก ยังมีหวัง”
กฤตย์หันมา “กลับไปที่บ้านเถอะ ไม่มีใครควรอยู่ที่นี่นาน ๆ โดยไม่มีคำตอบ”
พวกเขากลับคฤหาสน์กลางความเงียบอึมครึม แทบไม่มองหน้ากัน ต่างคนต่างจมกับคำถามในใจ เมขลานั่งกอดเข่าอยู่มุมห้อง อ๊อดเดินวนรอบโต๊ะ ใช้เวลาคิดต่อไป ก่อนจู่ ๆ เมขลาเอ่ยเสียงแผ่ว “ถ้าคืนวันนั้นฉันพูดอะไรแรงไป…มันคงไม่จบแบบนี้”
“ฉันเองก็เหมือนกัน ทุกคนต่างพยายามลืมมัน…แต่ดูเหมือนอดีตจะไม่ยอมปล่อย” อ๊อดหันมาสบตาเธอ เสียงสะอื้นขาด ๆ หาย ๆ
กฤตย์เดินเข้ามานั่งใกล้ เขาวางมือบนไหล่เมขลา “ถ้ามีใครต้องขอโทษ มันคงต้องเป็นฉัน…ฉันเองที่ดันทุรังให้แยกกันคืนนั้น”
บรรยากาศหนักอึ้ง ทุกคนใจสั่นกับอดีตและปัจจุบัน สุดท้ายเมขลาเช็ดน้ำตา พยักหน้า “คืนนี้…เราควรอยู่ด้วยกันไว้ ไม่มีใครแยกตัวอีก”
คืนนั้น ทั้งสามนั่งจับกลุ่มใต้แสงตะเกียงจาง ๆ ท่ามกลางลมทะเล พวกเขาเริ่มเรียงลำดับเหตุการณ์ใหม่ ตรวจสอบทุกซอกทุกมุมของบ้าน หวังเจอเบาะแสของสายรุ้ง
เวลาเคลื่อนไปอย่างอึดอัด ท่ามกลางความเงียบ กฤตย์ขมวดคิ้ว มองไปที่รูปถ่ายครอบครัวของเจ้าของเก่า ดวงตาเขาวาวขึ้น “ตรงหัวบันได มีกล่องไม้เล็ก ๆ ซ่อนไว้ตั้งแต่ปีนั้น”
เขาพาทุกคนเดินขึ้นไป เจอกล่องไม้ที่ซ่อนอยู่จริง ในกล่องมีสมุดบันทึกของสายรุ้งกับเทปเสียงเก่า เสียงสายรุ้งในเทปบันทึก “ถ้าเธอยังอยู่ฟังถึงตรงนี้ ฉันก็อาจไม่อยู่แล้วนะ…”
ทุกคนเงียบงัน กฤตย์กลืนน้ำลาย อ๊อดหลบตา เมขลาน้ำตาไหลเงียบ ๆ เทปบันทึกเล่าความรู้สึกโทษตัวเองกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต—การเสียเพื่อนสนิทอีกคนที่ตกทะเลเพราะอุบัติเหตุในคืนนั้นที่ทุกคนต่างโทษตนเอง
ทันใดนั้น มีเสียงประตูชั้นล่างเปิดออกแรง พร้อมเสียงกรีดร้อง ทุกคนวิ่งผลุนผลันลงไป พบสายรุ้งในสภาพอิดโรย เสื้อผ้าเปรอะเปื้อน เธอล้มลงกับพื้นที่โถงกลาง ท่ามกลางความตกใจ สายรุ้งพร่ำขอโทษ น้ำตาไหล พูดปะติดปะต่อว่าเห็นเพื่อนผู้จากไปมายืนร้องไห้ริมผาในความฝัน หรือลางสังหรณ์บางอย่างทำให้ต้องหนีออกจากบ้านไปพักข้างนอกหนึ่งคืน
กฤตย์ประคองสายรุ้งขึ้นมา ทุกคนสับสน โอบกอดกันแน่น สายรุ้งบอกว่าเธอคิดว่าตนเองต้องชดใช้และขอให้ทุกคนพูดความจริงกับอดีตเสียที
วงสนทนาใต้แสงเทียนแล้วสิ้นสุดลงที่การร้องไห้ของทุกคน พวกเขาพูดคุยกันถึงความผิดพลาดในอดีต ความกลัวและความผิดหวังที่มีต่อกัน ความสัมพันธ์ทั้งสี่คนถูกเปิดเปลือยตรงนั้น
เช้าใหม่มาถึง อากาศบริสุทธิ์ ตะวันอ่อน ความเงียบในคฤหาสน์ดูเบาบาง สายรุ้งกับเมขลานั่งจับมือกัน อ๊อดเดินมาถือวิทยุทรานซิสเตอร์เปิดฟังเพลงเบา ๆ ทุกคนยิ้มแทนคำขอโทษ กฤตย์ท้ายที่สุดเป็นฝ่ายกล่าว
“ต่อไปนี้ ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นยังไง เราจะไม่หนีอดีตอีก”
เสียงลมทะเลยังคงอยู่ แต่ความเงียบแปรเปลี่ยนเป็นความสงบใจ ทุกคนเปลี่ยนจากการแบกอดีต กลายเป็นการให้อภัยและยอมรับว่าพวกเขาคือเพื่อนกันเสมอ
ภาพสุดท้ายคือแสงแดดยามสาย ผ้าม่านบางโบกเบา ๆ กลางคฤหาสน์ริมทะเล ทุกคนหัวเราะพร้อมกัน น้ำตาไหลปะปน สีหน้ายอมรับและลุกขึ้นเดินออกจากเงาของคฤหาสน์ไปหาทะเลที่ส่องประกายระยิบระยับ