ละครเชือดหัวใจ…หรือหัวเราะจนหน้าแดง
เสียงแตรจักรยานสองสามคัน ดังกระทบกำแพงคณะศิลปศาสตร์ในเช้าวันจันทร์ที่อากาศร้อนกำลังจะกลายเป็นเรื่องรองสำหรับคนที่ยังหลับไม่ตื่น ข้างในห้องชมรมละครเวที เหมือนมีพายุความคิดพัดผ่านแล้วระเบิดเป็นคำพูด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ถ้าคราวนี้เราไม่ได้สปอนเซอร์… ชมรมก็ถูกยุบจริงๆ นะ” เสียงของน้องปีหนึ่งพูดด้วยแววตาเป็นประกายความกลัวเล็กๆ
“ไม่ยุบหรอก ฉัน…ฉันจะจัดการเอง” ปลายประโยคของโคตรผู้ก่อตั้งชมรมดังขึ้นแบบไม่เต็มใจเท่าไหร่ เพราะคำว่า ‘จัดการ’ ในปากเขาแปลว่า ‘กลั้นใจทำอะไรที่ไม่เคยทำ’
ชื่อของเขาคือ ‘อินทัช’ หัวหน้าชมรมคนที่ใครเห็นครั้งแรกมักจะคิดว่าเป็นนักแสดงเสียงนุ่ม แต่จริงๆ เขาคือคนที่ท่าทางจะตื่นตระหนกมากกว่าตื่นเต้น มีเสน่ห์แบบเด็กวาดฝัน และมีนิสัยพิเศษ: ไม่ชอบทำให้คนอื่นผิดหวังจนเกินไป เขาจึงถนอมคำพูดและบิดเบือนความจริงบ่อยกว่าใครจะคิด
“อินทัช นายอย่าเพิ่งโทษตัวเอง ถ้าสปอนเซอร์เลือกตัด งบก็ต้องหาใหม่ เรามีเพื่อน เรามีไอเดีย” ปุณณ์เพื่อนซี้ที่ผมจับไปม้วนตลอดเวลาพูดอย่างใจเย็น แต่สายตาเขาก็มีประกายกวนๆ เหมือนจะบอกว่า ‘ไอเดียบ้าๆ มันอาจจะมาจากนาย’
ปุณณ์เป็นคนขาวยิ้มง่าย พูดเร็วและเหมือนรู้ตลกรออยู่ในปากเสมอ เขาเป็นรองผู้อำนวยการของชมรมที่โคตรจริงจังในเรื่องไม่จริงจัง สิ่งที่ปุณณ์ตั้งใจที่สุดคือการไม่ปล่อยให้ความรู้สึกแย่กลายเป็นเรื่องจริงสำหรับเพื่อน
“งั้นเราจัดงานใหญ่ ถ้าคนมาก… สปอนเซอร์ก็ต้องเอา” อินทัชบอกตัวเองมากกว่าจะบอกคนอื่น “แต่ต้องมีอะไร ‘ส่งเสริม’ หน่อย”
วงกลมคิ้วบนหน้าทุกคนขมวดขึ้นพร้อมๆ กัน ราวกับอ่านสคริปต์ตลกที่ยังไม่เกิดขึ้น
“ส่งเสริมยังไง..ส่งเสริมด้วยการเชิญ ‘คนดัง’มาดีมั้ย” เสียงของมะลิ สาวมั่นในชมรมที่แต่งตัวเหมือนตัวละครละครเวที ประโยคของเธอสะกิดหัวใจความกลัวของทุกคน เข็มนาฬิกาเหมือนหยุดชั่วคราว
ทุกคนมองมาที่อินทัช คนที่มักจะกลายเป็นผู้ร้ายในเรื่องของคำสัญญาที่เกินตัวโดยไม่ตั้งใจ
“คนดัง? หมายถึง…ใครล่ะ” ปุณณ์ถามด้วยตาเป็นประกาย ‘ความเป็นไปได้’ ในหัวเขากำลังเต้นแล้ว
อินทัชค่อยๆ หายใจ เขาไม่ชอบปฏิเสธใคร แต่ก็ไม่ชอบคำว่า ‘ล้มเหลว’ ในทั้งชีวิตของตน ดังนั้นเขาจึงเลือกคำที่ปลอบประโลม และไม่ได้คิดว่าพูดเพียงวาจาเดียวจะกลายเป็นระเบิดเวลา
“ฉัน… ฉันรับปากว่าจะเชิญ ‘ยมทูตของรอยยิ้ม’ มาช่วยโปรโมตงานเรา” เขาพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดจนทุกคนเงียบไปทันที
“ยมทูตของรอยยิ้ม?” มะลิครางด้วยความสงสัย “นั่นใครคะ อินทัช นายหมายถึง…”
อินทัชยิ้มแห้งๆ “เอ่อ…คือ ศิลปินอิสระที่ดังในวงการจริงๆ แต่เงียบๆ น่ะ เป็นคนที่คนชมการแสดงต่างเรียกว่า ‘ยมทูตของรอยยิ้ม’ เพราะทุกครั้งที่เขาแสดง ผู้คนหัวเราะแล้วก็คิดตาม”
เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่พุ่งออกมาจากปุณณ์ “นายจะหามาจริงๆ เหรอ ถ้านายบอกว่ามีคนแบบนั้น…ฉันก็เชื่อนะ แต่วิธีหา…”
“ฉันมีทางแล้ว” อินทัชบอกอย่างมีความหวัง แม้ว่าทางนั้นจะเป็นเส้นทางที่มืดและเต็มไปด้วย ‘ถ้า’ มากกว่าหลายข้อ เขาเองก็ไม่รู้ว่ามันจะนำพาไปสู่หายนะหรือเรื่องตลกยิ่งใหญ่
สัปดาห์ถัดมา ข่าวลือในมหาวิทยาลัยกระจายเหมือนปุยนุ่น “มีศิลปินที่คนในเมืองเรียกว่า ‘ยมทูตของรอยยิ้ม’ จะมาเปิดงานของชมรมละครเวที” ห้องอาหารคณะกลายเป็นเวทีข่าวสาร
“ใครเป็นคนคอนเฟิร์มนะ?” นักศึกษาปีสองคนหนึ่งถามอย่างตื่นเต้น
มะลิเกาะมือถือเหมือนกำลังจับไมโครโฟน “อินทัชนี่แหละที่บอกเอง เขาบอกว่าได้คุยกับเอเจนซีย์นอกเมืองแล้ว”
ข่าวแพร่ไปไวกว่าไวไฟ และยิ่งมีคนเชื่อมากเท่าไหร่ ความกดดันก็เพิ่มขึ้นมากเท่านั้น อินทัชไม่เคยคิดว่าคำว่า ‘ฉันจัดการ’ จะหมายถึงการสร้างวงล้อมของความหลอกใส่ตัวเองและเพื่อน
“เฮ้ย เราต้องทำแผนโปรโมตให้ยิ่งใหญ่กว่านี้” ปุณณ์กระโดดขึ้นโต๊ะด้วยความตื่นเต้นในแบบของเขา “ถ้ามีคนมาจริง งานต้องกระหึ่ม ต้องมีสื่อ ต้องมีโพสเตอร์ที่คนเห็นแล้วกรี๊ด”
“งบก็ต้องมากขึ้น” มะลิพูดเงียบๆ ราวกับกำลังนับตัวเลขในหัว แล้วสายตาของเธอก็มองมาที่อินทัช “นายได้รับปาก…นายต้องจัดการงบ”
อินทัชพยายามยิ้มโดยไม่รู้ว่าจะยิ้มได้จริงไหม “ฉันจะหาเอง”
ค่าเช่าสถานที่ ค่าเสียง ระบบไฟ แฟนเพจของชมรมถูกปรับภาพใหม่ในหนึ่งคืน โปสเตอร์มีภาพเงาของคนหนึ่งคนเสมือนศิลปินลึกลับ ใต้รูปมีคำโปรยว่า ‘ยมทูตของรอยยิ้ม จะมาในงานคืนวันเสาร์’ ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปในทิศทางที่สวยงามยิ่งกว่าสคริปต์
แต่อย่าลืมว่า เส้นทางของคำโกหกมักพาไปเจอรูที่ไม่มีทางออก
กลางสัปดาห์ก่อนงาน อินทัชได้รับอีเมลจาก ‘เอเจนซีย์’ ที่ตนเองคุยด้วยในโทรศัพท์มือถือสาธารณะครั้งเดียว แต่แล้วอีเมลดังกล่าวกลับเป็นเพียงการยืนยันวันที่ของ ‘ศิลปินลึกลับ’ ที่ยังไม่ยอมบอกชื่อจริง และข้อแม้ที่ทำให้หัวใจของอินทัชเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ
“เขาขอเงื่อนไขว่า เขาจะมาเฉพาะถ้าพบว่าคนมามากพอ และมี ‘การแสดงแบบพิเศษ’ ที่ตอบโจทย์เขา” อินทัชอ่านอีเมลเสียงเบา จนปุณณ์ต้องตบไหล่เขาเพื่อปลุก
“แสดงแบบพิเศษเหรอ? แบบไหนวะ” ปุณณ์ถามอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่สิ่งที่เขาได้ยินทำให้เขายืนแข็งราวกับเพวดไม้ตกลงมา
“เขาขอให้มี ‘การแสดงที่ไม่ใช่การแสดง’ คนเข้าใจผิดแล้วก็หัวเราะ แล้วในตอนท้ายมีคนร้องไห้เพราะรู้สึกดี” อินทัชพิมพ์คำว่า ‘ไม่ใช่การแสดง’ ซ้ำในใจ ราวกับคำลี้ลับ
“นั่นไงล่ะ นี่มันคอนเซ็ปต์สไตล์บ้าๆ นะ” มะลิพูดอย่างพอจะรับได้ แต่ในสายตาของเธอก็เห็นความวิตกอีกมาก “เราจะทำยังไงดี ถ้าเขาเป็นพวกชอบทดลองแบบนี้จริงๆ”
อินทัชได้แต่หัวเราะแห้ง “เราจะหาความจริงให้ได้ก่อนงาน” คำสัญญานั้นฟังดูมั่นใจ แต่ข้างในเขากำลังสั่น
คืนวันศุกร์ ก่อนงาน พวกเขาหลับไม่ลงเพราะเตรียมงานจนดึก ห้องชมรมกลายเป็นกองอุปกรณ์ หลายคนปะผ้าหน้ากาก เขียนบทพูดหยอกล้อกันว่า ‘จะทำยังไงถ้าศิลปินจริงๆ มาทำท่าแปลกๆ’ ปุณณ์เสนอไอเดียสุดบ้าอย่าง ‘ใช้คนปลอมเป็นศิลปิน’ เพื่อหลอกสื่อ แต่ไอเดียนั้นถูกมะลิดันอย่างรวดเร็ว “เราไม่ใช่แก๊งต้มตุ๋น เราเป็นชมรมละคร เราต้องศิลปะ” เธออ้างคำที่เธอเชื่อจริงๆ
จนกระทั่งความจริงต้องเผชิญหน้า: คนไม่เพียงแต่จะมางาน แต่ยังมี ‘นักข่าวนิสิต’ ประกาศว่าจะมาทำบทสัมภาษณ์พิเศษ ทำให้ปุณณ์ตื่นเต้นจนเกือบจะจูงอินทัชไปลงคอนแทคโชว์
“อินทัช นายต้องทำอะไรสักอย่าง” มะลิเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ไม่ใช่เพราะเราโกหก แต่เพราะเราให้คนคาดหวัง ถ้านายไม่ยอมรับความจริง มันจะลากคนอื่นพังตาม”
อินทัชเงียบ เขารู้สึกเหมือนคนที่ยืนอยู่บนเวทีแล้วลืมบทพูด เขาสำรวจสภาพของตนเอง และเห็นว่า ‘ความกลัวไม่อยากทำให้คนอื่นผิดหวัง’ เป็นต้นเหตุของสิ่งทั้งหมด
“ฉันไม่อยากเห็นชมรมพัง” เขาพูดในที่สุด “แต่ฉันก็ไม่อยากให้ใครผิดหวังเพราะฉัน”
มะลิเดินมาจับมือเขาอย่างแรง “งั้นเราสู้ด้วยกัน แพ้ชนะรับผิดชอบด้วยกัน” เสียงเธอมีความอบอุ่นที่ทำให้ทุกคนในห้องสงบนิ่ง
คืนวันงาน มหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจากกระแสโซเชียลสั้นๆ ที่เขียนอย่างเร้าใจ โปสเตอร์ถูกรีทวีตจนคณะอื่นๆ ก็รู้ ข่าวว่ามี ‘ศิลปินลึกลับ’ มาทำให้คนรีเฟล็กซ์หัวเราะและร้องไห้พร้อมกัน ทำให้งานนั้นกลายเป็นเรื่องน่าสงสัยและน่าดูชมในเวลาเดียวกัน
ไฟหน้าช่องเวทีส่องจนหน้าอินทัชเงางาม เขายืนอยู่ข้างปุณณ์ มะลิ และเพื่อนๆ อีกสิบคน ทุกคนแต่งตัวพร้อมสำหรับฉาก แต่พวกเขาไม่รู้ว่านี่คือฉากอะไร เพราะพวกเขาเขียนบทไม่ทัน
“สื่อมาเยอะกว่าที่คิด” ปุณณ์กระซิบ “นี่มันเหมือนงานเทศกาลแล้วนะ” เขาพูดพร้อมหันมามองคนดูที่ทยอยเข้ามาอย่างแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
“นายอยากบอกความจริงไหม” มะลิถามเขาเป็นครั้งสุดท้าย ใบหน้าเธอยังมีประกายกลัวแต่มั่นคง
อินทัชหายใจยาว “ฉันจะบอกความจริงบนเวที ถ้าได้โอกาส” คำพูดนั้นดูแข็งแรงกว่าทุกคำก่อนหน้า แต่คำว่า ‘โอกาส’ ยังมีเงื่อนไข
ไฟดับลงชั่วครู่ เสียงเชียร์และเสียงกรีดร้องของผู้ชมดังขึ้นเหมือนคลื่นที่ซัดบนชายหาด เวทีโดนเปิดไฟจ้า แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น: คนที่กลายเป็น ‘ศิลปิน’ ไม่ใช่คนดัง ไม่ใช่ใครที่มีเอเจนซีย์ แต่เป็นชายวัยกลางคนแต่งตัวธรรมดา ผมเผ้ายุ่ง ใส่แว่นหนา เขาขึ้นเวทีด้วยกีตาร์โบราณและยิ้มที่ทำให้คนในห้องขมวดคิ้ว
“สวัสดีครับ ผมชื่อ ‘โอ้'” เขาประกาศเสียงแผ่ว แต่มีบางอย่างในสายตาเขาที่ทำให้คนเงียบลง “ผมไม่ได้ถูกว่าจ้างให้มาเป็นคนดัง ผมแค่มาเป็นคนฟัง”
ครึ่งหนึ่งของผู้ชมพยายามหัวเราะ เพราะนี่ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาคาดหวัง แต่ครึ่งหนึ่งกลับสนใจ เพราะบ่อยครั้งที่สุด สถานการณ์ที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวก็ทำให้มนุษย์แสดงความจริงออกมา
“ฉันต้องขอโทษ” อินทัชก้าวขึ้นเวทีอย่างไม่คาดคิด ไฟสว่างจนเห็นเหงื่อบนหน้าผากของเขา “ผมรับปากอะไรเกินกว่าความจริง ผมพูดไปเพราะกลัว…กลัวว่าชมรมจะหายไป ผมไม่อยากให้ใครต้องเสียใจ”
มีเสียงกระซิบ ผู้ชมเงียบลงราวกับฟังใครสักคนเล่าความลับที่ตรงหน้า
“แต่ผมคิดผิด” อินทัชหัวเราะแห้งๆ “ผมคิดว่าถ้าเราปลอมหวัง เราจะได้แต่เสียงหัวเราะ แต่ผมลืมไปว่าความจริงมีพลังมากกว่าการแสดงเสียอีก”
ชายชื่อ ‘โอ้’ เอาพลิกกีตาร์ แล้วเริ่มเล่นเพลงช้าๆ ที่ไม่เคยมีใครฟังมาก่อน แต่โน้ตเพลงนั้นเหมือนมีแสง มันไม่จำเป็นต้องมีคอนเซ็ปต์สุดล้ำ มันเป็นเพียงบทเพลงที่พูดถึงการผิดหวัง การกลัว และการยอมรับ
คนฟังเริ่มเงียบจริงๆ บางคนซับน้ำตา บางคนหัวเราะลาวเพราะรู้สึกผิดที่ตนเองมองไกลเกินไป ปุณณ์มองอินทัชด้วยสายตาที่ชอบกล ราวกับจะบอกว่า ‘นายทำได้’
ตอนที่เพลงจบ ชายชื่อ ‘โอ้’ เงียบสักครู่ เขาหันมามองอินทัชและพูดด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “ผมไม่ใช่ยมทูตอะไรหรอก ผมแค่มองคนที่มีความกลัวและบอกว่าไม่เป็นไร”
บรรยากาศอบอวลไปด้วยความจริงใจ อินทัชไม่สามารถหลีกหนีจากความรู้สึกของตัวเองได้อีกต่อไป เขาพูดต่อในสิ่งที่ต้องพูดมาตั้งแต่ต้น “เราโกหก เพราะกลัว แต่ผมเรียนรู้ว่า ความอ่อนแอไม่ได้ทำให้เราเล็กลง แต่ทำให้เราเป็นคน”
มะลิโยนหมวกขึ้นเวทีด้วยความตื้นตัน ผู้คนหัวเราะ พลันมีแววตาแปลกๆ หันมามองชายผมยุ่งที่ชื่อ ‘โอ้’ และถามว่าเขาคือใครกันแน่
“ผมเป็นคนธรรมดาที่ชอบฟังเรื่องตลกและเรื่องเศร้า” เขาตอบและหัวเราะ “บางครั้งคนที่เรียกตัวเองว่า ‘คนดัง’ ก็ไม่ได้เป็นคนที่ทำให้คนหัวเราะได้ดีที่สุด”
ภายนอกนี่อาจดูไม่สมเหตุสมผล แต่ภายในนั้นคือความจริงที่ทุกคนเฝ้ารอ ความตลกที่อ่อนโยนและความอบอุ่นของมนุษย์ถูกกระจายไปในห้องนั้น
หลังงาน เสียงซุบซิบเต็มไปหมด แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือท่าทีของคนในชมรม พวกเขาไม่ขยะแขยงความบอบบางของตนเองอีกต่อไป อินทัชเดินกลับไปที่โต๊ะจัดการ เขารู้สึกเหมือนผ่านการติวเข้มด้านการเป็นคนจริงจัง
“นายพูดความจริงบนเวทีได้ดีนะ” ปุณณ์ตะโกนกึ่งล้อกึ่งชม “ฉันยังคิดว่าถ้ารู้จักพล็อตมากกว่านี้ นายอาจได้ออสการ์”
มะลิกัดริมฝีปาก “ฉันภูมิใจในนาย” เธอบอกอย่างจริงใจแล้วหันไปมองเพื่อนๆ “และเราจะไม่โกหกอีกแล้ว เราจะโปร่งใสและสร้างงานที่คนอยากดูด้วยฝีมือ ไม่ใช่ขี้ตื๊อคำสัญญา”
อินทัชยิ้มกว้าง เขารู้สึกว่าความหวาดกลัวที่ทำให้เขาพูดไม่จริงได้กลายเป็นบทเรียน เขาเรียนรู้ว่าการรับผิดชอบไม่ได้หมายถึงการทำทุกอย่างคนเดียว แต่หมายถึงการยอมรับความผิดพลาดและแก้ไขร่วมกัน
พวกเขาจัดการเคลียร์งบประมาณจริงๆ เรียกคำขอโทษจากผู้ที่เขาทำให้หวังเกินไป และขอให้ ‘โอ้’ ช่วยคุยกับคนที่เขาได้ติดต่อ ท้ายที่สุด ‘โอ้’ ไม่ใช่ศิลปินดัง แต่การมาของเขาทำให้เรื่องราวเป็นจริงในแบบที่ไม่คาดคิด
หลายสัปดาห์หลังจากงาน ชมรมกลับมาเป็นปกติ แต่มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม: คนในชมรมพูดตรงขึ้น ซ้อมหนักขึ้น และคุยกันด้วยความจริงใจที่ลึกขึ้น
อินทัชไม่กลายเป็นฮีโร่ แต่เขากลายเป็นคนที่กล้าพูดคำว่า “ขอโทษ” และคำว่า “ขอบคุณ” อย่างจริงใจ ความรู้สึกอึดอัดที่เคยอยู่ในใจน้อยลงจนแทบหาไม่เจอ
ในคืนหนึ่งระหว่างซ้อม มะลิแอบยิ้ม “นายจำได้ไหมครั้งที่นายบอกว่าจะเชิญยมทูตของรอยยิ้ม”
“จำได้สิ” อินทัชตอบ “ไม่คิดว่าจะกลายเป็นคนที่บอกความจริงบนเวที”
ปุณณ์แกล้งทำหน้าเศร้า “นั่นหมายความว่าเราจะไม่มีโปสเตอร์ลึกลับอีกแล้วเหรอ โลกคงเหงา” ทุกคนหัวเราะ แต่หัวเราะแบบที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
เวลาผ่านไป ชมรมสร้างผลงานจากความตั้งใจ ไม่ใช่จากคำสัญญา งานของพวกเขาถูกชมเชยในทางที่ต่างออกไปจากเดิม มันไม่ได้ทำให้คนมามากที่สุด แต่มันทำให้คนที่มารู้สึกว่าเขาเห็นความจริงใจในทุกฉาก
วันหนึ่ง ขณะที่อินทัชเดินผ่านลานมหาวิทยาลัย เขาเห็นโปสเตอร์เก่าๆ ของงานที่เขาเคยหวาดกลัว พลิกดูแล้วหัวเราะเพราะลายมือที่ขีดเขียนด้วยความรีบร้อน เขาคิดถึงคืนนั้นที่แสงไฟสาดมา และเสียงของคนที่ชื่อ ‘โอ้’ ซึ่งไม่เคยเรียกร้องชื่อดัง
เขาพูดกับตัวเองในใจ “บางครั้งการยอมรับความกลัวคือวิธีให้ความกลัวนั้นเปลี่ยนเป็นเรื่องตลกได้”
และในคืนนั้น เมื่อดาวเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า อินทัชรู้สึกว่าทุกคนในชมรมได้โตขึ้น เขาไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองสวยงามหรือสมบูรณ์แบบ แต่เขารู้สึกว่าเขาเป็นคนที่ยอมรับความผิดพลาด และพร้อมจะแก้ไขเมื่อมันเกิดขึ้น
เรื่องราวของพวกเขาไม่ได้จบลงด้วยความสำเร็จอันงดงาม แต่จบลงด้วยการยิ้มและการจับมือกันเพื่อเดินต่อ
ในเช้าวันสุดท้ายของเทอม มะลิยืนอยู่หน้าห้องชมรม วางแผนการเปิดรับน้องใหม่ อินทัชกับปุณณ์ยืนข้างๆ แล้วทุกคนเงยหน้ามองฟ้า ราวกับว่ามีบทใหม่กำลังเริ่ม
“เราได้เรียนรู้บางอย่างใช่ไหม” มะลิพูด “เราได้เห็นว่าความจริงสามารถเป็นเรื่องตลกได้ และตลกก็สามารถเป็นความจริงได้”
อินทัชยิ้ม “และฉันได้เรียนรู้ว่า… การยอมรับว่าเราไม่สมบูรณ์เป็นเรื่องที่กล้าพอๆ กับการแสดงบทในละคร”
ปุณณ์ทำหน้าเป็นนักร้องโอเปร่า “แล้วฉันได้เรียนรู้ว่า ถ้าจะหลอกใคร ควรหลอกตัวเองให้น้อยลง” ทุกคนหัวเราะด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยมิตรภาพ
ภาพสุดท้ายคือพวกเขายืนเป็นวงกลมใต้แสงเช้าที่อ่อนโยน อินทัชยื่นมือออกมา และทุกคนจับมือกันอย่างแน่นหนา หัวใจของพวกเขาไม่สวยงามเหมือนในโปสเตอร์ แต่จริงใจพอที่จะทำให้คนที่ได้เห็นยิ้มตามได้
และแม้ในใจของพวกเขายังคงมีความกลัวบ้าง แต่ครั้งนี้ความกลัวไม่ได้นำพาให้พวกเขาโกหกกันอีกต่อไป มันกลายเป็นพลังให้พวกเขาเขียนเรื่องราวต่อไปด้วยกันอย่างจริงใจ
จบด้วยภาพของโปสเตอร์ใหม่ที่พวกเขาวางไว้บนบอร์ดชมรม มันไม่มีชื่อ ‘ยมทูต’ หรือคำโฆษณาหรูหรา มีแต่คำเชิญเรียบง่าย: “มาร่วมหัวเราะและร้องไห้ไปด้วยกัน” และใต้ข้อความนั้นมีลายเซ็นของทุกคนในชมรมเป็นพยานว่าพวกเขาจะเดินไปด้วยกันอย่างซื่อสัตย์
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ชมรมละครเวที, ความเข้าใจผิด, มิตรภาพ, คอมเมดี้, โรแมนติกจางๆ, coming-of-age