เสียงเพรียกบนสะพานลอยฟ้า
ลมแรงพัดกรูผ่านสะพานลอยฟ้าเหนืออาคารสลับซับซ้อนของเมืองอัลติส อีกฝากของฟ้ายังมีแสงสลัวของโลกเบื้องล่างกำลังริบหรี่ กลางคืนนั้น ไม่มีใครบนสะพานนอกจากเด็กชายอานัต เด็กหนุ่มอายุสิบหกยืนกอดกระเป๋านักเรียน ตัวสั่น เขาชะโงกหน้าไปทางที่มาของเสียงกรีดร้องที่ดังสะเทือนกลางอากาศ เสียงที่ไม่เคยพบในชีวิต แฝงเศร้าและสะท้อนในใจเด็กผู้ถูกทิ้งไว้อย่างไร้ความหมาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!"นายกลับบ้านดึกอีกแล้วเหรออานัต?" เสียงยายแว่วดังผ่านสายโทรศัพท์ เด็กหนุ่มตอบเบา ๆ ว่าเขาเพิ่งออกจากชมรมวรรณกรรม ไม่กล้าเล่าความจริงว่ายืนฟังเสียงกรีดร้องลึกลับบนสะพานพบทุกคืน
บ้านอานัตอยู่ตึกเก่า ชั้นสิบสาม ฝุ่นและกลิ่นหมูปิ้งลอยปะปนกับหมอกควัน เขาโยนกระเป๋าลงกับผนัง ก่อนจับนิยายเยินในมือมาอ่าน พยายามหลีกเลี่ยงบทสนทนากับยาย จนเสียงหวีดเก่า ๆ จากปลายฟ้าแทรกเข้ามาในความคิดกลางคืนอีกครั้ง
ที่โรงเรียนวันต่อมา เพื่อนร่วมชั้นต่างเมินเฉย อานัตโดนล้อว่าเป็น "ไอ้เด็กบ้านแตก" เยน เด็กสาวผมสั้น ต่างดาวชาติ นักเรียนแลกเปลี่ยนที่นั่งคนเดียว ซ่อนดวงตาอยู่หลังผม เยนเขียนบันทึกลงสมุดด้วยภาษาไม่คุ้น บางถ้อยคำคือความคิดที่เธอไม่กล้าพูดออกมาดัง ๆ เช่น "บ้านของฉันอยู่ไหน?"
อานัตเดินผ่านหน้าเยน จังหวะนั้นเขาเห็นรอยช้ำที่คอของเธอ เขาไม่พูดอะไร แต่สายตาเธอจ้องกลับแน่วนิ่ง เหมือนต้องการจะถามเช่นกันว่า เขาเองก็มีรอยช้ำที่มองไม่เห็นในใจหรือเปล่า
ตกเย็น อานัตตัดสินใจแวะสะพานลอยฟ้าอีกครั้ง เขายืนอยู่ท่ามกลางหมอก ลมเย็นจนต้องยกคอเสื้อขึ้น พลันเยนเดินเข้ามา เธอไม่ได้แปลกใจกับการยืนเดียวดายของอานัต กลับเอ่ยเบา ๆ "นายก็ได้ยินเสียงเหมือนฉันใช่ไหม?" เขาตะลึง เธอตามมาด้วยรอยยิ้มขื่น "เสียงนั่น… ฉันวาดรูปมันออกมาได้"
เธอหยิบสมุดสเก็ตช์จากกระเป๋า รูปที่เธอวาดคือเจ้าหญิงผมหยิกกรีดร้องอยู่กลางอากาศ รอบข้างคือสายเคเบิลรอบคอ สายตาของเยนเต็มไปด้วยความกลัวเมื่อเล่าต่อ "แม่ฉันเคยเห็นเงาบนฟ้านั่น… คืนหนึ่งก่อนไปจากบ้าน" อานัตนิ่งฟัง มองภาพด้วยมือสั่น ความเศร้าของเขาสะท้อนในแววตา ไม่ต่างจากของเธอ
ในวันต่อมา อานัตและเยนจับกลุ่มผิดปกติในสายตาของคนอื่น ทั้งคู่พูดน้อย อาศัยการมองและเขียนแทนหลายครั้ง ทุกเย็นพวกเขากลับผ่านสะพานลอยฟ้า แอบซ่อนกล้องโทรศัพท์และเครื่องบันทึกเสียง หวังจับภาพหลักฐานของเสียงกรีดร้องลึกลับ เยนยังพยายามรื้อฟื้นความทรงจำเก่าเกี่ยวกับผู้หญิงผมหยิกในรูปที่เธอวาด
เวลาผ่านไป ภาพวาดของเยนเริ่มเพิ่มรายละเอียดแต่ละวัน มีสายไฟเส้นหนึ่งที่ขดรอบคอเจ้าหญิงนั้นแน่นขึ้นทุกครั้ง รอยแดงเริ่มชัด ในคืนหนึ่ง ขณะทั้งคู่นั่งจนดึกใต้ไฟสลัว สายลมแผ่ว ๆ พลันเปลี่ยนเป็นกระโชกแรง ประตูทางเดินกระแทกเสียงดัง อานัตนิ่งงัน เยนเพ่งไปที่เงาดำบนเสาไฟ สองคนสบตากัน ต่างรู้สึกถึงความใกล้ของบางสิ่งมากกว่าเดิม
วันหนึ่ง เยนเล่าถึงแม่ของเธอที่หายตัวไปเมื่อห้าปีที่แล้ว ก่อนจากบ้านครั้งสุดท้าย เธอบอกว่าได้ยินเสียงกรีดร้องเดียวกับที่เยนและอานัตได้ยิน เธอเชื่อว่าเสียงนั้นเกี่ยวข้องกับคดีหญิงสาวพลัดตกสะพานลอยฟ้าเมื่อสี่ปีก่อน ที่ทุกคนในเมืองหลีกเลี่ยงพูดถึง
พวกเขาเริ่มสืบข้อมูลในห้องสมุดเมืองซึ่งตั้งอยู่บนโดมแก้วสูงสุดของอัลติส ข่าวการหายตัวของผู้หญิงสามรายในระยะเวลาห้าปีบันทึกไว้เงียบเชียบใต้แฟ้มเก่า เสียงพูดดังของเยนในห้องสมุดเบาลงทันทีเมื่อเจอชื่อหนึ่งที่ทำให้เธอชะงัก "มาริษา ทรรศการ"—นามสกุลเดียวกับแม่
รอยต่อระหว่างห้องสมุดกับทางเดินไปสะพานลอยฟ้าดูใกล้ขึ้นทุกที เยนเสนอให้อานัตทดลองเปิดระบบกล้องสังเกตการณ์เมืองกลางคืนผ่านฮอโลกราฟิกในร้านกาแฟริมหน้าต่างสูง แต่ภาพที่เห็นเป็นเพียงหมอกสีตรวจจับไม่ได้ เด็กหนุ่มลังเล พลางมองไปยังสะพานลอยฟ้าที่คล้ายกับรอคอยใครบางคนกลับมาเหมือนเขาเอง
กลางสายฝนวันหนึ่ง สายฟ้าผ่าเสียงดัง ขณะทั้งคู่กำลังบันทึกเสียงบนสะพาน กล้องบันทึกภาพ เงาดำของหญิงสาวผมยุ่งปรากฏแวบหนึ่งตรงกลางสะพาน อานัตตัวแข็ง เยนมือสั่น แต่ภาพนั้นจางหายไปเร็วจนพวกเขาสงสัยว่าคือภาพหลอน
คืนนั้น เยนนอนไม่หลับ ในห้องพักเล็ก ๆ โทรศัพท์ส่งเสียงแจ้งเตือน อีเมลปริศนาแนบไฟล์เสียงสั้น ๆ เมื่อเยนเปิดฟังคือเสียงกรีดร้องแบบเดียวกับเสียงบนสะพาน น้ำเสียงคล้ายแม่ของเธอเย็นเยียบ เสียงพร่ากระซิบว่า "ฉันยังอยู่ที่นี่…" เธอก้มหน้าร้องไห้เงียบ ๆ ในห้องที่ไม่มีใครเข้าใจ
วันถัดมา พวกเขาย้อนรอยตามเสียงในตอนกลางคืน เยนเชื่อเสียงนี้นำทางสู่ความจริงบางอย่าง ในขณะที่อานัตกลัวต้องเผชิญความปวดร้าวซ้ำซากและภาพอดีตคืนวันที่เขาถูกพ่อแม่ทิ้ง
อานัตเล่าให้เยนฟังในร้านข้าวแกงว่า พ่อแม่เขาเคยผ่านสะพานลอยฟ้านี้หลายปีที่แล้ว ทั้งคู่พูดกันสั้น ๆ แต่เต็มไปด้วยช่องว่าง อานัตเงียบก่อนพูดเสียงเบา "ฉันกลัว… ถ้าความจริงมันหนักกว่าที่รับไหว" เยนแตะมือเขาเบา ๆ เงียบงันใต้เสียงจอแจในร้าน
ตลอดสัปดาห์นั้น พวกเขาเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแปลก ๆ เวลาเดินผ่านสะพานกลางคืน ข้อความบางอย่างคล้ายขอความช่วยเหลือ "ปลดปล่อยฉันที…" ทั้งสองตกลงใจจะจับความลับในคืนเดือนดับ
คืนเดือนดับ เมืองอัลติสเงียบงัน แสงสะท้อนจากไฟใต้ท้องสะพานตกกระทบพื้นแก้ว อานัตกับเยนปีนรั้วสูงชิดสะพานตรงที่เกิดเหตุคดีเก่า กลิ่นร้อนชื้นแปลก ๆ กับลมที่หมุนตีกันราวกับเวลาหยุดเดิน เสียงฝีเท้าปริศนาดังใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ จนเยนแทบหายใจไม่ออก
ขณะนั้น ร่างโปร่งใสของหญิงสาวผมยุ่งแล่นหายไปในม่านหมอก พวกเขาไล่ตามสุดแรงโหยหาคำตอบ ติดอยู่ในฝันซ้อนฝัน ดวงตาหญิงสาวเบิกกว้าง เจ็บปวดแต่เตือนใจ "อย่าทำผิดซ้ำ"—เสียงซ้อนนั้นกระซิบเตือนพวกเขาทั้งสองถึงอดีตและความทรงจำที่ผูกพันใจ
เมื่อถึงกลางสะพาน คำตอบสุดท้ายถูกเปิดเผย สายไฟเก่าขาดแหว่งในที่เกิดเหตุคือเชือกมัดใจผู้หญิงคนนั้นไว้กับเมืองนี้มากว่าสี่สิบปี—เธอเป็นผู้เสียสละรุ่นแรกในโครงการลอยฟ้า ถูกบังคับจากการสูญเสียลูก สุดท้ายจิตวิญญาณยังวนเวียน รอวันมีใครปลดปล่อย
เยนทรุดลงกับพื้น ร้องไห้ เมื่อเปลือยใจว่าพยายามวิ่งหนีอดีต ไม่กล้ายอมรับความทุกข์ อานัตยื่นมือกุมเธอไว้ ดวงตาสั่นไหว สารภาพว่าเขาเองก็เช่นกัน—หวาดกลัวที่จะเจอความจริง เพราะเกรงจะถูกทอดทิ้งอีกครั้ง
ทั้งสองตัดสินใจเผชิญหน้าอดีตอย่างตรงไปตรงมา จึงเปิดไฟฉาย ส่งแสงส่องจุดที่หญิงสาวผมยุ่งคุกเข่าร้องไห้ พลันเสียงสายลมแรงนั้นเปลี่ยนเป็นเสียงลมหายใจอ่อนโยนหนึ่งครั้ง แล้วค่อย ๆ เงียบสงบ สะพานลอยฟ้าเงียบกริบเป็นครั้งแรกในความทรงจำของทั้งคู่
ท้ายที่สุด ในแสงยามเช้า อานัตยืนกับเยนริมขอบสะพาน สายลมหอบเอากระดาษภาพวาดของเยนปลิวล่องลงสู่เมืองเบื้องล่าง เธอมอบสมุดวาดเล่มใหม่ติดมืออานัตเป็นสัญลักษณ์ของการให้อภัยตนเอง คนทั้งสองมองฟ้ากว้างด้วยแววตาที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
"ฉันจะอยู่ต่อ… แม้ว่าสะพานนี้จะยังอยู่หรือไม่ก็ตาม" เสียงเยนพูดก่อนเธอกระชับมืออานัตแน่น อานัตยิ้มทั้งน้ำตา ต่างรู้ว่าต่อให้อดีตยังทิ้งร่องรอย เสียงกรีดร้องบนสะพานลอยฟ้าจะไม่มีอำนาจเหนี่ยวรั้งใจพวกเขาได้อีกแล้ว