แสงสุดท้ายในพริบตา
เมืองอันเงียบสงบซึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะของเด็ก ๆ บัดนี้กลับมีแต่ความเงียบเหงาหม่นหมองโดยเฉพาะหลังจากข่าวการฆาตกรรมของชายชราในหมู่บ้านดังกล่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว รัมย์ เด็กสาววัย 17 ปียืนอยู่ใต้ต้นมะขามอันเก่าแก่หน้าบ้าน ขณะที่อยากจะยลโลกใบใหม่ในตัวของเธอครั้งแรกในชีวิต ถึงแม้จะมีเสียงโวยวายจากหัวหน้าชุมชนเรียกรวมคนมาประชุมเกี่ยวกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง แต่ใจของเธอจดจ่ออยู่ที่งานหนังสือที่เธอตั้งใจจะไปเยี่ยมในสุดสัปดาห์นี้
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ทันทีที่เธอก้าวเข้าบ้านก็ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่ตำรวจสนทนากับพ่อแม่ของเธอ เขาเล่าเรื่องการฆาตกรรมแถมยังพูดถึงผู้ต้องสงสัยที่ได้รับรายงานจากเพื่อนบ้านว่าเห็นชายชราโต้เถียงกับบุคคลหนึ่งก่อนจะมีเสียงปืนดังขึ้น รัมย์อดไม่ได้ที่จะหยุดฟัง ขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นที่ซอกแรกของหัวใจ
คืนหนึ่ง ขณะที่เธอนั่งอยู่ในห้องนอน มองภาพเขียนที่วาดโดยพ่อตั้งแต่ยังเด็ก เธอรู้สึกถึงการเรียกร้องของความฝัน “ฉันต้องการเป็นนักข่าว” เธอตัดสินใจในการทำข่าวนี้ให้เป็นหัวข้อสำคัญ เธอจึงต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการฆาตกรรมนี้
ในโรงเรียน วันต่อมาคือการประกาศผลการสอบที่นักเรียนทั้งหมดมีความตื่นเต้น เธอเดินเข้าไปในห้องเรียนและมีเสียงเชียร์แน่นหล่อลื่นไหล แป้ง เพื่อนสนิทของรัมย์มองมาที่เธอด้วยรอยยิ้ม ก่อนกล่าวว่า “อิจฉา! ทำไมเธอเก่งจัง!” รัมย์แค่ยิ้มตอบอย่างสุภาพ แต่ในใจแล้วมีเรื่องที่ห่วงใยมากกว่าหนึ่งเรื่อง
ในมุมหนึ่ง ระหว่างเวลาพัก เธอพบกับทิน เพื่อนชายผู้มีบทบาทสำคัญในชีวิตเธอ ชายหนุ่มที่สวยงามแต่ซ่อนความลับบางอย่างไว้ในเบื้องหลัง เขายิ้มให้รัชนีพกใบมีดในกล่องไม้ขีดดิ้น
“ฟังนะ! รัมย์… ฉันได้ยินว่าชายชรานั้นมีปัญหากับผู้หญิงและที่บ้านเขามีเศรษฐกิจที่ย่ำแย่” ทินเริ่มเล่าเรื่องราวของเขาที่อาจเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม แต่รัมย์ก็รู้ว่าเขาไม่ได้พูดความจริงทั้งหมด
ทินก็เติบโตขึ้นมาในครอบครัวที่แตกแยก จนกระทั่งเขาเริ่มซ่อนความเจ็บปวด จนวันหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญกลายเป็นการมีบทสนทนาที่ทำให้ความรู้สึกของรัมย์บิดเบี้ยวรุนแรง การเผชิญหน้าเมื่อไรที่เธอออกไปยังบ้านของทิน เขาได้เข้ามาอยู่ในใจเธอ
หมู่บ้านซึ่งเป็นที่สนทนาอยู่ทุกที่ ได้กลายเป็นสถานที่ของความตึงเครียด รัมย์ต้องเผชิญกับความจริงเกี่ยวกับครอบครัวของทินที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัยในคดีนี้ ความรักของทั้งสองเริ่มระทึกขวัญไปซึ่งเกือบถึงจุดแตกหัก
ในที่สุด รัมย์ตัดสินใจที่จะสัมภาษณ์ชายหนุ่มที่เป็นพยานในอุบัติเหตุ เช้านั้นซึ่งไม่ได้มีเสียงใด ๆ ออกไปจากเครื่องทำความร้อน ต้องหยุดและจ้องมองที่เขา ขณะแสงแดดระยิบระยับยังไม่เข้ามาภายในห้อง สุดท้ายเขาเอ่ยว่า “ถ้าวันนั้นผมพูดอะไรให้คุณว่าผมเป็นคู่ขัดขานคืนเดียวกับเขา?” นั่นคือคำถามที่ทำให้รัมย์ลำบากใจ
ความเชื่อที่ถูกผูกมัดกับความรักที่มีต่อกัน ความจริงที่แสดงให้เห็นถึงการเกี่ยวข้องของครอบครัวที่พยายามสร้างความรู้สึกให้มั่นคง แต่ภาพนั้นกลับถูกชักนำด้วยกฎเกณฑ์สังคมที่เข้มงวด อารมณ์ที่ส่งมาเป็นเวลาอันยาวนานได้เปลี่ยนเป็นความรักที่เธอไม่สามารถบอกกับคนรอบข้างได้
คู่นี้ไม่มีทางเลือกนอกจากเพิ่มระดับความเข้มข้น เมื่อกรมตำรวจตัดสินใจที่จะเข้าตรวจค้นบ้านของทิน รัมย์จึงออกจากที่เกิดเหตุไปค้นหาความเป็นจริงให้ได้
การเริ่มการเดินทางค้นหาความจริงสานสัมพันธ์กับการตรวจจับพวกเขาจนถึงจุดแข็งนั่น การค้นหาความไม่เป็นจริงกลับมาท่วมท้นอีกครั้ง รัมย์พาร่างไปยังตึกเก่าของตระกูลชินที่ถูกข่มขู่จากการโจมตีของชายหนุ่มคนหนึ่ง เธอพบว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่อยู่ตัวคนเดียวอยู่ที่นั่น
สุดท้าย ความจริงถูกเปิดเผยว่าเป็นไปตามที่เธอคาดไว้ เต็มไปด้วยคำพูดที่เป็น lies แต่จริง ๆ จะพาไปสู่นรกอีกครั้ง ที่กองทัพหินแห่งนี้เกิดการต่อสู้ขึ้น เมื่อความรักของรัมย์กับทินต้องเผชิญกับการทรยศครั้งนี้ รัมย์รู้ถึงทางพลิกผันที่ต้องตัดสินใจจัดการทุกอย่างให้สุดท้ายจนครบถ้วน
แล้ววันหนึ่ง ทินรอรัมย์อยู่ที่ต้นมะขามตรงหน้าบ้าน เขารู้ว่าเธอได้ข้อสรุปในมือก่อนจะขอให้เธอเรียกชื่อเมื่อทุกอย่างจบ
เกมที่ต้องแบกหมายถึงการเดินหน้าต่อไปหรือกลับไปยังทางเลือกที่เลือกแล้ว สุดท้ายเหตุการณ์นั้นก็ถูกเปิดเผยไปยังแสงสว่าง ซึ่งเธอพบว่าความรักได้ต่อสู้กับความจริงในโลกที่ไม่มีวันเข้าใจ และแสงสุดท้ายในรู้สึกจากแต่ละคนได้กลายเป็นสิ่งที่ล่องลอยไปในอากาศอย่างไม่มีวันนำกลับมาได้