โป๊ะแตกแบบมีมารยาท
เสียงระฆังเช้าอันไม่น่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัยกำลังดังลั่น เหมือนเครื่องปลุกที่เพื่อนร่วมหอพยายามร้องคาราโอเกะให้ตื่น นรินวิ่งตะเกียกตะกายจากห้องเช่าชั้นสาม ถือแก้วกาแฟที่ยังมีฝุ่นค้างจากเมื่อวานอยู่ข้างใน และหน้าจอโทรศัพท์ที่สั่นไม่หยุด
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“โห…อีกแล้วเหรอเนี่ย” นรินบ่นกับตัวเอง พลางกดรับสายด้วยความรวดเร็ว
“เฮ้ นริน ตื่นมั้ย? ชั้นเพชร เหลือเวลาเจ็ดนาทีจะปิดประตูห้องประชุมตั้งแต่กรรมการลงแล้ว” น้องเพชรในสายพูดเสียงดังเป็นชีวิตจิตใจของชมรมอาสา
“ปิดตั้งแต่กรรมการลง? ชมรมเราไม่มีกรรมการ…” นรินตะลึง ก่อนจะนึกภาพตัวเองกำลังเป็นคนเลวเพราะมาสาย
“ก็บอกว่าเป็นงานรับรองมูลนิธิ…นายยังไม่รู้เหรอว่ามีคณะกรรมการมาดูความพร้อมของชมรมอาสาสมัครโรงเรียนเหรอ” เพชรเริ่มเร่งรัด
นรินกลืนน้ำในคอ เขาไม่เคยเข้าประชุมชมรมจริงจัง เขาเป็นคนสมัครเพื่อรับคะแนนกิจกรรมและฟรีอาหาร แต่ด้วยความเป็นคนไม่ชอบเผชิญหน้า เขาจึงตอบตกลงไปเมื่อเพื่อนชวนให้เป็น ‘ผู้ประสานงานฝ่ายต้อนรับ’ ในวันเปิดตัวงาน
“เอ่อ…แน่นอน…อยู่แล้ว…” นรินตอบเสียงราบเรียบ ก่อนจะกระซิบกับหัวใจว่าต้องวิ่ง
“เจ็ดนาที” เพชรย้ำ “แปดถุงอาหาร แผ่นพับ สายรัด…นายมาช่วยจัดด้วยนะ”
สายวางไปแล้วนรินกระโดดลงบันไดสามขั้นอย่างไม่สง่างาม แต่ยังพอมีเวลาหยิบหมวกสีชมพูที่ห้อยอยู่กับตะกร้าจักรยานเพื่อปกปิดผมเพิ่งตื่น
“หมวกน่าจะช่วยได้” เขากระซิบกับตัวเองขณะปั่นจักรยานไปหน้าตึกชมรม
ประตูห้องประชุมเปิดกว้าง มีนักศึกษายืนสุมหัว หัวหน้าชมรมเป็นสาวผมสั้นชื่อส้มโอ เธอมีดวงตาที่สามารถเตือนคนให้รู้สึกผิดได้โดยไม่ต้องพูดอะไร
“นริน ในที่สุดก็มาถึง” ส้มโอพูดอย่างพอใจ แต่ขอบตาเผยความตึงเครียด
“ผมช่วยได้ครับ…ตะ…ต้อนรับใช่ไหมครับ” นรินพยายามทำเสียงมั่น แต่ความมั่นใจเป็นสิ่งที่เขาต้องขุดค้นจากกล่องเครื่องมือที่อยู่ข้างหลัง
“ใช่ นายรับผิดชอบทั้งแถวต้อนรับกับการพาแขก VIP ไปหาที่นั่งนะ” ส้มโอยื่นแผ่นพับให้ เขาเห็นชื่อ ‘มูลนิธิฟ้าสงบ’ บนหน้าปก และรู้ทันทีว่ามันไม่ใช่การสอนทำอาหาร
ด้านหลังประตูมีผู้ใหญ่ในชุดสูท แต่งตัวสุภาพ ทุกคนยกยิ้มที่ดูผ่านการฝึกมาแล้วทั้งหมด นรินพยายามยิ้มกลับ แต่มันออกมาเหมือนแมงมุมตัวหนึ่งพยายามทักทาย
“คุณคะ นี่คือผู้ประสานงานฝ่ายต้อนรับของเรา นี่…นริน” ส้มโอประกาศอย่างภาคภูมิ นรินยืนตรง เดินไปข้างหน้า และในนาทีนั้นความคิดแวบหนึ่งเกิดขึ้น เขาจำโทรศัพท์ที่เพื่อนในคณะเคยเรียกเขาว่า ‘นายก’ เนื่องจากเขาชอบพูดให้ทุกอย่างราบรื่น
“สวัสดีครับ ผมเป็น…ผู้ประสานงานฝ่ายต้อนรับของชมรมครับ” นรินพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพแบบที่เขาไม่ได้ใช้มานาน
ผู้แทนมูลนิธิคนหนึ่งยิ้มอย่างประเมิน “ดีมากครับ เราดีใจที่เห็นความตั้งใจของนักศึกษา”
หนึ่งชั่วโมงผ่านไปเหมือนผ่านมาไปเป็นฉากของหนังสั้นที่คนในสถานที่ต่างแสดงบทบาทประจำตัวได้เนียน นรินทำหน้าที่นำแขก พับพับ และแจกน้ำ แต่ทุกสิ่งอยู่ใต้ความหวาดกลัวของเขาว่าคำโกหกเล็ก ๆ ที่เขาเคยกระซิบไว้กับตัวเองเมื่อเช้าจะหลุดออกมา
ตอนพักเบรก หนึ่งในแขกชื่อคุณมานะ — หัวหน้าฝ่ายประเมิน มองนรินอย่างตั้งใจ
“น้องดูจัดการดีมาก นี่รับผิดชอบเองทั้งหมดหรือเปล่า”
นรินกลืนน้ำลึก “เอ่อ…ครับ…ผมดูแลบางส่วนครับ” เขาไม่กล้าเฉลยว่าจริง ๆ แล้วเขาเพิ่งมาเช็กอิน
“ชมรมนี้น่าจะมีอนาคตนะ ถ้ามีคนอย่างน้องช่วยผลักดัน” คุณมานะกล่าวอย่างจริงใจแล้ววางมือที่ไหล่เขาเบา ๆ
นรินสะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้ายังคงแช่อยู่ในยิ้มที่หวาดกลัว เขารู้สึกว่าความจริงกำลังใกล้เข้ามาเหมือนเมฆที่ไม่ยอมฝน
เมื่อกิจกรรมจบลง มูลนิธิประกาศว่าพวกเขาจะคัดเลือกชมรมเพื่อรับงบสนับสนุน และเชิญตัวแทนนักศึกษาไปนำเสนอในงานระดับมหาวิทยาลัย อีกสองสัปดาห์
ส้มโอหันมามองนริน “นาย…ขอให้เป็นตัวแทนของชมรมได้ไหม? คนที่เข้ามาเช็คงานชอบหน้าตาแบบนาย…มีเสน่ห์”
นรินหัวใจเต้น เขาจำคำพูดของคุณมานะได้ เขาจำหมวกสีชมพูที่ช่วยปกปิดผมเมื่อเช้าได้ จนลืมไปว่าตัวเองไม่เคยทำพรีเซนต์ชิ้นใหญ่
“ผม…เอ่อ…ผมจะลองดูนะครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามมีโทนมั่นใจ
คืนวันนั้น นรินนอนไม่หลับ เขานึกภาพฉากพรีเซนเทชันที่เขาพูดไหลลื่น แผนการระดมทุน และความยินดีจากมูลนิธิ แต่ความมันวาวของภาพจางไปเมื่อเขานึกถึงความจริงที่เขาไม่ได้เป็นใครมากไปกว่าคนคิดค่าไฟในหอพัก
“ถ้าพูดความจริงล่ะ?” นรินกระซิบกับหมอน
หมอนไม่ตอบ แต่หน้าต่างบานหนึ่งในห้องตรงข้ามเปิดออก และเพื่อนร่วมห้องชื่อ ‘กาย’ โผล่หน้าออกมา
“ไม่ต้องพูดความจริงหรอก นายพูดให้น่าฟังยังไงก็ได้” กายบอก ด้วยสำเนียงไม่ใส่อารมณ์ เขาเป็นคนที่โลกมักชะตากรรมไว้ให้ทำหน้าที่เย็นชาที่ชวนขำ
“แล้วถ้าฉันพังล่ะ?” นรินถาม
“พังแล้วก็ซ่อม” กายตอบอย่างเรียบง่าย ก่อนจะปิดหน้าต่างและหายไป นรินหัวเราะเองเบา ๆ แล้วตัดสินใจฝึกพูด
สองสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว นรินหาบทพูด อ่านสไลด์ ทำสคริปต์ และพยายามหลอกตัวเองให้เชื่อว่าเขาสามารถทำได้ เขายังโกหกว่าเขามีประสบการณ์จัดงาน ‘เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ’ แต่เขาไม่ได้บอกว่าประสบการณ์นั้นเป็นการจัดโต๊ะขนมงานเลี้ยงวันเกิดครั้งเดียวเมื่อมัธยม
วันพรีเซนเทชันมาถึง ห้องประชุมใหญ่เต็มไปด้วยนักศึกษา เจ้าหน้าที่ มูลนิธิ และผู้สื่อข่าวของมหาวิทยาลัย นรินยืนหลังกระดาษสไลด์ หัวใจของเขาเต้นเป็นจังหวะคล้ายกับเครื่องทำขนมปัง
“ต่อไปคือการนำเสนอจากชมรมอาสาพัฒนาโรงเรียนบ้านห้วยทราย” พิธีกรประกาศ
นรินก้าวขึ้น เขามองออกไปเห็นหน้าเพื่อน ๆ ที่มองมา ทั้งคนที่เขาอยาก impress และคนที่เขาอยากให้ยิ้ม หลายใบหน้าเต็มไปด้วยคาดหวัง
“สวัสดีครับ ผม…นริน ผู้ประสานงานฝ่ายกิจกรรมของชมรม…” เขาพูดและทันใดนั้นความกลัวทำให้เสียงเขาแตกเหมือนขยะที่ถูกคนเหยียบ
“ผมอยากเล่า…ว่าทำไมงานของเราถึงสำคัญ” เขากลืนน้ำอีกครั้ง แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวของเด็ก ๆ ที่โรงเรียนบ้านห้วยทราย ตอนแรกเป็นเรื่องแนวซาบซึ้ง แต่เขาเพิ่มองค์ประกอบที่ไม่จริงลงไปเพื่อให้ฟังดูน่าสนใจขึ้น
ภาพสไลด์เป็นภาพเด็กหน้าใส เขาใช้คำพูดที่ได้ยินในที่อบรม ต่อเติมด้วยเรื่องราวเทพนิยายเล็ก ๆ เพื่อขยี้อารมณ์ผู้ฟัง ผลคือผู้ฟังปรบมืออย่างอบอุ่น
เมื่อการนำเสนอจบ ผู้แทนมูลนิธิยืนขึ้นปรบมืออย่างจริงใจ คุณมานะกล่าว “งานนำเสนอยอดเยี่ยม นี่คือความตั้งใจที่เราตามหา”
หลังเวที นรินรู้สึกเหมือนผงน้ำตาลตกลงบนหัวใจ เขารู้สึกโล่ง แต่ความโล่งนั้นถูกตามมาด้วยเสียงอีกสายหนึ่ง — สายจากกาย
“นายทำได้เหมือนคนอื่นเลยนะ…” กายบอกสั้น ๆ แล้วมองหน้าเขาอย่างที่คนที่รู้จักกันมานานเท่านั้นจะมองได้
คำชมทำให้เขาเบิกบาน แต่ความรู้สึกผิดก็เริ่มคืบคลานกลับมา เขาลืมรายละเอียดที่โกหก เขาเริ่มกลัวว่าคำโกหกจะถูกค้นพบ
สองสัปดาห์หลังจากนั้น มูลนิธิเวียนมาขอให้ชมรมเป็นหนึ่งในตัวแทนเพื่อรับเงินสนับสนุนพัฒนาเขตยากจน นรินถูกเชิญไปรายงานความคืบหน้า เขาจึงต้องไปดูสถานที่จริงที่โรงเรียนบ้านห้วยทราย
เมื่อไปถึง เขาพบว่าโรงเรียนนั้นเล็กกว่าที่เขาใช้คำบรรยายอย่างมาก ที่สำคัญคือมีคุณครูที่คุ้นเคยกับความจริงเร็วกว่าใคร — ครูปาน ผู้ซึ่งมีสายตาสำรวจและไม่ยอมโชว์ความประทับใจเกินจริง
“สวัสดีค่ะนริน คุณจะมาดูโครงการช่วยเหลือค่ะ?” ครูปานยิ้ม แต่ยิ้มของเธอชวนให้รับรู้ว่าทุกคำที่ออกมามีความจริงซ่อนอยู่
นรินทำตัวเป็นคนที่รู้อยู่แล้ว เขาพูดถึงแผนงาน แผนงบประมาณ และกิจกรรมที่จะทำ แต่ข้อเท็จจริงบางอย่างที่เขาให้ไว้ล้นเกินไปเริ่มก่อให้เกิดคำถาม
“แล้วเด็ก ๆ จะได้คอมพิวเตอร์จากที่ไหน?” ครูปานถาม
นรินสูดหายใจ มีสองทางเลือก — ยอมรับตรง ๆ หรือทำเหมือนเดิม เขาตัดสินใจ ‘ดัดแปลงความจริง’ อีกครั้ง “เอ่อ…มีการคุยกับบริษัทหนึ่งแล้วครับ พวกเขาบอกว่าจะสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์บางส่วน”
ครูปานเงียบไป แววตาของเธอไม่ใช่แววตาต้องการข้อมูล แต่เป็นแววตาที่รอคำอธิบาย
“ชื่อบริษัทคือ…” เธอถาม
นรินรู้ความจริงว่าตอนนี้เขาเริ่มสร้างเรื่องซับซ้อนที่ต้องมีความสอดคล้อง จึงตอบอย่างเร็ว “บริษัท ‘ชาร์ม’ ครับ”
ครูปานยิ้มงง ๆ “เอ๊ะ…ฉันไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ก็อาจเป็นบริษัทเล็ก ๆ”
นรินถอนหายใจ เธอไม่มั่นใจเหมือนเขาต้องการให้มั่นใจ มันเป็นสัญญาณเตือน
เมื่อกลับมาที่มหาวิทยาลัย นรินรู้สึกว่าคำโกหกกำลังหนุนตัวเขาขึ้นเหมือนการต่อรถบัสโดยไม่มีคนขับ เขาพยายามเพิ่มเส้นเรื่องให้แน่นขึ้น มีการโทรคุยกับผู้อำนวยการ คุยกับกลุ่มนักกิจกรรม และแม้กระทั่งส่งอีเมลที่ใช้ชื่อคนอื่นเพื่อตอกย้ำความน่าเชื่อถือ
เพชรซึ่งเป็นคนจริงจังแต่มีนิสัยเปิดเผยมาก เป็นคนแรกที่เห็นความผิดปกติ “นายเริ่มพูดหลายเรื่องเกินไปแล้วนะ นริน” เธอจับข้อเท็จจริงชิ้นหนึ่งแล้วสาดใส่หน้าเขาเหมือนคนเล่นโป๊กเกอร์ขึ้นหน้า
“แต่เพชร ถ้าพวกเขาเชื่อแล้วก็…เราน่าจะได้งบ” นรินตอบพยายามอธิบาย
“แล้วถ้าพวกเขามารู้ทีหลังล่ะ?” เพชรถามอย่างไม่แตะเส้นหน้า
“เราจะจัดการ…” นรินพูดอย่างไม่มั่นใจ
คำว่า ‘จัดการ’ ของเขาเริ่มเป็นลางไม่ดี วันหนึ่งจดหมายจากมูลนิธิมาถึง แจ้งว่าโครงการของชมรมได้ผ่านการคัดเลือก และมีทีมงานมาดูรายละเอียด งบประมาณ และสัมภาษณ์กลุ่มเด็ก
นรินเริ่มเหงื่อออก เขารู้สึกว่ากลิ่นของความจริงเริ่มฉุนขึ้น
ทีมงานจากมูลนิธิมีคนหน้าใหม่ชื่อ ‘ปัทมา’ เธอมีสไตล์ตัดสินใจเร็ว พูดน้อย และชอบจดบันทึกโดยไม่ต้องขออนุญาต
“เราจะดูติดตามงานจริงจังครับ” ปัทมาพูดตอนประชุม “งบประมาณจะถูกปล่อยตามขั้นตอน หากเห็นว่าสิ่งที่นำเสนอสอดคล้องกับความเป็นจริง”
คำว่า ‘สอดคล้องกับความเป็นจริง’ ทำให้นรินรู้สึกว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนลานน้ำแข็ง เขาพยายามยิ้ม แต่ยิ้มไม่ถึงตา
หลังจากนั้นความซวยต่อเนื่องก็เริ่มก่อตัว เช่นเดียวกับแผ่นดินไหวเล็ก ๆ ที่เตือนว่าจะมีอะไรใหญ่ตามมา
แรกคืออีเมลจาก ‘บริษัทชาร์ม’ ที่แจ้งว่าพวกเขาสนับสนุนจริง แต่ต้องมีการลงนามและตรวจสอบบัญชี นรินรู้สึกโล่งแต่ก็ไม่สบายใจ เพราะเขาไม่มีเอกสารจากบริษัทนี้จริง ๆ
จากนั้น ครูปานโทรมาถามเกี่ยวกับผู้รับผิดชอบการติดตั้งคอมพิวเตอร์ เขาเผลอบอกชื่อบริษัท และครูปานบอกว่าจะรอการติดต่อจากบริษัทในสัปดาห์หน้า
กายเริ่มจับสัญญาณของความเป๋ไป “นายทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก” เขาถาม
“ฉันไม่อยากให้เพื่อน ๆ เสียใจ…คิดว่าเราจะได้งบเสริม” นรินอธิบายเสียงแหบ
“แต่การปกปิดมันหนักกว่า” กายตอบสั้น พูดแบบคนที่รักเพื่อนแต่ไม่ชอบมองข้ามความจริง
เวลาผ่านไป การตรวจสอบเริ่มเข้มขึ้น ทีมจากมูลนิธิขอเอกสารยืนยันจากบริษัทชาร์ม ซึ่งนรินไม่มี เมื่อพวกเขาเริ่มโทรหาเบอร์ที่เขาให้ไว้กลับไม่มีใครรับสาย
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเป็นการชนกำแพงในโมงยามสภาวะจวนตัว นรินพยายามติดต่อทุกทาง โทรหาเพื่อนเก่าในจังหวัด โทรหาอาจารย์ที่เคยรู้จัก แต่ไม่พบร่องรอยของบริษัทชาร์ม
ข่าวลือเริ่มแพร่ไปในมหาวิทยาลัย คนพูดเรื่อง ‘ชมรมที่ได้งบเพราะเรื่องราวเกินจริง’ แว่วเข้ามาเป็นเสียงกระซิบ นรินเริ่มเป็นเป้าสายตา ทั้งความคาดหวังและความสงสัย
คืนหนึ่ง หลังการประชุมที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ นรินเดินกลับหอพัก เขาเหลือบเห็นข้อความในโทรศัพท์จากหมายเลขไม่รู้จัก — “อยากได้ความจริงหรืออยากได้คำแก้ตัว”
ข้อความนั้นทำให้เขาแข็งทื่อ เขาเดินกลับไปยังห้องกาย กายกำลังนั่งอยู่กับโคมไฟสองดวง และหน้าตาของเขาเหมือนคนที่กำลังคิดแก้ปัญหาเดียวกับนริน
“ฉันไปคุยกับครูปานมา แล้วก็คนที่มูลนิธิ พวกเขามาถามเรื่องบริษัทชาร์ม…” กายเริ่ม
“แล้ว…” นรินถาม แต่เสียงของเขาแหบเหมือนขนมปังเก่า
“พวกเขาไม่เจออะไร แล้วก็เริ่มสงสัยมากขึ้น” กายสรุป
นรินทรุดลงข้างกาย เหมือนคนหมดแรง “ฉันไม่อยากทำให้ใครเสียใจ…ฉันแค่…
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ตลก, ชีวิตนักศึกษา, ความเข้าใจผิด, การเติบโต