สีสันโกหกเล็ก ๆ ของโมก
เสียงนาฬิกาปลุกในหอพักดังขึ้นพร้อมกันเหมือนวงดนตรีที่เพิ่งฝึกซ้อมเสร็จ แต่ไม่มีใครฝึกกันจริงจังสักคน โมกลืมตาขึ้นมาในห้องเล็ก ๆ เต็มไปด้วยโปสเตอร์วงดนตรีอินดี้ที่ลอกมาจากแมกกาซีนมือสอง เขาถอนหายใจแล้วพยายามจำว่าทำไมถึงอีเมลหาคนสมัครเป็นหัวหน้าวงเมื่อคืนก่อน ทั้งที่เขาแทบไม่เคยจับไมค์จริงจังเลย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โมก: “ตื่นแล้ว แกไม่คิดจะย้ายโปสเตอร์นั่นออกบ้างเหรอ…มันเริ่มมองฉันเหมือนกำลังตัดสินชีวิต”
แตงโม ทองดี หญิงสาวร่างผอมที่เป็นรูมเมทของเขา หันมาจากเตียงของตัวเอง เธอถือสมุดบันทึกคำคมและมองโมกด้วยสายตาแบบที่บอกว่าเธอรู้ทุกเรื่องแต่จะไม่บอกตรง ๆ
แตงโม: “อยากให้มันดูมีรสนิยมนะ แต่จริง ๆ มันคือโปสเตอร์ที่คุณซ่อนจากคอนโดขายของเก่า มาถึงคำถามสำคัญ…เมื่อวานแกตอบอีเมลของชมรมเพลงว่าอะไร?”
โมก: “โอ้—ฉัน…ตอบว่า ‘เอาด้วย’ แต่ฉันหมายถึงจะสั่งพิซซ่ากับแก้นะ ไม่ใช่สมัครเป็นหัวหน้าวง!”
แตงโมหัวเราะแบบครึ่งกลั้น ครึ่งหลุด ไม่ใช่เพราะเรื่องตลกแต่เพราะความรู้สึกที่ซับซ้อนกว่านั้น
แตงโม: “น่าสนุกดีนะ ใครจะไปเป็นหัวหน้าวงกันล่ะ?”
โมกทิ้งตัวลงบนเตียง และคิดถึงอิง เพื่อนสมัยมัธยมที่ตอนนี้อยู่ชมรมเดียวกัน อิงเป็นเด็กหน้าขี้อาย มีฝันอยากขึ้นเวทีแต่กลัวสายตาคน สมมติว่าเขาตอบไปเพื่อช่วยอิงไม่ให้เธอเสียหน้า—โมกคิดแบบนั้นก่อนจะยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง
ฉากเริ่มขึ้นอย่างนี้: โมกไม่ใช่คนกล้ามาก เขาเป็นคนที่ยิ้มแล้วพยักหน้า และมักเลือกทางที่ทำให้คนอื่นสบายใจ แต่บางครั้งทางนั้นก็พาเขาไปในที่ที่เขาไม่พร้อมจะยืน
ภายในห้องชมรมระดับสามชั้นของมหาวิทยาลัย กลิ่นกาแฟจากเครื่องชงเก่าและเสียงดีดกีตาร์แบบผิดคอร์ตตายสองครั้งสร้างอารมณ์ที่สมบูรณ์แบบสำหรับการประชุมคัดเลือกวงเพื่อเทศกาลใหญ่ของมหาวิทยาลัย โมกเดินเข้าไป พร้อมกับนามบัตรกระดาษแผ่นเดียวที่เขาเขียนคำว่า ‘หัวหน้าวง’ เอาไว้ด้วยปากกาหมึกแห้ง
ประธานชมรม พี่โน้ต ผู้มีสำเนียงชัดและมักใส่เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเสมอ ยืนเลิกคิ้วเมื่อเห็นหน้าโมก
พี่โน้ต: “โมกเหรอ? เธออีเมลตอบเมื่อวานว่า ‘เอาด้วย’ แล้วก็…ลงชื่อหัวหน้าวงแทนชื่อจริง เราเลยคิดว่าเธอพร้อม”
โมก: “เอ่อ…คือ…ผม—”
ยามนั้นอิงยืนอยู่ด้านหลัง มือของเธอกำลังบีบกุญแจให้ลมหายใจเป็นหลักฐานว่าเธอกำลังอยู่ที่นั่น เธอเห็นโมกหน้าแดงและหัวใจของเธอลอยขึ้นเงียบ ๆ
อิง: “…ถ้าโมกรับ เธอเป็นคนดีนะ”
โมกสั่นหัว เขารับปากแบบอัตโนมัติเพราะไม่อยากให้เพื่อนที่ไว้ใจเขาต้องอับอาย แต่ปัญหาใหญ่ก็คือ…เขาไม่รู้วิธีจัดวงดนตรี ไม่รู้จะสอนใครร้องอย่างไร และที่สำคัญที่สุด เขาไม่รู้จะหลีกเลี่ยงความฝันที่ว่า…เขาไม่ชอบเสียงของตัวเองเมื่อเปิดไมโครโฟน
จากตรงนั้น ความวุ่นวายเริ่มต้นด้วยการวางแผนที่ง่อนแง่น โมกพยายามทำตัวเป็นหัวหน้าวง เขากำหนดเวลาซ้อม นัดช่างเสียง และตั้งรายการเพลง แต่ทุกอย่างเกิดจากคำตอบที่ไม่ตรงกับความสามารถของเขา
โมก: “เราจะเลือกเพลงที่คนฟังชอบ แค่…เพลงที่คนจะโยกหัวตามได้”
ยศ หัวหน้าวงคู่แข่งจากคณะอื่นสวนกลับทันที แววตาของยศเป็นแบบที่ชอบการแข่งขันและเกลียดความไม่แน่ชัด
ยศ: “หวังว่าเธอจะไม่พามหาวิทยาลัยเขาไปตายเพราะเลือกเพลง ‘โยกหัวตาม’ ที่ไม่มีจังหวะชัดเจนนะ”
โมกยิ้มฝืน ความกดดันเพิ่มขึ้นเหมือนตัวเลขบนหน้าจอนาฬิกาที่ไม่หยุดทรมาน
ช่วงซ้อมแรกเกิดเรื่องตลกแบบเป็นธรรมชาติที่ไม่ใช่การประกอบมุก โมกวางแผนให้ซาวด์กับพีท ซึ่งเป็นนักเทคที่ชอบกดปุ่มแล้วรอปาฏิหาริย์ พีททำซาวด์ชุดหนึ่งที่ฟังดูคล้ายบีทอินดี้ แต่ลืมใส่กีตาร์แนวคอร์ดไว้ในแทร็กเมื่อซ้อมจริง เสียงจึงเหมือนเพลงขาดช่องว่าง
พีท: “เดี๋ยว…เราขาดคอร์ดนะว้อย ฉันนึกว่าโมกจะนำทางแม่ง”
โมก: “ฉัน? ฉันไม่ใช่…ฉันเป็นหัวหน้าวงระดับ ‘คำพูดให้กำลังใจ’ มากกว่านำทางดนตรี”
แตงโมมองโมกอย่างเห็นใจ พวกเขามีบทสนทนาที่แสดงความสัมพันธ์แบบเพื่อนซี้ที่ห่วงกัน
แตงโม: “ฟังนะ โมก ถ้าแกไม่กล้าจะยอมรับแกก็จะจมกับเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ แกต้องเลือกแล้วว่าแกจะเป็นหัวหน้าจริง ๆ หรือแค่ปกป้องคนอื่นด้วยการแลกความซับซ้อนให้ตัวเอง”
โมกถอนหายใจ การตัดสินใจยังไม่เกิดขึ้นทันที เพราะเขาเห็นหน้าอิงทุกครั้งที่คิดถึงการถอย
อิง: “ฉันเชื่อว่าโมกไม่ได้หมายความร้ายเสมอไป…ถ้าเธอยอมช่วยฉันแค่ครั้งเดียว ฉันจะพยายามเปิดใจ”
นั่นคือแรงกดดันที่ต่างออกไป—ไม่ใช่การแข่งขัน แต่เป็นความคาดหวังจากเพื่อนที่หวังให้เขาช่วย อิงเองมีเป้าหมายอยากขึ้นเวที เธอต้องการโอกาส แต่ก็กลัวหน้านักฟัง โมกไม่อยากทำร้ายความฝันของเธอ แต่เขาก็กลัวว่าความฝันนั้นจะพังทลายหากเขาไม่สามารถนำทางได้
เหตุการณ์บานปลายเมื่อคลิปการซ้อมหนึ่งคลิปฉายออกโซเชียลแบบไม่ตั้งใจ คนถ่ายเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่ชอบบันทึกเรื่องราวรอบตัว เขาโพสต์คลิปทั้ง ๆ ที่ไม่ได้คิดอะไร แต่คำบรรยายเขียนว่า ‘หัวหน้าวงหน้าใหม่? น่าสนใจ’ พร้อมแท็กมหาวิทยาลัย
คลิปไวรัลเล็ก ๆ นั้นทำให้ชื่อโมกถูกพูดถึง นักข่าวนักศึกษาติดต่อขอสัมภาษณ์ และเพื่อน ๆ ในคณะต่างส่งสติ๊กเกอร์หัวเราะมาทางกลุ่มแชท โมกเริ่มรู้สึกว่าการโกหกเล็ก ๆ ของเขาไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป
บรรยากาศเริ่มเปลี่ยนเป็นความกดดันที่มีสีเชิงบวก บางคนคาดหวังว่าพวกเขาจะทำสิ่งที่ยอดเยี่ยม บางคนมองว่ามันจะกลายเป็นเรื่องตลกในงานเทศกาล โมกต้องจัดการกับความคาดหวังเหล่านั้นโดยไม่เกิดการแตกหัก
ในช่วงกลางเรื่อง ทีมตัดสินใจเลือกเพลงแข่งหนึ่งที่มีคอรัสจำง่าย แต่ต้องมีการทำแทร็กประกอบที่ซับซ้อน โมกรู้ตัวว่าเขาไม่สามารถสอนเทคนิคการร้องได้ จึงพึ่งพาความจริงใจของอิงและความคิดสร้างสรรค์ของแตงโมและพีท
แตงโม: “เราต้องหาจุดขายของเรา ไม่ใช่เสียงที่เพอร์เฟกต์ แต่เป็น ‘ความจริง’ ที่ทำให้คนยิ้ม”
อิงเงียบ แต่ค่อย ๆ ฝึกกับโมก เธอฝึกเปิดปากทำเสียง โดยโมกคอยยืนอยู่ข้างๆ เขาให้คำชม เสมือนคนนักหนาที่หวังดีแต่ทำผิดพลาด
อิง: “โมก…เธอเคยร้องต่อหน้าคนเยอะไหม”
โมก: “เคยตอนเด็ก พ่อแม่ฉลองวันเกิดให้ฉัน…ฉันร้องคนเดียว ต่อหน้าตู้เย็น”
พีทหัวเราะแผ่ว ๆ แต่แล้วก็จริงจังขึ้นเมื่อเขาเสนอเทคนิคง่าย ๆ ให้กับอิงเพื่อให้เสียงมั่นคง “ถ้าจะเคลียร์ให้ชัด ให้หายใจจากท้อง อย่าจับคอแบบจะอ้าปากสุด”
ซ้อมต่อไป ความผิดพลาดเล็ก ๆ เกิดขึ้นแต่ไม่ใช่แบบน่าอับอาย แต่เป็นการค้นพบว่าอะไรทำให้เสียงของอิงมีเสน่ห์ โมกเริ่มตระหนักว่าหัวใจของทีมไม่ได้อยู่ที่ความเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ แต่มันอยู่ที่การรวมตัวของความไม่ลงตัว และนั่นกลายเป็นแผนที่เขาใช้ต่อ
วันก่อนแข่ง มีการประกาศว่าผู้เข้าชมสามารถส่งตัวแทนศิษย์เก่าและอาจมีการถ่ายทอดสด โมกและทีมรู้สึกว่าความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่า เขารู้ว่าวินาทีหนึ่งที่การโกหกอาจพังแบบที่ไม่สามารถแก้ไขได้
โมก: “เราต้องมีแผนสำรอง…ถ้าเครื่องเล่นมีปัญหา เราต้องร้องสด”
แตงโม: “แล้วถ้าเธอร้องไม่ได้ล่ะ?”
โมกยิ้มอย่างเหนื่อยใจ “ฉันรู้ว่าไม่ใช่ฉันที่ต้องร้อง…ฉันต้องทำให้ทีมนั้นพร้อม”
คืนก่อนวันแข่งขัน โมกนั่งเงียบอยู่บนดาดฟ้าหอพัก มองดาวและคิดถึงว่าทำไมเขาถึงกลัวมากขนาดนี้ แสงไฟจากอาคารรอบ ๆ สร้างเงาที่เหมือนเป็นผู้ชมที่ไม่เคยพูด โมกรู้สึกว่าถ้าเขาไม่เผชิญหน้ากับสิ่งที่ทำให้เขาโกหก เขาจะไม่มีทางออกจากวงจรนี้
โมก: “ถ้าฉันยอมรับความจริงล่ะ…จะมีใครโกรธหรือเปล่า”
เสียงตอบกลับเป็นความทรงจำ เสียงของอิงที่เคยพูดเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน “บอกความจริงเถอะ โมก ฉันเชื่อในแก”
รุ่งเช้าวันแข่ง เวทีถูกจัดอย่างเรียบร้อยและนักศึกษาก็หนาแน่นจนบรรยากาศแทบระเบิด โมกยืนอยู่ข้างหลังเวที หัวใจเต้นเร็วเหมือนกลองที่เตรียมจะเริ่มจังหวะ เขามองเห็นยศจ้องมาที่พวกเขาด้วยสายตาที่บอกว่าเขาคาดหวังความล้มเหลว
โมกหันไปหาอิง เธอดูดีในชุดเรียบ ๆ ที่ไม่ฉูดฉาดแต่ทำให้เธอดูสง่างามอย่างเป็นธรรมชาติ
อิง: “ฉันกลัวนะ”
โมก: “ฉันก็กลัว แต่เรามีกันและกัน ถ้าเราทำผิดพลาด เราจะหัวเราะด้วยกัน”
แล้วเวลาก็มาถึง ทีมของโมกขึ้นเวที เสียงปรบมือและเชียร์จากเพื่อน ๆ ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความคาดหวัง โมกยืนอยู่ด้านข้างไมค์โดยไม่ได้หยิบมันขึ้นมา เขาจำคำพูดของแตงโมที่ว่า ‘ความจริงทำให้คนยิ้ม’ และเขาตัดสินใจที่จะใช้ความซื่อสัตย์แทนที่จะปิดบัง
โมกเดินไปกลางเวที เขายกไมค์และพูดเสียงดังพอให้ผู้คนได้ยิน
โมก: “สวัสดีทุกคน ผมโมก หัวหน้าวง…ที่จริงผมไม่ได้คิดว่าจะเป็นหัวหน้าจริง ๆ แต่ผมบอกว่าผมเป็นเพราะผมกลัวว่าเพื่อนจะเสียใจถ้าผมไม่ช่วย”
เสียงในฮอลล์เบาไปสักครู่ ก่อนจะมีเสียงพูดจากผู้ชมคนหนึ่งว่า “โอ้…น่ารักดี” ตามด้วยเสียงฮือฮา โมกรู้สึกโล่งขึ้นแปลก ๆ ความจริงทำให้สถานการณ์แตกต่างไปจากการแกล้งทำ
เขาหันไปมองอิง เธอยิ้มเล็ก ๆ แล้วเอื้อมมือมาจับมือเขาไว้เป็นสัญญาที่ทั้งคู่ไม่ต้องพูดเยอะ
อิง: “ขอบคุณนะที่บอกความจริง”
โมกพยักหน้า “ขอบคุณที่ไว้ใจ”
เพลงเริ่มขึ้นอย่างไม่สมบูรณ์แบบ แต่มีพลังที่ไม่อาจวางแผนได้ พีทใส่แทร็กที่มีช่องว่างให้กีตาร์จริงของแตงโมและเสียงร้องของอิงเติมเต็ม จุดแปลกคือเสียงอิงไม่ใช่เสียงเพอร์เฟกต์ตามหนังสือ แต่กลับมีความอบอุ่นและความกล้าที่ทำให้คนในฮอลล์ยิ้มตาม
ระหว่างคอรัสกลางเพลง มีตอนหนึ่งที่เครื่องเสียงเกิดสะดุด แทร็กหยุดแบบไม่คาดคิด สิ่งที่เคยเป็นแผนสำรองกลายเป็นความจริง ผู้ชมเงียบ แต่ไม่ใช่ในทางที่เห็นแก่ความล้มเหลว พวกเขากำลังรอฟังสิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป
โมกยืนมองอิง สองคนแลกสายตาเหมือนนักเต้นที่เคยฝึกท่าแล้วแต่ครั้งนี้ต้องเต้นโดยไม่ใช้ดนตรี โมกหายใจลึก และตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน—เขาเริ่มดนตรีด้วยการเคาะกล่องเล็ก ๆ สองครั้ง เป็นจังหวะที่เรียบง่ายแต่ชัดเจน เหมือนสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่
โมก: “…หนึ่ง สอง สาม”
อิงเริ่มร้อง โดยไม่มีแทร็กประกอบ เสียงเธอพาเรื่องราวไป ความไม่สมบูรณ์แบบของเสียงกลายเป็นเอกลักษณ์ คนเริ่มโยกหัวและปรบมือตาม โมกกดจังหวะด้วยกล่องและเริ่มร้องประสานในท่อนสั้น ๆ ที่เขาจำได้จากการฟังเทปซ้อม เขาไม่ใช่นักร้อง แต่เขาสื่อสารออกมาด้วยความจริงใจ
ผู้ชมปรบมือดังขึ้นในตอนท้ายของเพลง เสียงปรบมือนั้นไม่ใช่เสียงปรบมือเพื่อความสมบูรณ์แบบ แต่มันเป็นเสียงปรบสำหรับความกล้า และสำหรับคนที่ยอมรับตัวเองต่ำกว่าและยังทำมันอยู่
หลังการแสดง ยศเข้ามาทักโมกด้วยท่าทางที่ซับซ้อน—ไม่ใช่คนที่ต้องการทำลาย แต่คนที่ค้นพบว่าการแข่งขันบางครั้งมีเรื่องของหัวใจร่วมด้วย
ยศ: “ฉันนึกว่าเธอจะแพ้ แต่เธอเข้าใจอะไรบางอย่างเกี่ยวกับการแสดง”
โมก: “ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่รู้ว่าการซ่อนความจริงเอาไว้ทำให้ทุกอย่างหนักขึ้น”
ผลการตัดสินออกมาอย่างอบอุ่น พวกเขาไม่ได้ชนะรางวัลใหญ่ที่สุดแต่ได้รับรางวัล ‘การแสดงที่สร้างรอยยิ้ม’ ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษสำหรับการแสดงที่จับหัวใจคนได้ ผู้ชมยืนปรบมือให้พวกเขาอีกครั้ง โมกและอิงยืนกอดเพื่อน ๆ เหมือนคนชนะอะไรที่สำคัญกว่าเหรียญ
ในวันถัดมา เรื่องราวของโมกถูกเล่าต่อในกลุ่มเพื่อนและโซเชียลแบบไม่ต้องคลิปไวรัลอีกแล้ว คนพูดถึงความกล้าหาญของการบอกความจริงและความอบอุ่นของการแสดง โมกรู้สึกว่าการยอมรับความผิดพลาดทำให้เขาได้สิ่งที่ไม่คาดคิดกลับมา—ความไว้วางใจและความภาคภูมิใจแบบไม่ได้ถูกยืม
วันหนึ่ง โมกกับอิงนั่งกินไอศกรีมด้วยกันใต้ต้นจามจุรีในมหาวิทยาลัยที่มีใบสีทองโปรยลงมา พวกเขาคุยกันแบบไม่ต้องมีมิติของการแสดงอยู่ตรงหน้า
อิง: “เธอเปลี่ยนไปนะ”
โมก: “ฉันแค่อยากทำอะไรที่เป็นของจริงมากขึ้น…และลดการตอบ ‘โอเค’ แบบอัตโนมัติ”
อิงหัวเราะ “ก็ดีขึ้นนะ โดยเฉพาะตอนที่เธอเคาะกล่องนั่น ฉันไม่เคยคิดว่าแกจะเป็นคนที่ทำอะไรแบบนั้น”
โมกยิ้มแบบเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย “ฉันยังกลัวอยู่ แต่รู้แล้วว่าถ้าบอกความจริงมันจะเริ่มต้นจากตรงนั้น ถ้าแกมีอะไรจะทำ ฉันจะไม่บอก ‘เอาด้วย’ โดยไม่คิดแล้ว”
เรื่องราวไม่ได้จบลงด้วยการเปลี่ยนแปลงมหาศาล แต่เป็นการเปลี่ยนของคนธรรมดาที่ได้เลือกทางที่ตรงกับใจมากขึ้น โมกรู้จักขอบเขตของตัวเองมากขึ้น เขาเรียนรู้ว่าการพูดความจริงไม่จำเป็นต้องทำร้ายใคร และบางครั้งการยอมรับความอ่อนแอกลับเป็นพลังที่เปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์
ตอนท้ายวันหนึ่ง โมกเดินผ่านหอชมรม เพลงจากการฝึกซ้อมวงใหม่ดังออกมาเขาได้ยินเสียงหัวเราะและคำพูดสนับสนุน เขาหยุดยิ้มอย่างแท้จริงและคิดถึงเส้นทางที่เขาเดินมา—จากคำตอบอีเมลผิด กลายเป็นบทเรียนชีวิตที่มีรอยยิ้ม
แตงโมที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ พูดขึ้น “เห็นไหมล่ะ แกไม่ได้เปลี่ยนโลก แต่แกทำให้โลกของใครบางคนดีขึ้น”
โมกมองไปยังอิงที่กำลังลองท่าใหม่ด้วยความมั่นใจ เขารู้สึกว่าภารกิจโกหกเล็ก ๆ ได้กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้ทุกคนโตขึ้น
และภาพสุดท้ายคือโมกยืนกลางลานมหาวิทยาลัย แสงอาทิตย์ทาบผ่านใบไม้เป็นลายบนเสื้อเขา เขาพยักหน้ารู้สึกพอดีในตัวเอง ไม่ต้องเป็นหัวหน้าวงที่สมบูรณ์แบบ แต่เป็นเพื่อนที่พร้อมรับผิดชอบเมื่อสิ่งที่เขาทำส่งผลกระทบกับคนอื่น
โมกย้ายมือไปหยิบไมค์ที่อยู่นอกหอชมรม ไม่มีการแสดง ไม่มีการถ่ายทอดสด เพียงแค่มือที่จับมันและรอยยิ้มที่ไม่ได้ถูกบังคับ “ขอบคุณ” เขากระซิบกับตัวเองแล้วเดินกลับไปช่วยจัดซ้อมต่อด้วยความตั้งใจใหม่
เรื่องราวจบด้วยความอบอุ่น โมกกับเพื่อน ๆ ไม่ได้กลายเป็นคนดังหรือได้รางวัลใหญ่ แต่พวกเขาได้บทเรียน ความกล้า และเสียงหัวเราะที่มาจากความจริงใจ ซึ่งทำให้พวกเขายืนอยู่ด้วยกันได้แน่นขึ้น
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, เพื่อนซี้, ตลกฟีลกู๊ด, การโกหกเล็ก ๆ, การเติบโต, ดนตรี, ความเข้าใจผิด