เสียงนาฬิกาในร้านเก่า
เสียงกระดิ่งเล็ก ๆ สะดุดความเงียบเมื่อประตูร้านถูกดึงเข้า พลอยยังคงนั่งคุ้ยชิ้นส่วนชิ้นเล็ก ๆ บนโต๊ะไม้ เข้มข้นกับงานจนไม่ทันรู้ว่ามีคนเข้ามา มือของเธอกำปากนาฬิกาพกบรอนซ์ไว้แล้วปล่อยให้ลำแสงจากหน้าต่างจับกับผิวโลหะเก่า ๆ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ขอโทษนะครับ ร้านนี้ซ่อมนาฬิกาไหมครับ?” เสียงทุ้มหนึ่งถาม พลอยเงยขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วทักทายด้วยรอยยิ้มที่ฝืนจะเรียบ
“ซ่อมนะคะ แต่ถ้าเป็นของเก่าหนัก ๆ อาจใช้เวลา” เธอเช็ดมือกับผ้าผืนเก่า พยายามไม่ให้เสียงสั่น
ชายคนนั้นวางกล่องไม้ลงบนเคาน์เตอร์ กล่องเปิดเผยกล้องฟิล์มเก่าและนาฬิกาพกที่ผิวโลหะลอกเป็นริ้ว ๆ ทั้งสองสิ่งมีกลิ่นของโลหะและกระดาษเก่า
“นี่ของปู่ผมครับ เขาเก็บไว้ก่อนจะหายไป ผมอยากให้ซ่อมไว้ก่อนจะนำไปขาย” ชายคนนั้นพูดสั้น ๆ แล้วมองไปรอบร้านด้วยความรำลึกอะไรบางอย่าง
พลอยรับกล่องไว้ด้วยมือที่ไม่สั่นเท่าแรก เธอลากนิ้วผ่านรอยขีดข่วนบนฝานาฬิกาเหมือนแตะหน้าคนรู้จัก “ลองให้ดูสิคะ บางทีก็ซ่อมได้ แต่ถ้าต้องเปลี่ยนชิ้น ต้องคุยกันก่อน”
ชายคนนั้นยิ้ม แต่สายตายังคงไม่เป็นของเขา “ผมชื่อ ตะวัน นะครับ”
“พลอยค่ะ” เธอตอบ แล้วกลับมาสู่โต๊ะทำงาน พลอยดึงฝานาฬิกาออกช้า ๆ เศษฝุ่นหลุดออกมาเป็นสาย เศษซากลักษณะเดียวกับฟันเฟืองนายประจำที่เธอเก็บไว้ในโหลแก้ว
ขณะที่พลอยซ่อมชิ้นเล็กชิ้นน้อย เสียงจากนอกประตูเป็นเสียงผู้รับเหมาที่คุยกันเรื่องการเวนคืนพื้นที่ ใบปลิวแผ่นที่เสียบไว้บนเสาไม้แล่นไปมากับลม ชื่อบริษัทนั้นทำให้ผิวหนังของพลอยเกร็งจนอาเจียนขึ้นมานิด ๆ
“เขายื่นข้อเสนอสูงมากจริง ๆ นะ” ตะวันพูดเสียงต่ำ เหมือนไม่อยากให้คำพูดแพร่ไปไกล
“ฉันรู้” พลอยไม่หันหน้าไปมอง เขาตั้งใจมองตะวัน แล้วหายใจออกยาว ๆ “แต่ฉันไม่เคยคิดจะขายทั้งร้านเลยสักครั้ง”
ตะวันหลุดหัวเราะสั้น ๆ “งั้นคงเป็นเรื่องส่วนตัวมาก ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็ไม่อยากก้าวล่วง”
ก้อนความเงียบตกลงมาบนโต๊ะ เสียงไขขวงกินลมและเสียงนาฬิกาเล็ก ๆ ที่ยังเดินได้เป็นจังหวะ พลอยเจาะตะกอนสีดำออกจากเฟืองหนึ่ง เศษกระดาษบาง ๆ หลุดออกมา พับเป็นซองเล็ก ๆ ตรงรอยประทับ
“นี่อะไรน่ะ” ตะวันหย่อนกายลงมองใกล้ ๆ พลอยค่อย ๆ เลื่อนนิ้วแตะขอบซอง ซองถูกเขียนด้วยลายมือเก่าที่แทบไม่ชัดอีกแล้ว
“ไม่รู้ค่ะ” เธอผลักซองไปทางตะวันอย่างไม่เต็มใจ “แต่คงไม่ใช่ใบเสร็จ”
ตะวันค่อย ๆ เปิดซอง กระดาษเก่า ๆ ร่วงลงบนโต๊ะ แผ่นกระดาษมีเพียงสองบรรทัดและชื่อที่เขาไม่คิดว่าจะเห็นอีกครั้ง เสียงฝีเท้าพ่อของตะวันดังจากข้างนอกพลางเรียกหาเขา แต่ตะวันไม่ลุก
“นี่…” เขาพึมพำ หยุดท่าทีก่อนจะอ่านออกเสียงบรรทัดที่เรื่องราวของคนรุ่นก่อนเก็บซ่อนไว้ “ถึงผู้ที่ยังคงรักษาของนี้ไว้…”
พลอยหรี่ตามอง เธอไม่เคยคิดว่านาฬิกาบานเล็ก ๆ จะเก็บจดหมายได้ แต่เมื่อสายตาของเธอผ่านตัวอักษรนั้น เสียงในอกก็เริ่มมีจังหวะที่ไม่เคยมี
“ปู่ของคุณ…ชื่ออะไรครับ” ตะวันถาม นิ้วของเขากอดขอบกระดาษจนหน้ากระดาษยับ
พลอยกะพริบตาแล้วตอบกลับช้า ๆ “ชื่อ วิทย์” คำเดียวที่ลอยออกไปทำให้ตะวันหันกลับมามองเหมือนเห็นอะไรย้ำซ้อน
ตะวันทิ้งเสียงหัวเราะแผ่ว ๆ “วิทย์… เขาเป็นคนที่ชุมชนพูดถึงเยอะในสมัยก่อน”
เสียงจากข้างนอกดังใกล้ขึ้น มีผู้หญิงสองคนถกกันเรื่องโครงการพัฒนา ปากของคนหนึ่งเรียบเหมือนใบมีด พลอยยกกระป๋องน้ำมันขึ้นมาเช็ดชิ้นส่วน นึกถึงภาพปู่ทำงานดึก ๆ ใ้ช้แสงจากหลอดนีออนเก่า ๆ จนดวงตาแดง
วันนั้น พลอยเคยถามปู่ว่า ทำไมเขาถึงไม่ย้ายไปที่อื่น ปู่ตอบด้วยคำสั้น ๆ ว่า “ที่นี่มีเรื่องของเรา” แต่เขาไม่บอกว่าเรื่องคืออะไร
ตะวันวางกระดาษไว้ข้างๆ นาฬิกาแล้วเปิดกล้องฟิล์ม กล้องส่งกลิ่นน้ำมันและผิวหนังเก่าออกมาเมื่อเขาหมุนมันพลอยมองภาพที่ปรากฏบนฝาหน้ากล้อง มันไม่ใช่ภาพธรรมดา ภาพหนึ่งถูกพิมพ์ลงบนแผ่นฟิล์ม เป็นภาพชายหญิงสองคนยืนใกล้คลอง มีแสงไฟจากโคมดวงเล็กส่องทำให้ใบหน้าดูเป็นเงา
“ผู้หญิงคนนั้น…” พลอยพูดเบา ๆ ปากเรียวสั่นเพราะบางอย่างกระตุกในอก เธอรู้จักทรงผมและวิธีที่ผู้หญิงคนนั้นยิ้มนิด ๆ
ตะวันหันมามองบ้าง “แม่ผมไม่เคยพูดถึงผู้หญิงคนนั้น” เขาวางกล้องอย่างระมัดระวัง เหมือนจับสิ่งศักดิ์สิทธิ์
วันต่อมา ใบปลิวโครงการพัฒนาเอนกายอยู่บนโต๊ะหน้าร้าน พลอยใช้มือผลักมันลงไปใต้กล่องเครื่องมือแล้วยืดตัว เธอรู้ว่าเงินก้อนใหญ่สามารถล้างความทรงจำได้ง่ายกว่าที่คิด
“ถ้าขาย คุณกับแม่จะได้อะไรบ้าง?” ตะวันถามอย่างตรงไปตรงมา พลอยยืนนิ่ง เลือกคำตอบช้า ๆ “บางครั้งก็มีความสงบ แต่บางครั้งก็มีความว่างเปล่า”
ตะวันพยักหน้า เขาไม่พูดอะไรต่อ เสียงเข็มนาฬิกาเล็ก ๆ ดังขึ้นเหมือนทักทาย พลอยค่อย ๆ ประกอบเฟืองกลับเข้าไปในที่ของมัน นับแต่เธอรับร้านนี้มา ชิ้นงานทุกชิ้นทำให้เธอต้องคิดถึงการตัดสินใจครั้งเก่า ๆ ของครอบครัว
คนในชุมชนเริ่มมาปรึกษาพลอยเรื่องของเก่า ผู้สูงอายุคนหนึ่งเอาวิทยุโบราณมาฝากไว้เพื่อให้พลอยลองฟัง ตอนที่พลอยเปิดฝาวิทยุก็มีซองจดหมายอีกซ่อนอยู่ข้างใน จดหมายเขียนด้วยลายมือที่ต่างออกไป แต่มีคำว่า “ขอโทษ” หลุดออกมาเพียงคำเดียว
“ใครเขียนนี่?” คนส่งวิทยุถาม พลอยมองจดหมายแล้วยกยิ้มบาง “เขียนมายังไง…ก็ไม่รู้เหมือนกัน” เขาตอบแล้วหัวเราะขำ ๆ เหมือนเสียงขำที่ไม่ค่อยมั่นคงนัก
คำว่า “ขอโทษ” นั้นกลายเป็นเส้นไหมที่ร้อยเรื่องราวทุกชิ้นเข้าด้วยกัน เช่นเดียวกับสะพานไม้ที่เชื่อมฝั่งคลองสองฝั่ง ทุกคนมีมุมมองแต่ละมุมถูกถักทอด้วยความทรงจำที่ไม่สมบูรณ์
วันที่ตะวันกลับมาพร้อมกล่องหนึ่ง เขาถือสลากโบราณที่พลอยเห็นว่ามันเกี่ยวพันกับชื่อที่โผล่ในจดหมาย ตะวันวางมันบนโต๊ะ แล้วถอนหายใจยาว “ผมหาเจอที่บ้านพ่อ มีแผ่นโปสเตอร์เก่า ๆ กับชื่อคนที่เกี่ยวข้อง”
พลอยค่อย ๆ เลื่อนมือไปจับโปสเตอร์สีซีด ภาพวาดคนยืนจับมือกันใต้โคมไฟภาพหนึ่ง เขามองแล้วรู้สึกเหมือนลมหายใจของคนที่ถูกลืมหวนกลับมา
“คุณอยากรู้ไหมว่าเรื่องนี้จบอย่างไร” ตะวันถาม พลอยสบตา “อยากรู้” เธอตอบสั้น ๆ แต่เสียงเธอมีความหนักแน่นมากกว่าที่เคย
พวกเขาเริ่มค้นคว้าไม่ใช่เพียงเพื่อความอยากรู้ แต่เพราะแต่ละคำตอบมีผลต่อการตัดสินใจที่จะทำกับร้านและชีวิตของคนใกล้ ๆ ตัว ข้อมูลที่ปรากฏไม่ใช่คำยืนยันเดียว แต่เป็นเศษเสี้ยวของการกระทำในอดีต
คืนหนึ่ง พลอยนั่งอ่านจดหมายด้วยแสงจากโคมไฟที่ส่องไม่เต็มที่ เธออ่านซ้ำ ๆ จนตัวอักษรเหมือนจะจางหาย แต่บางคำก็ยังหนักแน่น เขียนด้วยน้ำหมึกที่เกือบจะจางไป แต่ทิ้งร่องรอยของการสู้และการยอมรับไว้
“เขาขอโทษ…ไม่ใช่เพราะเขาทำผิดทุกอย่าง แต่เพราะเขาเลือกแบบที่ทำร้ายคนที่รัก” พลอยพึมพำกับตัวเอง ปากเธอเม้มเป็นเส้นตรง มือกดกระดาษจนช้ำ
เช้าวันหนึ่ง ผู้รับเหมามาที่ร้านโดยตรง เขามองไปรอบ ๆ ด้วยสายตาประเมินราคา “ถ้าคุณขาย พื้นที่ตรงนี้จะเปลี่ยนเป็นตึกใหม่ ทุกคนจะได้งานและความสะดวก” ผู้รับเหมาพูดราวกับเขาเห็นภาพอนาคตที่สดใส
“แล้วเรื่องความทรงจำล่ะคะ” พลอยถามเสียงแผ่ว หน้าของผู้รับเหมาทำหน้าไม่เข้าใจ “คุณจะสร้างของใหม่ แต่จะลบของเก่าออกไปด้วยหรือเปล่า”
ผู้รับเหมาหัวเราะลั่น “ของเก่าไม่ใช่สิ่งที่หยุดโลก แต่รายได้ที่ได้ทำให้คนรอบ ๆ อยู่ได้” เขาวางข้อเสนอเป็นตัวเลข พลอยเก็บใบปลิวกลับเข้าไปในลิ้นชัก เธอผิดหวังกับความเรียบง่ายของคำตอบ
ตะวันช่วยพลอยค้นในหอจดหมายของชุมชน ทั้งสองค่อย ๆ ต่อชิ้นส่วนประวัติของปู่ วิทย์ไม่ใช่คนที่คนในชุมชนลืมเพราะเขาทำสิ่งชั่วร้าย แต่เพราะเขาแบกรับการตัดสินใจที่ทำให้คนหนึ่งต้องจากไป ไม่นานนัก พวกเขาก็พบหลักฐานชิ้นหนึ่งซ่อนอยู่ในภาพถ่าย — ชายคนหนึ่งยืนหันหลังไปยังกล้อง เด็กผู้หญิงอีกคนยืนข้างเขา แสงไฟจากโคมบนสะพานฉายแสงให้เห็นลายเสื้อที่คุ้นตา
ตะวันชี้ไปที่ลายเสื้อนั้น “แม่ผมบอกว่าเขาเคยช่วยคนหนึ่งออกจากปัญหา…แต่ไม่เคยเล่าว่าอย่างไร” เขาทำเสียงต่ำ ๆ เหมือนพยายามยืนยันกับตัวเอง
พลอยวางมือบนรูปภาพ ลมหายใจเธอเป็นจังหวะช้าลง มือนี้เคยปัดฝุ่นของเล่นของเด็กในชุมชนและเช็ดมือให้คนแก่เมื่อพวกเขาลงมือน้ำมัน ทุกชิ้นงานในร้านมีเรื่องราวที่รอการพูด
เสียงเถียงในชุมชนดังขึ้นเมื่อข่าวเรื่องการค้นพบกระจายไป ผู้คนมีทั้งผู้ที่อยากรักษาอดีตและผู้ที่เห็นว่าวิธีการเดินหน้าคือการเปลี่ยนแปลง ปากเสียงลุกลามถึงเวทีชุมนุมเล็กๆ หน้าร้าน พลอยยืนมองการโต้เถียงนั้นอย่างไม่ย่อท้อ แต่ข้างในเธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกดึงออกเป็นเสี่ยง ๆ
วันหนึ่งตะวันชวนพลอยไปดูสะพานไม้ที่ถูกถ่ายอยู่ในภาพ เขาอยากให้เธอเห็นมุมมองจากที่เดิม พวกเขาเดินกันเงียบ ๆ แสงเย็นของบ่ายแพร่มา น้ำในคลองนิ่งเช่นกระจกชำรุด รูปสะท้อนของบ้านไม้ลอยเป็นเงา
ตะวันพูดขึ้นเบา ๆ “ผมไม่อยากให้เรื่องนี้ทำลายทุกอย่าง แต่แม่ผมก็บอกว่า ถ้าไม่รู้เรื่องทั้งหมด ก็ไม่ควรตัดสินใคร” พลอยมองเขา มือทั้งสองข้างเกาะราวสะพานจนฝ่ามือขาว
“บางครั้งการรู้ทั้งหมดก็ไม่ได้ช่วยให้ใจสงบ” พลอยตอบ แล้วถอนหายใจแรง ๆ “แต่การไม่รู้ก็ทำให้เรายึกยัก”
เวลากลายเป็นสิ่งที่กดดันมากขึ้นเมื่อผู้รับเหมายื่นข้อเสนอสุดท้าย เขาเพิ่มเงินและลดเงื่อนไขให้เหมือนเป็นคำกล่อมให้พลอยลดความขัดแย้งจะหมดไป พลอยหลับตาแล้วนึกถึงปู่ที่เคยนั่งแต่งกลอนหน้าร้าน เขาจดทุกชื่อของคนที่มาซ่อมของไว้ในสมุดเล่มหนึ่ง แต่หน้าสุดท้ายของสมุดนั้นกลับถูกฉีกออกไป
คืนหนึ่ง เสียงเคาะประตูดังขึ้น พลอยเปิดออกแล้วพบแม่ยืนอยู่ แววตาแม่แดงก่ำ เหมือนมีเรื่องหนักอึ้งมาในอกหลายปี
“แม่…” พลอยไม่กล้าพูดต่อ แม่ปล่อยกระเป๋าไว้กับพื้นแล้วนั่งลง พลอยหาวิธีที่จะเริ่มบทสนทนาแต่คำพูดติดคอ
“ฉันเคยคิดว่าจะให้เธอขายร้าน” แม่พูดทื่อ ๆ ราวกับตัดสินแล้ว “แต่ตอนนี้ฉันมาเพื่อบอกว่า ฉันขอโทษที่ไม่เคยบอกเธอทั้งหมด”
พลอยเอนหัวไปข้างหน้า “บอกอะไรแม่” เสียงของเธอสั่นเล็กน้อย
แม่ค่อย ๆ เล่าเรื่องที่เก็บไว้ เกี่ยวกับคนที่ปู่ช่วยในคืนนั้น เรื่องที่ทำให้คนคนนั้นต้องจากไป และการตัดสินใจของปู่ที่จบลงด้วยน้ำตาบนหน้าต่าง เธอไม่พูดตัดสินชัดเจน แต่บอกถึงการไม่แน่ใจของคนเป็นพ่อว่าทางไหนคือทางถูก
พลอยฟังจนคำพูดสุดท้ายหลุดออกจากปากแม่ เธอไม่รู้ว่าจะโต้แย้งอะไรหรือปลอบใจอย่างไร เสียงนาฬิกาในร้านเหมือนเดินเร็วขึ้น ความรู้สึกทั้งหมดถูกบีบอัดจนเธอแทบหายใจไม่ออก
เช้าวันที่มีการประชุมชุมชน พลอยยืนขึ้นบนเก้าอี้ไม้เล็ก ๆ พูดต่อหน้าคนหนาแน่น เธอเล่าเรื่องที่ค้นพบทั้งที่ใจเต้นรัว แต่คำพูดของเธอไม่ใช่การลงโทษหรือการยกย่อง มันเป็นการยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากการเลือกของคนเก่า ๆ และผลกระทบที่ต่อเนื่องมาถึงวันนี้
ผู้คนฟัง บางคนร้องไห้ บางคนเงียบ บางคนสบตากัน พลอยจบคำพูดด้วยการถามง่าย ๆ “ถ้าอดีตไม่ถูกลบ เราจะทำอย่างไรกับมันต่อไป?”
หลังจากการพูดคุมนั้น ผู้รับเหมาถอนข้อเสนอ พลอยไม่แน่ใจว่านั่นเป็นเพราะความจริงที่เปิดเผยหรือเพราะคนในชุมชนรวมกันต้าน แต่เธอเห็นหน้าคนรอบข้างมีแววคล้ายการยอมรับมากขึ้น
ตะวันยืนข้าง ๆ พลอยเมื่อเธอลงจากเก้าอี้ เขาประคองมือเธออย่างเป็นธรรมชาติ ‘ไม่ใช่คำปลอบ แต่เป็นการจับมือ’ พลอยรู้สึกถึงความอบอุ่นนั้นและไม่ผลักเขาออก
วันสุดท้ายที่เงียบสงบก่อนที่ร้านจะกลับมารับงานอีกครั้ง พลอยนั่งที่ม้านั่งหน้าร้าน มองนาฬิกาพกที่ตอนนี้เดินอีกครั้ง เขาวางมันไว้บนโต๊ะ ตะวันยิ้มบาง ๆ “ดีแล้วที่มันเดิน” เขาพูด
พลอยหยิบขึ้นมากดเบา ๆ ให้เข็มหมุน เธอหันไปมองคลองที่สว่างจากแสงเย็นของตะวัน บ้างคนกำลังล้างจานริมคลอง เด็กเล่นน้ำอยู่ห่าง ๆ เสียงหัวเราะแทรกผ่านอากาศ มันไม่ใช่ฉากสมบูรณ์แบบ แต่เป็นชีวิตที่ยังคงเดินต่อ
ในตอนนั้น พลอยรู้ว่าการตัดสินใจของเธอไม่ใช่การรักษาสิ่งของให้คงเดิม แต่เป็นการรับผิดชอบต่อเรื่องราวที่เกิดแล้วและต่อคนที่ยังอยู่ เธอเลือกที่จะไม่ขายร้าน แต่ตั้งใจจะปรับให้มันเป็นพื้นที่เรียนรู้และเก็บความทรงจำ
ตะวันแตะไหล่พลอยเบา ๆ “ขอบคุณที่เชื่อใจให้ผมช่วย” เขาพูด พลอยหันมายิ้มไม่เต็มปาก “ขอบคุณที่ไม่เดินหนี” เธอตอบ
ช่วงเย็นนั้น นาฬิกาพกถูกวางกลับเข้าที่เดิมบนชั้นไม้ พลอยเช็ดผิวโลหะให้เงาแล้ววางไว้ข้าง ๆสมุดบันทึกของปู่ เธอเปิดสมุด บรรทัดสุดท้ายที่ปู่เขียนถูกเก็บไว้อย่างระมัดระวัง ตอนนี้ไม่มีหน้าที่ฉีกอีกแล้ว
เมื่อแสงจากหน้าต่างเปลี่ยนจากสีขาวเป็นส้ม พลอยลุกขึ้นปิดร้านช้า ๆ เธอเดินไปที่ประตูแล้วหันมองรอบ ๆ มุมหนึ่งของร้านยังมีของเล่นไม้หนึ่งชิ้นที่เด็กมาแลกด้วยขนม เธอยิ้มบาง ๆ แล้วขึ้นบันไดกลับบ้าน คืนนั้นมีเสียงนาฬิกาหลายเรือนได้ยินพร้อมกัน เหมือนชุมชนทั้งหมดกำลังปรับเวลาของตัวเองให้เดินไปด้วยกัน
เดือนต่อมาร้านรับงานมากขึ้น พลอยและตะวันทำงานร่วมกันบ้างในบางวัน พวกเขาไม่ประกาศความสัมพันธ์ให้ดัง แต่การที่ตะวันคอยถือบันไดเมื่อพลอยปีนไปเอาของสูง และพลอยที่จำได้ว่าตะวันชอบกาแฟดำ เป็นสิ่งที่บอกว่าพวกเขาเริ่มสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน
คืนหนึ่งพลอยนั่งที่โต๊ะทำงาน ค้างคาวบินผ่านหน้าต่าง เธอกวาดตาไปที่นาฬิกาพกที่เงียบไปชั่วคราว เพราะเข็มเล็ก ๆ หยุดพักกลางทาง พลอยยกมันขึ้นมาดูอย่างอ่อนโยนแล้วค่อย ๆ บิดเม็ดมะยม เสียงตุบตุบเบา ๆ กลับมากับจังหวะที่มั่นคงกว่าเดิม
เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เธอทำจะอยู่ได้นานแค่ไหน หรือว่าชุมชนจะยอมรับอดีตทั้งหมด แต่เมื่อพลอยวางนาฬิกานั้นกลับเข้าไป เธอรู้ว่าการเดินครั้งต่อไปของเข็มนาฬิกาเป็นผลจากการตัดสินใจของเธอเอง ไม่ใช่โชคหรือเรื่องบังเอิญ
แสงสุดท้ายก่อนค่ำฉายผ่านบานกระจก ทำให้เงาของเครื่องมือบนโต๊ะทอดยาว เสียงจากคลองเหมือนบอกลาก่อนวันหนึ่ง พลอยลุกขึ้น สวมผ้ากันเปื้อน แล้วพร้อมรับงานเช้าวันใหม่ เธอไม่เดินคนเดียวอีกต่อไป เพราะบางครั้ง หลายเสียงเมื่อรวมกันแล้ว ก็ทำให้เวลาหมุนต่อไปได้เร็วขึ้น