มิกาและละครที่เผลอแต่งขึ้น
ฝนตกไม่หนัก แต่เพียงพอให้รางน้ำหน้าตึกคณะศิลป์ล้น น้ำละเลงจนใบประกาศโปรแกรมงานกิจกรรมชุมนุมติดตัวคนสองคนปลิวเข้าที่เท้าคนหนึ่ง คนที่หันมาหาและสะดุด คือมิกา—ผมสีน้ำตาลรวบง่าย หน้าตาแววไว เหมือนคนที่พร้อมจะยิ้มให้ใครก็ได้ แต่ไม่พร้อมจะบอกความจริงเสมอไป
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!«ฉันบอกว่าเป็นประธานชมรมละคร ทำไมมันต้องเป็นเรื่องใหญ่ด้วย» มิกาพึมพำกับตัวเอง ขณะที่พ่นลมออกจากปากแล้วยิ้มให้ใบประกาศที่ติดกับรองเท้าของเธอ
«มิกา! เจอแล้ว!» เสียงตาต้าจากอีกฟากทางทำให้มิกาตกใจจนใส่เก้อ รองเท้าลื่นลงไปบนขอบทางเท้า แต่โชคดีที่มีมือดึงเอาไว้ทัน
ตาต้า—เพื่อนร่วมห้องที่มีทีท่าโอ้อวดแต่ใจจริงเป็นคนละเอียด—ยืนถือร่มสองคัน เขาส่งรอยยิ้มกว้างและหอบหายใจ
«รออะไร มาซ้อมบทหรือจะหนีฝน?» ตาต้าพูดด้วยน้ำเสียงแบบนักพากย์หนุ่มผู้คิดว่าตัวเองรอบรู้
มิกายิ้ม แล้วหัวเราะแห้ง «ซ้อมบท? ตาต้า…ฉันไม่ได้สมัครเข้าชมรมละครจริงๆ นะ»
«นิ่งนะมิกา… โอเค ตายคาที่» ตาต้ากระซิบพลางสบตา แบบคนที่เพิ่งได้รู้ความลับครั้งใหญ่ แต่ความลับนั้นดันมาในวันที่กองทุนชุมชนจะมาสัมภาษณ์เพื่อมอบทุนการจัดกิจกรรมของชมรม
«ไม่ใช่ความลับที่ตั้งใจปกปิด…ฉันแค่…เขียนว่าเป็นประธานชมรมลงในใบสมัครทุน» มิกาสารภาพอย่างปวกเปียก
«แล้วทำไมถึงเขียน?» ตาต้าถาม คนที่ปกติจะตรงไปตรงมาจนลำบากใจยังสับสน
มิกาหยุดมองฝากฝน «เพราะฉันคิดว่าถ้ามีตำแหน่ง ฉันจะได้โอกาสทำโครงการชุมชนที่จริงจังสักครั้ง…อีกอย่าง ใบสมัครตอนนั้นกดส่งไปก่อนที่ฉันจะคิดได้»
ตาต้าทำหน้าเหมือนคนกำลังจะหัวเราะและร้องไห้พร้อมกัน «มิกา…นี่มันไม่ใช่เรื่องแค่กดส่งแล้วสูดหายใจยาวๆ นะ ทุนเขาต้องการเห็นผลงานจริงๆ»
มิกายืดตัว «รู้แล้ว…แต่เขาจะมาสัมภาษณ์สัปดาห์หน้า ฉัน…ฉันจะทำให้เป็นเรื่องจริง»
«เอ่อ…จะสร้างชมรมขึ้นมากลางอากาศงั้นเหรอ?» ตาต้าถามด้วยสำเนียงไม่เชื่อ
มิกาพยายามยิ้มเป็นผู้ใหญ่ «ใช่»
ตาต้าซีด «มิกา นี่แหละสาเหตุที่ฉันชอบความจริงเวลาสั่งกาแฟ…มันดีกว่าความลวงที่ต้องเติมน้ำตาลเพิ่ม»
มิกาขยับปาก «ช่วยฉันหน่อยได้ไหม?»
ตาต้ามองหน้าแล้วถอนหาย «ช่วยยังไง?»
«ช่วยหาคน ช่วยหาอาจารย์เซ็นรับรอง ช่วยคิดโปรเจกต์ให้» มิกากลั้นเสียงสั่น «ฉันกลัวทำคนเดียวแล้วพัง»
ตาต้าพึมพำ «จริงๆ ฉันอยากดูละครหน้าร้อนอยู่แล้ว…โอเค ฉันช่วย»
นั่นคือจุดเริ่มต้นของแผนที่เต็มไปด้วยรูพรุนและความหวังลมๆ แล้งๆของมิกา
มิกาและตาต้าตั้งโต๊ะกลางหอพัก พร้อมแผ่นกระดาษ กระดานขาว และไฟฉายหมุนที่เอาไว้ทำกิจกรรมกลางคืน พวกเขาต้องหาสมาชิกภายในเวลาไม่เกินห้าวันก่อนการสัมภาษณ์
«เป้าหมายของเรา: บทละครสั้นสำหรับชุมชน โรงแสดงขนาดเล็ก พอให้คนยิ้มและคิดตาม» ตาต้าประกาศด้วยน้ำเสียงที่เหมือนหัวหน้าโครงการ
«ข้อจำกัด: งบประมาณน้อย พวกเราไม่มีประสบการณ์เปิดเผย และประธานชมรมตัวจริงอาจโผล่มาตอนไหนก็ได้» มิกาเติม
«และมีฉันกับมิกาเป็นทีมงานหลักที่ไม่มีใบอนุญาตการแสดง» ตาต้าล้อ
«อย่าสนุกนัก» มิกาตอบ แต่มีไฟลนเพลิงในดวงตา
พวกเขาเริ่มเดินตระเวนชวนคนผ่านวิธีการต่างๆ ที่มิกาพยายามใช้บทบาทประธานชมรมที่เธอเพิ่งตั้งขึ้นในชั่วข้ามคืน สมาชิกที่เข้ามาเป็นพวกที่ชีวิตยิบย่อยและบุคลิกชัดเจน: พี่ยุ้ย นักดนตรีจ๋า ชอบคิดทำนองในหัว ชอบใส่แจ็กเก็ตลายลูป; น้องเข็ม ผู้เงียบๆ แต่ชอบวิจารณ์บทอย่างแม่นยำ; พี่โก้ นักกิจกรรมประจำคณะ ผู้จริงจัง เสียงต่ำ และมีแผนสำรองสำหรับทุกสถานการณ์; และอาจารย์พราว—อาจารย์ที่สอนวิชาทฤษฎีการสื่อสาร ที่แอบปลื้มการทำงานร่วมกับนักศึกษา แต่ไม่เคยบอกใครตรงๆ
«อาจารย์พราว! มาช่วยเป็นที่ปรึกษาชมรมได้ไหมคะ?» มิกาขอด้วยน้ำเสียงที่แฝงความกลัว
อาจารย์พราวก้มมองมิกา «มิกา…เธอไม่ได้เป็นประธานชมรมจริงๆ นะ»
«ฉันรู้ค่ะ» มิกาตอบเร็ว «ฉันแค่…อยากลองทำอะไรที่มันสำคัญสักครั้ง»
อาจารย์พราวยิ้ม «การอยากทำสำคัญกว่าเครดิตต่างๆ แต่การทำสำคัญต้องมีความจริงใจ ผมช่วยได้ แต่ขออีกอย่าง—ถ้าทำพัง ผมจะถามคำถามที่ทำให้เธอต้องคิด»
มิกาเกือบจะตอบว่าได้เลย แต่เธอกัดปาก «รับเงื่อนไข»
เวลากำลังเดินอย่างกดดัน พวกเขาแบ่งหน้าที่: ตาต้าจัดการโปรโมตด้วยโปสเตอร์ที่มีภาพเขียนมิกาเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ของกิจกรรม (มิกามีความเป็นไปได้จะฆ่าตาต้าเพราะภาพนั้น) พี่ยุ้ยเตรียมบรรเลงเพลงประกอบ น้องเข็มจัดบท และพี่โก้จัดระบบการแสดงและความปลอดภัย
«ฉากเปิดต้องโดนใจ แบบไม่ต้องพูดเยอะ แต่คนจะเข้าใจ» น้องเข็มเสนอ
«ปัญหาคือเรามีเวลาไม่พอ และงบก็แทบไม่มี» มิกาพูดอย่างปวดหัว
«นั่นแหละความท้าทายที่ทำให้มันสนุก» พี่ยุ้ยโบกมือเป็นเชิงไม่กังวล
คืนก่อนการสัมภาษณ์ ทีมงานทำงานจนดึก ห้องเลอะเทอะด้วยกระดาษสคริปต์ เศษผ้าทำเครื่องแต่งกาย และกาแฟที่เย็นแล้วกองเป็นแผง «เราจะทำยังไงกับฉากที่ต้องมีบ้านแต่เราไม่มีบ้าน?» ตาต้าถาม
มิกาเงียบไปสักครู่ แล้วร้องตะโกน «ใช้ผ้าคลุมหมอนแทน! ใครมีหมอนลายดอกไม้?»
«ฉันมีผ้าคลุมที่แม่ให้มาจากตลาดนัด» พี่ยุ้ยยื่นมือออกมา «มีชีวิตชีวาดี»
แผนการแบบแฮ็กกี้ร่วมกับจินตนาการอันแปลกนั่นทำให้พวกเขาหัวเราะมากกว่ากลัว
วันสัมภาษณ์มาถึง เหตุการณ์เริ่มด้วยรอยยิ้มที่จำเป็นและคำถามที่คมชวนให้มึนงง คณะกรรมการถามถึงความสามารถของชมรมในการสร้างผลกระทบต่อชุมชน มิกาเล่าเรื่องราวด้วยการพูดคุยแบบเป็นกันเอง ผสมกับคำพูดที่พวกเขาเตรียมไว้ตามสคริปต์ตาข่าย
«เราต้องการให้ละครเป็นสิ่งที่คนในชุมชนเข้าใจได้ ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่เป็นการเชื่อมระหว่างคนในเมือง» มิกากล่าวอย่างสงบ พยายามให้ความจริงใจออกมาจากคำโกหก
คณะกรรมการพยักหน้า «และงบประมาณที่ขอไป คุณคิดว่าจะจัดการอย่างไรเมื่อมีฉุกเฉิน?»
พี่ยุ้ยยกมือ «เรามีกลุ่มผู้ร่วมงานที่สามารถลดต้นทุนโดยการเล่นดนตรีสดและใช้วัสดุรีไซเคิลเป็นฉาก»
ตาต้าช่วยเติม «และเราสร้างกิจกรรมหลังการแสดงแบบสนทนา เพื่อให้คนในชุมชนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น»
คณะกรรมการมองหน้ากัน พวกเขาไม่เห็นสิ่งเลวร้ายอย่างชัดเจน แต่ความกล้าหาญและความตั้งใจอ่อนโยนของทีมทำให้จัลใจบางส่วนยอมละลาย
«เรามอบโอกาสให้ถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณ แต่ต้องดูผลงานจริง» ประธานกรรมการบอก «หากผลงานไม่สอดคล้องตามที่เสนอ เราจะยกเลิกงบที่เหลือ»
มิกาพยักหน้า «รับทราบค่ะ»
หลังการสัมภาษณ์ ทุกคนโล่งใจชั่วคราว แต่ความกดดันไม่ได้หายไป พวกเขามีงบเพียงพอสำหรับวัสดุพื้นฐาน แต่ไม่พอสำหรับโปรโมตหรือสถานที่สวยงาม อีกทั้งยังต้องเตรียมการพูดคุยหลังการแสดงเพื่อเชื่อมชุมชน
«เราต้องทำให้คนมาติดตามด้วยวิธีที่ไม่ต้องใช้เงิน» น้องเข็มกล่าว
«แฟลชโมบ!» ตาต้าตะเบ็งขึ้น «ว่าแต่เราจะต้องเต้นยังไง?»
ทุกคนหัวเราะและได้แต่คิดว่าไอเดียนั้นบ้ามากพอจะไม่พังจนถึงที่สุด พวกเขาจัดเวิร์กช็อปฟรี ให้ประชาชนมาร่วมซ้อมการแสดงตอนสั้นๆ และใช้พื้นที่หน้าหอแถวตลาดเป็นเวทีชั่วคราว
งานเริ่มแล้ว การแสดงวันแรกมีผู้คนมาจริง ๆ บางคนมาจากความสงสัย บางคนมาตามโปสเตอร์ที่ตาต้าติดทั่วมหาวิทยาลัย ในหมู่คนเหล่านั้นมีผู้สูงอายุสองคนที่มองแล้วพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
«ฉันไม่ค่อยได้ดูละครสมัยนี้ แต่บรรยากาศมันได้» คุณป้านึงพูดพลางยืดผ้าคลุมให้พอเป็นฉากบ้าน
มิกามองผู้ชม หัวใจของเธอเต้นแรง ทั้งความกลัวว่าจะถูกจับได้ว่าทั้งหมดเป็นการแต่งขึ้นกับความสุขที่เธอได้เห็นคนหัวเราะด้วยกัน
การแสดงดำเนินไปด้วยความไม่แน่นอน แต่นั่นกลับให้ความจริงใจ พวกนักแสดงสมัครเล่นทำสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำ สิ่งที่ทำให้คนดูยิ้มและคิดตาม มุกตลกหลายครั้งมาจากการตอบสนองของผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปซึ่งไม่คาดว่าจะได้บทและต้องเล่นเป็นคนบ้านๆ ที่ต้องแก้ปัญหาเล็กๆ ในชุมชน
ช่วงพักการแสดง ผู้ชมบางคนเข้ามาพูดคุยกับทีม «พวกเธอทำได้ดีนะ ทำให้คิดถึงบ้าน» หนึ่งในผู้ชมบอกมิกา
มิกายกมือนิด «ขอบคุณค่ะ เราทำหัวใจเต็มที่»
แต่ความวุ่นวายยังไม่จบ เมื่อข่าวเล็ก ๆ เกี่ยวกับงานของพวกเขาแพร่ไปยังเพจชุมชน ทำให้กลุ่มที่สนใจมากขึ้นมาในคืนถัดไป
แล้วคืนหนึ่ง มีชายชุดสูทมาที่พื้นที่ ชายคนนั้นมีท่าทางสุภาพและเรียบร้อย เขาแนะนำตัวว่าเป็นตัวแทนของคณะกรรมการกองทุนชุมชน
«ผมเห็นการแสดงเมื่อคืน และอยากคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดขึ้น» เขาพูดเสียงนุ่ม
มิกาตื่นเต้น «ขอบพระคุณมากค่ะ พวกเราพยายามเชื่อมคนในชุมชนจริงๆ»
«ผมมีคำถามหนึ่ง…หัวหน้าชมรมคือใคร?» ชายคนนั้นถามตรงๆ
ลมเย็นพัดผ่านไปพร้อมกับคำถามที่มิกาไม่อยากได้ยิน «ฉันคือประธานชมรม» มิกาตอบทันทีก่อนที่ใครจะทันคิด
พี่ยุ้ยและตาต้ามองหน้ากัน «ประธานจริงหรือ?» พี่ยุ้ยถามอย่างหวาดหวั่น
«ฉัน…จะอธิบายทีหลัง» มิกาพูดเสียงสั่น
คืนถัดมา คลื่นของความเข้าใจผิดพัดแรงขึ้น เมื่อเพจท้องถิ่นลงข่าวว่า “ชมรมละครมหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมเชื่อมชุมชนโดยประธานชมรมคนใหม่” ภาพมิกาถูกตัดให้เป็นภาพหน้าปกด้วยการโพสต์จากตาต้า (ที่ตั้งใจดีแต่ไม่ระวัง) ข่าวลอยไปถึงผู้คนมากขึ้น และแล้วจดหมายฉบับหนึ่งมาถึงตึกคณะ เป็นจดหมายจากสำนักงานกิจการนักศึกษา แจ้งว่าประธานชมรมตัวจริงต้องการพบ
มิกาตัวแข็ง «ประธานตัวจริงจะมาเจอเรา!»
«แล้วเขาจะรู้ไหมว่ามิกามั่วขึ้น?» ตาต้าถาม
มิกาตอบเสียงแผ่ว «ไม่รู้…แต่ฉันต้องบอกความจริงให้เขาฟัง»
พวกเขานัดพบที่ห้องประชุมชมรมตัวจริง—ห้องที่มีกระดานเหล็กเต็มไปด้วยโปสเตอร์กิจกรรมเก่า ประธานชมรมตัวจริงที่ปรากฏตัวคือผู้หญิงชื่อ พี่พลอย—สาวร่าเริงที่มีประสบการณ์การแสดงมายาวนาน เธอเป็นคนที่พอจะเข้าใจสถานการณ์มากกว่าที่มิกาคาด
«ฉันได้ข่าวว่ามีกลุ่มเล็กๆ ทำละครเชื่อมชุมชน พวกเธอทำได้ยังไง?» พี่พลอยถามอย่างเปิดใจ
มิกาเล่าทั้งหมด—จากการเขียนผิดไปจนถึงการแสดงในตลาดชั่วคราว «ฉันขอโทษค่ะ ฉันไม่ควรทำแบบนั้น แต่เราอยากให้คนในเมืองมีที่พูดคุย»
พี่พลอยฟังอย่างตั้งใจ «ความตั้งใจของเธอดี แต่การใช้อำนาจที่ไม่ได้มีอาจทำให้คนสับสน ฉันไม่ถือโทษ แต่ฉันมีข้อเสนอ»
«ข้อเสนอ?» มิกาตื่นเต้นและหวั่นใจในเวลาเดียวกัน
«ช่วยฉันจัดเวิร์กช็อประร่วมกัน มันจะทำให้ชมรมของเรามีชีวิตชีวาและเธอจะได้เรียนรู้การเป็นผู้นำที่แท้จริง» พี่พลอยพูดอย่างจริงใจ «แต่ต้องมีความโปร่งใส เริ่มจากการขอโทษต่อคณะ และยอมรับหน้าที่ที่ทำผิด»
มิกาสะอึก «ฉันต้องประกาศอะไรต่อหน้าคนเยอะไหม?»
พี่พลอยยิ้ม «บางครั้งความกล้าคือการพูดความจริงต่อคนที่เราเกรงใจ»
มิกากลับบ้านคืนนั้นด้วยหัวใจหนักและโล่งไปพร้อมกัน เธอรู้แล้วว่าการแก้ปัญหาจะไม่ใช่การปิดบัง แต่เป็นการยอมรับความผิด
วันประกาศมาถึง มิกายืนบนเวทีชั่วคราว หน้าห้องประชุมที่มีคนมามุงมากมาย ทั้งนักศึกษา ประชาชน และตัวแทนกองทุนชุมชน
«ผมอยากฟังจากคนที่เป็นประธานชมรมตัวจริง» ตัวแทนกองทุนกล่าว
มิกาพยักหน้า «ขอบคุณทุกคนที่มา…ฉันมีเรื่องต้องสารภาพ» เธอกลืนน้ำลาย «ฉันไม่ได้เป็นประธานชมรมจริงๆ ฉัน…
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ตลก, ความเข้าใจผิด, การเติบโต, ชมรมละคร, เพื่อนซี้, ฮาแตก