กล่องดนตรีริมคลอง
เสียงของอะไรบางอย่างกระทบไม้ท่าน้ำในยามค่ำทำให้มือของมิลินชะงักจากการเช็ดลูกรอกเก่า เธอวางผ้าขี้ริ้วลง ช้อนโคมไฟกะทันหันแล้วก้าวเท้าเปลือยตามเสียงนั้นไปที่หน้าร้าน หน้าร้านของเธอพิงติดคลอง บ้านไม้เรียงราย ใบตาลไหวตามลมเบา คันเบ็ดเก่าแขวนพาดราว มิลินหันทิศไปที่น้ำ เห็นวัตถุกลมเล็ก ๆ ลอยมาช้า ๆ ติดกับเชือกผูกเรือ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอหย่อนตัวลงบนท่าน้ำ ไม้สากระทะกับเข่าจนเกิดเสียงครูดนิ่ง มือเอื้อมลงไปในน้ำที่เย็นกว่าอากาศ กล่องดนตรีขนาดฝ่ามือเย็นโชย แกะสลักลวดลายลูบไล้จนมันทื่อไปตามเวลาที่ผ่าน มิลินยกมันขึ้นมาดู ด้านหน้าเป็นรูปดอกบัวเล็ก ๆ และรอยบุ๋มจากการกระแทก เศษทรายติดตามขอบ เธอค่อย ๆ หมุนลูกบิด
เพลงช้าลอยออกมาแผ่ว เสียงกระทบเล็กพาให้ความทรงจำของบ้านด้านคลองกระจายเหมือนไหมโบราณ ถูกสวมด้วยฝุ่น แต่สิ่งที่ทำให้มิลินก้มหน้าลงคือเศษกระดาษพับบาง ๆ เสียบซ่อนอยู่ในช่องใต้ฐาน เธอคลี่มันออกด้วยนิ้วมือที่เปียกน้ำ ปากที่แห้งเริ่มสั่นเมื่ออ่านตัวอักษรที่มุมกระดาษ มีชื่อหนึ่งปรากฏอยู่—อาเล็ก
อาเล็กเป็นชื่อที่คนในชุมชนไม่ค่อยพูดถึงตอนนี้ เขาหายไปเมื่อเจ็ดปีก่อน ตอนนั้นมิลินยังเป็นคนยิ้มง่าย เขาเป็นเพื่อนวัยเด็กที่ชอบปีนหลังคาและยืมหนังสือการ์ตูนโดยไม่คืน ทุกคนบอกว่าเขาออกไปหางานในเมืองใหญ่แล้ว แต่บางรอยยิ้มในความทรงจำของมิลินบอกอย่างอื่น
“มิน ทำอะไรน่ะ เสียงเพลงในหัวนายทำให้ฉันคิดถึงขนมปังปิ้งยามเช้า” เสียงโอมดังมาจากเงาริมเรือ เขาเดินมาพร้อมแก้วกาแฟในมือ กลิ่นของกาแฟอบอวลผสมกับไอทะเลเล็กน้อย หน้าอกเขาดูว่าใหญ่ขึ้นจากการนอนน้อย แต่ดวงตายังคงอ่อนโยน
มิลินยกกระดาษให้โอมดูโดยไม่พูดมาก เขารับไปพลิกอ่านช้า ๆ ดวงตาเรียบเฉย แต่มือที่เก็บแก้วกาแฟจับแน่นกว่าปกติ
“นี่ชื่อเขาจริง ๆ” โอมพูดเสียงเบา “อาเล็ก… เราเคยเจอเขาตอนงานประจำปี มีคนบอกว่าเขาจำได้แม่นเรื่องท่าเรือ”
“แล้วทำไมถึงมีชื่อเขาอยู่ในกล่องดนตรีที่ลอยมาที่ร้านฉัน” มิลินถาม สายลมดึงผมเส้นเล็กเข้ามาปะทะหน้า เธอพยายามไม่นึกถึงคืนที่อาเล็กหายไป ร่องรอยยังคงอยู่ในห้องใต้หลังคาที่เธอไม่เคยเปิดดูอีกเลย
โอมยักไหล่ “ไม่รู้ แต่ถ้าใครทำของชิ้นนี้ให้หลุดจากที่เดิม มันคงมีที่มาที่ไป” เขาเอื้อมมือไปแตะกล่องดนตรีอย่างระมัดระวัง เหมือนแตะของมีค่า ทั้งสองคนเงียบไป แต่ความเงียบนั้นไม่ใช่ความว่าง มันเต็มด้วยคำถาม
คืนนั้นทั้งสองคุยกันนานกว่าปกติบนท่าน้ำ ไฟจากบ้านไม้ริมคลองทอดเงาลงบนผิวน้ำ มิลินเล่าเรื่องอาเล็กในแบบที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเต็ม ๆ—เรื่องการทะเลาะกับคนบางคนเรื่องท่าเรือ เรื่องเงิน และรอยยิ้มสุดท้ายก่อนหายตัวไป โอมไม่กล่าวตัดสิน เขาถามเพียงว่าเธออยากรู้หรืออยากให้เรื่องนั้นจบ
“ฉันอยากรู้” มิลินตอบโดยไม่ลังเล เธอเผลอจ้องไปที่กล่องดนตรี มือบีบขอบไม้อย่างไม่รู้ตัว “ถ้าของชิ้นเล็ก ๆ นี่บอกอะไรได้ ฉันอยากให้มันบอก”
วันที่ตามมาร้านซ่อมของมิลินกลับไม่เหมือนเดิม ลูกค้ายังคงมา แต่มือของเธอสั่นเวลาขยับเครื่องมือ เศษเหล็กบนโต๊ะดูมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เธอหยิบกล่องดนตรีขึ้นมาดูทุกครั้งที่มีโอกาส พับกระดาษนั้นไว้ในสมุดบัญชีใบเก่า เส้นขอบของตัวอักษรคล้ำเพราะน้ำเคยกระเซ็น
เธอเริ่มถามยายสินี ยายเห็นการเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสในชุมชนมานาน ยายมีตาชั่งสำหรับเรื่องราวและมักแจกจ่ายคําแนะนำที่ดูเหมือนไม่มีราคา แต่คราวนี้คำพูดของยายหนักหน่วงกว่าเคย
“อาเล็กเป็นขยัน ช่วยทุกคนทำงานท่าเรือ แต่มีบางคนไม่ชอบเขาตั้งแต่แรก เพราะเขารู้เรื่องที่ไม่ควรรู้” ยายสินีพูดแล้วกดมือบนตักเหมือนพยายามย้ำคำว่าไม่ควรคนนั้น “เวลานั้นพวกคนใหญ่คนโตไม่อยากให้ความจริงปรากฏ”
“ความจริงเรื่องอะไร” มิลินถาม แต่ยายไม่ยินยอมเปิดปากใหญ่ เรื่องราวในชุมชนเป็นเงื่อนที่พันกัน ยายหายใจยาวก่อนจะบอกว่าจะยอมพูดถ้ามีคนในชุมชนพร้อมรับผล
มิลินกลับบ้านกับหัวใจที่ทั้งเต็มและหนัก เธอเปิดลิ้นชักหาชิ้นส่วนเครื่องมือเก่า ไฟในครัวสั่นเพราะลมจากคลอง ด้านหนึ่งในหัวบอกให้รื้อความทรงจำทั้งหมดออกมา อีกด้านหวังว่าถ้าปล่อยไว้ทุกอย่างคงเหมือนเดิม
การตัดสินใจของเธอทำให้บางคนไม่พอใจ นายสัญญา เจ้าของคลังเล็ก ๆ ริมคลอง ผู้ถือความเชื่อมโยงกับตลาดน้ำ ก้าวเข้ามาหาอย่างรวดเร็วในวันหนึ่ง เขายืนตรงหน้าร้านโดยไม่เคาะประตู ใบหน้าหล่อเหลาแต่ตาคม เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฝึกมาเพื่อคนที่ไม่พอใจ
“มิลิน หยุดทำแบบนี้เถอะ เรื่องบางเรื่องควรปล่อยให้จบ” เขาพูดเหมือนเป็นคนห่วงใย แต่คำพูดนั้นหนักกว่าเก่า “ถ้าอยากมีชีวิตสงบ ๆ ก็ปล่อยไป”
มิลินไม่กลั้น เธอพึมพำ “สงบสำหรับใครล่ะ ถ้าคนคนหนึ่งหายไปเพราะเรื่องที่คนในชุมชนรู้กัน แต่ไม่มีใครทำอะไร มันเรียกว่าสงบหรือสะดวกต่อคนที่ทำผิดมากกว่า”
คำพูดของเธอเป็นเหมือนเทียนที่เผาเร็วขึ้น นายสัญญาวางมือบนโต๊ะไม้ เขาไม่ตะโกน เขาคุมเสียงจนทำให้ทุกคนหันมาฟัง แววตาเขาเย็นลงเป็นไม่กี่เสี้ยววินาที
“อย่าดึงเรื่องเก่าออกมา มิลิน คนที่คิดถึงแต่ความจริงบางครั้งทำให้คนที่รักต้องเสียใจ” เขาพูดแล้วหันหลังเดินออกไป ความหมายระหว่างประโยคทำให้มิลินเสียวประสาท เธอไม่ได้โกรธแค่คำพูด แต่อะไรบางอย่างในท่าทางของเขาทำให้เธอรู้ว่าเขาไม่ใช่คนที่จะยืนมองเมื่อความจริงถูกยกออกมา
มิลินเริ่มเดินทางไปตามที่คนแนะนำ เธอไปที่ท่าเรือเก่า เอกสารใบเล็ก ๆ ในห้องบันทึกของเทศบาลทำให้เธอพบหมายเลขติดต่อที่ไม่เคยคิดว่าจะมีอยู่ในเอกสารสาธารณะ ใบเสร็จส่งสินค้า บันทึกการส่งของบางรายการพาดชื่อบริษัทที่เคยเป็นเพียงข่าวลือในวงน้ำชา
จ่าตรีทิวปรากฏตัวในร้านซ่อมของเธอตอนบ่ายแก่ เขามีน้ำเสียงถี่กว่าปกติ มือจับแก้วชาห่อหุ้มควัน ทะเลาะกับเวลาแล้วเลือกที่จะอยู่ใกล้บ้านเกิด เขาไม่อยากเปิดเรื่อง แต่บางอย่างในสายตาบอกว่าข้อมูลจะไม่หยุดอยู่ที่โต๊ะใบนี้
“ผมไม่อยากกลับไปยุ่งอะไรกับคดีเก่า” จ่าตรีทิวพูดแล้วกัดริมฝีปาก “แต่ตอนนี้มีอะไรบางอย่าง ผมเห็นเอกสารที่ไม่มีคนควรเห็น ผมคิดว่ามันเชื่อมโยง”
มิลินวางกล่องดนตรีลงบนโต๊ะ เธอเล่าเรื่องกระดาษและชื่อนั้น คนสองคนสบตากันแล้วพยักหน้าช้า ๆ การตัดสินใจที่จะไม่หมอบให้ความกลัวเกิดขึ้น แต่การอยู่กับความกลัวนั้นก็ยาก
การพูดคุยหลายครั้งทำให้มีพื้นที่ให้คนบางคนออกมาพูดบ้าง ยายสินียอมบอกเพิ่มว่าอาเล็กเคยพูดถึงสัมภาระที่ถูกขนออกในคืนหนึ่ง เหมือนมีบางอย่างถูกซ่อนในลังไม้ที่มองเหมือนของใช้ทั่วไป แต่ถ้าดูดี ๆ จะเห็นรอยมือที่ไม่เข้าพวกกับข้าวของในบ้าน
“เขาไม่ใช่คนที่ทำเรื่องใหญ่” ยายพูดเสียงสั่น “เขาแค่เห็นอะไรที่ไม่เข้าท่า”
มิลินเริ่มสำรวจคลังสินค้าริมคลองตอนกลางวัน หลายครั้งที่เธอถูกมองด้วยสายตาสงสัย ช่วงแรกเธอหลีกเลี่ยงการก้าวล่วง แต่เมื่อตรวจดูจากรางไม้เก่า เธอพบช่องเล็ก ๆ ใต้พื้น มีรอยขูดที่พยายามปกปิดและเศษพลาสติกที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น ชิ้นส่วนจากกล่องดนตรีก็มีรอยสีเดียวกันกับวัสดุบางชิ้นในลังไม้
ความจริงเริ่มต่อกันเป็นรูปเป็นร่าง แต่เธอก็ทำพลาดครั้งแรกเมื่อบอกคนที่คิดว่าไว้ใจได้เกี่ยวกับหลักฐานชิ้นหนึ่ง คำพูดนั้นไปถึงหูบางคนเร็วเกินไป คืนนั้นกล่องดนตรีที่เธอเก็บไว้ใต้แผ่นผ้าในลิ้นชักหายไป แรงสั่นสะเทือนในอกของมิลินทำให้เธอแทบล้ม
“ใครเอาไป” โอมถามเมื่อเห็นเธอหน้าเสีย เขาจับแขนเธอแน่นเหมือนมือจะหักแต่ยังคงเป็นการจับที่มั่นคง
“ไม่รู้” มิลินตอบ เสียงของเธอแหบ ท่าทางเหมือนคนที่ยืนอยู่บนผืนดินสั่น “อาจเป็นคนที่ไม่อยากให้ความจริงโผล่ออกมา”
เธอเกลียดความรู้สึกนั้น—ความรู้สึกว่าทุกย่างก้าวถูกจับตามอง แต่มันกลับปลุกความแน่วแน่ในตัวเธออีกครั้ง เธอเริ่มวางแผนไม่ใช่เพื่อแก้แค้น แต่เพื่อให้คนที่หายไปได้รับชื่อของเขากลับคืน
คนในชุมชนเริ่มแตกเป็นสองฝัก ฝักหนึ่งอยากปิดเรื่องเพื่อความสงบปากของชนชั้นและธุรกิจที่ได้ประโยชน์ อีกฝักหนึ่งอยากเอาความจริงขึ้นมาจับมือกันตรวจสอบ ยายสินีและจ่าตรีทิวยืนอยู่ร่วมกับมิลิน โอมเป็นเสาหลักทางจิตใจให้เธอ ทุกคนมีสิ่งที่ต้องแลกและสิ่งที่กลัว
คืนหนึ่งเมื่อเธอรู้ว่าถังขยะหลังคลังมีรอยน้ำ ตรงนั้นเป็นที่ซ่อนชิ้นส่วนของกล่องดนตรีที่ถูกฉีกกระจาย เศษไม้ เศษกระดาษ และรอยเท้าที่ไม่ใช่ของคนทำงานในชุมชน มิลินตามรอยไปจนถึงเรือนเล็กหนึ่งหลังติดคลอง ที่นั่นเธอพบภาพวาดเด็กชายคนหนึ่งถูกวาดทับด้วยสีดำราวกับถูกปิดทับด้วยความลับ
“นี่ของฉัน” เสียงผู้ชายที่ไม่เธอคาดคิดดังขึ้นจากหลังบ้าน นายสัญญาปรากฏตัวพร้อมยิ้มบาง ๆ มือของเขาทำให้ชีวิตหลายคนหยุดชะงักในชั่วครู่ เขาพูดช้าแต่มั่นคง “คุณทำอะไรถึงไปยุ่งของคนอื่น”
มิลินไม่ตอบทันที เธอกุมสติแน่นจนลมหายใจบางลง แต่เมื่อเธอตัดสินใจพูด น้ำเสียงกลับมั่นคงขึ้น “ฉันแค่ต้องการคำตอบ ถ้าคุณมี มาบอกมา”
นายสัญญาทำหน้าเหมือนจะหัวเราะแต่ตาเขาไม่เห็นขำ เขาเอื้อมมือไปหยิบเศษกระดาษในมือมิลินขึ้นมาจ้องอย่างพิถีพิถัน พลันเขาเงียบไปนานพอให้ความเงียบกลายเป็นคำตอบบางอย่าง
“มีบางเรื่องที่ต้องแลก” เขาพูดคลุมเครือ “บางครั้งการแลกคือการปิดปากคน เพื่อให้ชีวิตที่เหลืออยู่ของคนอื่นไม่พังทลาย”
คำพูดนั้นเหมือนประทัดที่ยังไม่ระเบิด มิลินรู้ว่าถ้าเธอเลือกต่อสู้ต่อ คนที่เธอรักอาจได้รับผลกระทบ เธอนึกถึงแม่ที่ทำงานผ้าเย็บส่งตลาด สายตาที่เธอเคยได้รับเมื่อบอกว่าจะซ่อมหลังคาบ้านให้เล็ก ๆ น้อย ๆ—สายตาที่บอกให้เก็บความสงบไว้
แต่หน้าที่ของเธอเรียบง่ายและหนักหน่วงในเวลาเดียวกัน เธอไม่ยอมให้ชื่อของอาเล็กถูกกลืนหายไปอีก เธอเลือกเดินเข้าหาจ่าตรีทิวด้วยเอกสารที่ทนายอาสาในเมืองช่วยค้นหา เอกสารเหล่านั้นชี้ว่า มีการโอนเงินจากบริษัทที่สังกัดนายสัญญาไปยังบัญชีเงาที่เชื่อมโยงกับผู้ที่หายตัวไป
จ่าตรีทิวใช้มือกุมขมับ เขาไม่พูดมาก แต่แววตาเขาพูดแทน เขาโทรคุยกับเพื่อนคนหนึ่งที่ยังทำงานในแผนกสืบสวนของจังหวัด ภายในไม่กี่วัน เสียงรองเท้าบูทย่ำบนไม้ท่าน้ำไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เจ้าหน้าที่หลายคนมาที่ชุมชน คำถามถูกยิงออกมาอย่างรวดเร็วและมีเป้าหมาย
ผลของการลงมือไม่ได้เกิดจากโชคแต่เกิดจากหลักฐานที่ถูกเก็บ หลักฐานที่มิลินจับและวางต่อกันด้วยความระมัดระวัง หลักฐานชิ้นเล็กชิ้นหนึ่ง—ใบเสร็จ—กลายเป็นตัวเชื่อมสำคัญ เสียงของผู้ถูกปิดปากเริ่มดังขึ้นทีละน้อย ผู้ที่เคยปิดปากกลับต้องเลือกพูด
การพิจารณาไม่ได้จบลงด้วยการประณามโทษสูงสุดในชั่วข้ามคืน แต่มีการเรียกสอบ สายสัมพันธ์ถูกตัด และคนที่เคยอ้างความสงบต้องยอมรับผลที่จะตามมา ความสัมพันธ์บางส่วนพังทลายและไม่สามารถซ่อมให้กลับไปเหมือนเดิมได้ แต่การก้าวออกมาทำให้คนบางคนได้ชื่อคืน
อาเล็กไม่ได้กลับมาในตอนแรก แต่ในแฟ้มคดีมีรายงานเล็ก ๆ ว่ามีการย้ายที่ซ่อนหนึ่งที่เคยใช้เก็บของที่อาจเกี่ยวข้องกับการหายตัวไป ถูกค้นพบ ใบเสร็จและสมุดบันทึกเล่าถึงการส่งของบางอย่างออกจากชายฝั่งในคืนนั้น ข้อความสั้น ๆ ที่มาจากคนที่กลัว บอกว่าเขาเห็นบางอย่างที่ไม่ควรเห็น แล้วถูกบังคับให้เงียบ
มิลินนั่งมองกล่องดนตรีชำรุดที่เธอได้คืนกลับมา มันไม่สมบูรณ์เหมือนก่อน แต่ตอนที่เธอหมุนลูกบิดอีกครั้ง เพลงก็ยังคงเล่น เสียงนั้นฟังไม่เศร้าอย่างที่เธอคาด แต่มีความมั่นคงเหมือนคนที่ยืนขึ้นหลังตกลงไปในน้ำ
การตัดสินใจของมิลินทำให้ความสัมพันธ์ของเธอกับคนในชุมชนเปลี่ยน บางคนมองเธอด้วยสายตาแคลงใจ บางคนยื่นมือเข้ามาช่วย เธอผิดพลาดครั้งหนึ่งเมื่อไว้ใจคนที่คิดว่าจะช่วย แต่การผิดพลาดนั้นไม่ทำให้เธอถอย เธอเรียนรู้ว่าการเปิดเผยความจริงต้องใช้เวลาและความอดทน
ในวันที่คดีกำลังถึงขั้นตอนหนึ่ง ยายสินีนั่งเย็บผ้าหน้าบ้าน เธอยื่นผ้าชิ้นเล็กให้มิลินไม่พูดมาก แต่ดวงตาบอกมากมาย มิลินหยิบผ้านั้นไว้ในมือ ความอุ่นจากเนื้อผ้าเหมือนย้ำกลับว่าชุมชนยังมีคนที่พร้อมจะรักษา
เมื่อคดีเรียบร้อยในระดับหนึ่ง นายสัญญาโดนสั่งให้รับผิดชอบบางส่วนของการกระทำ บางคนถูกลงโทษโดยกฎหมาย บางคนเลือกย้ายไปอยู่ที่อื่น ชีวิตในชุมชนไม่ได้สะอาดบริสุทธิ์เหมือนเดิม แต่มันมีพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่
มิลินยืนอยู่หน้าร้านในเช้าวันหนึ่ง แสงอ่อนจากตะวันแรกสาดผ่านหน้าต่าง เธอวางกล่องดนตรีไว้บนชั้นข้างหน้าต่าง บางครั้งนักท่องเที่ยวที่มาเยือนตลาดน้ำจะหยุดมอง มียายคนหนึ่งยืนสวดแผ่เมตตาให้กับคนที่จากไป และบางครั้งโอมจะเอากาแฟมาวางให้โดยไม่พูดอะไร
“เธอทำดีแล้ว” โอมพูดวันหนึ่ง เขานั่งพิงม้านั่งไม้หน้าเรือน เขาพูดช้าเหมือนคิดก่อนจะเลือกคำ “มันอาจไม่ได้คืนทุกอย่าง แต่อย่างน้อยเธอก็ให้ชื่อของคนคนนั้นกลับมา”
มิลินไม่ยิ้มอย่างหวือหวา เธอแพลงลมหายใจยาว ๆ แล้วพยักหน้า “ฉันแค่ทำในสิ่งที่ทำได้ ส่วนที่เหลือก็ต้องให้เวลาจัดการ”
ความสัมพันธ์ของมิลินเปลี่ยนไป—กับโอมที่ค่อย ๆ เข้าใจการเงียบของเธอ กับยายสินีที่ยิ่งดูแลเหมือนหลาน ความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นกลายเป็นบทเรียนที่ถูกย้ำด้วยการกระทำ เธอเรียนรู้จะถามก่อนที่จะเชื่อ และรู้จักเลือกเปิดประตูให้คนเข้ามา
วันหนึ่งเธอได้รับจดหมายจากคนคนหนึ่งที่เคยเป็นเพื่อนกับอาเล็ก ผู้ส่งจดหมายขอบคุณที่ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบ เขาเล่าว่าการได้ชื่อคืนมีความหมายมากขนาดไหน จดหมายนั้นจบด้วยประโยคสั้น ๆ ที่ทำให้มิลินตาแดง—คำขอบคุณที่ไม่ต้องการเสียงดังแต่หนักแน่น
ในค่ำคืนที่เงียบอีกครั้ง มิลินหมุนลูกบิดกล่องดนตรีเบา ๆ เสียงเพลงไพเราะลอยขึ้น เธอเอามือแตะขอบแกะสลักอย่างระมัดระวัง เหมือนสัมผัสอดีตที่ยังไม่เลือน ริมคลองที่เคยมีเงาขมุกขมัวเริ่มมีแสงสว่างเล็กน้อยจากคนที่เลือกพูดความจริง
เธอไม่สามารถเรียกคืนคนที่หายไปได้ทั้งหมด แต่การตัดสินใจของเธอเปลี่ยนหน้าหนึ่งในประวัติของชุมชน กล่องดนตรีชิ้นเก่าไม่ได้วิเศษ มันแค่สิ่งเชื่อมต่อชิ้นเล็ก ๆ ที่ทำให้ผู้คนกล้าพูด กล้าทำ และกล้ารักษา
คืนหนึ่งที่หน้าต่างร้านมิลินมีเด็กน้อยสองคนมองกล่องดนตรีด้วยตากลม พวกเขาพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นถึงเรื่องผจญภัยและความลับ มิลินยิ้มน้อย ๆ แล้วตะโกนออกไปว่าอย่าไปปีนหลังคาเหมือนอาเล็กอีก
เสียงหัวเราะของเด็กสองคนนั้นเบาและสดใส เหมือนประกาศว่าชีวิตยังหมุนต่อไป มิลินยืนมองพวกเขาแล้วรู้สึกว่าตัวเองยืนอยู่ตรงกลางของสิ่งที่เปลี่ยนและถูกซ่อมแซม เธอแค่คนที่ซ่อมของเก่า แต่ครั้งนี้เธอซ่อมบางอย่างที่ไม่ใช่แค่ข้าวของ
จากนั้นเธอเดินกลับไปด้านในร้าน เอาผ้าขี้ริ้วมาห่มกล่องดนตรีไว้ช้า ๆ มือของเธอมีรอยหมึกจากการจดบันทึก เธอหวังว่าเมื่อเปิดอีกครั้งจะเห็นแสงไม่ใช่เงา และเมื่อเพลงนั้นบรรเลง ทุกคนจะยังมองเห็น