มหกรรมความจริงที่ถูกบิด
ประตูหอพักปิดกึกในวันที่ปรีชาตั้งใจจะไปคุยเรื่องทุนกับคณะกรรมการสโมสรนักศึกษา แต่เขากลับยืนโง่ ๆ อยู่หน้าตึกในชุดสูทที่เพิ่งเช่ามา เครื่องแบบดูดี แต่รอยยับตรงแขนเสื้อบอกเวลาแห่งความรีบร้อนและง่วงนอน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“พีช ทำไมแต่งตัวเหมือนไปสนทนาทางวิชาการกับนายกเทศมนตรี?” โต้งเพื่อนร่วมห้องโผล่หัวจากห้อง เปิดประตูแบบไม่เคาะแล้วยืนมอง
“มีนัดสำคัญ” ปรีชาพูดแล้วสะดุ้งเมื่อเห็นนาฬิกา มือสั่นกับแฟ้มเอกสารที่ไม่มีอะไรนอกจากใบสมัครทุนกับสรุปกิจกรรมที่เขาเขียนขึ้นครึ่งหนึ่งเพราะความขี้เกียจ
“สำคัญเรื่องไหนล่ะ” โต้งแย่งแฟ้มมาดู อ่านหัวข้อแล้วหัวเราะ “มันแค่ทุนค่าน้ำชาของชมรมก็รู้ตัวว่าสมัครอะไรอยู่”
ปรีชาถอนหายใจ “ทุนเทนโซะ… ก็คือทุนช่วยเหลือนักศึกษา ถ้าได้ทุน พ่อแม่จะเบาขึ้นหน่อย”
“แล้วทำไมต้องใส่สูท” โต้งทำหน้าล้อ “ถ้าขี้เกียจบอกขี้เกียจสิ”
“ไม่ใช่ขี้เกียจ” ปรีชาพูดจริงจัง “ฉันต้องให้คณะกรรมการเห็นว่าเราเป็นชมรมที่มีผลงาน หลายคนในคณะเขาดูจากภาพรวม ถ้ามีเครือข่าย มีผลงาน ก็จะได้คะแนน”
โต้งขมวดคิ้ว “แล้วชมรมของเรามีอะไร?”
“…มี ‘ชมรมละครสั้นที่ไม่เคยได้รางวัล'” ปรีชาพูดเสียงแผ่ว “แต่ฉันคิดจะบอกว่าเราเป็น ‘ชมรมอิมโพรฟ—'”
โต้งทำหน้าเหวอ “อิม-พรอฟ?”
“ให้มันรู้สึกทันสมัย” ปรีชาพูดเร็ว “มีการแสดงสด ไม่มีสคริปต์ อะไรที่เรียกลูกค้าง่ายๆ ว่าเป็นกิจกรรมที่ฝึกความคิดว่องไว”
โต้งหัวเราะ แล้วผันเป็นเสียงนุ่ม “พีช คุณจะโกหกเหรอ”
ปรีชายืนนิ่ง เขารู้สึกว่ามันเป็นการโกหกเล็ก ๆ ที่อาจทำให้พวกเขาได้ทุน มีแรงบันดาลใจพอกลับบ้านได้เลี้ยงข้าวแม่บ้างครั้งหนึ่ง
“กึ่ง-ความจริง” เขาพูดสุดเสียง แววตาเต็มไปด้วยความกลัวและความหวังในเวลาเดียวกัน
“กึ่ง-ความจริง” โต้งพึมพำ “ฟังดูเหมือนเครื่องดื่มใหม่”
รอยยิ้มที่โผล่บนหน้าปรีชาไม่อาจลบความตึงของใจได้ เมื่อเขาเดินเข้าไปในห้องคณะกรรมการ พูดแนะนำตัวเองและชมรมด้วยท่าทีกระตือรือร้น คำว่า ‘ทีมชนะระดับภูมิภาค’ หลุดออกจากปากเขาโดยไม่รู้ตัว
“ดังนั้นเราจึงพร้อมจะจัด ‘มหกรรมอิมโพรฟระดับมหาวิทยาลัย’ เพื่อให้โอกาสน้อง ๆ” ปรีชาพูดด้วยความมั่นใจที่ทำให้กรรมการที่นั่งอยู่ยิ้มพยักหน้า
อาจารย์ล้อม อาจารย์ประจำคณะซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการ ยกมือ “คือ จะมีงบประมาณไหมครับ”
“ถ้าได้รับทุนและการสนับสนุนจากชมรมอื่นๆ ผมเชื่อว่าเราจะผลักดันให้เป็นกิจกรรมที่นักศึกษาจดจำได้” ปรีชาตอบไป เขาไม่ได้โกหกทั้งหมด—ชมรมมีความคิดด้านการแสดงจริง แต่ไม่เคยจัดงานใหญ่ระดับนี้
คณะกรรมการพูดคุยกัน สรุปเป็นการมอบทุนเล็ก ๆ พร้อมเงื่อนไขว่าให้จัดงานในหนึ่งเดือน พร้อมประกาศให้ชมรมเป็น ‘ตัวแทนจัดกิจกรรม’ ของคณะ
เมื่อปรีชาออกมาจากห้อง เขารู้สึกโล่ง แต่โล่งนั้นมาพร้อมกับภาระ หนึ่งเดือนกับมหกรรมขนาดที่เขาเพิ่งอ้างว่าเคยทำมากมาย
“เราทำอะไรลงไป” มายด์เพื่อนเก่าที่มาสมัครเป็นอาสาสมัครโผล่มาถามทันที เธอเป็นคนเยือกเย็น พูดจาตรงและมีนิสัยหยิกเหยียดเล็ก ๆ กับปรีชาเสมอ
“ฉัน…บอกว่าพวกเราชนะหลายงาน” ปรีชาพูดเสียงแผ่ว “ฉันคิดว่ามันจะช่วย”
มายด์มองหน้าเขายาว “พีช ถ้าคุณอยากได้ทุนจริง ๆ ก็ไม่ต้องโกหก แต่ถ้าเราจัดงานล้มเหลว แล้วคนของคณะโดนตำหนิ ใครจะรับผิดชอบ”
“ฉันจะรับผิดชอบ” ปรีชาตอบทันที แต่เสียงคล้ายแหบแห้ง “ฉันจะทำให้สำเร็จ”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของมหกรรมที่ไม่มีใครพร้อม
คำถามแรกที่เกิดขึ้นทันทีคือใครจะเป็น ‘กรรมการ’ ของงาน เพราะเขาเคยอวดว่าเคยมีคอนเนคชั่น
“พีช คุณบอกว่าเคยร่วมงานกับใคร” โต้งถาม
“ฉัน…บอกว่าเคยสัมมนาร่วมกับ ‘กลุ่มอิมโพรฟชั้นนำ'” ปรีชาพูดหน้าซื่อแต่ในใจคือพายุ
“แล้วกลุ่มนั้นจริง ๆ คือใคร” มายด์จ้องเขา
ปรีชาชะงัก “ฉันยังไม่รู้จริง ๆ แต่ฉันคิดว่าน่าจะหาได้จากเฟซบุ๊ก”
โต้งหัวเราะจนต้องเอามือทาบท้อง “เฟซบุ๊กคือผู้ก่อสงครามของความเข้าใจผิดแล้วนะคราวนี้”
พวกเขารวมทีม โดยคัดคนจากชมรมละคร ชมรมดนตรี ชมรมถ่ายภาพ และกลายเป็นกองกำลังที่มีทั้งพรสวรรค์และความขาดแคลนของเวลาฝึกซ้อม
“ข้อดีคือเราไม่ได้มีใครที่เก่งทุกอย่าง” มายด์พูดพร้อมยิ้ม “ข้อเสียคือเราก็ไม่มีใครที่เป็นพวกจัดงานใหญ่บ่อย ๆ”
การเกณฑ์คนทำให้ปัญหาแปลกขึ้นไปอีก หลายคนคาดหวังว่าจะมีชื่อเสียงหลังงาน แต่พวกเขาไม่มีทุนมากพอสำหรับโปรดักชันใหญ่โต ปรีชาพยายามแก้ไขด้วยการจ้างเวทีพกพาราคาถูก และขอพื้นที่เอนกประสงค์ของคณะเป็นที่จัดงาน
วันแรกของการซ้อมทุกคนมาพร้อมกับแรงกระตือรือร้น แต่ซ้อมไปก็มีเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ทำให้ทุกคนหัวเราะแล้วเอามือกุมหัว
“ฉันไม่เข้าใจวิธีอบรมนักแสดงแบบนี้” นักศึกษาปีหนึ่งคนพูด “เขาส่งเสียง ‘อู’ แล้วทำหน้าตาอย่างกับปีศาจ”
“นั่นคือหนึ่งในเกมอิมโพรฟ” มายด์ตอบ “ไม่มีสคริปต์ ต้องตอบโต้ทันที แต่ไม่ใช่หน้าตาแบบนั้น”
โต้งยืนแกะสายกีต้าร์ “ผมถูกสั่งให้เล่นเพลงเพราะมัน ‘เสริมอารมณ์’ ของการเล่น”
“พีช นายต้องแน่ใจนะว่าพวกเราเข้าใจว่าจะแสดงอะไร” มายด์พูดจริงจัง “เราไม่สามารถแสร้งเป็นทีมชนะระดับภูมิภาคได้ถ้าเราไม่สามารถแสดงผลงานที่ดูมีคุณภาพได้”
ปรีชาพยักหน้า เขาผลักตัวเองให้รวมผู้คน ฝึกฝน และใช้เวลาหลังเลิกเรียนเป็นเวลาของการซ้อม หัวใจของเขาเริ่มเต้นเร็วขึ้นเพราะความรับผิดชอบที่เขาไม่ได้คิดว่าจะมี
แต่ความเรียบง่ายของการฝึกซ้อมถูกทำให้วุ่นวายด้วย ‘ผู้ชมพิเศษ’ ซึ่งคืออาจารย์ล้อมที่มักชอบแวะมาดูความคืบหน้า แล้วแสดงความคิดเห็นอย่างฉับไว
“ฉากนี้ต้องมีจังหวะเงียบ” อาจารย์ล้อมพูดในขณะชมการซ้อม “เงียบก็แปลว่าคนในฉากต้องสื่อด้วยสายตา”
“พีช นายเคยสอนใครเรื่องการสื่อด้วยสายตาไหม” โต้งพึมพำ
“ไม่” ปรีชาตอบอย่างตรงไปตรงมา “แต่ฉันอ่านมันมาจากบทความหลายบทความ”
อาจารย์ล้อมหัวเราะ “บทความช่วย แต่การลงมือทำต่างหากที่จะสอนคุณ ฉันดีใจที่เห็นพวกแกพยายาม”
ทุกครั้งที่อาจารย์ล้อมชม ฝูงนักศึกษาจะกระฉับกระเฉงขึ้น แต่พร้อมกันนั้น ข่าวลือที่ปรีชาพูดถึง ‘ทีมชนะระดับภูมิภาค’ ก็เริ่มแพร่ไปในหมู่นักศึกษา เจ้าหน้าที่คณะกรรมการ และแม้แต่คณบดีที่มีนิสัยชอบกิจกรรมดี ๆ ของมหาวิทยาลัย
ความคาดหวังเพิ่มขึ้นตามเสียงกระซิบ
“คณบดีอยากเห็นงานมาก” ใครคนนั้นบอกในกลุ่มไลน์ “เขาอาจจะมาดู”
“ถ้าคณบดีมาจริง แปลว่าพวกเราต้องทำให้ดีที่สุด” มายด์พูดเสียงหนัก “แล้วถ้ามันไม่ดีล่ะ”
“เราทำให้มันดี” ปรีชาพูด แต่ในใจรู้ว่าคำพูดนั้นเป็นเสมือนหมวกที่หนักขึ้นทุกวัน
กลางคืนหนึ่งก่อนงาน ปรีชานอนไม่หลับ เขาคิดถึงคำโกหกครั้งแรก คิดถึงรอยยิ้มพ่อแม่ เขาคิดถึงเสียงของมายด์กับโต้ง สำคัญที่สุดคือความเชื่อที่เพื่อน ๆ มอบให้เขา
“เราจะทำให้มันสนุก” เขาพูดกับตัวเอง “ถ้าเราโชว์ความจริงใจ ผู้คนอาจจะเห็นคุณค่าในความไม่สมบูรณ์แบบของเรา”
วันงานมาถึง อาคารเอนกประสงค์ถูกปรับแต่งด้วยแสงไฟพอประมาณ เวทีพกพาและแผงโปสเตอร์เขียนด้วยมาร์กเกอร์ กองอุปกรณ์ดูไม่หรูหราแต่มีความมุ่งมั่น
ฝูงคนเริ่มมากขึ้นอย่างไม่คาดคิด อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาต่างสาขา คนหนึ่งจากชมรมดนตรีส่งเสียงทักทาย คนหนึ่งจากชมรมภาพยนตร์ถือกล้องถ่ายทำ
ปรีชาเห็นหน้าคณบดี เขาหยุดหายใจเป็นวินาที จากนั้นหัวใจโหมกระหน่ำ เขารู้ว่าถ้าพวกเขาล้มเหลว การบาดหมางจะไม่ใช่แค่ทุนที่หายไป แต่เป็นความเชื่อใจของคนรอบตัว
“ถ้ามันพัง ฉันจะรับผิดชอบ” เขากลั่นเสียงหลังเวที แต่เสียงนั้นสั่นไหวจนโต้งยกมือปลอบ “เราไม่ต้องการให้มันพัง”
การแสดงเริ่มขึ้นและสิ่งที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหมาย คนที่มาแสดงไม่ใช่นักแสดงมืออาชีพ แต่มีความจริงใจสูง พวกเขาช่วยกันเติมช่องว่างและหัวเราะเมื่อคนในกลุ่มทำผิดพลาดอย่างจริงใจ
“ฉันคือแม่ที่หายไป” นักศึกษาผู้แสดงงานหนึ่งพูดแล้วเล่นเป็นแม่ที่ตามหาเด็กในตลาด ทำท่าทางเกินจริงแต่ผู้ชมตอบรับด้วยเสียงหัวเราะและปรบมือ
“ผมเป็นคนขายส้มตำที่พูดภาษาอังกฤษติดปาก” โต้งทำเสียงสำเนียงตลก ผู้ชมหัวเราะเพราะความบริสุทธิ์ใจมากกว่าการล้อเลียน
ในช่วงกลางของงาน มายด์ดึงปรีชาไปเข้าฉากโดยไม่แจ้งล่วงหน้า เธอหันไปพูดตรง ๆ กับไมโครโฟน “เราจะลองสิ่งหนึ่ง”
ผู้ชมเงียบ
“เราจะไม่แสร้งเป็นทีมชนะ” มายด์พูดเสียงดัง แต่ไม่ใช่ความพินาศ “เราจัดงานนี้ด้วยความไม่พร้อม แต่ด้วยความตั้งใจ เราจะเล่นฉากที่พูดความจริง”
ปรีชาตอนแรกตื่นตระหนก แต่ความกล้าของมายด์เป็นแรงผลัก เขาเดินไปบนเวทีและพูดว่า “ผมบอกว่าพวกเราเป็นทีมชนะระดับภูมิภาค…ผมโกหก”
เสียงห้องเงียบ แต่ไม่ใช่ความโกรธ มันคือความตื่นเต้นที่หวนคืน
“ผมกลัวการทำให้คนผิดหวัง” ปรีชาเผยความจริงต่อหน้าผู้ชม “ผมกลัวว่าถ้าไม่มีรูปหล่อของความสำเร็จ พ่อแม่ผมจะเหนื่อยเกินไป”
ผู้ชมได้ยินความจริงใจนั้น หลายคนถอนหายใจ หลายคนยิ้มอย่างเข้าใจ
“แล้วเราจะทำยังไงต่อ” อาจารย์ล้อมยื่นไมค์จากมุมห้อง “จะปล่อยให้ความจริงเป็นข้ออ่อนแอ หรือจะใช้มันเป็นวัสดุก่อสร้างความตลก”
ปรีชาเห็นหน้าผู้คนสามัคคี เขาตัดสินใจนำทีมกล่าวเชื้อเชิญให้ผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วม แสดงฉากที่เกี่ยวกับการยอมรับความผิดพลาด และทุกครั้งที่มีความผิดพลาดบนเวที พวกเขาเปลี่ยนมันให้กลายเป็นมุกและบทเรียน
ผู้ชมกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง คนหนึ่งถูกดึงออกไปเล่นเป็นกรรมการที่ตื่นเต้นมาก คนหนึ่งเป็นผู้เชียร์ที่ไม่หยุด
จังหวะเงียบเกิดขึ้นหลายครั้งในฉากที่มีการสารภาพและการสะท้อนใจ มันให้เวลาผู้ชมย่อยและหัวเราะอย่างมีความหมาย
ในฉากสุดท้าย ปรีชายืนอยู่ตรงกลางเวที เขาพูดกับคนในห้องตรง ๆ “ถ้าพวกเรายังเล่าเรื่องราวของตัวเองไม่ออก เรามาเล่าเรื่องความพยายามกัน”
“ถ้าคุณหัวเราะเพราะเราไม่สมบูรณ์แบบ ผมขอขอบคุณ” เขาหยุดแล้วหัวเราะอย่างอ่อนโยน “ผมขอโทษที่โกหก แต่ขอให้รู้ว่ามันทำให้เราพบกันในสถานที่ที่เราไม่เคยคิดว่าจะมาถึง”
เสียงปรบมือดังขึ้นเช่นสายฝนฤดูร้อน กระแสเสียงนั้นอบอุ่นและยาวนานกว่าที่ปรีชาคาดไว้
หลังงานมีคนมาจับมือ พูดคำชมและขอบคุณ ผู้คนเล่าเรื่องที่ตลกที่สุดที่เขาเห็น และบางคนยอมรับว่าได้เรียนรู้ว่าความจริงใจนั้นน่าบอกรักกว่าใบประกาศนียบัตร
คณบดีเข้ามาหา ปรีชาเตรียมรับคำตำหนิ แต่คณบดีกลับยิ้ม “ผมไม่สนว่าคุณเคยบอกอะไรไว้เมื่อแรก” ท่านพูดอย่างจริงจัง “ผมสนว่าคนของเราในวันนี้มีความกล้าที่จะอยู่กับความจริง และทำให้มันกลายเป็นการเรียนรู้”
รวมถึงอาจารย์ล้อมที่ยกมือจับไหล่ปรีชา “ฉันเห็นการเติบโต” ท่านพูดอย่างไม่แปลกประหลาด “ฉันเห็นคนที่กล้ายอมรับผิด แล้วกล้าที่จะเปลี่ยนมันเป็นพลัง”
ปรีชายิ้ม เขายืนอยู่ท่ามกลางเพื่อนและผู้ชม รู้สึกแตกต่างไปจากตอนที่เขาโกหกครั้งแรก การได้รับคำชมแบบนี้ไม่ได้มาจากการโกหก แต่มาจากการยอมรับและการทำงานหนักร่วมกัน
หลังคืนมหกรรม วันรุ่งขึ้นในคณะมีบรรยากาศเปลี่ยนไป ผู้คนพูดถึงความตั้งใจและการทดลองมากกว่าป้ายชื่อและรางวัล
“นายทำได้จริง ๆ นะ” มายด์พูดขณะพวกเขานั่งกินกาแฟหลังงาน “แต่ฉันไม่แนะนำให้โกหกบ่อย ๆ”
“ฉันรู้แล้ว” ปรีชายิ้ม “ฉันจะไม่โกหกอีกโดยไม่มีเหตุผลดี ๆ”
โต้งเขย่ากีต้าร์เล่นไม่เป็นจังหวะ “อย่างน้อยนายได้เรียนรู้วิธีเล่นความจริงให้มีจังหวะ”
ปรีชาแค่นหัวเราะ เขารู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น เขาไม่พ้นความผิดพลาด แต่เขาเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบและใช้ความจริงให้กลายเป็นสิ่งที่เชื่อมคน
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ชมรมของพวกเขาได้รับงบประมาณเล็ก ๆ ต่อเนื่องจากคณะเพื่อจัดกิจกรรมที่เน้นการทดลอง ทางมหาวิทยาลัยเริ่มให้ค่าแก่กิจกรรมที่มีความหมายมากกว่าการชิงรางวัล
ปรีชานั่งดูโปสเตอร์งานครั้งใหม่ที่พวกเขาวางแผน เขียนด้วยลายมือของเขาเอง “เวทีความจริง” เขายิ้มแล้วขอบคุณตัวเองที่กล้าพอจะยอมรับความจริง
ในคืนหนึ่ง ขณะที่เขาเดินกลับหอ มายด์โทรเรียกให้เขายืนรอที่ม้านั่งสวนเล็ก ๆ เธอถือถุงของขวัญเล็ก ๆ มาส่ง
“มีคนฝากให้” มายด์ยื่นถุงให้เขา “เขียนมาแค่ว่า ‘ขอบคุณที่ทำให้หัวเราะแล้วคิด'”
ปรีชายิ้มอย่างอบอุ่น แสงไฟถนนสะท้อนเงาพวกเขาสองคนบนทางเดิน ความรู้สึกที่ไม่เป๊ะ แต่เต็มไปด้วยความหมาย วางอยู่รอบตัว
“นายคิดว่าถ้าเราเริ่มจากความจริง เราจะตกหลุมรักความผิดพลาดได้ไหม” มายด์ถามแบบเล่น ๆ
ปรีชาเงียบไปสักครู่ ก่อนจะตอบ “ไม่ใช่ตกหลุมรัก แต่เป็นยอมรับว่าเราทุกคนผิดพลาดได้ และเรายังมีสิทธิ์หัวเราะด้วยกัน”
จากนั้นทั้งคู่หัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นไม่มีพิษภัย มันเป็นเสียงที่เกิดจากการเรียนรู้และการให้อภัย
มีเรื่องเล็ก ๆ เกิดขึ้นอีกเป็นระยะ บางครั้งมีการลืมคิว บางครั้งมีฉากที่ต้องขยับไว แต่เมื่อปรีชามองย้อนกลับไป เขาเห็นเส้นทางที่งดงามของความพยายาม การยอมรับ และมิตรภาพที่เติบโตจากความผิดพลาด
ที่สุดแล้ว มหกรรมความจริงที่ถูกบิดไม่ได้จบลงด้วยรางวัลหรือคำสรรเสริญเพียงอย่างเดียว แต่มันจบลงด้วยการที่คนหนุ่มสาวได้เรียนรู้ว่าความจริงบางครั้งอาจไม่สวยงาม แต่เมื่อเรากล้าที่จะแสดงออก มันจะกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นเข้าใจและยอมรับ
ปรีชาเดินเข้าสู่ห้องเรียน เขามองมายด์ มองโต้ง แล้วหันไปมองกระจกในทางเดิน เห็นตัวเองที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่จริงใจ
“ครั้งต่อไปถ้ามีโอกาส” เขาแซวเล็ก ๆ “ฉันจะบอกว่าเราไม่เคยชนะอะไรเลย แต่เราชำนาญในการทำให้คนหัวเราะ”
มายด์หัวเราะ “นั่นฟังดูเหมือนเรื่องจริงที่น่าดึงดูด”
โต้งยักไหล่ “ก็จริงแหละ นายทำให้คนหัวเราะและคิด ซึ่งนั่นก็เพียงพอแล้ว”
เรื่องราวปิดท้ายด้วยภาพของกลุ่มเพื่อนยืนอยู่หน้าหอพัก แสงไฟวับวาว เป็นคืนที่เงียบสงบแต่เต็มไปด้วยความหวัง ทุกคนเลิกกังวลเรื่องใบประกาศชั่วคราว และหันมาให้ค่ากับการเดินทางที่ได้เรียนรู้ว่า ความจริง แม้เกิดจากความผิดพลาดของคน ๆ เดียว มันยังสามารถเป็นก่อเกิดหัวเราะและความเข้าใจกันได้อย่างที่ไม่มีสคริปต์ไหนเขียนได้
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, มิตรภาพ, ตลก, โรแมนติกจาง ๆ, coming-of-age, การโกหกที่บานปลาย