เสียงในหุบเขา
เสียงของเครื่องดนตรีล่องลอยอยู่ในอากาศ ขณะนั้น แสงแดดทอดยาวลงมาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในหุบเขาอันลึกลับ ทุกอย่างดูสงบ แต่เบื้องหลังนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่นพรัตน์ยังไม่สามารถปล่อยวางได้ แม้ปีละครั้งจะมีผู้คนมาแสดงดนตรี แต่เสียงดนตรีของเขายังคงเงียบงัน สะท้อนความเศร้าให้แก่ผู้ฟัง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมแกไม่เล่นอีกล่ะ” เด่น เพื่อนสนิทตั้งคำถามขณะที่พวกเขานั่งที่ร้านกาแฟเล็ก ๆ ข้างคลอง สีหน้าของเด่นแสดงความกังวล นพรัตน์ยิ้มเล็กน้อย แต่ก็ยังคงหลบตาเพื่อน เขาไม่สามารถพูดได้ว่าเขากลัวเสียงดนตรีที่เคยทำให้เขามีชีวิตแต่ตอนนี้กลับเป็นสิ่งทำให้เขารู้สึกถึงความสูญเสีย
“มีเหตุผล” เขาตอบเบา ๆ ขณะคิดถึงการสูญเสียพ่อแม่จากอุบัติเหตุ ตำรวจพูดอยู่ในใจว่าเป็นความผิดของเขาที่ไปยืมรถ ด้วยความรักที่เขามีต่ออุปกรณ์ดนตรี จึงทำให้เขาหลีกเลี่ยงจากการเผชิญหน้ากับความจริงตรงนี้
วันเวลาผ่านไป นพรัตน์มักจะนั่งเล่นกีตาร์อยู่ในบ้านที่ว่างเปล่า ภาพเก่า ๆ ถูกวางอยู่บนโต๊ะ ทุกครั้งที่เขาเล่น เสียงนั้นกลับทำให้เขาหวนกลับสู่ความทรงจำ มีมาช่วงหนึ่งมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่าคนึง ได้เข้ามาในชีวิตเขา
คนึงเป็นนักเรียนมัธยมที่เรียนดีและมีความฝันอยากเป็นนักร้อง เมื่อได้ฟังเสียงของนพรัตน์ เธอก็ประทับใจจนเกิดการพูดคุยขึ้นและพัฒนาความสัมพันธ์เป็นเพื่อนรัก นพรัตน์รู้สึกตื่นเต้นและอบอุ่นที่มีเธออยู่ข้าง ๆ แต่ตลอดเวลา เขาก็มีความรู้สึกว่าตนเองไม่คู่ควร
“คุณเสียงดนตรีช่วยให้ฉันมีความหวัง” เหมือนจะยกยอเขาขึ้นทั้งๆ ที่เขายังไม่เชื่อในตัวเอง นพรัตน์ยังคงลังเลที่จะเปิดเผยความรู้สึกในใจ ขณะที่เขาเห็นคนึงเริ่มมีความสุขด้วยการเข้าร่วมการประกวดร้องเพลงในหมู่บ้าน
ช่วงที่เขาฝึกซ้อมให้คนึง นพรัตน์รู้สึกมีชีวิตชีวา รอยยิ้มของคนึงวนเวียนในหัว โดยมีเสียงที่พอดีขับเคลื่อนจังหวะแห่งความรักเติบโต ในวันที่การแข่งขันมาถึง สถานที่เต็มไปด้วยผู้คนที่ส่งเสียงเชียร์
แต่เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นเมื่อขณะที่คนึงยืนอยู่บนเวทีเกิดเหตุสลดที่ทำให้ทุกคนตกใจ ขณะเธอร้องเพลงเกิดเพลิงไหม้จากสถานที่ใกล้เคียง ไฟลุกลามเข้ามาในเวที ผู้คนแตกตื่น วิ่งไปมา นพรัตน์รู้สึกเหมือนโลกแตกสลายเมื่อเห็นคนึงอยู่ท่ามกลางความโกลาหล
นพรัตน์ไม่สามารถห้ามตัวเองได้ เขาลงไปช่วยคนึงอย่างไม่คิดชีวิต เสียงร้องของคนึงดังตัดกับความวุ่นวาย ตามด้วยสีหน้าที่ตื่นตระหนกและสับสน แต่ไม่วาย นพรัตน์สามารถนำคนึงออกมาได้อย่างปลอดภัย แต่ในวันที่ไฟดับลง หลายสิ่งหลายอย่างกลับเปลี่ยนไป
ผู้คนไม่เหมือนเดิม ความโกรธและความเศร้าล้วนหลั่งไหลมาจากใจของทุกคนในหมู่บ้าน นพรัตน์รู้สึกผิดชอบชั่วดี เขาเริ่มตระหนักว่าเขาต้องซ่อมแซมรอยแตกในใจของตัวเอง คล้ายกับที่เขาต้องช่วยคนึงดำเนินต่อไป
ในวันหนึ่ง เขาจึงเลือกที่จะเดินไปที่ที่คนึงทำงาน ตั้งใจจะขอโทษและสารภาพความรู้สึกที่มั่นคงให้จนนาทีสุดท้ายหลังจากแยกกัน แต่คนึงกลับขอให้เขาไปเล่นดนตรีที่งานแสดงในหมู่บ้านอีกครั้ง ความรู้สึกผิดคละเคล้ากับความชื่นชม ทำให้เขาคิดถึงบ้านของเขา มันเป็นช่วงเวลาที่เขาคิดว่าจะไม่สามารถกลับไปได้
นพรัตน์ต้องตัดสินใจ เขายืนอยู่ที่สนามกีฬาขนาดเล็ก หลับตาลงเพื่อฟังเสียงที่คุ้นเคย เสียงที่เริ่มดังกระหึ่ม เขาต้องเผชิญหน้ากับความกลัวของตนเอง เพื่อที่จะเล่นเพลงอันแรกด้วยหัวใจให้กับทุกคนในที่นี้
เมื่อเพลงเริ่ม เสียงดนตรีและเสียงเชียร์ดังก้อง นพรัตน์รู้สึกเป็นอิสระ รู้สึกถึงความทรงจำที่ดีในวันก่อน ๆ และการหายไปของความทุกข์เขา นั่นคือการเริ่มต้นใหม่เมื่อเสียงดนตรีได้ถึงจุดที่มาจากใจจริง ไม่มีสิ่งใดทำให้เขากลัวมากนัก
และการแสดงของเขาก็ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของคนึงว่า นพรัตน์ไม่เคยเก่งพอ แต่การเอาชนะความกลัวนั้นมันสำคัญที่สุด เธอลืมเขาไม่ได้ในที่สุดเมื่อความรักของทั้งคู่ได้ดำเนินไปอย่างดี แม้จะมีอุปสรรคที่รอพวกเขาอยู่