หนึ่งคำโกหกกับฉายาพระเอกในโรงหนังเก่า
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นกลางวันฝนพรำที่ห้องชมรมภาพยนตร์ มหาวิทยาลัยนครสวรรค์สมัยใหม่ แต่มีโรงหนังเก่าฝั่งตรงข้ามที่เหมือนฉากหนังสามเศียร ควันจากกาแฟหอมลอยเตะจมูกธันวา เขากำลังเซ็ตโปรเจ็กเตอร์มือสองที่ได้มาฟรีจากพ่อค้าสีเทา แต่หัวใจเขาวุ่นกว่าเครื่องจักรเก่า ๆ นั้นมาก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ธันวา! วันนี้ประชุมเตรียมงานฉายสั้น ไม่สายใช่ไหม?” เสียงชัดเจนเป็นของแนท เพื่อนร่วมชมรมที่มักแต่งตัวแบบไม่กลัวโลก
ธันวายกนิ้วโป้งพร้อมยิ้มกว้างเกินพอดี “ไม่สายแน่นอน พี่ธันวามาเต็มตลอด” เขาตอบทั้งที่ลึก ๆ หวั่นว่ากลุ่มต้องการเงินเช่าโรงหนัง ส่วนเขาก็ยังไม่มีทางออกที่ชัดเจน
พวกที่มารวมตัวเริ่มถกเรื่องงบประมาณ ตารางการฉาย และการเช่าโรงหนังเก่าซึ่งกำลังจะปิดกิจการ สภาพเป็นไม้ ทาสีลอก แต่บรรยากาศนั้นมีเสน่ห์แบบวินเทจที่ทุกคนอยากใช้เป็นฉากหลัง
“งบเรามีแค่สองพัน” มีนกล่าว เธอเป็นคนเก็บรายละเอียดและชอบคิดเลข “สองพันเช่าโรงหนังไม่พอหรอก”
“ฉะนั้นเราต้องหาสปอนเซอร์” อัญชลีหัวหน้าชมรมกล่าว เธอมีความสุขุมเป็นธรรมชาติ “หรือหาคนช่วยลดราคากรณีพิเศษ”
ธันวามองหน้าเพื่อนทุกคน รู้สึกเหมือนมีสายตารวมกันเป็นแรงกดดัน “ผม…ผมจัดการได้” เขาพูดด้วยความมั่นใจเทียม ๆ ที่ทำให้หลายคนผ่อนคลาย
แนทขมวดคิ้ว “จริงเหรอ? ธันวาทำอะไรได้บ้าง ไม่ใช่ร้านกาแฟนะ”
ธันวาตัดสินใจพูดโกหกเล็ก ๆ ที่คิดว่าจะปิดฉากได้ง่าย ๆ “ผมคุยกับโครงการศิลป์ของเทศบาลไว้แล้ว เค้าบอกว่าจะให้เงินช่วยสนับสนุนสำหรับกิจกรรมชุมชน”
ความเงียบเกิดขึ้นในห้องสักพัก ราวกับทุกคีย์บอร์ดหยุดทำงาน มีนถามเสียงเบา “จริงเหรอ? เอกสารอยู่ไหน?”
ธันวาหลับตาเล็กน้อยก่อนตอบไปตามสัญชาตญาณ “อีเมลตอนนี้ผมหายไป มันอยู่ในเครื่องพ่อ…เดี๋ยวผมหาให้” การโกหกออกไปง่ายกว่าที่คิด เพราะเขาอยากจบการประชุมให้ทุกคนมีความหวัง
เมื่อความหวังถูกปลูก ธันวารู้สึกทั้งโล่งและหนักอก มันเหมือนการเก็บลูกโป่งที่กำลังจะลอย โดยไม่รู้ว่าจะมีเชือกรองรับ
หลังประชุม ธันวากลับมานั่งหน้าคอม เขาจัดการคิดแผนสำรอง หากเทศบาลไม่ให้เงิน เขาจะหาศิลปินเข้าร่วมขายผลงาน หรือชวนกลุ่มดนตรีมาแจม แต่เงินเท่านั้นคือสิ่งที่ต้องมีเพื่อลงมือเช่าโรงหนัง
“ทำไมไม่บอกความจริงตั้งแต่แรก?” เสียงของพ่อในโทรศัพท์เหมือนคำตักเตือน “ความจริงช่วยแก้ปัญหาได้ดีกว่า”
“ผมไม่อยากให้คนอื่นผิดหวัง” ธันวาตอบ “ผมอยากให้ทุกคนภูมิใจ”
วันต่อมา เขาได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขไม่รู้จัก เสียงผู้หญิงสุภาพแนะนำตัวว่าเป็นตัวแทนจาก “มูลนิธิศิลป์อำเภอ” ที่เคยส่งอีเมลถึงมหาวิทยาลัยเรื่องการสนับสนุนกิจกรรมชุมชน ธันวาหัวใจแทบหลุด เพราะเขาไม่ได้ส่งอีเมลจริง ๆ แต่ความเงียบของปลายสายกลับทำให้เขาพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดต่อ
“อ๋อ ใช่ครับ ผมธันวา จากชมรมภาพยนตร์” เขาเริ่มด้วยน้ำเสียงมั่นใจเกินเหตุ “กำลังเตรียมงานฉายหนังสั้นเพื่อชุมชน เราอยากขอรับการสนับสนุน”
“ดีค่ะ มูลนิธิของเราสนับสนุนงานที่มีศิลปะเชื่อมชุมชน ปีนี้โครงการคัดเลือกต้องมีตัวแทนส่งรายงานและตัวอย่างผลงานเบื้องต้นภายในหนึ่งสัปดาห์” ผู้หญิงคนนั้นพูดชัดถ้อยชัดคำ
ธันวาหยุดหายใจ “หนึ่งสัปดาห์?” เขาหน้าเป็นเงา “พวกเรายังไม่มีผลงานเสร็จเลย”
“ขอแค่แนวคิด แล้วจะพิจารณา” ปลายสายตอบ “และถ้าผ่าน จะมีทีมจากมูลนิธิมาเยี่ยมงานจริง ๆ”
“โอเค…โอเคครับผมจะส่งให้” ธันวาวางสายด้วยมือสั่น เขารับปากต่อหน้าคนจำนวนมากโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้สำเร็จ
จากคำสัญญานั้น ชมรมก็เต็มไปด้วยความคาดหวัง อัญชลีวางแผนรายการ มีนเตรียมงบ แนทคิดธีม ส่วนธันวาต้องหาทีมผลิตผลงานและเตรียมรายงานภายในหนึ่งสัปดาห์
“เราจะแบ่งงานกันนะ” อัญชลีประกาศ “ใครมีไอเดียขอให้พูดมา”
แนทร้องขึ้นด้วยเสียงตื่นเต้น “ฉายแบบสัมผัสชุมชน แบบเชิญคนในย่านมาบอกเรื่องราวแล้วเราทำหนังจากคำพูดพวกเขา”
“ดีนะ” มีนกล่าว “แบบนี้ไม่ต้องใช้งบเยอะ แต่ต้องใช้เวลาถ่ายเยอะ”
ธันวาไหวไหล่ “ผมจะเป็นคนติดต่อมูลนิธิ แล้วก็เก็บเอกสาร” แต่ในใจเขารู้ว่ามันยากกว่าการพูด
แผนเริ่มดำเนิน ธันวาแอบไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ คณะอื่น หวังว่าพวกเขาจะมาช่วยถ่ายทำ ชวนคนจากหมู่บ้านใกล้เคียงมาร่วมเล่าเรื่อง แต่การจัดการในพื้นที่จริงไม่ง่ายอย่างที่คิด มีคนติดงาน มีคนกลัวกล้อง และมีนยิ่งตึงเครียดเพราะตารางเวลาไม่ลงตัว
“นายเห็นไหมว่าผู้สูงอายุบางคนไม่อยากให้บันทึกเสียง” แนทบ่น “เค้ากลัวว่าจะถูกเอาไปใช้”
“เราต้องทำให้พวกเขาไว้ใจ” ธันวาตอบ “เราต้องอธิบายว่าเราทำเพื่อชุมชน”
วันหนึ่ง ขณะที่กลุ่มกำลังถ่ายสัมภาษณ์ชายแก่คนหนึ่งที่มีร้านขายลูกอม ธันวาเผลอเปิดเพลงฟังผ่านลำโพงมือถือ เสียงเพลงดิบ ๆ จากห้องทดลองภาพยนตร์ทำให้ชายคนนั้นระเบิดหัวเราะออกมาเพราะจำได้ว่าเพลงนั้นเป็นเพลงแต่งงานของหลานชาย
“ฮ่า ๆ นี่นาเพลงของลูก!” ชายคนนั้นตะโกน แล้วเล่าเรื่องลูกที่ไปเรียนไกล ทำให้สัมภาษณ์กลายเป็นการเล่าเรื่องครอบครัวและความทรงจำที่อบอุ่น
เพื่อน ๆ มองหน้ากันแล้วยิ้ม มันกลายเป็นความบังเอิญที่ดี
การถ่ายทำผ่านไปอย่างตึงเครียดแต่ได้ผล ภาพสัมภาษณ์กลายเป็นชุดเรื่องสั้นที่มีน้ำหนัก มีกลิ่นของชุมชนจริง ๆ แต่ปัญหาที่แท้จริงยังรออยู่: เอกสารส่งให้มูลนิธิ
ธันวาต้องเขียนรายงานโดยสรุปผลงานและแนวคิด แต่เขาไม่ถนัดการเขียนเชิงเป็นทางการ เขาจ้างมีนช่วยเรียบเรียง ขณะที่แนททำโปสเตอร์และอัญชลีติดต่อชาวบ้านมาร่วมงาน แต่เวลายังเหลือน้อย
“เราเสร็จไหม?” อัญชลีกังวล “อาทิตย์เดียวมันเร็วไปไหม”
“ผมคิดว่าเราพอมีเวลา” ธันวาประชดตัวเองและยิ้ม “อย่าเพิ่งคิดลบ”
แต่วันส่งงานมาถึง ธันวาเปิดอีเมลที่ควรส่งเอกสารกลับไปยังมูลนิธิ ตรวจแล้วพบว่าได้นัดให้ทีมมาดูงานจริงในวันเสาร์หน้า—ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องเตรียมงานจริงให้เสร็จและมีโชว์ในวันนั้น
“วันเสาร์?!” เสียงทุกคนดังพร้อมกัน “พวกเรายังไม่ได้ซ้อมฉายจริงเลย”
ธันวายืนหน้าแดง รู้สึกเหมือนถูกดึงเชือกจากทุกทิศทาง ความกดดันพุ่งสูงจนเขาหายใจไม่ออก
“นายต้องไปคุยกับมูลนิธินะ” อัญชลีสั่ง “บอกพวกเขาว่าเราต้องเลื่อน หรืออย่างน้อยให้เวลาพวกเราจัดฉายจริง ๆ”
ธันวาพยายามเรียบเรียงคำพูด แต่ทุกอย่างในปากกลับกลายเป็นคำแก้ตัว เขาไม่อยากให้ความจริงทำลายความหวังของเพื่อน
เมื่อเขาโทรกลับ ผู้หญิงจากมูลนิธิตอบรับด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เราจะมาพบ เพราะอยากเห็นว่างานเชื่อมชุมชนเป็นอย่างไร แต่ว่าผมมองในเชิงสนับสนุน หากงานมีคุณค่า เราพร้อมจะให้ทุน”
ธันวาตอบแบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก “ขอบคุณครับ เราจะเตรียมให้ดีที่สุด” ในใจเขารู้ว่าเตรียมให้ดีที่สุดหมายถึงจะต้องทั้งซ่อมโรงหนัง หาคนมาช่วย และทำการฉายจริงโดยไม่มีงบ
คืนก่อนการตรวจงานจริงๆ เกิดเหตุวุ่นวายที่ทำให้ปัญหาบานปลาย มีนค้นพบว่าระบบไฟของโปรเจ็กเตอร์เก่าเสีย ต้องหาหลอดไฟสำรอง แนทหาแผ่นภาพที่หายไป ในขณะธันวาต้องรับมือการโทรจากเจ้าของโรงหนังเก่าที่บอกว่ามีคนมาขอเช่าพื้นที่คืนวันเดียวกับที่มูลนิธิมากำหนด
“เจ้าของเค้าขอเทสต์วันอาทิตย์” ธันวากล่าวด้วยเสียงยุบยับ “เค้าบอกว่ามีกลุ่มท้องถิ่นจอง เราจะทำยังไงดี?”
“เบ่งบานแล้ว” แนทสบถ “นายรับปากใครไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
ธันวาคิดถึงคำพูดของพ่อที่ว่า “รับผิดชอบสิ่งที่พูด” แต่ตอนนี้มันเหมือนคำพูดในนิทาน เขาต้องตื่นมาใช้อย่างจริงจัง
“ผมจะไปคุยกับเจ้าของโรงหนังเอง” เขาตัดสินใจ
ธันวาเดินไปพบเจ้าของโรงหนังเป็นชายวัยห้าสิบปลาย ๆ เจ้าของโรงหนังชื่อคุณสมพร คิ้วปั้นย่นเมื่อเห็นสภาพโปรเจ็กเตอร์ของพวกนักศึกษา แต่พอได้ดูแนวคิดของงานที่แนบไปในอีเมล ชายคนนั้นก็ละลายหัวใจเล็กน้อย
“นายอยากใช้บ้านอันนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้งจริง ๆ ใช่ไหม?” คุณสมพรถาม
“ใช่ครับ ผมอยากให้มันเป็นพื้นที่ที่คนในย่านได้เห็นเรื่องราวของตัวเอง” ธันวาตอบอย่างจริงใจครั้งแรก
“หนุ่ม ๆ แบบพวกแกทำให้ที่นี่เคยคึกคักมาก” คุณสมพรนิ่งไป “ฉันจะให้เช่าในราคาที่คุ้ม แต่มีข้อแม้”
“ข้อแม้?” ธันวาถามตื่นเต้น
“ถ้าจะใช้ที่นี่ ต้องช่วยฉันจัดงานเล็ก ๆ เกี่ยวกับความทรงจำของย่าน ฉันอยากได้คนมาช่วยจดบันทึกเรื่องเล่า เราจะเรียกว่าราตรีเรื่องเล่าชุมชน แล้วฉายหนังของพวกแกเป็นส่วนต่อท้าย” คุณสมพรเสนอ
ธันวาพูดกับตัวเองข้างในว่า นี่คือข้อเสนอที่เขาไม่ได้คาดคิด แต่เป็นทางออกที่สมเหตุสมผล เขาตอบทันที “ตกลงครับ!”
คืนก่อนการมาของมูลนิธิ ธันวาร่วมกับเพื่อน ๆ เขียนสคริปต์ ทำโปสเตอร์ ซ่อมโปรเจ็กเตอร์ และเชิญคนในชุมชนมาร่วมเล่าความทรงจำ หลายครั้งที่การฝึกซ้อมผิดจังหวะ มีนการันตีจังหวะฉายผิดแนว ทำให้พวกเขาต้องปรับบทอย่างเร่งด่วน
“ตรงนี้ต้องมีช่องว่างให้คนหัวเราะแล้วเงียบไป ไม่ใช่เสียงนกหวีดตลอดเวลา” มีนตะโกนขณะซ้อมการเล่าเรื่อง
“แล้วนายจะทำให้มันเงียบได้ยังไง?” แนทสวนกลับ “ถ้าเงียบมาก ๆ คนจะเริ่มเช็คโทรศัพท์”
“ใช้จังหวะการหายใจ” อัญชลีเสนอ “ให้คนเล่าเหมือนคุยกับเพื่อน ไม่ใช่บรรยาย”
ธันวาเรียนรู้วิธีการกำกับคนจริง ๆ เป็นครั้งแรก เขามองเห็นว่าเขาไม่ได้เก่งที่สุด แต่เขารู้วิธีดึงคนที่เก่งกว่ามาร่วมกัน
วันมาถึง มูลนิธิมาสองคน ผู้หญิงที่โทรเข้าครั้งแรกและผู้ชายชราที่มองด้วยสายตานุ่มนวล บรรยากาศภายในโรงหนังเก่าช่างอบอุ่น มีโต๊ะไม้เก่าโปะภาพถ่ายเก่า ๆ และกลุ่มคนจากชุมชนยืนจับมือกัน
“นี่คือจุดเด่นของงานพวกแก” ผู้ชายชราเอ่ย เขาชมว่าวิธีที่พวกนักศึกษาทำให้คนเล่าดูมีเกียรติและเป็นธรรมชาติ
โครงการเล่าความทรงจำเรียบร้อยดี มีทั้งเสียงหัวเราะและเงียบงันที่เต็มไปด้วยความหมาย พอถึงช่วงฉายสั้นของชมรม สื่อที่พวกเขาทำจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านกลายเป็นเรื่องที่สัมผัสใจผู้ชม มันไม่ต้องการงบหลักล้าน แต่มันต้องการความจริงใจ
หลังการฉาย มูลนิธิตัดสินใจจะให้การสนับสนุนในรูปแบบเงินทุนเล็ก ๆ พร้อมอุปกรณ์ฉายภาพบางส่วน เจ้าหน้าที่ยิ้มและบอกว่าเขาชอบความเป็นชุมชนที่ชัดเจน
ธันวายืนนิ่ง ชายหน้าคมจากมูลนิธิหันมาพูดกับเขา “นายทำได้ดีนะหนุ่ม นี่คือสิ่งที่ฉันอยากเห็น”
ธันวาอยากจะบอกความจริงทั้งหมด เขาอยากจะบอกว่าตอนแรกเขาโกหกว่าสร้างความหวังเทียม แต่เมื่อได้เห็นผลงานจริง เขาก็รู้ว่าความจริงสามารถสร้างสิ่งที่สวยงามได้
หลังงานเลิก อัญชลีจับมือธันวาแน่น “นายทำได้ดีนะ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ธันวาตัดสินใจยอมรับความจริง เขาไปหามูลนิธิอีกครั้งเพื่อบอกว่าจริง ๆ แล้วการติดต่อครั้งแรกเป็นความผิดพลาด เขาขอโทษและขอรับผิดชอบที่ทำให้เกิดความสับสน
ผู้หญิงจากมูลนิธิเลิกคิ้ว “ทำไมต้องขอโทษ?” เธอถาม “สิ่งที่พวกแกทำต่างหากที่มีคุณค่า เราไม่ได้มองความผิดพลาดในตอนต้น แต่เราดูผลลัพธ์”
ธันวายิ้มอย่างอ่อนล้า แต่มีความสุขในอก “ผมแค่กลัวทำให้คนอื่นผิดหวัง”
“นั่นแหละคือเหตุผลที่ต้องพูดความจริงตั้งแต่แรก” ผู้ชายชราพูด “แต่ฉันยกโทษให้ เพราะพวกแกไม่ได้ทำเพื่อเอาชนะใคร แต่เพื่อชุมชน”
คืนวันสิ้นสุดการฉาย กลายเป็นคืนเล็ก ๆ ที่คนพูดถึง เรื่องราวถูกส่งต่อจากปากสู่ปาก ผู้คนกลับบ้านพร้อมรอยยิ้ม อาคารโรงหนังเก่าได้กลับมามีชีวิต และชมรมภาพยนตร์มีงบประมาณเล็ก ๆ ที่จะทำงานต่อไป
หลังเหตุการณ์ทั้งหมด ธันวาเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน เขาไม่ได้เลิกเป็นคนอยากให้คนอื่นชื่นชม แต่เขาเรียนรู้ว่าการยอมรับความจริงและรับผิดชอบ การทำงานร่วมกับผู้อื่นและให้เกียรติความเห็นของทุกคนสำคัญกว่าแสงไฟบนเวทีเพียงชั่วคราว
“ครั้งหน้า ถ้านายคิดจะพูดอะไร จงถามตัวเองก่อนว่าเจ้าของคำพูดต้องรับผิดชอบไหม” พ่อพูดต่อโทรศัพท์เมื่อธันวาเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง
ธันวาตอบอย่างจริงใจครั้งแรก “รับผิดชอบครับ”
มีนชงกาแฟให้พวกเขานั่งคุยกันที่มุมหอพัก “นายเรียนรู้อะไรบ้าง?” เธอถามเขาแบบตรงไปตรงมา
“ฉันเรียนรู้ว่าคนเราไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากเพื่อให้คนอื่นชอบ” ธันวาตอบโดยไม่อ้อมค้อม “และการยอมรับความผิดพลาดสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการทำงานที่ดีกว่า”
แนทยิ้มแซว “ฟังดูเหมือนคำคติจากโปสเตอร์ฝึกอบรม”
ทุกคนหัวเราะเบา ๆ แต่ในรอยหัวเราะนั้นมีความเข้าใจร่วมกัน พวกเขาไม่ใช่กลุ่มที่สมบูรณ์แบบ แต่พวกเขาเป็นกลุ่มที่พร้อมจะเรียนรู้และรับผิดชอบร่วมกัน
เดือนต่อมา ชมรมภาพยนตร์ได้รับการติดต่อจากโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งให้ไปจัดเวิร์กช็อปการทำหนังสั้นสำหรับเด็ก ธันวาและเพื่อน ๆ ตัดสินใจรับงานด้วยความมั่นใจที่มาพร้อมความระมัดระวัง
ขณะนั่งรถเมล์กลับจากการฝึกซ้อม ธันวาจ้องออกไปนอกหน้าต่าง เห็นบ้านเรือนเล็ก ๆ และเด็ก ๆ กำลังเล่นกัน เขายิ้มแบบผู้ใหญ่ขึ้นเล็กน้อย และยกโทรศัพท์ขึ้นกดส่งข้อความถึงอัญชลีว่า “พร้อมไหมสำหรับเวทีใหม่?”
อัญชลีตอบกลับด้วยสติกเกอร์ใบหน้าทะเล้นและข้อความว่า “พร้อมเสมอ”
ธันวารู้ว่าหนทางที่ราบรื่นคงไม่มี แต่ครั้งนี้เขาไม่กลัวที่จะบอกความจริง ไม่กลัวจะรับผิดชอบ และไม่กลัวจะขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็น
ภาพสุดท้ายจบด้วยธันวาและเพื่อน ๆ ยืนอยู่หน้าทางเข้าของโรงหนังเก่า แสงป้ายไม้เก่ากระพริบอย่างอ่อนโยน เราสัมผัสได้ถึงการเริ่มต้นของบางสิ่งที่ยั่งยืนกว่าแค่คำสัญญา มันคือการทำงานร่วมกัน ความเชื่อใจ และความจริงใจที่ถูกเปิดเผยภายใต้แสงไฟโคมเก่า ๆ
ในขณะที่ลมพัดผ่านมุมถนน ธันวาหันไปมองเพื่อน ๆ ทุกคนที่หัวเราะคุยกัน เขารู้สึกขอบคุณที่ความโกหกเล็ก ๆ ของเขาไม่ได้ทำให้คนอื่นเสียใจ แต่กลับกลายเป็นบันไดให้เขาได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญของชีวิต
“ครั้งหน้า เราจะไม่ต้องโกหกแล้วใช่ไหม?” แนทถามแบบยั่วล้อ
“ไม่…แต่ถ้าจำเป็น จะเป็นโกหกที่มีเหตุผลดีจริง ๆ” ธันวาตอบแล้วทุกคนหัวเราะอย่างเป็นมิตร ก่อนที่กล้องจะค่อย ๆ ถอยออก เผยให้เห็นไฟโคมที่ยังคงกระพริบ และเสียงหัวเราะของชุมชนที่ชัดเจนขึ้นในความมืด
จบบทภาพยนตร์ที่ไม่สมบูรณ์แบบ แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและการเติบโตของหัวใจคนหนุ่มสาว
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: มหาวิทยาลัย, ชมรมภาพยนตร์, มิตรภาพ, ความเข้าใจผิด, ฮาวาย, ฟีลกู๊ด, คอมเมดี้