คืนฉุกเฉินของชมรมภาพยนตร์
คืนก่อนงานเทศกาลหนังสั้นของคณะ ชมรมภาพยนตร์กำลังอยู่ในสภาพเหมือนฉากหลังของหนังคัลท์ราคาถูก — ไฟแฟลชกระพริบ แผ่นฟิล์มเก่า ๆ วางกระจัดกระจาย และเสียงบ่นประปรายเหมือนเอฟเฟกต์บรรยากาศที่ไม่มีใครขอให้มี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เครื่องฉายไม่ขึ้น หน้าจอเป็นสีชมพู!” บีน ลูกทีมฝ่ายเทคนิคตะโกนพร้อมทำหน้าตาเหมือนคนกำลังพยายามแปลภาษาโบราณ
“เอาอีกแล้วเหรอ” เชล — วันเฉลียว ประธานชมรม — โผล่หน้าจากหลังโต๊ะที่รกไปด้วยแก้วกาแฟเย็น เขาปัดเช็ดผมที่ยับด้วยฝ่ามือเหมือนจะเช็ดความผิดพลาดออกจากอากาศ
“อาจจะไหม้ไฟหม้อน้ำ หรือไม่ก็… โอเค ฉายจริง ๆ แล้วมันขึ้น แต่เสียงดังเหมือนมีคนไล่ตีเครื่องฉาย” มาเรีย หัวหน้าฝ่ายสื่อสาร พูดเสียงเยือกเย็นเหมือนคนกำลังอ่านรายงานวิทยาศาสตร์
“เสียงเหรอ เสียงจะเป็นอะไรไปได้บ้าง?” เชลรีบถาม ทั้งที่ในใจกำลังมีแผนสำรองอยู่ 0.3 แผน และแผนที่ใหญ่กว่านั้นอีกเป็นสิบ
“ถ้าซ่อมทัน ก็อาจไม่ต้องยกเลิก” บีนพยายามให้กำลังใจ แต่สายตาเขาก็แข็งกร้าวเหมือนคนกำลังอ่านบัญชีหนี้
เชลคืบหน้าเข้ามา ใจเขาเต้นแรงไม่ใช่เพราะกลัวงานล่ม แต่เพราะเมื่อคืนเขาออกปากสัญญากับคณบดีว่าชมรมจะมี ‘สปอนเซอร์ระดับมหาลัย’ มาร่วมเปิดงาน
คำว่า ‘ระดับมหาลัย’ ในคำพูดของเชลตอนนั้นมันฟังดูเท่ พูดง่าย และสะท้อนรูปโปรไฟล์ในหัวของทุกคนว่าต้องมีใครสักคนในสูทผูกเนคไทมาถือเช็คมาเซย์ไลค์
ปัญหาคือเขาไม่ได้บอกใครว่าเรื่องนี้เริ่มจากการคุยกันในร้านกาแฟกับพ่อค้าเครื่องจักรเก่าสายตาสั่นคนหนึ่งที่ชื่อ ‘เอก’ — เขาแค่พูดปลอบใจตัวเองกับคนขายว่า ‘เออ เราอาจหาสปอนเซอร์ได้นะ’ แล้วคนขายนั้นพยักหน้าอย่างจริงจัง เหมือนจะเป็นข้อผูกมัดทางจิตวิญญาณ
“เดี๋ยว ๆ เรามีคนคุยเรื่องสปอนเซอร์จริง ๆ นะ” เชลพยายามย้ำ พลางส่งสายตาแบบหวังผลไปที่บีนและมาเรีย “ลุงเอกคนนั้นเขาบอกสนใจอยากมาดูงานของพวกเรา”
“ลุงเอก?” มาเรียเลิกคิ้ว “ใครลุงเอก แล้วเขาคือใครที่มีสปอนเซอร์ระดับมหาลัย?”
เชลหัวเราะในลำคอ หวังว่าการพูดจะทำให้เรื่องจริงดูหนักแน่นขึ้น “ก็… เขาเคยขายเครื่องฉายให้กับห้องอบรมของสมาคมนักหนังโน่นแหละ”
“นั่นมันเป็นข้อมูลมหาศาลเลยนะเชล” บีนพูดด้วยน้ำเสียงที่ให้ความสำคัญ เขาถือเครื่องมือที่มีสายพันกันจนเหมือนตะกร้ารังนก
“ขอให้มันจริงเถอะ” มาเรียสบถแล้วบังหน้าด้วยเท้า เธอเป็นคนที่ไตร่ตรองทุกคำก่อนพูด และคำพูดของเชลกำลังก้าวย่ำกับทฤษฎีความเป็นไปไม่ได้
เชลรู้ตัวว่าคำพูดของเขาเริ่มกลายเป็นลูกโซ่ เขาไม่อยากให้คนในชมรมผิดหวัง โดยเฉพาะทีมงานปีสุดท้ายที่ทุ่มแรงกายแรงใจมาทั้งปี
“ผมจะไปเอาเครื่องฉายสำรองจากร้านเอก” เชลพูดอย่างมั่นใจทั้งที่ในใจเหมือนคนกำลังกระโดดข้ามคลองที่ไม่มีสะพาน
“ตอนนี้เลยไหม?” บีนถาม
“เดี๋ยวนี้เลย” เชลตอบ แล้ววิ่งออกไปด้วยความมั่นใจเหมือนคนมีแผนชัดเจน
ร้านซ่อมเครื่องฉายของลุงเอกตั้งอยู่ในตรอกหนึ่งหลังหอพักเก่า ๆ ที่กลิ่นน้ำมันยังคงอบอวล ลุงเอกเป็นชายวัยกลางคน ใบหน้าริ้วรอยเยอะเหมือนแผนที่ที่ใครสักคนไม่เคยสนใจดูรายละเอียด
“เชล! ข้ามฟ้าข้ามดินมาหรือยังไง” ลุงเอกทักทายด้วยน้ำเสียงเหมือนคนพบญาติที่หายไปนาน เขาตีฟองกาแฟในถ้วยเซรามิกที่ไม่มีลวดลาย
“ลุง… ผมต้องการเครื่องฉายสำรอง งานเราจะเริ่มแล้ว” เชลพูดราวกับว่าตัวเองเป็นนักบริหารจัดการ
“อ้อ งานหนังของมหาลัยเหรอ ฉันน่าจะไปหรอกนะ” ลุงเอกยิ้มแบบลึกล้ำ “แต่ฉันมีอย่างที่น่าสนใจนะ มีกล่องหนึ่งที่ได้มาจากตลาดนัดของคนที่เคยทำหนังเงียบในสมัยก่อน”
เชลพยักหน้า แต่ในใจคิดว่า ‘นี่แหละโอกาส’ เขาจึงปั้นหน้าเป็นคนสำคัญ และพูดออกไปโดยไม่คิดให้รอบคอบนักว่า
“ลุง ถ้าลุงมาด้วย พวกเราจะขอสปอนเซอร์ทุกปีเลย”
คำพูดนั้นหลุดออกมาเหมือนลูกโป่งที่หลุดจากมือเด็ก และลุงเอกก็พยักหน้าเหมือนรับปากสาบาน
“โอเค งั้นฉันไปแน่ ให้ฉันซ่อมเครื่องฉาย แล้วฉันจะถือกล่องเข้าไปเป็นแขกรับเชิญ แบบ… เจ้าแห่งฟิล์มโบราณ”
เชลสั่นหัวในใจเพราะความโล่งที่เกิดขึ้นทันที แต่ก่อนเขาจะทันคิดว่าเขาไปขอบคุณอย่างไร กลับมีเสียงโทรศัพท์ของบีนดังขึ้น
“เชล เรามีปัญหาใหม่” บีนส่งเสียงทางปลายสาย “คณะส่งทีมตรวจสวัสดิการนักศึกษามาที่งาน พวกเขาจะมาดูการจัดการ และคณบดีบอกว่าจะมีแขกพิเศษ”
“แขกพิเศษ?” เชลทำเสียงเหมือนถามทั้งที่ข้างในเจ็บปวด “ใคร?”
“เขียนมาว่า ‘นักลงทุนจากเมือง’” บีนอ่านตัวหนังสือบนข้อความออกมาด้วยความตื่นเต้น “มันเหมือนคนที่มีเงิน แล้วอยากเห็นโปรไฟล์ชมรม”
เชลกลืนน้ำลาย มือเขาเย็นชานิดหนึ่ง ความสัญญาที่เขาปล่อยไว้เริ่มบีบรัดคอ
“ไม่เป็นไร ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวฉันจัดการเอง” เชลพูดเหมือนคนให้คำมั่นสาบาน
คืนก่อนงานเริ่ม ทุกคนในชมรมแอบตื่นเต้น ผสมกับประหม่าเหมือนคนที่ตั้งใจแสดงฉากเดี่ยวในโรงละครยุคโบราณ
“ถ้าลุงเอกเป็นนักลงทุนจริง ๆ ชมรมฉันจะได้ชื่อเสียงไปอีกสิบปี” มาเรียพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งเหมือนคนกำลังจิบน้ำตาลหมดแก้ว
“ถ้าเขาไม่ใช่ล่ะ?” บีนถาม
“เชลจะเป็นผู้นำในการทำให้เขาเป็น—” มาเรียหยุดพูดไป และทั้งห้องหัวเราะในความตลกของสถานการณ์
งานเริ่มต้นขึ้นในหอประชุมเก่า เสียงจอฉายครางเหมือนแมวแก่ที่พยายามร้องเพลง และคนดูประปรายในเครื่องแต่งกายที่ผสมผสานระหว่างนักศึกษาและผู้มาเยือน
ณ จุดหนึ่ง เชลยืนอยู่ข้างเวที มือเปื้อนควันจากเครื่องฉาย ขาเขาสั่นนิด ๆ เหมือนคนกำลังกระโดดลงจากบันไดโดยไม่มีจุดสัมผัสที่เห็นได้
“เชล…” มาเรียขยับเข้าใกล้ “ตอนนี้ลุงเอกยังไม่มาเลยนะ”
“ไม่เป็นไร เขาคงติดอะไรสักอย่าง” เชลตอบ แต่เสียงเขาไม่มั่นใจเท่าเมื่อเช้า
เวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไป เสียงกระซิบในห้องเริ่มกลายเป็นการจับตามอง เชลเห็นคณบดียืนหันหลังให้กำแพง มือกอดอกเหมือนผู้พิพากษาที่ไม่ยอมยิ้ม
“นี่แหละ บททดสอบของเรา” เชลกระซิบกับบีน “แค่ให้ทางชมรมดูมีเครือข่าย ไม่ใช่เรื่องยาก”
บีนมองเชลด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก “แค่พอมี มันต่างจาก ‘สปอนเซอร์ปีละล้าน’ มากนะเชล”
“ผมไม่ได้พูดล้านสักหน่อย ผมแค่…” เชลหยุดพูดและสะดุ้งกับความกลัวในใจ
ทันใดนั้นประตูด้านหลังหอประชุมเปิด ลุงเอกเดินเข้ามาจากมุมมืด เขาสวมเสื้อโค้ทยับ ๆ และถือกล่องไม้เก่า คนในห้องหันมามองพร้อมความสงสัยและความคาดหวัง
“เชล! ฉันมาพร้อมกล่องและความทรงจำของฟิล์มจริง ๆ” ลุงเอกฟังดูภูมิใจเหมือนคนชนะการแข่งขันชาวสวน
คณบดียิ้มครั้งแรกในค่ำคืน เสียงนั้นดังเหมือนระฆังเล็ก ๆ ที่บอกว่าสถานการณ์ยังไม่เลวร้ายเกินไป
“นักลงทุน!” คำพูดจากกลุ่มหนึ่งทำให้เชลแทบล้ม เขาไม่อยากให้คนเข้าใจผิด แต่ตาของเขาก็เปล่งประกายด้วยความโล่งใจ…
แต่ความคลุมเครือเกิดขึ้นทันทีเมื่อมีโทรศัพท์ดัง มาจากผู้ชายในชุดสูทที่นั่งแถวหน้าสุด เขาก้าวเข้ามามองที่เวทีด้วยสายตาที่คมกริบ
“ผมขอพูดหน่อยครับ ผมเป็นตัวแทนของกองทุนการสร้างภาพยนตร์ ‘สตาร์ทวิว’ มาดูว่าชมรมไหนมีศักยภาพ” ชายชุดสูทพูดเสียงเรียบเป็นทางการ
เชลต้องกลั้นลมหายใจ เขาคิดว่า ‘สตาร์ทวิว’ คือคำที่เขาพึ่งแต่งขึ้นเมื่อคืนขณะบ่ายเบี่ยง แต่คำนี้อยู่ในหัวคนในคณะแล้ว และตอนนี้ชายชุดสูทก็กำลังมองมาที่เขา
“เชลครับ นี่เป็นโอกาส” มาเรียกระซิบบอกพลางยิ้มแบบที่ทำให้คนในห้องสบายใจมากขึ้น
เชลต้องตัดสินใจ เลือกที่จะเผชิญหรือจะหนี เขายืนตรงและพูดด้วยน้ำเสียงที่มีทั้งความกล้าและความกลัวผสมกัน
“ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมขอพูดแทนชมรม… พวกเรามีโปรเจกต์ที่น่าสนใจ และวันนี้เราจะโชว์ให้เห็นเต็มที่”
ชายชุดสูทพยักหน้า เขาเดินขึ้นเวทีและขอให้เชลพามาดูงาน เบื้องหลังคือบีนที่พยายามปรับเครื่องฉายให้เสียงเงียบกริบ และมาเรียที่มือสั่นเล็กน้อย
“ถ้าคุณต้องการ พวกเรามีแขกพิเศษที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์” เชลพูดพลางส่งสายตาไปที่ประตู
ประตูเปิดอีกครั้ง คราวนี้คนที่เดินเข้ามาคือทีมตรวจสวัสดิการ และผู้ประสานงานคณะ แต่ที่น่าประหลาดคือ คนหนึ่งในทีมเดินเข้ามาโดยไม่มีใครคาดคิด — เขาเป็นนักเขียนบล็อกท่องเที่ยวที่ชื่อ ‘วิน’ ซึ่งทำงานด้านการรีวิวของมหาลัย
“ผมได้ยินมาว่าชมรมมีของดี ผมอยากเขียนบทความพิเศษ” วินกล่าวเสียงร่าเริงและช่างสังเกต
เชลพยักหน้า พลางคิดว่าชีวิตเหมือนกำลังถูกส่องกล้องซูมช้าลง เป็นแอนิเมชันที่เขาไม่ทันตั้งตัว
“เชล ทำยังไงล่ะ เราจะทำยังไงถ้าพวกเขาขอพิสูจน์ความสามารถทันที?” มาเรียถาม
“โชว์หนังสั้นของทีมกับ Q&A” เชลตอบ เขาจัดการนำทีมนักแสดงขึ้นเวทีแล้วเปิดฟิล์ม
ภาพบนจอไม่เหมาะกับคำว่าทำอนาล็อก มันกระตุก ขุ่นมัว และมีจังหวะตลกโดยไม่ตั้งใจ — แต่ผลงานกลับได้เสียงหัวเราะและร้องไห้จากผู้ชมในแบบที่ไม่คาดคิด
“หนังเรื่องนี้… มันเหมือนความทรงจำของคนดู” ชายชุดสูทพูด เงียบแล้วถอนหายใจ “มีหัวใจนะ”
เชลฟังด้วยความปลาบปลื้ม แต่ความสงบอยู่ได้ไม่นาน
“ผมอยากคุยเรื่องสปอนเซอร์” ชายชุดสูทกล่าวต่อ ทำให้เชลแทบเป็นลม
“งั้นเรามาดูรายละเอียดกันที่หลังงานได้ไหมครับ?” เชลตอบ พยายามเก็บความตื่นเต้นของตัวเองไว้ให้เหมือนสำเนียงที่มั่นคง
“ได้ แต่ผมอยากเจอคนที่บอกว่าจะหาสปอนเซอร์ให้ชมรมด้วย” ชายชุดสูทชี้ไปที่ลุงเอก
ลุงเอกยืนนิ่ง ใบหน้าของเขาดูไม่รู้จะทำหน้าตายังไง เขายื่นกล่องไม้ขึ้นมาราวกับเป็นตราประจำตัว แต่ในสายตาของคนชุดสูท นั่นไม่ใช่เครื่องยืนยันพอ
“ฉันเป็นแค่คนรักฟิล์มน่ะ” ลุงเอกพูดด้วยน้ำเสียงไม่หวือหวา
เชลหัวใจพองเหมือนลูกโป่งที่กำลังจะระเบิด — เขาอยากให้ความจริงปรากฏ แต่ใครจะยอมรับว่าพวกเขาทุกคนพึ่งคำพูดของเขาเองกันแน่
“ผมต้องบอกความจริงแล้ว” เชลกระซิบบอกบีนกับมาเรีย “ผมเป็นคนพูดเองว่าเรามีสปอนเซอร์ แต่ผม… ผมแค่พูดเกินไป”
“จะบอกตอนนี้เลยหรือ?” มาเรียถามอย่างคาดหวัง “หรือเราจะเล่าเป็นเรื่องราวสวย ๆ ให้จบงานแล้วค่อยจบหลังจากนี้”
เชลยืนคิด เขาเห็นสายตาของทีมงานรุ่นน้อง หวังและความตั้งใจของพวกเขาพุ่งตรงมาที่เขา ในหัวของเขาภาพคำสัญญาที่ผุดขึ้นมาคือใบไม้ที่ไม่เคยยกเว้นความจริง
“ผมต้องบอกความจริง” เขาพึมพำ “ผมทำผิดเอง ผมหมายถึง ผมอยากให้ทุกคนดีใจ ผมเลยบอกเรื่องเกินจริง”
“แล้วเราจะทำยังไงกับนักลงทุนล่ะ?” บีนถาม
“เราจะบอกเขาว่าเรามีความตั้งใจจริง และพร้อมจะเรียนรู้” เชลตอบอย่างจริงใจมากกว่าทุกคำก่อนหน้านี้
ความเงียบเกิดขึ้นก่อนที่ชายชุดสูทจะขำออกมาเล็กน้อย “ความจริงใจ มันหายากในคนรุ่นใหม่จริง ๆ” เขาพูดและยิ้มออกมา เขาควักนามบัตรเล็ก ๆ ออกมาแล้ววางลงบนโต๊ะ
“ผมสนับสนุนโปรเจกต์ที่มีความจริงใจ” ชายชุดสูทพูด “แต่ผมก็ชอบกล่องไม้ของคุณลุง”
ทุกคนถอนหายใจพร้อมกัน บางคนยังไม่เชื่อสายตาว่าเสียงหัวใจที่เต้นแรงของเชลจะเปลี่ยนสถานการณ์ได้
งานจบลงด้วยบรรยากาศอุ่น ๆ และเสียงชื่นชมที่จริงใจ เชลเดินไปคุยกับคนชุดสูท เขาเล่าความเป็นมาของชมรม บอกความฝัน และหนทางที่พวกเขาต้องการจะเดิน
“ผมเห็นศักยภาพ แต่ไม่ใช่แค่เงิน” ชายชุดสูทพูด “ผมอยากช่วยให้พวกคุณมีโครงสร้าง และอาจมีงบประมาณเล็ก ๆ ให้ทดลอง”
เชลแทบจะยกคนชุดสูทขึ้นเป็นพระเอก เขาขอบคุณด้วยน้ำตาคลอเบ้าเล็ก ๆ — น้ำตาแห่งความโล่งใจที่ไม่ใช่เพราะภาพยนตร์ แต่เพราะการยอมรับความจริง
หลังงานจบ ทุกคนนั่งล้อมวงดึก ๆ ในห้องชมรม แสงไฟอ่อน ๆ ทำให้ใบหน้าทุกคนดูนุ่มนวล
“เชล นายทำให้เราเกือบหัวใจหยุดเต้น” มาเรียว่า พลางยื่นมะนาวให้คนที่ยังสั่น ๆ
“ผมขอโทษจริง ๆ” เชลพูด “ผมไม่อยากให้ทุกคนเสียใจ ผมแค่กลัวว่าถ้าเราพูดเปล่า ๆ ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดจากสปอนเซอร์ที่ปลอม” บีนพูด “มันเกิดจากการทำงานของพวกเรา”
เชลฟังประโยคนั้นแล้วรู้สึกเหมือนมีแสงเล็ก ๆ ส่องเข้ามาในหัวใจ “ผม… เรียนรู้ว่าความจริงบางครั้งอาจทำให้เราเจ็บ แต่การโกหกมันเจ็บมากกว่าเมื่อถูกเปิดเผย”
“แล้วลุงเอกล่ะ?” มาเรียถาม “เขาดูไม่โกรธเลย”
“ไม่โกรธหรอก แกบอกว่าแกชอบพวกเราเพราะพวกเราไม่ได้หลอกใช้ของเก่า แต่เราสร้างเรื่องราวให้มันมีคุณค่า” เชลเล่า แล้วทุกคนหัวเราะเสียงดังแบบที่ไม่มีความทุกข์
อีกไม่กี่สัปดาห์ต่อมา ชมรมได้รับงบประมาณทดลองจากกองทุนจริง ๆ แต่ไม่ใช่เงินจำนวนมาก มันพอให้พวกเขาทดลองทำโปรเจกต์ต่อไปได้ และชายชุดสูทกลายเป็นที่ปรึกษาที่ชอบมาพร้อมกับกาแฟและนิทานเกี่ยวกับการทำหนัง
เชลเริ่มเปลี่ยนไป เขายอมลดบทบาท ‘ผู้รับผิดชอบทุกอย่าง’ และเริ่มให้คนอื่นแสดงความคิดเห็นจริงจังมากขึ้น
“ผมจะไม่โกหกอีก” เขาบอกกับทีม และคำพูดนั้นไม่ได้ถูกพูดเพื่อประชด — มันคือคำสัญญาที่เขาเริ่มปฏิบัติ
วันหนึ่ง ขณะพวกเขากำลังเตรียมการถ่ายทำหนังสั้นชิ้นต่อไป บีนยกกล้องขึ้นมาดูเลนส์ แล้วพูดว่า
“เชล นายเห็นไหม เรื่องของเรามันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสปอนเซอร์ แต่มันขึ้นกับคนที่อยากบอกเรื่อง”
เชลมองไปรอบ ๆ ทีมงานที่มีทั้งนักศึกษาใหม่และรุ่นพี่ที่เคยปิดฉากโดยไม่หวังอะไร ทีมงานเหล่านี้มีความฝันเล็ก ๆ ที่รวมกันเป็นโครงเรื่องใหญ่ขึ้น
“ผมรู้แล้ว” เชลตอบ เขาหยิบกล่องไม้ของลุงเอกขึ้นมาดูเป็นครั้งสุดท้าย แล้ววางกลับลงช้า ๆ เหมือนคนเก็บของที่มีคุณค่าไม่ใช่เพราะราคา แต่เพราะความหมาย
“พวกเราจะทำหนังจริง ๆ — ด้วยความจริงใจ” เชลยิ้ม และเสียงหัวเราะของพวกเขาดังก้องในสตูดิโอเล็ก ๆ เหมือนดนตรีประกอบเรื่องราวใหม่
คำสุดท้ายในนิทานคืนฉุกเฉินไม่ใช่การเฉลิมฉลองของเงิน หรือการยกย่องคนดัง แต่มันคือภาพของกลุ่มคนที่นั่งอยู่ด้วยกันท่ามกลางไฟที่ไม่สว่างมาก แต่เพียงพอจะเห็นกันและกัน
และเมื่อแสงดับลง เสียงหัวเราะยังคงค้างอยู่เหมือนฉากท้ายที่ทุกคนยินดีที่จะดูซ้ำอีกครั้ง
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ชมรมภาพยนตร์, มหาวิทยาลัย, การโกหกที่บานปลาย, มิตรภาพ, คอมเมดี้อบอุ่น