นาฬิกาในควันเทียน
นาทีแรกที่หน้าปัดนาฬิกาเก่าไถลออกมา เสียงโลหะระคายกันทำให้แก้วกาแฟบนโต๊ะสั่นเล็กน้อย นทีถอยหลังหนึ่งก้าว มือซ้ายยังกุมฝาครอบที่เพิ่งคลายออกมา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นที — เธอเห็นไหม มะลิ
มะลิเงยหน้าจากโต๊ะ ทำหน้ายังไม่แน่ใจ ใช้ปลายนิ้วเกาใบหูข้างหนึ่งแล้วโน้มตัวเข้ามาใกล้เหมือนเด็กที่กลัวแมว
มะลิ — มีซองจดหมายด้วย ท่าจะเก่าจริงๆ
แสงจากหลอดไส้ทำให้ฝุ่นลอยเป็นวง เล็บของนทีดำเป็นคราบน้ำมันจากการทำงานหลายปี เขาเอียงซองขึ้น ใบหน้าของผู้หญิงในภาพถ่ายเก่าเผยให้เห็นครึ่งหนึ่งของยิ้มที่หวานจนเหมือนจะหลุดออกมา
นทีเอามือลูบภาพเบาๆ เหมือนกลัวภาพจะหลุดลอย
นที — ใครวะ
มะลิกัดริมฝีปากแล้วตอบด้วยเสียงเบา
มะลิ — ไม่มีชื่อ แต่รูปแบบเสื้อผ้าและทรงผม ดูเหมือนยี่สิบปีที่แล้ว
คนที่เดินผ่านหน้าร้านเป็นคนชุมชน ทั้งเสียงฝีเท้าและคำทักทายผ่านประตูเปิดทำให้บรรยากาศไม่เงียบจนอึดอัด แต่นาทีนี้ทั้งร้านเหมือนถูกยกออกจากเวลา
นทีคิดถึงชื่อที่เขาไม่อยากเรียก แต่ภาพในซองทำให้ความทรงจำที่เก็บไว้มุมมืดของหัวใจมีเสียงกระซิบ เขามองซองอีกครั้ง พบรอยเทียนจางๆ และกลิ่นควันที่แม้จะเบา แต่ก็พาเขากลับไปยังคืนนั้น
มะลิ — นาย… คิดว่ามันสำคัญไหม
นทียืนนิ่ง หยาดเหงื่อเม็ดเล็กบนหน้าผากไม่ได้จากอากาศร้อน แต่จากการตัดสินใจที่ยืดยาด
นที — ไม่รู้ แต่ถ้าเก็บไว้เฉยๆ มันก็จะเป็นนิทานที่ไม่มีผู้ฟัง
เขาวางซองไว้บนโต๊ะ ตั้งเครื่องมือขึ้นมา จัดการเช็ดฝุ่นบนตัวเรือนนาฬิกา จังหวะการทำงานของเขาช่วยคลี่ความตึงเครียดออกจากบรรยากาศ มะลิเอาแสงเทียนมาจ่อ แล้วค่อยๆ ถอนหายใจเหมือนคนที่ตัดสินใจแล้ว
บ่ายของร้านซ่อมของเก่าคือการสลับระหว่างเสียงเครื่องมือและเสียงเล่าเรื่องลูกค้า คนมาที่นี่เพราะอยากให้ของชำรุดกลับมามีหน้าตาใหม่ หรือเพราะอยากได้คำตอบบางอย่างจากอดีตที่ติดอยู่ในวัตถุ แต่ซองใบนี้เรียกว่าเป็นคำถามที่หนักกว่าการเปลี่ยนถ่านนาฬิกา
เย็นนั้นนทีเอาซองไปคุยกับยายไพ หญิงสูงอายุที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามเป็นที่รวมข่าวสาร เธอนั่งหันหน้าเหมือนจะคาดคั้นแต่ทำเป็นไม่สนใจ
ยายไพ — ใบนี้เหรอ เอาให้ฉันดูก่อน เดี๋ยวคืนนี้ฉันถามบ้านนั้นบ้านนี้ให้
นทีวางภาพบนโต๊ะด้วยความระมัดระวัง เหมือนวางสิ่งที่ล้มแล้วกลัวจะไม่ลุกขึ้นอีก
ในไม่กี่วัน ข่าวเล็กๆ แผ่ไปเหมือนกลิ่นกาแฟจากประตูหมุนเสียงเล็ก นอกจากยายไพ ชายวัยกลางคนชื่อศรที่เป็นนักหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก็เข้ามาพูดคุย เขาไม่ได้ถือไมโครโฟน แต่มีวิธีถามคำถามที่เหมือนขุดหลุมช้าๆ
ศร — นายคิดว่ารูปนี้เกี่ยวกับการหายไปของอรใช่ไหม
นทีผลักแก้วกาแฟไปข้างหน้า มือสั่นเล็กน้อย
นที — ไม่มีใครเรียกชื่อคนในรูปว่าอรตอนที่ฉันเห็นครั้งแรก
ศรยักคิ้วเป็นการบอกว่าเขาได้คำตอบที่ต้องการแล้ว คนในชุมชนไม่ค่อยลืมเรื่องเก่า แต่หลายคนเลือกจะไม่เอ่ย
จากจุดนั้น นทีพบว่าซองใบเล็กกลายเป็นก้อนหินที่เขาไม่อาจวางลง เศษเทียนในซองพาเขาไปถึงงานทำบุญที่เงียบๆ ในอดีต ผู้คนสวมเสื้อสีดำทั้งที่งานเป็นงานเลี้ยง และเรื่องการทะเลาะระหว่างครอบครัวที่กลายเป็นคำพูดเบาๆ ที่ไม่มีใครอยากจ้อง
เขาเริ่มตอกถามด้วยวิธีของช่างซ่อม ถามคนที่มาร้านด้วยเรื่องไร้ที่มาคล้ายจะถามส่วนตรงกลางของนาฬิกาที่หยุดเดิน แต่การถามเป็นการเคลื่อนไหวที่ทำให้บางประตูเปิด
มะลิ — นายรู้สึกอะไรเวลาถามแบบนี้
นทีมองเธอ มือยังจับไขควง อาการของเขาพูดแทนคำตอบได้ดีกว่าคำพูด
นที — พอรู้ว่าอะไรขาด มันอยากให้ซ่อม แต่บางอย่างซ่อมได้ก็จริง แต่ต้องแลก
มีเสียงสะอึกจากข้างนอก เป็นเสียงเด็กวิ่งผ่านและเสียงเรือพายนอกคลอง เหมือนโลกยังหมุนต่อไป แต่ร้านเล็กของนทีกำลังหมุนช้าๆ รอบแกนที่เป็นอดีต
ศรกลับมาพร้อมเอกสารเก่าแผ่นหนึ่ง เขาวางมันบนโต๊ะแล้วกวาดสายตาไปรอบร้าน
ศร — รายงานของปีนั้น บางส่วนถูกเก็บไว้ในห้องสมุดเก่า แต่มีช่องว่างเยอะมาก คนในชุมชนช่วยกันปิดมัน
นทีอ่านชื่อที่เขียนลวกๆ ฝ่ามือของเขาซีดลงเล็กน้อย ชื่อเดียวกันกับคนที่นอนในฝันบางคืนของเขา
คืนหนึ่งเขาย้อนดูซองอีกครั้ง เปิดออกช้าๆ ความเปราะบางของกระดาษทำให้เขาต้องระวัง เหมือนคนที่ตัดสินใจคุยกับคนที่เจ็บปวดในครอบครัว
มะลินั่งข้างๆ เงียบๆ เธอไม่พูดปลอบเพราะรู้ว่าบางอย่างต้องถูกค้นหาด้วยตัวเอง
มะลิ — นายคิดว่าถ้าเปิดเผย เรื่องจะดีขึ้นไหม
นทีนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแหบเล็ก
นที — บางครั้งคำพูดทำลายสิ่งที่ยังเหลือให้ยึด แต่บางครั้งคำพูดก็ทำให้คนที่ถูกละเลยหายใจได้
คำตอบนั้นไม่ตัดสินใจแทนใคร แต่ชัดพอจะทำให้ทั้งสองคนมองหน้ากันนานกว่าเดิม
การค้นหาทำให้บาดแผลเก่าเปิดกว้าง หน้าร้านมีคนมาถามมากขึ้น คนที่เคยเงียบกลับมาโชว์ความทรงจำ คนที่ถูกสงสัยก็เริ่มหันมามองนทีมากขึ้น และสิ่งที่นทีกลัวที่สุดคือการยืนอยู่ท่ามกลางความไม่พอใจ
หนึ่งในผู้ที่ไม่พอใจคือชายชราที่เป็นประธานชุมชน เขาโผล่มาหน้าร้านในยามที่ฝนกำลังก่อตัว
ประธานชุมชน — นายอย่าไปขุดให้ปวดหัวเถอะ เรื่องบางเรื่องควรทิ้งไว้
นทีสบตา เขาไม่ยกมือป้อง แต่เสียงฝนที่ยังไม่ตกทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ามีคนฟัง
นที — ถ้าทิ้งไว้ แล้วมันเปลี่ยนคน เราจะอยู่กับความซ่อนเร้นนั้นต่อไปได้ไหม
คำถามทำให้ชายชราย่นคิ้ว เขายกมือขึ้นลูบคางเหมือนคนวางแผนก่อนพูด
ประธานชุมชน — บางเรื่องทำลายความสงบของผู้คนได้ คนที่อยากลืมก็มีสิทธิ์
นทียืดตัว เขาเห็นภาพของผู้หญิงในรูปและได้ยินเสียงคำถามที่ไม่เคยมีใครถามถึงความจริงของคืนหนึ่ง
เหตุการณ์เริ่มบานปลายเมื่อเด็กสาวคนหนึ่งจากหมู่บ้านใกล้เคียงเดินเข้ามาที่ร้านพร้อมน้ำตา เธอถือกล่องที่ผุพังและพูดเสียงสะอึก
เด็กสาว — นี่ของยายฉัน เขาบอกว่าอย่าเปิด มันทำให้ทุกอย่างไม่สงบ แต่ฉันเห็นรูปที่เหมือนคนในซองของนาย
มะลิค่อยๆ เปิดกล่อง เศษผ้ากับเศษเทียนหล่นออกมา ชิ้นส่วนหนึ่งมีกลิ่นควันแน่นชัดเจน มันเหมือนชิ้นต่อที่เติมเต็มซองของนที
นทีจับชิ้นส่วนเล็กๆ และรู้สึกได้ว่ามีแรงกดดันโอบรัดจากคนรอบข้าง ชุมชนกำลังกระเพื่อม แต่เป็นการกระเพื่อมที่มองไม่เห็นมีด
คืนหนึ่งเมื่อเขานอนไม่หลับ นทีไปที่คลอง เห็นแสงโคมไฟไหวเป็นเส้นยาวบนผิวน้ำ กลิ่นควันจากเทียนที่ปักไว้ริมฝั่งเตือนให้เขารู้ว่าคืนสำคัญใกล้เข้ามา
ยามเช้าต่อมา มีเสียงเคาะประตูหน้าร้าน คนมาเป็นกลุ่มเล็กๆ หญิงชายจูงมือกัน มาดูกล่องซึ่งกลายเป็นประเด็นในเมือง มะลิยืนตรงประตู ยิ้มแนบแต่ตาไม่กล้าสบ
ศร — เราอยากให้คุณลงไปพบครอบครัวที่เกี่ยวข้องก่อน จะได้เข้าใจบริบท
นทีตอบรับอย่างไม่เต็มใจ เพราะการลงไปหมายถึงการเดินเข้าไปในห้องที่เต็มไปด้วยคำถามที่ไม่มีคำตอบ
บ้านของครอบครัวหนึ่งมีกลิ่นข้าวเหนียวและความเงียบที่หนักอึ้ง พ่อของเด็กสาวคนนั้นนั่งค้ำศอก พูดอย่างช้าๆ จนคำต่อคำเป็นเหมือนของมีคม
พ่อ — อรเป็นคนไม่ยอมให้ใครลืมง่ายๆ เธอชอบปักเทียนในงาน เธอเคยพูดว่าการจุดเทียนคือการคบกับอดีต แต่ค่ำคืนนั้นมีเรื่องมากกว่าปกติ
นทีฟัง เขาลดหัวลงเล็กน้อย คำบอกเล่าทำให้เขาเห็นความไม่ลงรอยระหว่างความตั้งใจและผลที่เกิดขึ้น
เมื่อเริ่มเรียงลำดับเหตุการณ์เบื้องต้น พวกเขาพบว่าคืนวันนั้นมีการประชุมลับของคนที่มีอำนาจในชุมชน การตัดสินใจบางอย่างถูกทำในวงปิด และมีคนหนึ่งที่หายไปหลังจากคืนงานเลี้ยงนั้น
ย้อนกลับมาที่ร้านนที คนบางคนบอกให้เขาหยุด แต่คนหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเป็นลูกชายของอรกลับมาจากเมือง พูดด้วยน้ำเสียงสั่น
ลูกชายของอร — ถ้านายไม่ช่วย ฉันก็ไม่มีทางรู้ความจริงว่าพ่อแม่ฉันไม่ได้ทำอะไรที่แย่
นทีมองเขา นึกถึงคำว่าแลก สิ่งที่เขาทำจะต้องจ่ายด้วยอะไร?
คืนงานประชุมของชุมชนถูกยกขึ้นมาเล่าอีกครั้ง ผ่านเสียงที่สั่นและการชี้นิ้วที่ชวนให้คนลุกขึ้นปกป้องตัวเอง หลายคนเลือกที่จะพูดชื่อที่อ้างถึงอย่างลวกๆ แต่ไม่มีใครยอมรับความรับผิดชอบอย่างเปิดเผย
นทีเริ่มรวมเบาะแส เขาไปขุดหาข้อมูลในห้องสมุดเก่า พบรายงานตำรวจที่หายไปแผ่นหนึ่ง และพบชื่อที่ปรากฏในบันทึกการจ่ายเงินเล็กๆ เขารีบจดแล้วเก็บมันไว้ในกล่องเครื่องมือ
มะลิ — นายไม่ควรทำสิ่งนี้คนเดียว
นทียิ้มบางๆ แต่ไม่ใช่ยิ้มที่บ่งบอกความสุข
นที — การซ่อมไม่เคยทำคนเดียว แต่สุดท้ายคนที่ต้องถือไขควงก็ยังเป็นฉัน
หลังจากการรวบรวมข้อมูลและคำสารภาพเล็กๆ จากคนบางคน นทีตัดสินใจนัดประชุมชุมชน เขาตั้งใจจะเปิดซองจดหมายและรูปภาพให้ทุกคนดูเป็นครั้งแรก เสียงกระซิบในตรอกค่อยๆ ดังขึ้นถึงความกลัวและความคาดหวัง
คืนนั้น คนมาชุมนุมที่ลานกลางชุมชน มากกว่าที่เขาคาดการณ์ บางคนถือเทียน บางคนถือความทรงจำ บางคนถือเกราะป้องกันตัวเอง
นทียืนตรงกลางวงไฟ เขาถือต้นเทียนหนึ่งเล่มแล้ววางซองไว้บนโต๊ะไม้เล็กๆ รอบตัวเขาเป็นใบหน้าและความเงียบ
นที — คืนวันนั้นมีการประชุมในบ้านหลังหนึ่ง มีการตัดสินใจบางอย่างที่เราไม่เคยถามคนที่ถูกกระทำ การหายตัวไปของอรไม่ใช่เรื่องของโชคร้ายอย่างที่หลายคนพูด
ถ้อยคำของเขาทำให้ลมในวงช้าลง คนหนึ่งหันไปมองชายชราที่เป็นประธานชุมชน และชายชราคนนั้นจ้องกลับด้วยสายตาที่หนืด
ประธานชุมชนตั้งท่า เขาร้องตอบแต่เสียงแตกเป็นน้ำแข็ง
ประธานชุมชน — นายหมายความว่าอย่างไร
นทีก้มลง เปิดซองแล้วช้าๆ วางรูปไว้บนโต๊ะ รูปนั้นเป็นภาพเดียวกับที่เขาพบในนาฬิกา พอทุกคนเห็น ต่างคนต่างดูดอากาศ
ฟางเส้นหนึ่งขาดออกจากกองผ้า คนหนึ่งเริ่มร้องไห้ อีกคนหน้าซีด บางคนถอนหายใจเหมือนโล่งอก แต่เป็นโล่งอกที่เหนียวเหนอะด้วยความผิดที่ค้างคา
ชายชราพยุงตัวเอง จนคำสารภาพช้าๆ หลุดออกมา เหมือนการปล่อยวัตถุหนักจากหลัง
ประธานชุมชน — คืนวันนั้น… เราตัดสินใจกันเพื่อประโยชน์ของหลายคน แต่การตัดสินใจมันสุดโต่ง เราไม่คาดคิดเหตุการณ์ที่จะตามมา
คนที่ยืนมาหลายปีก็เริ่มบอกสิ่งที่เขาเก็บไว้ เป็นคำว่าเสียใจ เป็นคำอธิบาย แต่ไม่มีใครสามารถย้อนคืนกลับได้ สิ่งที่อรต้องการอาจไม่ใช่คำอธิบาย แต่เป็นการถูกฟัง
หลังการสารภาพ มีคนต้องโดนผลของคำพูดนั้น บางคนต้องออกจากตำแหน่ง บางคนต้องรับผิดชอบที่ทำให้ชีวิตคนหนึ่งหายไปเป็นปี จังหวะการพังทลายของความเงียบเต็มไปด้วยความอื้ออึงของน้ำตาและเสียงฝีเท้า
มะลิ — นายทำถูกไหม
นทีมองไปรอบ เขาเห็นการปล่อยวางของคนในชุมชน การสบตาที่ไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป
นที — ถ้าคำพูดทำลายความสงบ มันก็ทำให้คนหายใจลำบาก แต่ถ้าคำพูดทำให้คนพูดความจริง พวกเขาจะต้องรับผิดชอบ แล้วความสงบจะมีคุณภาพมากขึ้น
ผลกระทบของการเปิดเผยไม่ใช่การยุติสถานการณ์ทันที แต่เป็นการเริ่มกระบวนการใหม่ คนที่ถูกกล่าวหาพบว่าชื่อเสียงของพวกเขารุนแรง แต่ความจริงก็เริ่มคืนความเป็นมนุษย์ให้คนที่ถูกทิ้ง
นทีกลับมาที่ร้านของเขาในวันรุ่งขึ้น พบว่าผู้คนมาร่วมกันนำของมาซ่อมไม่ใช่เพียงเพราะของมีค่า แต่เพราะอยากเห็นร้านที่กล้าพูดความจริง คนหนึ่งวางชามกระเบื้องเก่า รายหนึ่งเอากล่องเพลงมาคืนแต่งเสียง เด็กๆ เล่นของเล่นเก่าที่หาได้รับการซ่อม
มะลิ — ร้านดูยุ่งขึ้นนะ
นทีอมยิ้ม กดมือบนโต๊ะไม้ที่มีรอยขีดข่วน เหมือนร่องรอยของเรื่องราวที่ถูกเย็บกลับมา
นที — อาจจะเพราะคนอยากให้สิ่งที่พังได้รับการซ่อม ทั้งของและจิตใจ
เวลาผ่านไป ร้านได้ชื่อเสียงแบบที่เขาไม่คาดคิด บางคนมองเขาด้วยความเคารพ บางคนยังหลีกเลี่ยง แต่ที่สำคัญคือคำพูดไม่กลับกลายเป็นเครื่องมือทำลายความจริงอีกต่อไป
หนึ่งคืนที่มีงานทำบุญเพื่อรำลึกถึงอร ชุมชนจัดตั้งโต๊ะเล็กๆ ริมคลอง ผู้คนจุดเทียนและนำภาพถ่ายเก่าออกมาวาง นทียืนด้านหนึ่ง มองแสงเทียนสะท้อนบนผิวน้ำ เขารู้สึกได้ว่าคืนนี้เป็นการจบของสิ่งหนึ่งและการเริ่มต้นของอีกสิ่ง
หลังพิธีเสร็จ เขายืนอยู่กับมะลินานกว่าปกติ ทั้งสองไม่ได้พูดคำหวาน แต่การจ้องตากันนานพอที่จะรู้ว่าการยืนตรงนี้สำคัญ
มะลิ — นายเชื่อไหมว่าบางครั้งของเก่าอยากให้คนจำไว้
นทีหันไปมองเทียนที่ยังไหม้เล็กๆ และตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งแต่ไม่เยือกเย็น
นที — ของเก่ามันบอกเรื่อง ถ้าเราไม่ฟัง เรื่องนั้นก็จะเลือน แต่ถ้าเราฟัง มันจะเป็นแรงให้คนเปลี่ยน
มะลิเอามือแตะที่แขนเขาเบาๆ ท่าทีก็ไม่หวือหวาแต่หนักแน่นเหมือนการสวมผ้าห่มให้คนหนาว
ในเดือนต่อมา นทีได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากลูกชายของอร เขียนด้วยลายมือสั่นๆ ขอบคุณนทีที่ทำให้เขารู้ว่าพ่อแม่ไม่ได้เป็นคนผิด ความขอบคุณนั้นทำให้นทีรู้สึกถึงน้ำหนักที่ลดลงจากอก
ร้านยังคงมีเสียงเครื่องมือและเสียงพูดคุย แต่โทนเสียงต่างไป มันไม่ใช่เสียงของคนกลัวคำพูด แต่เป็นเสียงของคนที่พร้อมจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูด
ในวันหนึ่งที่แสงเย็นสาดเข้ามาทางหน้าต่าง นทีตั้งนาฬิกาเก่าบนชั้นวาง มันเดินได้เรียบร้อย เขาจับมันขึ้นมาดู พลางคิดถึงเทียน กลิ่นควัน และภาพคนที่ยิ้มจางๆ
มะลิเดินมาจากหลังร้าน ถือนไม้บรรทัดและแปรงสี เธอวางมือลงบนโต๊ะแทนคำบอกว่าเธอจะอยู่
นทียิ้มบางๆ แล้วเอื้อมมือไปจับฝ่ามือเธอไว้ นิ้วของเขายังมีคราบน้ำมัน แต่ตอนนี้มันไม่รบกวนความอบอุ่นที่เกิดขึ้น
แสงจากหน้าต่างเปลี่ยนเป็นสีส้มสลัว ขณะที่นาฬิกาเก่าบนชั้นเดินต่อไป เป็นทำนองสั้นๆ ที่ฟังดูคล้ายการหายใจของร้าน
นาทีสุดท้ายของเรื่องเป็นภาพนทีปิดร้านในคืนนั้น เขาล็อกประตูแล้วหันมามองนาฬิกาที่วางอยู่บนชั้น มันกำลังเดิน และเขารู้ว่าการเดินต่อของมันไม่เหมือนครั้งก่อนอีกแล้ว
เขาเปิดกล่องเครื่องมือ ยกไขควงขึ้น แล้ววางมันลงอย่างระมัดระวัง คราบน้ำมันบนมือเขายังมีอยู่ แต่ครั้งนี้มันเป็นเครื่องหมายของการทำงานที่มีความหมาย ไม่ใช่สัญลักษณ์ของความหลบหนี
หน้าร้านมีแสงเทียนจากบ้านใกล้เคียงเป็นดวงเล็กๆ สะท้อนบนผิวน้ำ ควันเทียนลอยขึ้นเป็นริ้วบางๆ เหมือนเรื่องเล่าที่ลอยขึ้นไปแล้วไม่หาย มะลิยืนอยู่ข้างเขา มือวางบนบ่าเขาอย่างเงียบ ๆ
นทีเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะนั้นไม่มีเยาะเย้ย มีแต่การยอมรับว่าอดีตไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นบทที่ต้องอ่านให้จบ
นที — คราวนี้เราซ่อมของและคนให้เหมือนกันแล้ว
มะลิก้มลงมองนาฬิกา แล้วพยักหน้าช้าๆ ทั้งสองคนยืนอยู่ในความเงียบที่ไม่ใช่ความเงียบของการหลบหนี แต是是เงียบที่เต็มไปด้วยการเข้าใจ
แสงสลายไปช้าๆ เหลือไว้เพียงเสียงนาฬิกาและควันเทียนที่ลอยไปยังฟ้ากว้าง สุดท้ายภาพสุดท้ายที่ติดอยู่ในใจของคนที่ผ่านมาค่ำคืนนั้นคือแสงจากหน้าต่างร้านเล็กๆ ที่ยังสว่างอยู่ และเสียงนาฬิกาที่เต้นเป็นจังหวะของวันต่อไป