เกาะเงากุหลาบ
เสียงหัวเราะระคนกับเสียงลมทะเลดังม้วนเข้าหาฝั่งขณะที่เรือสปีดโบ๊ตสีฟ้าขาวแล่นฉิวใกล้ชายฝั่งเกาะปริศนา ‘เกาะเงากุหลาบ’ กิ่งกรังของต้นไม้สูงใหญ่สะบัดไปมากลางแดดแรง เจนนีอยู่หัวเรือ เธอหันมาส่งรอยยิ้มเหยียดให้กลุ่ม นีรนั่งขมวดคิ้วข้างพชร ผู้เคยมองตาเธออย่างละอายแต่วันนี้ดูเคร่งเครียด วารียืนจับกล้องส่องทางไกล ศศิลอบถอนหายใจกับสมุดโน้ตในมือ ขณะที่สุวินท์เลื่อนแว่นบนสันจมูกแล้วหันไปคุยกับนักบินเรือ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เสียงเครื่องยนต์หยุดลงเมื่อเรือถึงท่า นายสำเภา นักบินเรือวัยกลางคนก้าวขึ้นฝั่งเป็นคนแรก สำเภาหยิบวิทยุสื่อสาร ตรวจเช็กแล้วกระซิบกับเจนนีเสียงเบา นีรได้ยินแค่ว่า “ดูแลทุกคนด้วย ถ้ามีอะไรผิดปกติให้กลับ” เธอเก็บความข้องใจ ใจเริ่มหวั่นเมื่อทุกคนขนสัมภาระขึ้นฝั่ง เจนนีคลี่ยิ้ม แต่แววตาเธอเหมือนซ่อนอะไรไว้
บริเวณชายหาด เต็มไปด้วยซากต้นกุหลาบป่าขึ้นแซมทุ่งหญ้าแห้ง วารีถ่ายภาพรอบๆ ศศิก้มมองเม็ดก้อนหินเกลื่อนไปทั่ว พชรลากกระเป๋าเต็นท์ ชำเลืองนีรที่ยังเงียบ เจนนีร่ายรายการภารกิจกับน้ำเสียงกระตือรือร้น แต่สุวินท์แทรกขึ้นว่า “ถ้าเราต้องอยู่ข้างคืนจริง ๆ… ฉันขอนอนหัวค่ำ” วารียิ้มมุมปาก “กลัวอะไรนัก หรือกลัวเจอผี?” สุวินท์เหลือบตาไม่ตอบ
กลุ่มตั้งแคมป์ใต้มะพร้าวใหญ่ก่อนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เจนนีแยกกลุ่มให้สำรวจรอบเกาะสามกลุ่ม นีรจับคู่กับพชร จำต้องเก็บอารมณ์ขุ่น ทั้งสองเดินลึกเข้าแนวกุหลาบหนาม ๆ สีแดงสวย พชรหยุดเดินและเหลียวไปทางนีร “เธอยังโกรธฉันอยู่ใช่ไหม?” นีรขบริมฝีปาก “เรื่องของเราไม่ได้สำคัญตอนนี้”
ในขณะที่เย็นลง กลุ่มพบว่ารอบเกาะมีโพรงหินแปลกตาเหมือนถูกขุดด้วยฝีมือมนุษย์ เจนนีซ่อนสีหน้าตื่นตระหนกไว้ใต้รอยยิ้มเมื่อศศินำเศษกระดาษแปลก ๆ ที่มีตัวเลขลึกลับมาให้ดู เจนนีรับมา ทั้งกลุ่มสังเกตเสียงเพลงแผ่วเบาวูบวาบมาจากใจป่า แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึงมันตรง ๆ
คืนนั้น หลังเต็นท์เงียบสงัด เสียงกิ่งไม้เสียดสีกันวาบลมคล้ายเสียงกระซิบ ศศิลุกมาตักน้ำด้วยไฟฉายสั่นคลอนและเงาของใครบางคนวิ่งผ่านหลังแคมป์ ศศิรีบวิ่งกลับไปบอกเพื่อน แต่เจนนีตบไหล่เบา ๆ “พรุ่งนี้เราค่อยสืบ พักเถอะ” เสียงนีรสั่น “ถ้ามีคนอยู่ที่นี่ แล้วสำเภาหายไปไหน?”
รุ่งเช้า กลุ่มตื่นมาพบนายสำเภาหายตัวไป วิทยุสื่อสารแตกเป็นเสี่ยง ๆ บนพื้น ทั้งกลุ่มรีบรวมตัว นีรใจหล่นวูบ พชรโทษเจนนีที่ให้อยู่ข้ามคืน เจนนีหน้าเสียแต่ไม่พูด ทุกคนเริ่มทะเลาะ วารีตะโกนเสียงดัง “เราต้องออกจากเกาะนี้!” สุวินท์เดินลนลาน “แต่เราส่งสัญญาณอะไรไม่ได้เลย…” ศศิพึมพำ “หรือมีคนอื่น? หรือ…” เธอกลืนน้ำลาย
เวลาผ่านไป สถานการณ์แย่ลง อาหารใกล้หมด น้ำจืดร่อยหรอ เจนนีพยายามควบคุมสถานการณ์ “เราต้องสำรวจให้รอบ–อาจมีเรือมารับถ้าเราโชคดี” พชรกระแทกเสียง “เราอยู่ในนี้เพราะเธอนั่นแหละ ถ้าบอกความจริงเราจะได้เตรียมตัวกว่านี้” เจนนีเบือนหน้าหนี อารมณ์ในกลุ่มเริ่มเปราะบางแต่ต้องทำงานร่วมกัน
หลังสำรวจชายฝั่ง กลุ่มกลับมานั่งรอบกองไฟที่ค่อย ๆ มอด วารีเปิดบทสนทนา “ใครเคยคิดไหมว่าความลับมันหนักหัวแค่ไหน?” ศศิเงียบกริบ นีรมองไฟที่เต้นพลิ้ว พชรกำมือแน่น “ฉันเคยทำอะไรให้นายเสียใจ…แต่มันผ่านมาแล้ว” นีรเสมองทะเล “คนเราหนีอดีตไม่พ้นหรอก” สุวินท์พูดแผ่ว “ฉันกลัวที่สุดคือกลัวครอบครัวจะรู้ว่าฉันอยู่ตรงนี้…ฉันโกหกตอนขออนุญาต จริง ๆ ฉันไม่ได้บอกใครเลย” วารีลอบบีบมือสุวินท์อย่างเข้าใจ
คืนนั้นเอง กลุ่มได้ยินเสียงอะไรบางอย่างลากผ่านกิ่งไม้ ทุกคนกอดเข่าด้วยความระแวง ศศิกลั้นน้ำตาเมื่อคิดถึงบ้าน หัวใจกลุ่มเริ่มแตกร้าว ดึกสงัด มีเงามืดย่องเข้ามาในค่าย พชรคว้ากิ่งไม้เตรียมสู้ พลันพบว่าเสียงนั้นเป็นเพียงจิ้งจอกเกาะตัวเล็ก มีเลือดซิบที่ขาหลัง นีรรีบเอาวัสดุพันแผลช่วยชีวิต วารีจับตาดูว่ามีฝีเท้ามนุษย์หรือไม่
วันต่อมา นีรและพชรออกไปสำรวจภายในป่า พบทางเดินแคบ ๆ คล้ายมีคนตั้งใจสร้าง พชรลังเล “อย่าเพิ่งเข้าไปลึก เดี๋ยวหาเพื่อนก่อน” แต่นีรย้ำ “เราต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ทั้งสองเดินผ่านป่าดงหนาม ลุยถึงถ้ำหินที่มีสัญลักษณ์รูปกุหลาบประหลาด พชรรู้สึกถึงความร้อนรนบางอย่างในใจ นีรมองเข้าไปในเงามืด ได้ยินเสียงน้ำหยดและกลิ่นดินปนกลิ่นดอกไม้ตรึงใจ
ด้านนอก เจนนีนำศศิ วารี และสุวินท์เก็บฟืน เจนนียื่นโน้ตให้นายสุวินท์ “รบกวนแกะรหัสนี่ให้ที” สุวินท์ขยับแว่นนิ่งงัน “คุณเอามาจากไหน?” ศศิซักถาม “ถ้าเรารู้เบื้องหลังหมด เราอาจรู้วิธีออกจากเกาะนี้” วารีพูดเมื่อเห็นเจนนีลังเล เจนนีเคี้ยวปากแล้วตัดบท “รอทุกคนกลับมาก่อน ฉันจะพูดหมด”
ขณะเดียวกัน นีรกับพชรในถ้ำ เดินลึกเข้าพบหินแกะสลักเป็นช่องซ่อนกล่องเหล็กเก่า ๆ ภายในมีกระดาษร่อยหรอเต็มไปด้วยอักษรระหัสและภาพแผนที่นามธรรม พชรวนเวียนอยู่กับความรู้สึกผิดเก่า ๆ นีรสังเกตและเอ่ยขึ้น “ถ้าฉันต้องเชื่อนายอีกรอบ ฉันจะเสียใจไหม?” พชรสบตา “ฉันขอโอกาสแก้ไข” น้ำเสียงจืดเศร้า
ทั้งคู่เดินกลับค่ายรวมตัวกับทุกคน ศศิเปิดประเด็น “เราควรคุยกันตรงนี้” เจนนีนิ่งหนักใจ “ฉันถูกไหว้วานให้มาตรวจสอบสิ่งผิดปกติบนเกาะนี้ แต่ฉันปกปิดความจริงเพราะ…ฉันกลัวเสียโอกาส ถ้าเรื่องร้ายแรงกว่าที่คิด” กลุ่มส่งเสียงฮือฮา วารีขยับเข้าใกล้ศศิ “อย่างน้อยตอนนี้เธอยอมรับ” เจนนีฝืนยิ้ม นีรเอากล่องและเอกสารที่เจอขึ้นโชว์
สุวินท์เริ่มแกะรหัสด้วยความถนัดในคอมพิวเตอร์ กลุ่มนั่งล้อมวงช่วยกันถอดความหมาย ศศิเพ้อเบา ๆ “เหมือนรายการล่าขุมทรัพย์เด็ก ๆ เลยนะ แต่ฉันอยากกลับบ้านมากกว่า” พชรกลับยิ้มบาง “เราอาจเจอทางออกจริง ๆ ก็ได้…”
สุวินท์ไขรหัสได้สำเร็จ พบแผนที่ลับ เข็มทิศและเส้นทางสู่จุดส่งสัญญาณบนยอดเนินสูง ต้องผ่านเขาวงกตดงกุหลาบป่า ทุกคนพากันไปทันที เจอน้ำขัง กลุ่มต้องช่วยกันข้าม คำพูดของทุกคนเริ่มเอื้ออาทรมากขึ้น พชรแบกศศิที่ข้อเท้าพลิก วารีแบ่งน้ำกินกับนีร บรรยากาศเปลี่ยนจากเย็นชาเป็นร่วมมือ
เมื่อถึงกลางวงกต ได้ยินเสียงคนเดินกับเสียงกิ่งไม้หักรอบ ๆ หลายคนตกใจจนเกือบต่อสู้กันเอง จู่ ๆ เงาสูงใหญ่โผล่กลางพุ่มกุหลาบ พชรวิ่งเข้าปกป้องเพื่อน แต่มือข้างนั้นกลายเป็นนายสำเภาที่สภาพโทรม เขามีแผลและบอกอย่างเหนื่อยล้าว่าเจอบางอย่างในป่าและต้องหลบกลุ่มคนลึกลับ กลุ่มพาศึกษาตำแหน่งจุดส่งสัญญาณโดยไม่รอช้า
หลังปีนเขาสูงซึ่งเต็มไปด้วยหนามกุหลาบ กลุ่มร่วมมือกันตั้งเสาไม้ชั่วคราวและใช้เศษวัสดุสื่อสารติดต่อโลกภายนอกได้สำเร็จ ทุกคนครบหน้าครบตา โอบกอดกันด้วยน้ำตาเปื้อนรอยยิ้ม เจนนีเอ่ยเบา “ขอโทษที่ฉันเห็นแค่เป้าหมายของตัวเองจนเกือบทำให้ทุกคนแย่” นีรจับมือพชร “เราให้อภัยกันได้ใช่มั้ย?” ทุกคนพยักหน้า เสียงลมหอบความเบาสบายและความหวังใหม่มาสู่เกาะ
วันสุดท้าย ทีมกู้ภัยเรือเล็กมารับ พชรจับมือศศิ สุวินท์หันมายิ้มบาง ๆ ให้เจนนี วารีถอดแว่นแล้วพูดครั้งแรกตั้งแต่ขึ้นเรือ “เกาะนี้สอนเรามากกว่าการเอาตัวรอด” กลุ่มมองหน้ากันอย่างเข้าใจ ก่อนออกจากเกาะกันพร้อมหัวใจที่เปี่ยมด้วยการให้อภัยและความเคารพซึ่งกันและกัน
ขณะเรือแล่นออกกลางทะเล พระอาทิตย์ฉายแสงสีทองเหนือทิวไม้ กุหลาบป่ากลายเป็นภาพจำสุดท้ายในใจของทุกคน ดอกไม้แห่งอดีตและอนาคต สีแดงสด ตัดกับท้องฟ้าแห่งอิสรภาพ บทเรียนของการเผชิญหน้าและเติบโตของกลุ่มเพื่อนได้เริ่มต้นขึ้นนับจากนี้