คำสาบานในบ้านกลีบมะลิ
คำว่ากลับบ้านขยายความหนักจนมณีรู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก เมื่อรถกระบะคันเก่าจอดห่างจากประตูรั้วดิน เธอก้าวลงด้วยกระเป๋าใบเดียว มืออีกข้างกุมซองเอกสารส่วนทะเบียนและโฉนดที่ทำให้เรื่องทั้งหมดกลับมาเป็นเรื่องจริง มองผ่านแนวต้นมะม่วง ใบไม้บางใบตกลงจังหวะสม่ำเสมอ ประตูหน้าบ้านยังคงเปิดทิ้งไว้ตามประเพณีของหมู่บ้าน แต่บานไม้ที่ขยับทำให้เกิดเสียงที่ไม่ใช่เสียงประตูธรรมดา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!บ้านกลีบมะลิ—ชื่อนี้ได้ยินทีไร มณีก็เห็นภาพกลิ่นมะลิอบอวลในสวนเล็ก ๆ ที่หลังบ้าน แต่ตอนนี้สวนยืด้ยิบ เถาวัลย์ดึงลวดตาข่ายจนพับมุม พื้นดินตรงทางเดินมีรอยเท้าเก่าแทรกอยู่กับรอยยาวของล้อรถ ทั้งหมดดูเหมือนภาพถ่ายที่ถูกดองไว้ในลิ้นชักนมข้นหวานของความทรงจำ
เธอเดินเข้าไปภายใน บ้านที่เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและวัตถุเรียงรายถูกปรับให้เงียบจนเกินไป ฝุ่นนอนเรียงตัวบนพรม เชิงเทียนมอดเหลือเพียงรอยไหม้เหมือนบอกเวลา มีกรอบรูปตั้งบนโต๊ะทึบ มณีหยุดนิ่ง ดึงกรอบออกอย่างช้า ๆ มือนั้นสั่นจนแทบมองไม่เห็นภาพข้างในชัด แต่เธอจำหน้าได้ — คือหน้าของคนที่บ้านไม่พูดถึง
“คุณมณี…” เสียงไอคนคนนึงดังขึ้นจากทางประตูหลัง ยายจันทร์ หญิงสูงวัยที่ดูแลบ้านให้ครอบครัวมานาน ยื่นผ้าขึ้นมาถูมือราวกับคนจะบอกว่ายังปกติ เธอไม่สบตา มองแค่กรอบรูปในมือมณี
มณียกคิ้ว “ยายจันทร์…”
“อ้าว กลับมาแล้วหรือ วุ่นวายกันตั้งแต่เช้าเลยนะ” ยายจันทร์พยายามยิ้ม ปากสั่นคล้ายจะเลียริมฝีปาก แต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่สบายใจ
“แม่…เสียใช่ไหม” คำถามดังออกไปเรียบ แต่มีบางอย่างในเสียงมณีไม่เรียบเลย
“ใช่…แม่อุ้มไปแล้ว น่าจะสงบดี” ยายจันทร์ตอบสั้น เธอเลิกมองมณี รู้สึกเหมือนกำลังหลีกทางให้เรื่องบางอย่างมีกลไกของมันเอง
มณีวางกรอบรูปลงช้า ๆ รูปทรงของคนในภาพมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยที่มุม กรอบไม้เก่าแตกร้าว ดูเหมือนถูกถอดแล้วใส่กลับไปหลายครั้ง เธองัดลิ้นชักในโต๊ะ ไม่มีซองจดหมาย ไม่มีหมายเหตุ มีเพียงแผ่นกระดาษพับเล็ก ๆ ที่เขียนด้วยลายมือแม่ แต่คำบางคำถูกขูดออกจนน้ำหมึกเป็นรอยด่าง
“แม่เขียนถึงใครเหรอคะ” มณีถาม ทั้งที่ตัวเองอยากรู้แต่ก็กลัว
ยายจันทร์เงียบไปแล้ว นาทีนั้นหมู่บ้านทั้งหมดเหมือนเก็บอากาศไว้ในปอดเงียบ ๆ
“ไม่มีใครพูดถึงเขาเหมือนเมื่อก่อน” ยายจันทร์พูดในที่สุด น้ำเสียงต่ำเอ่ยเหมือนพยายามผูกปมไม่มีจบ “พอแม่…พอเรื่องมันเกิด ทุกคนก็ยอมเงียบ”
คำว่า ‘เรื่องมันเกิด’ ตรงนั้นหนักหน่วงจนมณีต้องกลืนน้ำลาย หลายปีที่เธอหนีจากบ้านเข้ากรุงเทพเพื่อฝังความทรงจำ แต่บางสิ่งก็ยังขับเคลื่อนเธอกลับมา
“เขาเป็นใคร ยาย” มณียังคงพยายามดึงคำตอบออกมาอย่างสุภาพ แต่พื้นใต้เท้ารู้สึกเย็นลงอย่างผิดปกติ
ยายจันทร์ถอนหายใจช้า ๆ “แม่เคยเล่า แต่แม่หวง ชอบปิดท้ายเรื่องด้วยคำว่าอย่าไปยุ่ง” เธอหัวเราะแห้งแล้วเลิกมองไปทางหน้าต่าง “แต่ตอนนี้พูดได้แล้วมั้ง—เขาเป็นเด็ก เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง”
“เด็ก?” คำซ้ำทำให้มณีกลืนน้ำลายอีกครั้ง
“ใช่ เด็กที่…มีคนเอาไปไว้ในบ้าน แล้วก็…” ยายจันทร์หยุด กลืนคำพูดเหมือนกลัวคำถัดไปจะทำลายมารยาทบางอย่างของหมู่บ้าน
มณีรู้สึกโลกหมุนช้า ๆ ในอก ใบหน้าร้อนผ่าวแต่ร่างกายกลับเย็นขึ้นไปถึงหัว ไม่นานเธอก็สะกดตัวเองได้ พยายามนึกถอยหลังไปหาความทรงจำเมื่อสิบปีก่อน รูปในกรอบที่เธอถืออยู่นั้น—มันมีเด็กคนหนึ่งอยู่ข้างหลัง ใบหน้าที่ถูกลบออกบ่อยครั้งในความทรงจำของบ้าน
“แม่ฉันไม่เคยพูดถึงเด็กคนนั้น” มณีกล่าวเบา ๆ “ฉันจำได้ว่าแม่ร้องไห้ แต่ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร”
ยายจันทร์สบตา มองลึกเข้าไปคล้ายจะเลือกคำ “เขาไม่ใช่ลูกแม่อย่างที่ทุกคนคิด แม่กับพ่อของมณี…” เธอยิ้มขม “มีเรื่องที่ไม่เหมาะเอามาก ๆ กับคำว่า ‘พูดกัน’”
มณีย้อนถามโดยอัตโนมัติ “พ่อ?”
คำนี้เหมือนหย่อนหินลงไปในบ่อน้ำ ยอดคลื่นกระเพื่อมไปไกลกว่าเดิม
“พ่อไม่เคยมาที่นี่ตั้งแต่…” ยายจันทร์นิ่งแล้วโค้งคำนับราวกับกำลังระลึกถึงกฎบางอย่าง “ตั้งแต่เรื่องนั้นมา ทุกคนเหมือนตัดบางอย่าง แต่บางอย่างมันยังอยู่”
มณีเปิดประตูขึ้นชั้นสองด้วยสองมือที่ไม่มั่นคง บันไดไม้ส่งเสียงหวีดเหมือนคนจำทุกคำที่เคยผ่าน ข้างบนเป็นห้องนอนชุดที่เก็บของเก่า เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ พยายามตั้งสติ ลมหายใจขาวผุดขึ้นมาในอากาศเย็น—เธอยังไม่คิดว่าจะหนาวขนาดนี้ในคืนเริ่มเดือนเมษายน
“อย่าเข้าไปในห้องนั้นนะ” เสียงร้องจากด้านนอกเหมือนมาจากคนที่กำลังไล่ผี ไม่ใช่คนที่ยับยั้งความอยากรู้ของใคร
มณีไม่หันไป ยังคงเดินตรงไปหาประตูที่อยู่สุดทางเดิน เธอสัมผัสลูกบิดเย็น ๆ มือของเธอหยุดอยู่ เมื่อมีเสียงเพลงค่อย ๆ ดังขึ้นจากภายในเพลงกล่อมเด็กทำนองเก่าที่แม่เคยฮัมให้เธอฟังตอนเป็นเด็ก แต่ทำนองนั้นคราวนี้ถูกตัดและต่อจนผิดเพี้ยนเหมือนมีคนฮัมผสมกันสองคน
ประตูเปิดออกเองช้า ๆ โดยไม่มีแรงขยับจากมือมณี เจ้ากรอบรูปใบเล็กตั้งอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ภาพคนในกรอบไม่เหมือนก่อน —มีบางอย่างถูกเปลี่ยนไปอย่างเนียน ๆ ใบหน้าของเด็กชัดขึ้นในมุม ซึ่งมณีไม่แน่ใจว่าเคยเห็นหรือไม่
“ออกไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้” เสียงที่ไม่ได้มาจากยายจันทร์ดังขึ้นตรงข้างหูของเธอ มณีหันไปกวาดตามอง แต่ห้องมันว่าง ไม่มีใคร แต่กระจกบนโต๊ะสะท้อนเงาของบางสิ่งที่ยืนเบื้องหลังมณี—ลายผ้าคลุมบาง ๆ กลีบมะลิเบาบางลอยอยู่ราวกับการทอผ้าลม
มณีกลั้นหายใจ เสียงหัวใจเหมือนจะกระซิบว่าอย่าทำให้เรื่องนี้เลอะเทอะ แต่ข้อเท้าก็ยังยืน เธอกดมือขึ้นไปจับกรอบรูป เด็กในภาพยืมมองมาที่เธอเหมือนสายตาคุ้นเคย
“เกิดอะไรขึ้นในบ้านนี้กันแน่” มณีกระซิบ แล้วคำถามนั้นแตกออกเป็นความจริงที่ติดอยู่กลางอากาศ
กลางคืนมาเร็วกว่าที่คาด เสียงจากห้องล่างแผ่ว ๆ เหมือนมีคนคุยกันสองคนแต่ไม่ได้คุยกัน—เป็นคำที่บิดเบี้ยวไป เหมือนคนกำลังอ่านชื่อซ้ำ ๆ แต่เบื้องหลังความเงียบนั้น มณีเริ่มได้ยินเสียงสิ่งของเคลื่อนที่เล็ก ๆ บนพื้นห้องรับแขก เธอลงไปพร้อมไฟฉายมือถือ ส่องไปตามมุม เศษของของเล่นไม้ ถูกทิ้งไว้ตามพื้นเป็นทางยาวจนถึงชานประตูหลัง
“ใครเอาของเล่นพวกนี้มาไว้ตรงนี้” มณีว่าอย่างพยายามสุภาพ
ยายจันทร์ยืนก้มหน้า มือช้อนกุ้งแห้งในกระถาง “คนที่อยู่ในบ้านค่ะ…เขาชอบเก็บของเล่น”
“ใครที่อยู่ในบ้าน?” เสียงมณียังนิ่ง
“บางทีเขาอาจจะยังไม่อยากให้ใครรู้” ยายจันทร์ตอบ แล้วเธอหัวเราะแผ่ว “หรืออาจจะอยากให้ใครบางคนจำได้”
คำบอกใบ้นั้นทำให้มณีคิดถึงชุดจดหมายที่เจอในลิ้นชักที่มีคำถูกขูดออก เธอเริ่มสั่งสมความตั้งใจ วันต่อมาเธอไปหาห้องสมุดเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน พูดคุยกับครูห้องสมุดที่รู้เรื่องท้องถิ่นมาก แทนที่จะได้คำตอบ เธอกลับได้รอยยิ้มครุ่นคิดและคำเตือน
“พวกเราไม่ค่อยพูดถึงแล้วนะ เด็กคนนั้นกับบ้านนี้มันเป็นเรื่อง…หลายคนเลือกที่จะไม่ขุด” ครูคณิต เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เธอไม่ยกมือปิดปาก แต่สายตาทำหน้าที่บอกว่าไม่ใช่เรื่องสำหรับคนแปลกหน้า
“แต่ฉันเป็นคนในครอบครัว” มณีย้ำ น้ำเสียงไม่แข็งแต่มีระยะวัดใจ “ฉันต้องรู้ความจริง”
“แล้วมณีพร้อมรับผลไหม” ครูคณิตถามต่อ น้ำเสียงสุภาพแต่หนักแน่น “บางครั้งความจริงก็อยู่กับสิ่งที่รื้อฟื้นไม่ได้”
มณีพยายามยิ้ม แต่ยิ้มของเธอเหมือนรอยแตกบนกระจก “ฉันอาจจะรับได้”
ครูคณิตหยิกหน้าผาก “หรือไม่ก็เธออาจจะไม่อยากรับเลยทั้งชีวิต”
การค้นเอกสารทำให้มณีพบวันที่และชื่อที่เลือนลาง มีข่าวเล็ก ๆ เกี่ยวกับเด็กหายในหมู่บ้านเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่ไม่มีการบอกชื่อชัดเจน มีเพียงคำอ้างอิงถึงการ ‘ตกลง’ และ ‘เลี้ยงดูต่อ’ เหมือนคนเขียนข่าวพยายามรักษาความสุภาพไว้ เรื่องมันถูกปิดเหมือนแผลที่ผู้รักษาไม่ยอมให้คนอื่นจับดู
คืนหนึ่ง มณีได้ยินเสียงกรีดร้องแผ่ว ๆ มาจากห้องใต้บันได ไฟในบ้านกระพริบติดต่อกันสองครั้ง เธอหยุดกลางทางความคิด แสงสีเหลืองจากโคมไฟชั้นล่างสว่างสลัว เงาขยับผ่านช่องประตูเหมือนมีคนเดินผ่านในความเร็วต่ำ มณีชะโงกหน้าลงจากบันได เห็นเพียงผ้าขนหนูเก่าแขวนพาดกับราวเท่านั้น
“มณี…อย่าเข้าไปที่นั่น” เสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหลัง เป็นเสียงผู้ชายที่แหบแห้ง—ภูวดล ลูกพี่ลูกน้องที่อยู่บ้านติดกัน เขายืนจูงถุงข้าวแล้วยิ้มเกือบจะเหมือนทุกครั้งที่เขายิ้ม แต่สายตาแฝงความหวาดหวั่น
“ทำไมเหรอ” มณีตอบโดยไม่หันกลับ มือเลื่อนลงจับขอบบันไดเหมือนรอคำสั่ง
ภูวดลยกมือ “บางอย่างในนั้น…มันเหมือนยังรออะไรอยู่”
มณีย่นคิ้ว “รออะไร”
“รอคำพูดที่ยังไม่ได้พูด” เขาพูดเสียงต่ำ “และรอคนที่ไม่กลับมา”
คำพวกนั้นเหมือนโซ่พันธนาการ มณีกลับไปที่ห้องใต้บันไดวันถัดมา เธอใช้กุญแจสำรองซึ่งยายจันทร์บอกว่าเก็บไว้เสมอ มือของเธอเย็นเหมือนกำลังถือเหล็กกล้า เก็บความกลัวไว้ข้างใน แล้วเปิดประตู ข้างในเป็นความมืดและกลิ่นของสิ่งที่นอนนาน มีของเล่นเล็ก ๆ บางชิ้นเรียงเป็นลำดับ มีจดหมายเปื้อนแป้งเด็ก พู่กันตัวเล็ก ๆ และกล่องไม้เล็ก ๆ ที่ถูกผูกติดด้วยเชือกฝุ่น
จดหมายหนึ่งถูกเขียนด้วยลายมือละเมียด คำบางคำถูกเติมเป็นวงกลม คำบางคำถูกเติมด้วยหมึกสีใหม่ มีวลีหนึ่งที่มณีอ่านซ้ำจนแทบจะออกเสียงได้เป็นทำนอง: ‘เราสาบานว่าจะรักษาความสงบของบ้านนี้ ถ้าคนภายนอกรู้ เราจะ…’
คำสุดท้ายถูกขูดออกจนมองไม่เห็น แต่ความรู้สึกที่มันทิ้งไว้ไม่อาจปฏิเสธได้ มณียกกล่องไม้ขึ้น มันหนักไปด้วยเศษผ้าเล็ก ๆ และป้ายชื่อเด็ก ป้ายชื่อนั้นแตะลงบนมือมณีเหมือนมีอุณหภูมิที่อบอุ่นภายในไม้เก่า
“ไม่ควรเปิดเรื่องพวกนี้” เสียงยายจันทร์ดังขึ้นข้างหลัง มณียังไม่รู้ว่าเธอจะตอบอะไร เธอพยายามตั้งคำถามกับตัวเองว่ามันเป็นความอยากรู้หรือความจำเป็น แต่คำตอบมักโผล่ขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกว่ามีคนกำลังมอง
“ยายรู้ไหมว่าใครเขียน” มณีถาม
“แม่” ยายจันทร์ตอบทันที “แม่เขียนไว้ก่อนที่จะ…” เสียงเธอตก น้ำตาคลอ แต่เธอไม่ยอมให้ตัวเองร้องออกมา
มณีถือของชิ้นนั้นขึ้นมาวางบนโต๊ะในห้องรับแขก คืนหนึ่งลมพัดผ่านประตูที่เปิดทิ้งไว้ ใบหน้าของเด็กในกรอบกลับเหมือนมีชีวิต ดวงตาเงาแปลก ๆ ส่องประกาย เมื่อมณีนั่งลง ฝีเท้าเงียบ ๆ ดังจากทางซุ้มประตู เธอเห็นเงาร่างเล็ก ๆ ผ่านแสงจันทร์ ยืนอยู่ตรงริมสวน แต่เมื่อเธอก้าวออกไป ภาพคนนั้นก็เลือนหาย เหลือเพียงรอยย่ำบนดินเปียก
คืนต่อมา มณีฝันถึงเสียงฮัมของแม่ แต่ในฝันนั้นแม่ไม่ได้ร้องเพลงให้เธอฟัง หากแม่กำลังพูดกับเด็กคนหนึ่ง เธอได้ยินคำว่า ‘สัญญา’ ‘ห้ามบอก’ และ ‘จะเก็บให้’ เสียงเล่าเรื่องขาดความต่อเนื่อง แต่ทุกคำเหมือนมีแรงดึงในอกมณี
วันรุ่งขึ้น มณีบุกเข้าไปในห้องเก็บของของแม่ ผลักหากล่องกระดาษทั้งหมดออกจนพื้นเต็มไปด้วยกระดาษ เธอพบสมุดบันทึกเก่า ๆ สองสามเล่ม บนหน้าหนึ่งมีแผ่นกระดาษที่แปะลายมือด้วยเทปใส เขียนว่า ‘จดหมายถึงเขา’ เธอเปิดอ่าน น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ไม่ได้เพราะความเศร้า แต่เพราะคำที่แม่เขียนถึง—เรียกชื่อเด็กด้วยถ้อยคำอ่อนโยน ดั่งผู้ปกป้องที่กลายเป็นผู้ค้ำจุน
“มณี” เสียงภูวดลดังขึ้นข้างหลัง ทำให้เธอสะดุ้ง “หาอะไรเจอหรือยัง”
“แม่…” เธอพูดไม่จบแต่ยื่นสมุดให้เขา ภูวดลอ่านข้อความแล้วค่อย ๆ พับสมุดนั้นกลับ มือของเขาสั่นเล็กน้อย
“ในสมุดมีคำว่า ‘ห้าม’ เยอะจัง” เขาพูดเบา ๆ “ทุกคนในหมู่บ้านรู้ว่ามีกฎ บางคนเลือกจะเชื่อ บางคนเลือกจะปิดตา”
“แม่สาบานอะไรกับใคร” มณีถาม ตรงไปตรงมาเกินกว่าที่หัวใจเธอจะเต้นได้ตามธรรมดา
ภูวดลเงียบสักครู่ “มันเหมือนพิธีที่ทำเพื่อปกป้องบางสิ่ง แต่การปกป้องนั่นแลกด้วยการลืม”
คำว่าลืมทำให้มณีรู้สึกเหมือนถูกดึงออกจากแผงอก เธอคิดถึงภาพงานศพที่เงียบสงบเมื่อสิบปีก่อน มีคนที่ไม่ร้องไห้ มีการปิดปากของครอบครัว พวกเขาแบ่งหน้าที่และออกจากเวทีโดยไม่หันกลับมามอง
เธอเริ่มค้นไปในอดีตของแม่ พบภาพถ่ายที่ซ่อนอยู่หลังกรอบรูป เด็กในรูปตัวเล็กกว่าที่เธอเคยเห็น ใบหน้าซุกซนและมีแผลถลอกเล็ก ๆ ที่เข่า มีผ้าคลุมมาลัยมะลิเล็ก ๆ ติดอยู่ที่หัวเด็ก เธอจับภาพนั้นไว้ มือสั่น อากาศเหมือนหนาแน่นขึ้นเป็นผืนผ้า
“ทำไมไม่มีใครพูดถึงเขา” มณีถามอย่างรวดเร็ว “ทำไมแม่ถึงต้องเก็บเรื่องนี้ไว้”
ภูวดลหันมองไปยังหน้าต่าง “เพราะบางคำสาบานมันไม่ควรเล่าซ้ำ มันทำให้คนออกไปจากบ้านไม่ได้”
“ออกไปไม่ได้?”
“ใช่” เขาเห็นด้วย “เราเคยได้ยินว่าเมื่อคืนคนออกจากบ้านไปแล้วไม่เคยกลับมาเหมือนเดิม”
มณีขมวดคิ้ว รู้สึกถึงการหดตัวของโลกทั้งใบเมื่อคำพูดนั้นจบลง เธอนึกถึงบันไดที่เคยย่ำลงแล้วได้ยินเสียงตอบของไม้เก่าทุกครั้ง เธอเริ่มมองรอบตัวใหม่ด้วยสายตาไม่ไว้ใจ
เธอขอให้ยายจันทร์เล่าให้หมด ยายจันทร์ทำเหมือนคนถูกดึงให้เผยความลับอันเก่าเก็บ เธอเล่าถึงคืนหนึ่งที่แม่มณีร้องไห้หนัก แล้วมีชายคนหนึ่งมาหา เขาไม่ใช่คนจากหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านไม่มีใครรู้ว่าเขามาจากไหน แต่เขามีของบางอย่างในมือ—ดอกมะลิแห้ง และแผ่นกระดาษที่เขียนด้วยคำในภาษาที่หมู่บ้านไม่รู้จัก
“ท่านนั้นพูดว่าถ้าเราให้เด็กคนนั้นอยู่ในบ้าน เขาจะคุ้มครองให้บ้านไม่เจอภัย” ยายจันทร์พูดแล้วหลับตา “แลกกับการที่เราไม่พูดถึงเขา ไม่เล่าให้คนอื่นฟัง”
“แล้วเป็นไปได้ไหม…” มณีเริ่มถาม เสียงเธอสั่นน้อยกว่าเมื่อครู่ แต่มีความแน่นอน “เป็นไปได้ไหมที่…บ้านนี้มีบางอย่างคอยกั้นเราไม่ให้ไป”
“คนในหมู่บ้านเคยคิดแบบนั้นแหละ” ยายจันทร์สารภาพ “แต่เราเลือกจะเรียกมันว่า ‘การรักษา’ มากกว่า ‘การกักขัง’”
มณีหลับตา หัวใจเต้นเหมือนลองฟังจังหวะต่อกันของคำสาบาน เธอนึกถึงวันที่แม่บอกให้เธอไปเรียนต่อให้ไกล กลับมาหาแม่แค่ปีละครั้ง เวลานั้นแม่ดูเหมือนโล่งใจ แต่ใครจะรู้ว่าความโล่งใจนั้นเกิดจากการเก็บบางอย่างไว้อย่างเงียบงัน
คืนหนึ่ง มีคนเคาะประตูอย่างแรง มณีตื่นขึ้นมาด้วยความวุ่นวาย หัวใจเหมือนจะกระเด็นออกมาจากอก เธอรีบเปิดประตู—ภูวดลยืนอยู่ที่นั่น หน้าเขาซีด เขาหายใจแรงเหมือนเพิ่งวิ่งมา
“มีคนหายไป” เขาพูดทันที “บ้านตรงข้าม—เจ้าเอ็ม หายไปทั้งบ้าน เหมือนถูกยกหายไป ไม่มีร่องรอย”
คำบอกนี้ทำให้มณีแทบหยุดหายใจ เธอนึกถึงคำทำนายของครูคณิต
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: เรื่องผี,บ้านผีสิง,คำสาปครอบครัว,วิญญาณอาฆาต,ความลับครอบครัว,ห้องต้องห้าม,กลิ่นมะลิ,หมู่บ้านชนบท,เรื่องลี้ลับ