หอพักที่บอกว่าโอเค (แต่ไม่เคยโอเคจริงๆ)
เสียงกระทะเคาะจานไล่เรียงกับเสียงโทรศัพท์ดังเป็นจังหวะสามชั้นในหอพักหญิง-ชายรวมชั้นสอง อาคารเอเชียใต้ของมหาวิทยาลัยขนาดกลางนั้นดูเหมือนจะบินไปด้วยการเคลื่อนไหวของนักศึกษาช่วงเช้าวันจันทร์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ภาวินยืนคว่ำชามมาม่าร้อนบนโต๊ะเล็ก ๆ ของตนเอง ผมยังไม่หวี มืออีกข้างกดโทรศัพท์ที่สั่นอยู่บนโต๊ะ
ภาวิน: “เ-เอ่อ…โอเค โอเค เดี๋ยวจัดให้”
เพื่อนร่วมหอ เหมยลี่ ยืนมองด้วยคิ้วกระตุก ยี่ห้อน้ำยาหวีที่เธอถือเหมือนจะเลื่อนหลุดจากมือ
เหมยลี่: “เฮ้ ภา ใครโทรมาล่ะแกดูตื่นเต้นผิดปกติ”
ภาวินอมยิ้มแบบคนน่ารักที่กำลังจะยอมแพ้ต่อความไม่สบายใจ “ไม่มีหรอก แค่…อีเมลสั้น ๆ จากผู้จัดการทุนเขียนว่า ‘จะมาดูหอพักและการแสดง ขอรายละเอียด’ แค่นั้นเอง”
เหมยลี่ตาเบิก “ว้าว! นั่นอาจหมายถึงทุนเพิ่มนะ ไม่ใช่เรื่องเล็กเลย ภา แกต้องเตรียมอะไรหรือยัง”
ภาวินกลืนน้ำมูกแรงพอให้ได้ยิน “เอ่อ…ยังเลย”
เหมยลี่: “ยังเลยนะคะ” เสียงเธอไม่ตลกแล้ว “แล้วแกบอกอะไรเขาไปวะ?”
ภาวิน: “ก็บอกว่า ‘หอพักเราโอเคนะคะ มีการแสดงด้วย'”
เหมยลี่ทำหน้าเหมือนอยากจะหัวเราะแห้ง ๆ “คำว่าโอเคน่ะมันเหมือนคำวิเศษนะภา มันทำให้คนเชื่อได้ทุกอย่าง”
ภาวินหัวเราะแรงเกินไป “นั่นไง แกก็ว่าฉันมั่วอยู่แล้ว”
จริงอยู่ ภาวินมีนิสัยหนึ่งที่เพื่อน ๆ ล้อกันบ่อย — เขาพูดว่า ‘โอเค’ หรือ ‘ไม่เป็นไร’ ราวกับเป็นยารักษาโลกเล็ก ๆ แต่ความจริงคือเขากลัวการปฏิเสธ กลัวคนจะไม่ชอบ กลัวจะทำให้เรื่องบานปลาย หากไม่ยอมรับหน้าที่ใด เขาจะคิดว่าสร้างศัตรู
เสียงกริ่งหอส่งสัญญาณเชิญประชุมฉุกเฉินสำหรับหัวหน้าหอพัก ใบปลิวแปะหน้าห้องประชุมบอกเพียงว่า ‘ผู้แทนทุนจะมาชม’
ภาวินเดินเข้าไปในห้องประชุมพร้อมมาม่าครึ่งชาม สายตาทุกคู่หันมามองเหมือนเขาเป็นคำตอบสุดท้ายของคณิตศาสตร์ที่ยาก
อาจารย์ประจำหอมองเขาด้วยความคาดหวัง “ภาวิน นายคงทำรายละเอียดการแสดงได้ใช่ไหม”
ภาวินกลืนน้ำยาว “ได้ครับ ได้แน่นอนครับ ผม…โอเค”
เสียงถอนหายใจเป็นสากลในห้อง เมื่อคำว่า ‘โอเค’ ปรากฏอีกครั้ง ทุกคนก็ผ่อนลมหายใจด้วยความโล่งใจ — จนกระทั่งพวกเขาเริ่มถามคำถามจริง ๆ
หญิงสาวผมสั้นในกลุ่ม แฟล์ หรือ ‘แฟน’ เป็นหัวหน้าชมรมละครของมหาวิทยาลัย เธอคือคนที่มีแนวคิดทางศิลป์แบบสุดโต่งและมักพูดเร็วมาก
แฟน: “ภา เธอคิดจะให้หอเราทำอะไรเป็นโชว์ล่ะ?”
ภาวินยกมือขึ้นเหมือนนักมายากล “อะไรก็ได้ที่สั้น กระชับ และ…โอเค”
แฟนจ้องเขา “คำว่าโอเคอีกแล้วนั่นแหละ ปัญหาของนายคือคำว่าโอเคกับคำว่า ‘ทำจริง’ มันคนละเรื่อง”
น็อต เพื่อนสนิทของภาวินที่มีนิสัยตรงกันข้าม—ตรงจนเกือบแทงหัวใจ—ยื่นกระดาษใบนึงให้ภาวิน เป็นผังเวทีคร่าว ๆ ที่เขาวาดคร่อมหน้ากระดาษประกาศงาน
น็อต: “เรามีเวลาแค่หนึ่งอาทิตย์และผู้แทนทุนจะมาพรุ่งนี้ ถ้านายรับหน้าที่ นายต้องจัดทุกอย่างให้เสร็จ”
ภาวินมองผังเวทีแล้วรู้สึกเหมือนโดนโยนหินใส่หัว “ฉัน…โอเค”
ภาวินรับหน้าที่โดยไม่ได้มีแผนใด ๆ แต่เขาไม่ได้อยู่คนเดียว — หอพักที่ดูร่ำรวยไปด้วยความพิลึกพิลั่นของผู้คน ประกอบด้วยเพื่อนร่วมห้องสามคน: เหมยลี่ สไตล์พูดไหวพริบ; น็อต นักวาดผลาญความจริง; แฟน หัวหน้าชมรมละคร; และก้อง เพื่อนที่เล่นกีตาร์แปลก ๆ ที่ชอบพกกล่องเครื่องมืออเนกประสงค์
พวกเขารวมตัวกันที่ครัวหอพักเพื่อล้อมวงวางแผน ภาวินเป็นคนพูดน้อยในกลุ่มเมื่อถึงเรื่องยาก แก้ปัญหาด้วยการผลักมันไปให้คนอื่น
แฟน: “เราต้องมีคอนเซ็ปต์ชัด ๆ อะไรที่ทำให้ผู้แทนทุนร้อง ‘ว้าว'”
น็อต: “อาจจะโชว์รวมงานศิลป์ของหอเรา”
ก้อง: “หรือพวกเราทำมินิคอนเสิร์ตแบบเสียงประสานและกีตาร์”
เหมยลี่: “เดี๋ยวก่อน ๆ เราไม่จำเป็นต้องโฟกัสศิลปะแบบจริงจังหรอกนะ เราต้องโฟกัสการไปถึงใจกรรมการ”
ภาวินเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังโหมโรงในวงออเคสตร้าโดยไม่มีโน้ตเพลง เขาต้องตัดสินใจแล้ว
ภาวิน: “งั้น…เราทำเป็น ‘นิทรรศการชีวิตหอ’ รวมทุกอย่าง ทั้งละคร สารคดีสั้น และเพลง”
แฟนทำหน้าเหมือนมีความสุขในใจเธอ “โอเค ถ้าเราเอาดีเทล มันก็โอเค”
น็อต: “ใครจะเป็นคนเขียนบทสารคดีสั้นล่ะ”
ภาวินยื่นหน้า “ผมเขียน ผมนึกเรื่องได้หลายเรื่อง เช่น ‘เช้ากาแฟเรา’ ‘ตะกร้าซักผ้า’ ‘คนกินมาม่าคนสุดท้าย'”
แฟนขำจนหน้าแดง “ภา เอ็งใช้มาม่าเป็นแรงบันดาลใจตลอดเวลาเหรอ”
พวกเขาเริ่มซ้อมอย่างบ้าคลั่ง ช่วงบ่ายเป็นการฝึกพูดแบบสารคดีสั้นที่ภาวินเขียนเอง ซึ่งจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่เป็นคำสารภาพชวนขำของชีวิตนักศึกษา เช่น “ฉันเคยลืมส่งงานเพราะคิดว่าไฟล์ไปอยู่ในชีวิตจริง”
การซ้อมเผยให้เห็นสิ่งที่แต่ละคนต้องการ: แฟนอยากแสดงงานละครที่จริงจัง, น็อตอยากให้ศิลปะที่เขาวาดถูกมองเห็น, เหมยลี่ต้องการพื้นที่แสดงมุมมองของคนที่กำลังเตรียมตัวสอบเข้าทำงาน, ก้องอยากโชว์เพลงที่เขาแต่งกลางคืนหนึ่งหลังจากกินก๋วยเตี๋ยว
แต่ปัญหาหนักกว่าคือเวลาที่เหลือจำกัด แถมผู้แทนทุนยังส่งอีเมลย้ำว่าเขาต้องการ ‘การแสดงระดับมืออาชีพ’
แฟน: “ผู้แทนทุนเขียนแบบนั้นจริง ๆ ไหม?”
ภาวินพยายามแก้ตัว “เขียนว่า ‘ระดับมืออาชีพ’ แต่ผมคิดว่าเขาอาจหมายถึงการจัดการที่เป็นระบบก็ได้”
น็อตยกมือขึ้น “เหรอ? นายเองก็เริ่มใช้หลักฐานสลับความหมายแล้ว”
สามวันผ่านไปด้วยการซ้อมแบบนอนไม่พอและไอเดียที่ถูกฉีกเป็นเสี่ยง ๆ ภาวินเริ่มรู้สึกว่าคำว่า ‘โอเค’ ที่เขาพูดนั้นเริ่มตื้อขึ้นในคอ
หนึ่งคืนก่อนการแสดง มีคนนึงลืมเอาโน้ตเพลงของก้องมา น็อตพยายามวาดฉากกลางคืนแต่สีที่ใช้กลับแห้งไม่เข้ากับไฟเวที แฟนทะเลาะกับใครบางคนเรื่องการตัดบท แถมมีข่าวลือว่าผู้แทนทุนอาจจะพาผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะมาด้วย
เหมยลี่นั่งลงตรงหน้าโต๊ะที่เปียกไปด้วยกาแฟและหัวเราะบาง ๆ “ภา นายอยากจะสารภาพอะไรไหม”
ภาวินกัดริมฝีปาก “สารภาพอะไร”
เหมยลี่: “ว่าจริง ๆ แล้วนายไม่ได้เตรียมอะไรไว้ตอนแรก แล้วคนตัวเล็ก ๆ แบบนายก็เลยโอบรับหน้าที่แบบไม่คิดด้วยคำว่าโอเค”
ภาวินเงียบไปสักพัก “ฉันกลัวคนจะคิดว่าฉันไม่เอาเรื่อง…ฉันกลัวเสียทุน…และฉันกลัวว่า…ถ้าบอกว่าไม่ไหวคนจะมองว่าเราอ่อนแอ”
เหมยลี่เอื้อมมาจับมือเขา “นั่นแหละปัญหาของนาย อยู่ที่คำว่า ‘กลัว’ มากกว่าจะอยู่ที่คำว่า ‘โอเค'”
ช่วงเช้าของวันแสดง ห้องประชุมหอพักถูกจัดเป็นเวทีเล็ก ๆ ที่เรียบง่าย แต่มีแสงไฟและผู้ชมเต็มพิกัด — นักศึกษา อาจารย์ และผู้แทนทุนที่มาพร้อมกับคนสวมชุดสูทที่มีท่าทางสุขุมชื่อ ‘คุณวรพจน์’ และผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูไม่เหมาะกับงานทางการ — ผมสีเงินรวบเป็นมวยสูง ผิวแทน สวมเสื้อยืดลายวงดนตรี เธอคือ ‘อาจารย์ผกา’ ซึ่งเป็นคนจัดการทุนจริง ๆ
ผู้แทนทุนเริ่มทักทายด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ “วันนี้เรามาที่หอพักเพื่อดูการจัดการและ…การแสดงของน้อง ๆ ครับ”
อาจารย์ผกายิ้มและพูดอย่างรวดเร็ว “ฉันตื่นเต้นมาก ฉันชอบการแสดงที่มีชีวิตชีวาและจริงใจ อย่าเพิ่งทำอะไรให้ฉันกลัวนะ”
ภาวินยืนอยู่หลังเวที หัวใจเต้นแรงมากเหมือนเต้นวงดนตรีเฮฟวี่เมทัล เขารู้สึกว่าเขาเป็นตัวประกอบที่ถูกวางลงโดยไม่บอกบท
แฟนกระซิบอย่างเข้มแข็ง “แค่ออกไปเป็นตัวของเรา แล้วปล่อยให้ความจริงของเราโชว์”
ภาวินพยายามจะพูดตาม แต่คำพูดติดคอ “ผม…โอเค”
การแสดงเริ่มขึ้นด้วยสารคดีสั้นที่ภาวินเขียน บทพูดเป็นคำสารภาพเล็ก ๆ ของนักศึกษาที่พยายามเอาตัวรอดในชีวิตมหาวิทยาลัย บางฉากตลก บางฉากซาบซึ้ง มีการใช้บทสนทนาแบบ ‘พิธีสารสำรวจความจริง’ เช่น:
ตัวละครหนึ่ง (น็อต): “ผมคิดว่าการตอบคำถามสุดท้ายของวิชาคณิตศาสตร์จะทำให้ผมหล่อขึ้น แต่กลับทำให้ผมพบว่า…ผมลืมคำตอบจริง ๆ”
อีกตัวละคร (ก้อง): “ฉันแต่งเพลงเพราะอยากให้ใครสักคนฟัง ไม่ใช่เพื่อให้คะแนน”
ภาวินในบทพูดบรรยายด้วยน้ำเสียงสั่น “เราทำเรื่องเล็ก ๆ ให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะกลัวการถูกตัดสิน แต่บางครั้งก็ลืมไปว่า…ความจริงคือสิ่งที่ทำให้เราหัวเราะได้และร้องไห้ได้”
ผู้ชมหัวเราะและสะอึกเป็นจังหวะ วินาทีนั้นภาวินรู้สึกว่าเขาพูดอะไรที่เกินการโกหก
กลางคอนเสิร์ต ก้องเล่นกีตาร์และจังหวะกลายเป็นเพลงที่ทุกคนร้องตามได้ ความนุ่มนวลของมันทำให้ผู้หญิงสูทรูปกรรมการโบกมือยิ้ม และอาจารย์ผกาเดินมาใกล้เวที เธอเป็นคนที่มีความบ้าสนุกเล็ก ๆ อยู่ในดวงตา
หลังเพลงสุดท้าย แฟนทำบทพูดสั้น ๆ แล้วหันมาพูดตรง ๆ ต่อหน้าผู้แทนทุนและอาจารย์ผกา
แฟน: “สิ่งที่เรานำเสนอวันนี้ไม่ใช่โชว์มืออาชีพหรือมุมมองที่ปรุงแต่ง แต่เป็นภาพชีวิตจริงของผู้คนในหอพัก เราอาจไม่มีงบ แต่เรามีความจริง”
อาจารย์ผกาหัวเราะ “ดีมาก เธอทำให้ฉันคิดถึงวันที่ฉันยังเรียนอยู่”
เสียงปรบมือดังกึกก้อง แต่ก่อนที่ทุกอย่างจะสงบ นายกงานของหอพักคืออาจารย์ประจำที่เข้าร่วมยิ้มและหันไปมองภาวินด้วยสายตาที่มีคำถาม
อาจารย์: “ภาวิน นายรับหน้าที่จัดทั้งหมดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และเตรียมตัวมาอย่างไร”
ภาวินรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนเวทีที่สูงที่สุดในโลก เขาเห็นหน้าคนที่เขาไม่อยากทำผิดหวังในห้องนั้นจ้องมาที่เขา
ภาวินเสียงแหบ “ผม…ผมบอกไปว่า ‘โอเค’ เมื่อเขาโทรมาครั้งแรก ผมไม่คิดว่าจะ…ผมคิดว่าผมต้องช่วยหอ มันจึงกลายเป็นแบบนี้”
ความเงียบเข้าครอบงำห้องหนึ่งจังหวะ เหมือนมีคนปิดสวิตช์หัวเราะพร้อมกัน
น็อตพยายามแทรก “เฮ้ ภา นี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่—”
ภาวินยกมือ “ปล่อยผมพูดก่อน”
ภาวินเดินไปกลางเวที หยุด แล้วหันมองคนทั้งห้อง “ผมโกหกครับ ผมไม่ได้เตรียมอะไรในตอนแรก ผมพูดคำว่า ‘โอเค’ ทั้ง ๆ ที่ไม่แน่ใจ ผมกลัว…กลัวที่คนอื่นจะคิดว่าผมไม่เอาจริง”
อากาศในห้องเหมือนจะเปลี่ยนกลิ่น หลายคนหน้าแดง หลายคนหัวเราะในลำคอ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออาจารย์ผกาพูดขึ้นอย่างไม่คาดคิด
อาจารย์ผกา: “ฉันชอบคนที่ยอมรับความจริง มันทำให้ฉันอยากให้โอกาสคนแบบนี้”
ผู้แทนทุนมองเขาครั้งหนึ่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สำหรับฉัน ความกล้าที่จะยอมรับผิดพลาดคือสัญญาณของความเป็นผู้นำ เราต้องการคนที่รับผิดชอบ ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบ”
เสียงกระซิบเล็ก ๆ ในห้องดังขึ้นบ่อยครั้ง คนหัวเราะบ้าง เสียงเชียร์เล็ก ๆ ดังขึ้นเหมือนคลื่นคล้ายจะล้อมจับภาวิน
ภาวินดึงหายใจลึกและพูดต่อ “ฉะนั้นวันนี้ ผมจะไม่สวยงามแบบที่คิดไว้ แต่ผมจะซื่อสัตย์กับสิ่งที่เราเป็น”
และนั่นคือจุดเปลี่ยน ภาวินที่เคยกลัวการปฏิเสธ ตัดสินใจรับผิดชอบต่อความวุ่นวายที่ตัวเองสร้างขึ้น เขาใช้เวทีเป็นพื้นที่สารภาพและชวนเพื่อน ๆ สร้างความจริงเป็นโชว์
คนดูหัวเราะและน้ำตาไหลพร้อมกัน เมื่อการแสดงเปลี่ยนจากการเตรียมการอย่างมืออาชีพเป็นการแสดงความจริงใจ — ผู้ชมได้เห็นทั้งข้อผิดพลาด การแก้ไข และการร่วมมือที่เกิดขึ้นทันที
หลังจบการแสดง อาจารย์ผกาและผู้แทนทุนพูดคุยกันเบา ๆ ก่อนจะหันมาส่งเสียงยืนยัน
ผู้แทนทุนยื่นมือออกมา “ภาวิน นายอาจเริ่มจากคำว่าโอเค แต่ตอนนี้นายอยู่ตรงกลางของการจัดการที่ทำให้คนเชื่อว่า…หอพักนี้มีชีวิต”
อาจารย์ผกาพูดเสริม “ฉันเสนอทุนพิเศษสำหรับโครงการ ‘พื้นที่จริงใจ’ ของหอพักนี้”
เสียงในห้องดังขึ้นอีกครั้งเป็นเสียงฮือฮา ภาวินมองหน้าสมาชิกหอพักแต่ละคนอย่างเต็มตา — เขาเห็นความภูมิใจ แต่มากกว่านั้นเขาเห็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น
หลังพิธีเล็ก ๆ ทีมของภาวินนั่งอยู่ที่โต๊ะกาแฟ หัวเราะและเหนื่อยล้าในเวลาเดียวกัน
เหมยลี่ยกแก้วกาแฟขึ้น “เห็นไหมล่ะ คำว่าโอเคก็ไม่เลวหรอก แต่บางครั้งเราต้องตามด้วยการทำจริง”
น็อตยิ้มเพลิน “และนายก็ต้องลดการใช้คำว่า ‘โอเค’ เป็นคำสำรองเมื่อความจริงควรถูกพูด”
ภาวินมองเพื่อน ๆ “ผมขอบคุณพวกนายที่ไม่ทิ้งผม แม้ว่าผมจะเป็นคนวุ่นวายที่ชอบพูดโอเคก่อนคิด”
แฟนยื่นแก้วน้ำให้เขา “นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของนาย มันเป็นงานของพวกเรา”
ในสัปดาห์ต่อมา หอพักได้รับงบประมาณพิเศษเพื่อจัดพื้นที่สัมมนาและเวิร์กช็อป อีกทั้งยังมีโครงการช่วยนักศึกษาทางอารมณ์ที่อาจารย์ ผกาอยากเริ่มต้นร่วมด้วย ภาวินได้เป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบหลัก แต่สิ่งที่สำคัญกว่างบประมาณคือบทเรียนที่เขาได้เรียนรู้
วันหนึ่ง ภาวินยืนอยู่หน้าตู้เสื้อผ้า เขาจัดเสื้อผ้าของตัวเองอย่างช้า ๆ เขาย้ายเสื้อยืดที่มีข้อความ ‘โอเค’ ใส่ตะกร้าหนึ่ง แล้วยิ้มให้ตัวเองในกระจก
ภาวินพูดกับเงาตัวเอง “จากนี้ไปถ้าฉันพูด ‘โอเค’ ฉันจะแน่ใจก่อนว่าจะทำมันจริง ๆ”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังมาจากห้องโถง เหมยลี่พุ่งเข้ามาพร้อมกับแผ่นกระดาษหนึ่งใบ
เหมยลี่: “ภา นายได้รับจดหมายจากหออีกแห่ง เขาขอให้เราช่วยจัดเวิร์กช็อปเรื่อง ‘การพูดความจริงในที่สาธารณะ'”
ภาวินกวาดตามองเพื่อน ๆ ทั้งหมดในห้อง ก่อนจะตอบกลับด้วยเสียงหนักแน่น”ฉันโอเคกับงานนั้น”
ทุกคนมองเขายิ้ม แล้วแตกเสียงหัวเราะที่ไม่ใช่เสียงหัวเราะประหลาดอีกต่อไป แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น
ณ จุดนั้น ภาวินรู้ว่าเขาเติบโตขึ้น — ไม่ใช่เพราะเขาตั้งใจจะเปลี่ยนโลก แต่เพราะเขาเริ่มยอมรับความผิดพลาดแล้วแก้ไขมันพร้อมกับคนที่เขารัก
ท้ายเรื่อง หอพักถูกจดจำไม่ใช่เพราะโชว์สวยหรู แต่เพราะความกล้าที่จะเป็นจริง มิตรภาพ และเสียงหัวเราะที่เกิดจากความตรงไปตรงมาซึ่งอบอวลในอากาศเหมือนกลิ่นกาแฟยามเช้า
ภาวินเดินไปที่ระเบียงหอ มองดวงอาทิตย์ขึ้นเหนือสนามหญ้า มันไม่ใช่ฉากที่สมบูรณ์แบบ แต่เขารู้สึกว่า “โอเค” แบบที่ไม่ต้องกลัวอีกต่อไป
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: หอพัก, มหาวิทยาลัย, เพื่อนซี้, ความเข้าใจผิด, การเติบโต, คอเมดี้วุ่นวาย