เทศกาลเก้าเก้า: ความซวยที่กลายเป็นความจริง
เสียงกีตาร์เพื่อนในหอพักดังเข้ามาเป็นแบ็กกราวนด์ ขณะที่มีนทร์นอนหงายอยู่บนเตียง มองเพดานด้วยสายตาที่คล้ายคนกำลังคิดแผนการใหญ่ แต่ทว่าครั้งนี้แผนการอยู่ได้เพียงห้าสิบเปอร์เซ็นต์เพราะเขาเพิ่งโกหกไปเมื่อเช้า
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!มีนทร์: ฉันบอกไปแล้วนะว่าเป็นคนจัดเทศกาลศิลป์ประจำปีของคณะ
โท: แล้วจริงหรือไม่
มีนทร์: จริงส่วนหนึ่ง… จริงคือฉันเคยยกเก้าอี้ให้ผู้จัด
โทหัวเราะจนเครื่องดื่มในแก้วสั่น
โท: ยกเก้าอี้ก็เป็นผู้จัดแล้วหรือไง มิน่าล่ะ ป้ายชื่อในประกาศมันดูดีมาก คำว่า ‘ผู้จัด’ หนาเยี่ยงของที่ใส่กรอบ
มีนทร์: เงียบ! ฉันทำไปแล้ว คนที่ฉันต้องชนะคือคณะกรรมการทุนการศึกษา และปุย เธอต้องชอบคนที่มีโปรเจกต์ใหญ่
โท: คุณมีนทร์ที่มักจะทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องเลี้ยงปลา เพราะปลานี่แหละจะโดนคนเอาขึ้นมาชื่นชม
มีนทร์นั่งลุกขึ้น หยิบโทรศัพท์มากดอย่างตื่นๆ
มีนทร์: ต้องทำให้เหมือนจริง โท ช่วยฉันหน่อยได้ไหม
โทถอนหายใจ แต่สายตาเต็มไปด้วยความสนุกปนกังวล
โท: ถ้าคุณเป็น ‘ผู้จัด’ แล้วจะมีอะไรให้ช่วยบ้างล่ะ นายบอกฉันมาเถอะ ว่าอยากให้ฉันเป็น ‘ทีมสรรหาเก้าอี้’ หรือ ‘ทีมประสานเสียงกีตาร์’?
มีนทร์: ไม่ตลกนะ นี่จริงจัง ฉันต้องการความน่าเชื่อถือ โทช่วยฉันสร้างภาพ ลิสต์หน้าที่ ลิสต์สปอนเซอร์ ทั้งหมดทั้งมวลที่คนจะเชื่อว่าฉันเป็นผู้จัดตัวจริง
โท: เหมือนคุณขโมยรูปขนมปังแล้วแต่งหน้าให้มันเหมือนเค้กเหรอ
มีนทร์: เปรียบได้ดีมาก ถือว่าคุณพร้อม
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ปุยยืนอยู่ตรงช่องประตู ยิ้มหวานและสะพายกระเป๋าใบใหญ่
ปุย: สวัสดีค่ะ มีนทร์ ฉันได้ยินมาว่าคุณเป็นผู้จัด เทศกาลศิลป์ของคณะ น่าตื่นเต้นจังเลย
มีนทร์หน้าแดงเล็กน้อย พยายามยิ้มอย่างมั่นใจ
มีนทร์: เออ ใช่ๆ ฉันจัดเอง จำเป็นต้องการอาสาสมัครไหม ปุย
ปุย: แน่นอน! ฉันชอบงานแบบนี้ อยากช่วยตั้งแต่การออกแบบโปสเตอร์ไปจนถึงดูแลเวที
โทพึมพำเบาๆ กับตัวเองเสียงเหมือนสารภาพผิด
โท: คุณเอาเรื่องใหญ่เข้าตัวแล้ว
มีนทร์: ชั้นต้องทำให้มันเป็นจริง
ฉากเปิดเรื่องเริ่มต้นด้วยความวุ่นวายเล็กๆ ที่ค่อยๆ ลุกลาม เมื่อมีนทร์ตัดสินใจว่าจะไม่แก้คำโกหกด้วยการถอนคำพูด แต่จะแก้โดยการทำเทศกาลขึ้นมาจริงๆ
วันรุ่งขึ้น ห้องประชุมเล็กในคณะศิลปะเต็มไปด้วยนักศึกษาที่อยากเข้าร่วม ทั้งที่สนใจจริงจังและที่อยากเพิ่มคะแนนกิจกรรม มีนทร์ยืนหน้าห้อง หัวใจเต้นแรงเหมือนนักแสดงที่กำลังเล่นฉากสำคัญครั้งแรก
มีนทร์: ขอบคุณทุกคนที่มา วันนี้ฉันจะเล่าแผนการ เทศกาลของเราจะมีสามส่วน…
แก้ว เพื่อนร่วมห้องและคู่แข่งประจำคณะ สูดหายใจแรง เธอเป็นคนที่พูดตรงและไม่ชอบการอวดอ้าง
แก้ว: ห้ามทำอะไรที่ประณามตัวเองนะ มีนทร์ ถ้าไม่มีงบก็พูดตรงๆ เผื่อเราจะช่วยหาทาง
มีนทร์จับไมค์แน่น
มีนทร์: งบเรามีแล้ว แค่ยังไม่เผยชื่อสปอนเซอร์ เพราะเขาขอเป็นความลับ เคยมีสปอนเซอร์แบบนั้นไหม
ปุยเบิกตากว้างด้วยความหวัง
ปุย: โอ้ แบบลับๆ แบบนี้ยิ่งเท่ ใครไม่อยากร่วมล่ะ
โทเดินไปรอบห้อง แจกแผ่นพับที่เขาและมีนทร์แต่งขึ้น จำเป็นต้องทำให้คนเชื่อว่ามีแผนจริงๆ
โท: ตอนนี้เราต้องการทีมออกแบบ ทีมเวที ทีมสื่อสาร และทีมโลจิสติกส์
นักศึกษาหลายคนยกมืออย่างกระตือรือร้น เสียงคุยกันอึกทึกทำให้มีนทร์รู้สึกมั่นใจขึ้นทันใด
กลางเรื่อง ความโกหกเล็ก ๆ เริ่มบานปลาย คนบนคณะอาจารย์เริ่มสนใจเพราะได้ยินว่าเทศกาลปีนี้จะมีสปอนเซอร์ระดับ ‘ผู้ใจบุญ’ ที่จะมอบทุนการศึกษา ป้ายโฆษณา และคณะจะมีชื่อเสียง
อาจารย์หนุน: ถ้าจริงก็ดี แต่ผมอยากเห็นใครสักคนรับผิดชอบเรื่องงบประมาณ
มีนทร์: ‘ผม’ รับผิดชอบครับ
อาจารย์หนุน: คุณเคยดูแลงบประมาณไหม
มีนทร์: เคยครับ… เคยซื้อเสื้อยืดเชียร์คณะแล้วก็เคยขายการ์ตูนในงานหนังสือ
อาจารย์หนุนยิ้มอย่างจับผิด เหมือนใครสักคนที่พอจะรู้ว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
อาจารย์หนุน: ดี งั้นผมจะมอบมุมเล็กๆ ให้ดูแล แต่ถ้าชื่อนักศึกษาออกสู่สาธารณะ ผมจะต้องขอเรียนรู้จากแผนจริงนะ
ความซวยต่อเนื่องเริ่มทันทีเมื่อสตาร์สำคัญของงานคือนักร้องอินดี้ชื่อดังที่มีเวลาว่างแค่เสาร์อาทิตย์ ในการติดต่อครั้งแรก เขาตอบยืนยันว่าจะมา ถัดมามีสปอนเซอร์ติดต่อกลับเพื่อขอข้อมูลสัญญา และแล้วอีเมลฉุกเฉินมาถึงวงในคณะ: ผู้จัดงานตัวจริง—เจ้าหน้าที่คนกลางที่จริงๆ เป็นผู้ดูแลเวทีเล็กๆ—ล้มป่วยกะทันหันและต้องพักรักษาตัว
มีนทร์: หมายความว่าอะไร
อาจารย์หนุน: หมายความว่าใครสักคนต้องเข้าไปจัดการแทนพรุ่งนี้ เพราะคุณคือคนที่สื่อสารกับสปอนเซอร์ภายนอก
มีนทร์หน้าแตก แต่ยังพยายามประคองรอยยิ้ม
มีนทร์: งั้น… งั้นผมต้องจัดจริงๆ ใช่ไหม
แก้วทำสายตาจริงจัง เธอไม่ยิ้มแต่มีบางอย่างแทรกอยู่ในนั้น
แก้ว: ถ้าคุณทำพัง ฉันจะเป็นคนยื่นมือเข้าไปช่วย แต่นายต้องยอมรับว่าตัวเองต้องการความช่วยเหลือ
มีนทร์ทั้งที่กลัว แต่ก็เต็มใจยอมรับความช่วยเหลือทั้งจากโท แก้ว และปุย เพราะเมื่อเหตุการณ์บังคับ คนเดียวไม่สามารถฉายเดี่ยวได้
ช่วงกลางเรื่องเต็มไปด้วยซีนที่ทีมของมีนทร์พยายามสร้างงานจากศูนย์ พวกเขาต้องเจรจากับสปอนเซอร์จริงๆ ออกแบบโปสเตอร์จริงๆ หาเวที หาแสงเสียง และที่ท้าทายที่สุดคือรักษาคำโกหกไม่ให้รั่วไหลต่อสาธารณะ คนที่สำคัญที่สุดคือ ‘ปุย’ เพราะเธอเป็นคนที่มีอุดมการณ์เกี่ยวกับศิลปะและถ้ารู้ว่าเรื่องทั้งหมดเริ่มจากการโกหก เธออาจผิดหวัง
ปุย: ฉันอยากให้เทศกาลมีส่วนที่เป็นพื้นที่ของนักศึกษาจริงๆ ไม่ใช่แค่เวทีใหญ่ที่คนภายนอกมาถ่ายรูปแล้วกลับ
มีนทร์ได้ยินแล้วรู้สึกสำนึกบางอย่างก่อตัว เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเป้าหมายที่แท้จริงของงาน และคิดว่าโจทย์ของเขาไม่ใช่การทำให้ตัวเองดูดี แต่การทำให้คนอื่นได้พื้นที่
มีนทร์: ปุย คุณพูดถูก เราควรมีพื้นที่ให้คนแสดงฝีมือจริงๆ
โท: แต่ก่อนเราจะลงมือ ทำไมไม่เริ่มจากการยอมรับว่างบเรายังไม่พอ แล้วหาเงินกันแบบโปร่งใสล่ะ
มีนทร์นิ่งไป เขาต้องตัดสินใจว่าจะสารภาพตอนนี้หรือจะปล่อยให้เรื่องดำเนินต่อ
มิดพอยต์ของเรื่องมาถึงเมื่อข่าวออกสู่สาธารณะผ่านบล็อกนักศึกษาที่ชื่นชอบข่าวฮอต คนอ่านแห่มาดูเพราะกระสวยคำว่า ‘เทศกาลศิลป์ปีนี้มีสปอนเซอร์ลับ’ กลายเป็นไวรัลเล็กๆ และผู้ใจบุญที่เคยอ้างตัวเป็นสปอนเซอร์ติดต่อเข้ามาจริงๆ—แต่เขามีเงื่อนไขหนึ่งคืออยากเจอ ‘ผู้จัด’ ตัวจริง
เสียงโทรศัพท์ข้างห้องประชุมดังขึ้น ทุกคนหลับตาลงเหมือนจะมีแผนที่ชัดเจนแล้ว แต่จริงๆ แล้วไม่มี
มีนทร์: ถ้าเขามาพบฉันแล้วฉันสารภาพล่ะ เขาจะให้เงินไหม
โท: ถ้าคุณสารภาพแล้วบอกว่าคุณอยากทำให้เทศกาลเป็นพื้นที่ของทุกคน เขาอาจจะชอบและให้การสนับสนุน
แก้ว: หรือไม่ก็วิ่งหนี เขาจะไปเจอคนที่จริงใจกว่าเรา
ฝันกับความจริงชนกันเต็มแรงเมื่อวันสำคัญมาถึง ผู้ใจบุญมาถึงมหาวิทยาลัย หน้าตาเรียบเฉยแต่สายตาเป็นนักลงทุนที่มองหาโอกาส
ผู้ใจบุญ: ผมได้ยินว่าเทศกาลนี้มีคอนเซ็ปต์พิเศษ คุณจะเล่าให้ผมฟังได้ไหมว่าคุณอยากให้มันเป็นอย่างไร
มีนทร์เกือบล้มจากความกดดัน แต่เขานึกถึงคำพูดของปุย เขานึกถึงเหตุผลที่เขาเริ่มโกหก: ความอยากได้รับการยอมรับและกลัวความล้มเหลว
มีนทร์: จริงๆ แล้ว… ผมเริ่มจากการโกหก เพราะผมกลัวว่าถ้าไม่บอกว่าทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ ผมจะไม่มีใครฟัง
ผู้ใจบุญและคนรอบข้างเงียบ บรรยากาศหน่วงเหมือนอากาศก่อนฝนตก
มีนทร์: แต่ผมเปลี่ยนใจ ผมอยากให้เทศกาลนี้เป็นพื้นที่ให้คนทำศิลปะโดยไม่ต้องกลัว ผมอยากให้มีเวทีสำหรับนักศึกษาเล็กๆ เวิร์กช็อปฟรี และบูธสำหรับคนไม่มีทุน
ปุยสายตาวาวและยิ้มอย่างอบอุ่น ทั้งแก้วและโทมองหน้ามีความภูมิใจอย่างเงียบๆ
ผู้ใจบุญยิ้ม: นี่แหละของจริง คนที่กล้าสารภาพและมองไปข้างหน้า ผมยินดีสนับสนุน แต่ผมอยากให้มีความโปร่งใสในการใช้เงิน
มีนทร์ถอนหายใจโล่งอก แล้วเริ่มจัดตั้งคณะกรรมการอย่างเปิดเผย และแผนงานที่แต่ก่อนเป็นไฟล์ลับก็กลายเป็นแผนที่ทุกคนได้ช่วยกันเขียน
ความตลกเกิดจากรายละเอียดเล็กๆ ที่ทุกคนพยายามทำให้สำเร็จ อย่างเช่นการหาวงดนตรีกลางคืนที่ซ้อมไม่เคยตรงเวลา แก้วที่อยากให้ทุกอย่างเป็นระบบ แต่มีนทร์ชอบการทดลอง ปุยที่จริงจังด้านศิลป์กับโทที่ชอบการตลาด ทั้งหมดกลายเป็นเครื่องปั่นเสียงหัวเราะเพราะความขัดแย้งในบุคลิก
โท: วิธีนี้จะทำให้คนมาเยอะ จริงหรือเปล่า ขายของกินน้อยลงอาจทำให้รายได้ลด
ปุย: ถ้าเรายอมลดรายได้แต่ได้พื้นที่ให้คนทำงาน ศิลป์จะอยู่ได้นานกว่า
แก้ว: หรือเราจะเอาทั้งสองอย่าง ผสมกันแบบไม่เป็นระเบียบแต่มีเสน่ห์
การเตรียมงานเต็มไปด้วยความพลาดและการแก้ไขแบบสดๆ เช่น บูธหนึ่งที่ตั้งใจจะเป็นมุมงานแกะไม้ กลายเป็นมุมสอนพับกระดาษเพราะอาจารย์ประจำบูธติดประชุม คิวเวทีสลับกันจนคนร้องเพลงขึ้นก่อนเวลา แต่ทุกความผิดพลาดกลับสร้างความน่าจดจำ
มีนทร์: ถ้าฉันไม่เคยโกหก เราคงไม่มารู้สึกว่าการทำงานร่วมกันมันสนุกแบบนี้
โทยิ้ม
โท: นั่นแหละ ฉันไม่ได้บอกว่าการโกหกมันดี แต่บางครั้งมันทำให้เราได้พบวิธีแก้ปัญหาที่ไม่คาดคิด
ใกล้ช่วงท้าย ทุกอย่างใกล้จะพร้อม แต่การสื่อสารผิดพลาดทำให้เวลาของนักร้องชื่อดังถูกซ้อนทับกับการเปิดเวทีของนักศึกษา ทีมแสงเสียงสับสน วันสำคัญมาถึงแล้ว ความตึงเครียดพุ่งสูง ทุกคนต่างรู้สึกว่าถ้าพัง เทศกาลจะกลายเป็นเรื่องอับอาย
มีนทร์: ถ้าแผนฟังชั่นไม่ได้ เราจะเปิดด้วยการให้พื้นที่คนรุ่นใหม่ก่อนเลย ลำดับสำคัญคือคน ไม่ใช่ชื่อใหญ่
แก้ว: ฉันเห็นด้วย
ปุย: คนจะจำความจริงใจ ถ้าเราทำได้ คนจะกลับมาในปีหน้าเอง
โท: งั้นเปิดสนามให้คนแสดงของจริง แล้วถ้านักร้องดังมาพร้อม พวกเขาก็ยังได้เวที แต่ไม่ใช่เวทีท้าทายคนรุ่นใหม่
ความวุ่นวายสุดท้ายคือการตัดสินใจของมีนทร์ เขาเลือกที่จะแลกชื่อเสียงชั่วคราวกับความเป็นธรรมสำหรับคนในค่ายศิลป์
คืนนั้นเทศกาลเริ่ม บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ป้ายไฟเล็กๆ แสงสลัว หน้าบูธเต็มไปด้วยสีสัน และคนที่มาดูคือเพื่อนนักศึกษา อาจารย์ และคนจากชุมชนที่อยากสนับสนุน ศิลปินหน้าใหม่ได้ลองเล่นเพลงและได้รับเสียงเชียร์จริงๆ
เสียงหัวเราะและเสียงปรบมือดังขึ้นเป็นระยะๆ แต่ฉากที่ทำให้เกิดความซาบซึ้งคือเมื่อปุยขึ้นกล่าวกลางเวที
ปุย: เทศกาลนี้เกิดขึ้นจากความกลัว ความโกหก และการยอมรับผิด แต่ที่สำคัญคือการรวมกันเป็นทีม พวกเขาทั้งหมดทำงานเพื่อให้พื้นที่นี้เป็นจริง ฉันภูมิใจในพวกเขา
มีนทร์ยืนอยู่ข้างเวที ใจของเขาพองโต เขาได้ยินคนหัวเราะ เขาได้ยินคนพูดคุยเกี่ยวกับบูธที่แจกงานศิลป์ฟรี เขาสังเกตเห็นผู้ใจบุญที่ยิ้มและจดบันทึกอย่างเงียบๆ
ผู้ใจบุญเดินขึ้นเวทีและจับมือมีนทร์
ผู้ใจบุญ: คุณเลือกสิ่งที่ถูกต้อง เงินที่ผมให้จะต้องใช้กับการสร้างพื้นที่เรียนรู้และมอบทุนให้คนที่ขาดโอกาส
มีนทร์: ขอบคุณครับ ผมขอโทษที่เริ่มจากการโกหก แต่ผมจะดูแลเงินนี้อย่างโปร่งใส
กลางคืนจบลงด้วยการที่คนหลากหลายยืนอยู่ร่วมกัน บางคนร้องไห้ บางคนหัวเราะ และบางคนทำหน้าตลกใส่กล้องโทรศัพท์
จุดไคลแมกซ์ของเรื่องมาจากการตัดสินใจของมีนทร์ ที่เลือกจะเลิกเล่นเป็น ‘ผู้จัดแบบหน้าตา’ และยอมรับภาระที่แท้จริงของการสร้างเทศกาล เขาไม่ได้แก้แค้นหรือหนี แต่ยอมรับความผิดและชวนคนมาช่วยกันแก้
ฉากหนึ่งที่เงียบสงบ หลังเทศกาลสิ้นสุด ทุกคนพากันช่วยเก็บอุปกรณ์ แสงไฟเทียนยังคงเหลือบางดวง มีนทร์และปุยนั่งพิงเก้าอี้ไม้เก่าที่ถูกนำมาใช้เป็นฉาก
ปุย: คุณทำได้ดีนะ มีนทร์
มีนทร์: จริงหรือ ปุย
ปุย: มันไม่ใช่ว่าคุณเรียงลำดับเวทีได้เป๊ะ แต่เป็นวิธีที่คุณทำให้คนกล้าขึ้นมาทำตามฝัน
มีนทร์ยิ้ม เขาไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องสร้างภาพอีกต่อไป
มีนทร์: ฉันเรียนรู้ว่า… ถ้าจะทำอะไรที่จริงจัง ต้องเริ่มจากความจริง ไม่ใช่จากภาพลวงตา
โทเดินผ่านมา เขาถือถุงขยะและสายไฟที่พันกันเหมือนรางวัลจากการต่อสู้
โท: นั่นแหละนิยามของการโตขึ้น ที่ต้องเก็บสายไฟด้วยใจสุขใจ
แก้วยืนมองพวกเขา ใบหน้าอ่อนลงบ้างจากความเหนื่อย
แก้ว: ตอนแรกฉันคิดว่าคุณเป็นตัวปัญหา แต่พอได้เห็นคุณจัดการกับมัน ฉันก็รู้ว่าบางคนอาจพลาด แต่ก็ยังมีหัวใจ
ตอนจบของเรื่องอบอุ่นและฟีลกู๊ด ทุกคนได้รับบทเรียน คนที่เคยถูกมองว่าเป็นตัวตลกในตอนแรกกลับกลายเป็นคนที่เรียนรู้และรับผิดชอบ ตัวเอกโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ และเพื่อนๆ ก็ได้เรียนรู้คุณค่าของการร่วมมือ
หลายสัปดาห์หลัง เทศกาลยังคงถูกพูดถึงในคณะ มีคนมาขอคำแนะนำและร่วมกันวางแผนปีหน้า มีนทร์ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ เขายังทำพลาด แต่ตอนนี้เขารู้จักยอมรับและถามเมื่อไม่รู้
ปุย: ปีหน้าฉันอยากเห็นส่วนของนิทรรศการที่ยาวขึ้น และเวิร์กช็อปที่เอาใจเด็กม.ปลาย
มีนทร์: ดีนะ ฉันจะไม่ยกเก้าอี้ให้ใครแล้ว ฉันจะยกโอกาสให้คนอื่น
โท: แล้วถ้าคุณยังอยากหลอกตัวเอง เรามีคณะละครให้ไปเล่นบทตัวเอง
ทุกคนหัวเราะ เบาๆ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ
ภาพสุดท้ายคือมีนทร์หยิบกระดาษโน้ตก้อนหนึ่งที่เขาเขียนคำว่า ‘โปร่งใส’ ไว้ตรงกลาง เขาพับมันใส่กระเป๋าแล้วเดินออกไปจากห้องประชุมพร้อมเพื่อนๆ แสงแดดเช้าส่องผ่านหน้าต่างเหมือนเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่
เรื่องจบลงด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม ไม่ใช่เพราะทุกอย่างสมบูรณ์แบบ แต่เพราะคนที่เคยทำผิดเรียนรู้ที่จะแก้ไขและยอมรับ มิตรภาพที่แข็งแรงขึ้น ความเข้าใจผิดที่พังทลาย และเทศกาลที่เกิดจากความร่วมมือของผู้คนธรรมดาทำให้โลกใบเล็กของพวกเขาส่องประกายขึ้นได้
มีนทร์: ในโลกที่ใครๆ ก็อยากเป็นคนสำคัญ ฉันแค่ต้องการเป็นคนที่ทำให้คนอื่นสำคัญ
โท: คิดมากไปหรือเปล่า แต่ฟังดูเท่
ปุยหัวเราะ
ปุย: เท่และจริงใจ นั่นคือรสชาติของเทศกาลที่เราสร้างขึ้น
และเมื่อเสียงเพลงสุดท้ายของเทศกาลยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของพวกเขา เรื่องราวของมีนทร์ที่เริ่มจากการโกหกเล็ก ๆ และลงท้ายด้วยการยอมรับความจริง ก็กลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ทั้งมหาวิทยาลัยยิ้มได้ในวันต่อมา
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: นิยายตลก, มหาวิทยาลัย, เพื่อนซี้, โรแมนติกคอมเมดี้, ฟีลกู๊ด