กล่องเพลงริมคลอง
เสียงบานพับดังเบาเมื่ออิงดาวผลักประตูร้านซ่อมเข้ามา ห้องชิ้นส่วนและสายไฟแผ่กลิ่นน้ำมันเก่าและผงไม้ เธอชะงักเมื่อเห็นโต๊ะไม้ตรงมุมยังมีถ้วยกาแฟเปล่าอยู่สองใบ แต่ที่ทำให้เธอหยุดคือกล่องไม้เล็กๆ วางตะแกรงอยู่บนแผ่นกระดาษหนังสือพิมพ์ กล่องนั้นเปิดฝาออกเล็กน้อย ทำนองเพลงอ่อนหวานลอยออกมา ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ในร้านมาเป็นเดือน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใครเอาไว้ก่อนหน้านี้เหรอ” เสียงหนึ่งถามจากข้างหลัง เธอหันไปเจอพงศ์ ยืนพิงขอบประตู มือเปื้อนจารบี ตาเขามองกล่องด้วยความระแวดระวัง
อิงดาววางกระเป๋า แล้วเดินไปใกล้จนเห็นลวดลายทองบนกล่อง ชายเส้นบางชำรุดเล็กน้อย แต่กลไกยังคงหมุน เธอเอามือแตะฝา กลัวว่ามันจะหยุด
“มันเล่นเองได้ยังไง” พงศ์เอียงคอมอง “ไฟก็ไม่มี”
อิงดาวยิ้มบางๆ แต่รอยยิ้มนั้นไม่ถึงดวงตา “พ่อคงลืมปิดไว้…หรือไม่ก็อยากให้ใครสักคนฟัง”
ในความเงียบที่ตามมา เสียงเพลงกลับยิ่งดังขึ้นเหมือนไม่ยอมให้มีช่องว่าง พงศ์เดินมาจับกล่องด้วยคำถามในท่าทาง—อยากแกะอยากรู้เหมือนคนที่เคยอยู่กับของพังก่อนหน้านี้ทั้งชีวิต
“อย่าเพิ่งเปิดมากกว่า” อิงดาวพูดเสียงเบา “มันอาจจะเปราะ”
พงศ์ยิ้มแห้ง “สำหรับแกคงเปราะกว่ากล่องอีก”
คำพูดนั้นทำให้เธอสะดุ้ง แต่เธอก็ไม่หันกลับไปถามว่าหมายความว่ายังไง เขาทำท่าจะเปิดกล่อง แต่หยุดเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเล็กๆ จากด้านหน้าร้าน ยายมลเดินฉวัดเฉวียนเข้ามา ห่อตัวในผ้าคลุมบาง ๆ ผู้หญิงชรานั่งลงบนเก้าอี้ไม้ พยักหน้าให้ทั้งสองคนอย่างคุ้นเคย
“ขวัญของยายมันกลับมาแล้ว” ยายมลบอกเสียงแหบ “เห็นกล่องนั้นหรือเปล่า ฉันได้ยินมันตั้งแต่เมื่อเช้า”
อิงดาวยืนนิ่ง มือข้างที่วางบนกล่องขมวดเล็กน้อย เธอจำทำนองนี้ได้—ทำนองที่พ่อเคยฮัมใส่หัวตอนกำลังขัดเหล็ก ทำนองที่บิดาจับกล่องขึ้นมาจากสลักเก่าในตู้เสมอ
เมื่อพ่อยังอยู่ เขาเคยบอกว่า “เพลงบางเพลงเหมือนการยืนยันว่าเรายังอยู่” แต่ขณะที่เธอจดจำประโยคนั้น ร่องรอยในความทรงจำกลับขาดหายจนคล้ายภาพฉีก
“ฉันมาทำเรื่องเอกสาร” ยายมลยิ้มเหี่ยวย่น “แต่เห็นกล่องนี้แล้วต้องเข้ามาคุย”
อิงดาวมองไปรอบๆ ร้าน—แผงเครื่องมือ แขวนโซ่ เกจ์วัดหน้าปัดที่ฝุ่นจับหนา ทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนช่วงสุดท้ายที่เธอเห็น ก่อนจะตัดสินใจออกไปจากบ้านเกิด แต่อีกอย่างที่ไม่เหมือนคือการมีคำถามอยู่ในลมหายใจของคนในหมู่บ้านมากขึ้น
“ฉันจะเก็บร้านไว้สักพัก” อิงดาวพูดเสียงดังพอให้ทั้งสองคนได้ยิน “แล้วค่อยตัดสินใจอีกที”
พงศ์ทำหน้าไม่เชื่อใจ “กลับมาหลายวันแล้ว ทำไมไม่โทรบอกก่อน?”
อิงดาวมองสายตาเขา สีหน้าเขาบอกอะไรไม่ลง แต่มีความรับผิดชอบเงียบๆ ที่ทำให้ห้องเต็มไปด้วยความหนักแน่น พงศ์ก้าวเข้ามาใกล้ ยื่นมือไปแตะแก้วกาแฟเปล่าเป็นสัญญาณว่าร้านยังต้องการการดูแล
คืนนั้นอิงดาวนอนบนเตียงเก่าในห้องที่อยู่ชั้นบนของร้าน เสียงท่อประปาก้องเบา เธอพลิกตัวหลายครั้ง แต่เพลงจากกล่องยังวนอยู่ในหู จนในที่สุดเธอลุกขึ้น เดินลงบันไดมืด แล้วเปิดลิ้นชักโต๊ะช่าง ใต้ผ้าฝ้ายมีซองใบหนึ่งเปื้อนหัวมารดา จดหมายเก่ากรอบขอบเหลือง ถูกมัดด้วยเชือกฝุ่นหนา
เธอแกะเชือกอย่างช้าๆ ใจเต้นรัว สายตาตามหาใบหนึ่งที่เคยสัญญาว่าจะไม่หายไปกับเวลา แต่เมื่อจดหมายถูกเปิดออก กลิ่นหมึกเก่าพาเธอกลับไปยังคืนหนึ่งที่เธอไม่อยากจดจำ และอีกข้อความหนึ่งทำให้เธอรู้ว่าพ่อเคยเก็บบางอย่างไว้เพื่อคนคนหนึ่ง
เช้าวันต่อมา อิงดาวเดินผ่านตลาดริมคลอง ผู้คนทักทายด้วยคำพูดเรียบง่ายแต่มีน้ำหนัก เธอเห็นร้านอาหารเช้าที่เคยคึกคักตอนเด็กลดลง เหลือเพียงเจ้าของร้านกับลูกสาววัยรุ่นที่จัดโต๊ะอย่างประหยัด ทุกสายตาที่ผ่านมาพาเธอให้รู้ว่า บ้านเกิดไม่เคยเหมือนเดิม
“จะเอาแกเป็นไงบ้าง” เสียงใสจากข้างหลังทำให้เธอหันไป เจอตะวัน เด็กหนุ่มที่เคยวิ่งไล่ตามจักรยานของเธอเมื่อสิบปีก่อน ใบหน้าเขาใหญ่ขึ้น แต่ยังมีแววตายิ้มเหมือนเดิม
ตะวันยืนถือถุงขนมไว้ เขากวาดตามองกล่องเพลงที่รัดอยู่ในกระเป๋า “ยังเก็บของพ่อไว้เหรอ”
อิงดาวหัวเราะ แต่เสียงนั้นมีความหวั่นอยู่ “นิดหน่อย ยังไม่แน่ใจว่าจะเอาอย่างไรกับร้าน”
ตะวันก้มลงมองที่ประตูร้าน เขาเห็นป้ายกระดาษที่มีข้อความเขียนด้วยลายมือของอิงดาวเอง แจ้งว่ารับซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและของเก่า “ถ้าต้องการคนช่วย เรียกฉัน” เขาพูดอย่างเป็นธรรมชาติ แต่มือของเขาสะกิดกระเป๋าเหมือนเตรียมพร้อมจะยื่นข้อเสนอ
งานแรกที่อิงดาวรับคือการซ่อมนาฬิกาแขวนผนังของร้านชำใกล้ๆ เขาต้องปีนบันได เปลี่ยนลานส่งกำลัง แล้วขัดหน้าปัดเก่า มีคนมุมมองต่างกันมองการทำงานของเธอ บางคนยิ้ม บางคนส่ายหน้า เพราะร้านซ่อมฝีมือพ่อของเธอเคยเป็นที่พึ่งของหมู่บ้าน แต่บางครั้งความทรงจำก็ตามมาด้วยความคิดถึงที่เจ็บปวด
เรื่องที่ไม่คาดคิดเริ่มเผยตัวเมื่อเธอพบบันทึกในสมุดบัญชีเก่า ในนั้นมีรายการการช่วยเหลือครอบครัวในหมู่บ้านและรายการการจ่ายเงินลับบางอย่างสำหรับคนชื่อหนึ่ง—น้ำทิพย์ ชื่อที่เธอจำได้จากข่าวเมื่อหลายปีก่อน การกล่าวหาที่ทำให้ร้านชำของครอบครัวหนึ่งต้องขายที่ดินไปเพื่อชดเชยหนี้
อิงดาวขมวดคิ้ว จับหน้าขนบันทึกเล่มนั้นไว้ การจ่ายเงินที่ปรากฏเหมือนความพยายามช่วยเหลือ แต่จำนวนเงินบางรายการถูกย้ายไปยังบัญชีที่ไม่ชัดเจน เมื่อถามยายมล เธอทำหน้าเจื่อนแล้วเอามือกุมอก
“เรื่องนั้น…ยุ่งยาก” ยายมลพูดเสียงต่ำ “มีคนอยากให้มันจบลงเร็วๆ แต่บางครั้งการปิดปากก็ไม่ได้ทำให้เรื่องหายไป”
พงศ์ยื่นมือมาจัดปะเดือยล็อกในสมุดบัญชี “ใครที่ได้รับผลเสียมากที่สุดก็ตอนนั้น น้ำทิพย์นั่นแหละ เธอถูกตั้งข้อหา แต่ฉันจำได้ว่าเธอไม่เคยทำ”
คำว่า ‘ไม่เคยทำ’ เสียงมันหนักแน่นพอที่จะทำให้อิงดาวลุกขึ้นยืน เพ่งหน้าสองคนตรงหน้า เหมือนว่าทุกคนต่างมีส่วนเกี่ยวพันกับปริศนาที่ยังไม่คลี่คลาย
“ถ้าพ่อช่วยคน แล้วเกิดคนถูกกล่าวหา…พ่อจะทำยังไง” อิงดาวถาม ท่าทีของเธอแสดงถึงความสับสนและความโกรธที่ซ่อนอยู่
พงศ์หันหน้าเบี่ยง “เราไม่ใช่พ่อของพวกเขา” เสียงเขาแข็งขึ้นเล็กน้อย “แต่ฉันยังคิดว่าเราควรดูข้อมูลให้แน่ชัดก่อนจะพูด”
คืนหนึ่งเธอนอนอ่านจดหมายกับสมุดบัญชีใต้แสงโคมไฟสีเหลือง มีตัวเลขและชื่อคนมากมายที่พ่อเขียนด้วยลายมือของเขาเอง ในบางบรรทัดมีหมายเหตุสั้นๆ ว่า ‘กันไว้’ ‘คืนนี้’ ‘เจอทนาย’ เหมือนความลับของผู้ใหญ่คนหนึ่งที่พยายามเก็บเรื่องเพื่อรักษาอะไรบางอย่างไว้
เสียงเพลงจากกล่องกลับย้ำขึ้นเมื่อเธอพบซองหนึ่งซ่อนอยู่ใต้ฐานของกล่อง ฝ่ามือเธอสั่นเมื่อดึงซองนั้นออกมา ภายในมีแผ่นกระดาษขนาดเล็กและลายมือที่คุ้นเคย—ชื่อของผู้ส่งและคำสั้นๆ ที่เขียนไว้ว่า ‘ถ้าฉันไม่อยู่ ใช้มันอย่างระมัดระวัง’ ใต้คำเขียนนั้น มีหมายเลขบัญชีที่ไม่คุ้น
อิงดาวชะงัก หยุดหายใจเหมือนคนที่กำลังรออะไรบางอย่าง แล้วลุกขึ้นยืน เดินออกไปริมคลอง เสียงเรือพายผสมกับกลิ่นปลาแห้ง เธอเอากระดาษขาวในมือยัดใส่กระเป๋า โยนอีกฝ่ายหนึ่งคือความกลัวทิ้งไว้ข้างหลัง
วันที่เธอตัดสินใจไปคุยกับน้ำทิพย์ ไม่มีการเตรียมการล่วงหน้า บ้านของหญิงสาวยังคงเรียบง่าย โต๊ะไม้มีคราบน้ำชา เธอนั่งลงโดยไม่พูดมาก แต่สายตาที่มองมาแสดงความระแวงและเหนื่อยล้า
“แกกลับมาเพื่ออะไร” น้ำทิพย์ถาม จมูกเธอแดงจากการไม่ได้หลับดีมาหลายคืน
อิงดาววางสมุดบัญชีบนโต๊ะ น้ำทิพย์พิงตัวกับพนักพิง ขยับมองตัวเลขที่ปรากฏในหน้ากระดาษ ใบหน้าน้ำทิพย์เปลี่ยน นัยน์ตาคล้ายจะสั่น แต่เธอไม่ปล่อยให้เสียงมันหลุดออกมา
“พ่อฉันไว้บางอย่าง” อิงดาวพูดอย่างตรงไปตรงมา “ฉันคิดว่ามันมีผลกับเธอ”
น้ำทิพย์หัวเราะขำอย่างแผ่ว “เรื่องนั้นมันจบไปแล้ว อิงดาว ใครจะสนว่าตอนนี้ฉันเหลืออะไร”
คำตอบนั้นไม่ทำให้อิงดาวถอย เธอยกสมุดบัญชีขึ้น แล้วชี้นิ้วไปยังรายการหนึ่งที่แสดงการโอนเงินและหมายเหตุ “คืนนี้” มีชื่อหน่วยงานหนึ่งที่ตอนนั้นมีอำนาจเหนือหมู่บ้าน
น้ำทิพย์นิ่งไปนานกว่าสิบวินาที ฝ่ามือของเธอสั่นจนถ้วยชาจิบน้ำตกลงเป็นวงบนโต๊ะ “ฉัน…กลัว” เสียงมันเบาจนคล้ายกับไม่ไหวแล้วที่จะเผชิญหน้า
อิงดาวนั่งลงใกล้ เธอวางมือบนมือคนนั้นอย่างช้า ๆ ความเงียบที่ตามมาครบด้วยการหายใจของทั้งสองคน “การรู้ไม่เท่ากับการแก้ไข” เธอบอก แล้วเงยหน้าขึ้น เหมือนคนที่ตัดสินใจแล้วจะเดินต่อไป
ผลกระทบจากความจริงที่ค่อยๆ ผุดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการเงิน มันพาไปสู่ประเด็นของศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และการตัดสินของชุมชน เมื่ออิงดาวนำหลักฐานไปคุยกับคนในสภาชุมชน มีผู้คนบางคนที่ปกป้องอดีต มีบางคนที่ปิดบัง และบางคนที่ยินดีเปิดเผย ปฏิกิริยานั้นทำให้ความสัมพันธ์เก่าแก่ของหมู่บ้านสั่นคลอน
“ถ้าทำอย่างที่เธอคิด หมู่บ้านจะไม่สงบ” คนหนึ่งเตือนเสียงเข้ม และมีเสียงลมที่พัดผ่านหน้าต่างเหมือนจะเสริมความเงียบ
อิงดาวรู้ว่าคำตอบของการแจ้งความอาจพาไปสู่การปะทะ แต่ความเงียบที่ยาวนานกว่านั้นก็ไม่ใช่ทางเลือก เธอเห็นน้ำทิพย์นั่งซ่อนตัวอยู่บนม้านั่งริมคลอง บางครั้งจ้องมองพื้นน้ำ เหมือนมองหาอะไรที่สูญหายไป
คืนงานประจำปีของหมู่บ้านมาถึง ไฟประดับระยิบระยับแขวนเต็มถนน ชาวบ้านออกมาคุยกันและแลกประสบการณ์ อิงดาวกับพงศ์ยืนอยู่ใกล้ซุ้มอาหาร กล่องเพลงถูกวางไว้บนโต๊ะเล็กๆ ใต้แสงไฟ ทำนองเพลงนั้นถูกเปิดเพื่อเรียกความทรงจำที่เคยกลบไว้
“จะทำอย่างไรต่อไป” พงศ์ถาม เขาวางมือบนกล่องเหมือนหวงแหน
เสียงเพลงหยุด พงศ์ค่อยๆ อ่านหน้ากระดาษที่อิงดาวยื่นให้ เขาเงียบ และเมื่อเงยหน้า ดวงตาเขาเต็มไปด้วยความหนักแน่นที่ไม่เคยมีมาก่อน
“เธอมีหลักฐานพอ” เขาพูดสั้นๆ “แต่การเอามันขึ้นหน้าประชาคมอาจทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องรู้สึกแย่”
อิงดาวสบตาเขา นึกถึงคำพูดของพ่อที่เคยบอกว่าการเผชิญหน้าบางครั้งเป็นการคืนรักให้กับความจริง เธอหายใจลึก แล้วพยักหน้าอย่างมีน้ำหนัก
“ฉันไม่อยากทำร้ายใครโดยไม่จำเป็น” เธอพูดเสียงเรียบ “แต่ฉันไม่อยากให้ใครต้องแบกรับความผิดที่ไม่ได้ทำด้วย”
ในคืนนั้นเธอขึ้นไปยืนบนเวทีเล็กๆ หน้าโบสถ์ หมู่บ้านเงียบเมื่อเห็นหน้าอิงดาว ทุกสายตาจับจ้อง เธอถือกล่องเพลงในมือ และพงศ์ยืนอยู่ข้างหลัง หลายคนมองเหมือนจะประณาม แต่บางคนก็ยิ้มส่งกำลังใจ
อิงดาวไม่อ่านคำปราศรัยที่เตรียมมา เธอพูดจากใจแต่ละคำเงียบเรียบแต่หนักแน่น “มีบางอย่างที่ต้องพูดให้ชัด เราไม่สามารถปล่อยให้เรื่องเก่ายังคงทำร้ายคนรุ่นใหม่” เธอเปิดสมุดบัญชีให้เห็นตัวเลข แล้วเล่าเหตุการณ์ตามหลักฐานที่พบ ความเงียบตามมาแต่ไม่ใช่ความวุ่นวาย ทุกคนฟังด้วยความตั้งใจ
เมื่อเรื่องถูกนำมาพูดหน้าสาธารณะ การตอบสนองไม่ได้เป็นไปตามคาด ทั้งความโกรธและความเสียใจปรากฏ คำถามถูกโยนไปยังคนที่มีอำนาจในตอนนั้น และผู้ที่เคยเงียบกลับต้องเผชิญหน้ากับงานที่ต้องทำเพื่อชดเชย สำนึกของหมู่บ้านเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ บางคนขอโทษโดยไม่มีคำอธิบาย บางคนเดินออกไปโดยไม่หันหลังกลับ
วันรุ่งขึ้น น้ำทิพย์มาที่ร้านอิงดาว ผู้คนในชุมชนแลกเปลี่ยนสายตาแต่ไม่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ น้ำทิพย์ยืนตัวตรงกว่าทุกเมื่อ เธอยื่นมือมาให้ อิงดาวจับไว้แน่นเป็นการยืนยันที่ไม่ต้องพูดอะไร
“ขอบคุณ” น้ำทิพย์พูดสั้นๆ แล้วหัวเราะแผ่ว “ฉันคิดว่าต้องใช้เวลานานกว่านี้”
ฤดูกาลเปลี่ยนไป แสงแดดอ่อนจากหน้าต่างทำให้ฝุ่นในร้านล่องลอยอย่างสวยงาม อิงดาวกับพงศ์ตัดสินใจทำให้ร้านเป็นพื้นที่รวมของชุมชน ทั้งเป็นที่ซ่อมและที่ฝากของเก่า มีคนเอาข้าวของที่เคยถูกลืมมาฝาก และบางชิ้นถูกซ่อมให้กลับมาใช้ได้อีกครั้ง
ความสัมพันธ์ของอิงดาวเปลี่ยนไปเหมือนผิวหนังที่ปรับตัวต่อแสง เมื่อก่อนเธอหนีออกจากบ้านด้วยความอับอายและเจ็บปวด ตอนนี้เธอกลับมายืนอยู่ตรงนั้นด้วยตัวเลือกที่เธอทำเอง บทเพลงจากกล่องไม่ใช่แค่เครื่องเตือนความทรงจำ แต่เป็นสัญญาณของการรับผิดชอบที่เธอเลือก
ในวันหนึ่งที่ท้องฟ้าใส อิงดาวยืนที่ริมคลอง มองเรือเล็กแล่นไป เธอถือกล่องเพลงไว้ ฝ่ามือของเธอไม่สั่นแล้ว เสียงเพลงลอยขึ้นมาพร้อมสายลม กลิ่นดอกลีลาวดีจากบ้านใกล้ๆ ผสมกับกลิ่นน้ำจากคลอง เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ ดวงตาเงยขึ้นมองแสงที่สะท้อนบนผิวน้ำ
พงศ์ยืนข้างๆ เขาไม่พูด แต่เอื้อมมือถือลูกบิดเล็กๆ ของกล่อง พลิกมันอย่างเบา แล้วให้มันเล่นอีกครั้ง เสียงเพลงทอดยาวไปตามคลอง เหมือนเรียกผู้คนให้จำว่าบางอย่างที่หายไปยังสามารถหวนคืนมาได้ เพียงแต่ต้องผ่านการยอมรับและการซ่อมแซม
เมื่ออิงดาวหันไปมอง ทราบว่าการเลือกในคืนนั้นไม่ได้ทำให้ทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม แต่สิ่งที่ดีคือคนในหมู่บ้านเริ่มแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่เคยถูกเก็บไว้ ใบหน้าที่เคยเงียบงันเริ่มยิ้มใส่กันมากขึ้น และร้านซ่อมเล็กๆ กลายเป็นที่ที่ผู้คนมาเอาเสื้อผ้าซ่อม โทรศัพท์แปลกๆ ของสะสม หรือแค่มานั่งฟังเพลงจากกล่องไม้เก่า
เมื่ออาทิตย์ลับขอบฟ้า อิงดาวยืนในประตูร้าน มองแสงสุดท้ายที่เคยทอดผ่านตู้เครื่องมือ เสียงดนตรีจางลง แต่ความอบอุ่นยังคงอยู่ เธอเก็บกล่องลงในลิ้นชักอย่างเรียบร้อย ไม่ใช่เพื่อซ่อนมัน แต่เป็นการเก็บรักษาไว้ในที่ที่มันอยู่เสมอ
ก่อนที่เธอจะปิดไฟ พงศ์เดินมาจับมือเธอไว้ นิ้วของเขาอบอุ่นและแน่น เขาไม่พูดคำหวานใดๆ มีเพียงความเงียบที่มั่นคง
อิงดาวหันหน้าไปหาเขา รอยยิ้มปรากฏเต็มหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ “ขอบคุณ” เธอพูดแล้วปล่อยมือให้ความอบอุ่นนั้นกระจายไปในตัว
กล่องเพลงริมคลองยังคงเล่นบ้างเมื่อมีคนเปิดมัน วันหนึ่งมันอาจจะหยุดกึก แต่เสียงที่มันปล่อยออกมาไม่เคยเป็นเพียงทำนอง มันเป็นร่องรอยของคนที่เคยรักและทำผิดพลาด เป็นหลักฐานว่าบ้านเกิดมีทั้งความอ่อนแอและความแข็งแรงในเวลาเดียวกัน อิงดาวรู้ว่าในบางค่ำคืน เสียงเพลงอาจเรียกใครสักคนให้กลับบ้าน หรือเตือนให้เธอไม่ลืมอีกครั้งว่า การเลือกที่จะยืนหยัดบางครั้งต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวด แต่ถ้าไม่ทำ ใครบ้างจะเยียวยาคนที่ถูกทำร้ายโดยความเงียบ
เธอปิดประตูร้าน พาดแขนกระเป๋าลงไหล่ แล้วเดินไปตามถนนที่ไฟระยับ เหมือนกับว่าทุกย่างก้าวมีเสียงดนตรีเป็นเพื่อน เธอไม่รีบ ไม่หนีแล้ว และคลองที่เคยเห็นเป็นเพียงน้ำ ตอนนี้มันเป็นเส้นทางที่บอกทางกลับบ้าน