เสียงเรียกจากคลองน้ำเชี่ยว
เสียงน้ำในคลองดังระงมท่ามกลางบรรยากาศที่ถูกปกคลุมด้วยความเงียบงันของหมู่บ้านโบราณ หมู่บ้านนี้ตั้งอยู่ริมคลองน้ำเชี่ยว ทำให้ผู้คนที่เคยมาอาศัยอยู่ต่างออกไปเมื่อแรกเห็น บ้านไม้โบราณที่ยังหลงเหลือเสียงซอกแซกของลม ประตูไม้บานเก่าที่ใช้งานมานาน หน้าต่างที่ต่างปิดให้แสงสว่างลอดเข้ามาทุกครั้งเมื่อมีเด็ก ๆ วิ่งผ่านไปมา ส่วนใหญ่จะมีแต่ผู้สูงวัยที่ยังคงติดอยู่ในนี้ เมื่อค่ำคืนเริ่มมาถึง ผีเสื้อสีดำนั่งติดอยู่บนแผ่นพลาสติกเก่า ๆ ไม่นานนัก ไฟจากตะเกียงส่องสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เห็นเงาที่ส่งเสียงระบายความรู้สึกออกมา คือเสียงที่เรียกหาความสงบในสำนึก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!จูนหลั่งน้ำตาที่แสงเดือนสาดส่องมายังคลองข้างบ้าน ทั้งที่เธอพยายามทำใจให้เข้มแข็งกับการกลับมาที่บ้านเกิดหลังจากที่จากไปเกือบสิบปี เมื่อเธอก้าวเข้าไปในบ้านที่เข้าใจกันมาตลอด มันกลับไม่ได้รักกลับมาที่เธอเหมือนเมื่อก่อน ทุกอย่างเงียบเฉย ใบหน้าของสามีที่ยืนอยู่ข้างกายกลับห่างเหิน “ทอม เราคงต้องเผื่อเวลานานกว่านี้นะ” จูนพูดอย่างเบา ๆ ขณะมองสบตากับชายหนุ่มตรงหน้า
เขานิ่งเฉย คอยมองไปรอบ ๆ ปลอดโปร่งเหมือนผีผ่านมา ทั้งคู่ต่างรู้สึกถึงบรรยากาศอันชวนขนลุกที่เกิดขึ้น เหมือนมีใครบางคนที่ตั้งใจเฝ้าดูอยู่ตั้งแต่เริ่มเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านนี้ ภายในไม่กี่วัน พวกเขาเริ่มได้ยินเสียงกระซิบแผ่ว ๆ จากคลองว่าจนถูกเรียกว่า ‘คลองประวัติศาสตร์’ ชาวบ้านต่างฟังเสียงนี้มาตั้งแต่เด็ก ๆ เรื่องเล่าที่เกิดขึ้นมากมายไม่เว้นวันสุดสัปดาห์ที่เสียงกระซิบเริ่มเข้ามาใกล้ชิด
หนึ่งในนั้นคือเสียงของเด็กที่หายตัวไปในคลองเมื่อ 30 ปีก่อน คำเล่าลือทำให้จูนรู้สึกกลัวมากขึ้นแต่ยังคงไม่เชื่อเรื่องที่ประดิษฐ์ขึ้น ภายในใจจูนรู้ดีขั้นตอนการใช้ชีวิตด้วยการไม่สนใจ กล่าวถึง และยกเว้นมันไปตลอดไป ช่วงเวลาที่เคยหวานจำไม่ลืม แต่นั่นคือสิ่งที่เธอไม่คิดว่าจะต้องกลับมาเมื่อพบกับตรวนเมื่อครั้งที่แล้วว่าเคยมีการจองมาเดิมที่ตรงคลองนั้น
บางคืน สายลมพัดผ่านคลองก็คอยกระซิบเสียงอันเก่าแก่ คล้ายเรียกประชัน ขอให้ใครบางคนคืนฟื้นให้มันเป็นเหมือนที่มันเคยเป็น ทุกคนตระหนักรู้ถึงวันที่อับเฉา ในคืนเดียวกัน ผู้คนเริ่มหายสาบสูญไป และไม่เคยติดต่อกลับไปทุกอย่าง แต่มีเพียงพวกเขาที่รู้สึกเหมือนจะมีอาการบีบหัวใจจากสิ่งที่เจ้าของบ้านเริ่มส่งเสียงที่แหลมขึ้นนานเพราะเรื่องราวของวิญญาณเขาช่วยสร้างความแก่กล้าให้ทั้งคู่ได้เผชิญหน้า
วันหนึ่ง ยามเช้าของหมู่บ้านในวันสำคัญจูนไปเดินเล่นคนเดียวจนถึงคลอง เมื่อเธอเห็นให้เด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่ริมคลอง เธอสวมชุดกระโปรงสีขาวดวงตาพร่าพรายขาวคล้ายของเด็กที่หลงหายไป
“กลับบ้านเถอะ” เด็กหญิงพูด แค่เสียงเธอทำให้จูนรู้สึกได้ถึงวังวนที่ไม่หายไป เป็นเหมือนการเตือนในลักษณะพูดอีกครั้งว่าอย่าได้ปิดเสียงลงในสำนึกของเสียงน้ำ “ไม่มีใครฟังเธอเลย”
จูนไม่มั่นใจ เวลาผ่านไป ความกลัวบีบคั้นเธอเกือบทุกคืน สิ่งต่าง ๆ เริ่มเข้าตารู้เลยเถอะว่าเมื่อไม่นานมานี้มีการหายตัวไปมากมายในหมู่บ้าน เธอคอยถามสามีอยู่บ่อย ๆ ถึงลักษณะของคลอง ทุกคืนจุดไฟและเล่าคอนเซปของวิญญาณที่กลายเป็นแท็บบางอย่างที่ใครก็คนเข้าใจ กว่าจะส่งเสียงให้คนอื่นฟังได้ ทุกคนคอยที่มากกว่าแค่การศึกษา แต่พอเธอโดนบีบรัดด้วยความไม่แน่นอนที่ไม่ต่างไปจากเสียงน้ำ ตามที่พาไปสู่การอยู่ต่อสิ่งที่กลายเป็นพื้นฐาน
เวลาผ่านไปวันที่คนจะต้องมาพบกันที่บริเวณคลองเพื่อแก้ไขความพาเพี้ยนของคำสาบ นับว่าในตอนนี้ได้สะท้อนถึงช่วงเวลาที่ทั้งคู่จะต้องเผชิญภัยอยู่ต่างที่กัน เมื่อกลางนั้นดำเนินอยู่ต่อไป ทุกคนรู้ดีว่าอะไรจะเป็นใคร หรือควรจะชี้นิ้วไปที่คนที่หายไป การขับเคลื่อนยังแห่งที่มียี่สิบบ้านกลับมีน้ำขึ้นในคลองที่พวกเขาเหยีน -“นี่คือวิญญาณ…” จูนบอกกับสามีที่หันมาหาเธอด้วยชะตากรรมลงทะเบียนฟรี อินาร์ติกซีและการต่อสู้
เวลาผ่านไปนำสัญญาณว่าใครจะชนะการเติบโตกลับลงไปที่คลอง
เมื่อวันหนึ่งมีการสัมมนาเรื่อง ‘ความลับของคลอง’ ปรากฎว่าคำหนึ่งที่พูดซ้ำอยู่ตลอดคืนได้ชักชวนให้จูนขยับที่ยืนยันกับคำตอบที่เขาเคยเจอมา เมื่อลมสงัดขึ้น อากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไปพวกเขาทำอย่างไรเพื่อส่งแรงกระตุ้นพาจวนตัวที่ต้องเป็นของคืนแห่งความลับที่ไม่มีการสร้างใหม่ หญิงสาวผู้จะทำให้เรื่องราวกลางคืนดึงผลไปสู่เสียงกระซิบ
สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไปทั้งจูนและสามีได้รู้จากนั้นไม่อย่างนั้นเป็นเรื่องที่อาจทำให้พวกเขาต้องกลับมาไม่นาน ถึงความแตกต่างกันของผลกระทบที่สำคัญทั้งในน้ำที่ไม่มีเด็ก ซึ่งจะทำให้การแก้ไขนั้นมีประสิทธิผลหรือไม่ หรือนั่นอาจนำไปสู่สิ่งที่สุดท้ายของอีกทางก็ต้องใช้ความเชื่อซึ่งอาจสร้างการฝึกตนเอง เพื่อทำให้อนาคตนําพามโนอารมณ์ส่วนตัวดีขึ้น
ความลับของคลองต้นนี้อาจคือคำสาปที่ติดตามพวกเขา ถือไปใกล้ ถึงตัวตน แม้มีการเปลี่ยนแปลงไป สุดท้ายต้องรอคอยถึงพลังที่ไม่สามารถต่อสู้ตามเพราะน้ำคือการส่งเสียงไปแห่งหนทาง ในการใช้ชีวิตในนี้ที่ลงเอยเป็นประสบการณ์ยากกว่าการยอมให้ทางดีทั้งคู่คงพบเจอ