เสียงแห่งหอพักบิดเบี้ยว
เสียงจักจั่นขับขานคลออยู่รอบหอพักหญิงหลังเก่า กลางหมู่บ้านชนบทเงียบสงบ หอพักตั้งเด่นใต้เงาไม้ใหญ่ ซุ้มไม้เลื้อยปีนปกคลุมหน้าต่างชั้นแรก รอบอาคารมีกล้องวงจรปิดเก่า ๆ แขวนเอียง ดวงไฟนีออนกระพริบบนเพดานโถงต้อนรับ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!อาริศ สะพายกระเป๋าผ้าใบเดียว ยืนชะเง้อข้างป้ายชื่อหอ เธอหลบตาเพื่อนร่วมหอคนอื่น นัยน์ตาสีเข้มหลบสายตา แขนข้างหนึ่งเกร็งแนบลำตัว เมื่อเสียงล้อกระเป๋าแดนเดินลากมาหยุดข้าง ๆ
“หวัดดี อาริศใช่ไหม พี่เป็นพี่ดาว หัวหน้าหอ เข้าที่กันได้เลยนะ เลขห้องอยู่ในซอง แล้วก็—” ดาวหยุดกะทันหัน สายตาเหลือบไปยังเด็กหญิงคนหนึ่งที่ยืนจ้องหน้าต่างฝั่งตรงข้าม
แขวัญ เด็กสาวร่างผอม ผมหยิกยุ่ง หันมามองอาริศกับดาว แววตานิ่ง แต่ริมฝีปากคล้ายกลั้นบางอย่างไว้ สายตาสามคนประสานกันในความเงียบชั่วขณะ ก่อนดาวจะเอื้อนเอ่ยด้วยเสียงเหนื่อยใจเล็กน้อย “แขวัญ ห้อง 204 นะ นี่เพื่อนร่วมห้องใหม่ของเธอ ถ้าต้องการอะไรก็—”
“ไม่ต้องค่ะ” แขวัญตอบ ตัดบทอย่างห้วน ๆ ก่อนหันหลังเดินขึ้นบันไดไป ปล่อยอาริศยืนนิ่งท่ามกลางแสงไฟสลัวกับกลิ่นฝนเก่า ๆ ที่ซึมอยู่กับตัวอาคาร
อาริศเดินไปยังห้องพักของตนเอง มือทั้งสองสั่นเล็กน้อยเมื่อเธอเสียบกุญแจเข้าไป เสียงเปิดประตูดังกังวาน ห้อง 204 เล็ก แต่อบอุ่น ฝั่งหนึ่งเป็นเตียงว่าง อีกฝั่ง เตียงของแขวัญรกรุงรังด้วยหนังสือ นิยายเขียนมือ สมุดวาดภาพลายประหลาด และรูปถ่ายขาวดำ ถูกแปะไว้เหนือหัวเตียง
“ของอย่าแตะนะ” แขวัญพูดทันที ขณะกำลังจดจ้องรูปถ่ายที่มุมโต๊ะ อาริศตกใจ เอานิ้วออกจากกองสมุดวาดภาพ เหมือนจะขอโทษ แต่แขวัญกลับไม่ได้สบตา
ประมาณทุ่มหนึ่ง เสียงเพลงประหลาดคล้ายลูกเล่นของลำโพงเก่าแว่วขึ้นจากปลายทางเดิน ทุกคนในหอเงียบกริบ ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเพลงนี้มาจากไหน ดาวและนักศึกษาหญิงอีกสองคนเดินผ่านมา ต่างหยุดฟังก่อนถอนหายใจแล้วเดินต่อ แขวัญยังคงวาดภาพเงียบ ๆ ในมุมของตัวเอง ส่วนอาริศ ลังเลจะถาม จนเสียงเพลงจางหายไปเอง เปลี่ยนเป็นเสียงดังฝีเท้าของใครบางคน
คืนรุ่งขึ้น แพรว เด็กสาวใจดีกับทุกคน นั่งรวมกลุ่มพูดคุยใต้โคมไฟตรงลานหน้าหอ อาริศต้องถูกลากมาเผื่อจะได้ละลายพฤติกรรมเสียที เหมย – เพื่อนร่วมห้องแพรว – เคี้ยวขนมขบเคี้ยว พร้อมเงี่ยหูฟังแพรวเล่าเรื่องขำขันประจำวัน
แพรวหันไปทักอาริศ “กลัวผีไหม? เค้าว่า ห้องนี้เจอเสียงเพลงแปลกนั่นทุกคืน แต่ไม่มีใครกล้ายืนยันว่าใครเป็นคนเปิด” เหมยแถม “ตอนกลางคืนบางห้องได้ยินเสียงเด็กหัวเราะด้วยนะ”
แขวัญพูดขึ้นบ้าง “มันไม่ตลกนะ คนหายเพราะเสียงเพลงเฮี้ยน ๆ แบบนี้มีจริงเหรอ”
บรรยากาศตึงเครียดในทันที แพรวหัวเราะกลบเกลื่อน “แค่อยากให้เพื่อนใหม่ไม่เครียด ไม่ได้ตั้งใจหลอก—” เธอหันไปสบตาแขวัญซึ่งไม่รับมุก
เสียงขวดน้ำตกบนพื้นดังขึ้นขาดกลางวง ทุกคนหันขวับ เหมยมองพื้นอย่างอึดอัด ดาวเดินกลับมาที่ลานพร้อมเอกสาร “อย่าอยู่รวมกันดึกนัก ห้องเราขึ้นชื่อเรื่องผีหลอกนะ เดี๋ยวร้องจะไม่รู้ตัว” เธอพูดติดตลก แม้แววตาจะดูเครียดกว่าที่ปากพูด
คืนนั้น อาริศนอนพลิกตัวไปมา แขวัญนั่งขีดเขียนภาพนั่งข้างหน้าต่าง เสียงเพลงคล้ายคืนนั้นจางหายมาจากปลายโถง ขณะอาริศลังเลอยู่ว่าจะพูดคุยอะไร แขวัญก็หันขวับมา “จริง ๆ เธอกลัวใช่ไหม”
อาริศเม้มปาก เธอไม่อยากยอมรับ แขวัญขยับเข้าใกล้เล็กน้อย “กลัวเหมือนเราทุกคนล่ะ แต่ไม่ใช่เพราะผี แต่เพราะ…เรากลัวกันเองมากกว่า”
เช้าวันต่อมา หอฯ เต็มไปด้วยกระซิบกระซาบ แพรวหายตัวไปตั้งแต่เมื่อคืน ไม่มีใครติดต่อได้ ดาวส่งข้อความเสียงหาสมาชิกในกลุ่มแต่ไม่มีใครตอบรับ แขวัญเดินไปยังห้องน้ำรวม สีหน้าคล้ายรู้สึกผิด เหมยนั่งใต้บันไดมือสองข้างกำโทรศัพท์แน่น
อาริศถูกดาวขอให้ช่วยค้นหาหลักฐาน ในห้องแพรวพวกเธอพบเพียงสมุดโน้ตขีดเขียนด้วยปากกาสีแดง ซ่อนอยู่ใต้หมอน มีเพียงประโยคเดียว “ถ้าเสียงเพลงนั้นดังอีก ฉันจะไปด้วย”
“ทำไมเธอถึงเขียนอะไรแบบนี้กัน?” เหมยถลึงตาถามแขวัญ แขวัญยืนนิ่ง มือขยุ้มชายกระโปรง
“ใครคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงกัน…” เสียงแขวัญเบาเหมือนกระซิบ ดาวสั่งยุติการค้นหาไว้ก่อน ตัดสินใจแจ้งตำรวจท้องถิ่น
ตกกลางคืน อาริศนั่งรออะไรบางอย่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ เสียงเพลงนั้นกลับมาอีกครั้ง เธอกับแขวัญตื่นขึ้นพร้อม ๆ กัน แขวัญเดินออกจากห้องก่อน อาริศตามหลัง ความกลัวลามทั่วในอก
หน้าประตูชั้นล่าง ดาวปิดไฟเดินสวนขึ้นมา “อย่าออกไปตอนมีเสียงเพลง อย่าตามใครไป” เธอสั่งเสียงสั่น แขวัญสบตาดาวพักเดียวก่อนถาม “ถ้าคนที่เดินออกไปเป็นคนที่เรารู้จัก…เราควรทำยังไง?” ดาวนิ่ง “เราต้องเลือกว่าอะไรสำคัญกว่า—ตัวเอง หรือเพื่อน”
เหมยปรากฏตัวอีกครั้งในเงามืด “ใครสักคนในพวกเราต้องรู้ว่าจริง ๆ มันเกิดอะไร สำหรับแพรว เธอกลัวความคิดตัวเองมากกว่าผีด้วยซ้ำ”
สถานการณ์เริ่มบีบคั้น อาริศกดโทรศัพท์หาแม่แต่ไม่กล้ากดโทรออก เธอกุมข้อมือตัวเองแน่น น้ำตาซึมแขวัญเดินมากุมมือเธอไว้ นิ้วเย็นเฉียบ
รุ่งสาง หลังจากคืนอึดอัด ดาวเรียกเปิดประชุมทันทีกลางโถง ทุกคนหน้าซีด เงียบงัน ดาวสงสัยว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในหอฯ นี้ หรือไม่บางคนกำลังปกปิดอะไรไว้ แขวัญผุดลุก เสียงเริ่มกร้าว “แล้วถ้าคือเธอล่ะดาว ที่เอาเราอยู่ในนี้ต่อ?” ดาวหน้าเสีย แต่ไม่ตอบกลับ
อาริศสังเกตในกลุ่ม มีความเงียบผิดปกติ บางคนหลบสายตาเหมยสบตาอาริศเหมือนขอร้องให้กล่าวบางสิ่งออกมา
คืนนั้นเอง เสียงหัวเราะดังลอดหน้าต่างมาจากสนามหลังหอพัก ทุกคนลงมาเจอกระดาษแผ่นเล็กที่สอดใต้ประตู ตรงกลางมีข้อความเขียน “ถ้าอยากรู้ความจริง ต้องฟังเสียงจนจบ”
เหตุการณ์ยิ่งคลุมเครือ ดาวประกาศล็อกหอพักทุกประตู เธออ้างว่าเพื่อความปลอดภัย แต่น้ำเสียงเข้มจนเหมยแค่นหัวเราะแขวัญสะบัดหน้า “แบบนี้ต่างจากขังพวกเราไว้ยังไง?”
อาริศกำลังจะเอ่ย ปรากฏเสียงเพลงขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เหมือนทุกคนได้ยินพร้อมกัน เสียงน้ำตาไหลของใครบางคนประกอบอยู่ด้วย แขวัญลุกฮือวิ่งเข้าใส่ประตู ดาวพยายามห้าม เหมยดึงแขนแขวัญกลับ ใบหน้าเปื้อนน้ำตา
“พวกเธอไม่รู้จริง ๆ ใช่ไหม ว่าเสียงเพลงนี้มันคืออะไร?” แขวัญสะอื้น
ดาวตอบเสียงแข็ง “มันไม่มีอะไรหรอก เป็นแค่เรื่องเล่าให้เด็กใหม่กลัว ๆ นั่นแหละ”
เหตุการณ์ตึงเครียดสุดขีด ทุกคนแยกกลุ่มออกจากกัน อาริศเข้าไปหาแขวัญในห้อง เธอพูดอะไรไม่ออก แขวัญเปิดสมุดวาดออกมาให้ดู มีภาพหญิงสาวร้องไห้ มือข้างหนึ่งยื่นออกไปนอกหน้าต่าง ภาพถัดมาเป็นใบหน้าสวมหน้ากากดำ อาริศสะอื้น น้ำตาไหลช้าๆ ด้วยความกลัว
“เรากลัวกลายเป็นคนที่คนอื่นไม่เชื่อใจ” แขวัญสั่นเสียงพูด “แต่กลัวมากกว่าถ้าเราปล่อยให้เพื่อนหายไปอีก ไม่ได้ลองทำอะไรเลย”
“แล้วจะทำยังไง?”
แขวัญนิ่งงัน “เราจะฟังเสียงนั้นจนจบด้วยกัน ถ้าถูกอะไรก็ตามพรากเราไป—ก็ขอให้รู้ว่าเราสู้สุดทางแล้ว”
อาริศลังเล แต่เธอยินยอม ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะใครบังคับ แต่เพราะเธอตัดสินใจเอง ราตรีนั้น พวกเธอเปิดหน้าต่างรับเสียงเพลง ด้านล่างมีรูปเงาเดินควบคู่ในความมืดดาวเดินเข้ามาสมทบ สายตาเต็มไปด้วยความกลัวและสำนึกผิด เหมยตัดสินใจเดินเข้าร่วม
กลุ่มสี่คนจับมือแน่น ท่ามกลางหยาดเหงื่อและหัวใจเต้นแรง เมื่อเสียงเพลงขยายความดัง ภาพหลอนและบรรยากาศแปรปรวนขึ้น ใบหน้าของแพรวลอยอยู่ในเงาวูบไหว ทุกคนร้องเรียกชื่อแพรว แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ แขวัญตะโกน น้ำตาไหลอาบแก้ม
เสียงข้างนอกเงียบลงกะทันหัน เงาสีดำหมุนวนโอบล้อมทุกคน พวกเธอชักมือหลุดจากกันแขวัญกับอาริศจับกันไว้แน่น ดาวกับเหมยถอยหลังไปจนติดผนัง เสียงหัวเราะประหลาดปะปนเพลงเดิมดังในหู ทันใดนั้น เหมยตัดสินใจลุกขึ้นวิ่งออกนอกห้องคนเดียว
ขณะที่เหมยหายลับไป เงาแปลก ๆ เหล่านั้นก็หายตาม น้ำหนักในอากาศเหมือนถูกยกออกไป เสียงเพลงจบลงพร้อมหยาดเหงื่อและน้ำตาอาริศ เอ่ยเสียงสั่น “เราจะทำยังไงต่อ” ดาวมองมาด้วยท่าทียอมรับความจริง “เราต้องออกจากที่นี่ เราต้องหยุดมันลง”
วันถัดมา เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมาที่หอพักตรวจสอบ ทุกคนปฏิเสธไม่ยอมพูดถึงเสียงเพลง ดาวยื่นใบลาออกจากหัวหน้าหอ แขวัญถอนถอนหายใจด้วยความโล่งอกเป็นครั้งแรก อาริศหันไปกุมมือน้องสาวที่เดินมาหาอย่างแผ่วเบา “เราตัดสินใจไม่ได้เสมอว่าจะกล้าต่อสิ่งที่กลัว แต่เราต้องไม่ปล่อยให้ใครหายไปเพราะความกลัว นับจากนี้เราจะไม่เงียบอีกต่อไป”
ภาพสุดท้าย—หน้าต่างชั้นสองของหอพักเปิดรับแสงเช้าจาง เสียงเพลงเงียบหายไปจากคืนหลังจากนั้น เด็กสาวทั้งสามคนเดินเคียงกันออกจากหอพักอาคารไม้เก่า ทิ้งเงาสะท้อนในกระจกไว้เบื้องหลัง แสงอ่อนสะท้อนช่วงวัยที่เปลี่ยนแปลง และกลิ่นอายแห่งความหวังอึมครึมหายไป พร้อมใจที่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล