นาฬิกาในรอยน้ำ
เสียงล้อเกวียนไกล ๆ คลอออกมาจากตลาดแต่เช้า กลิ่นปลาจาง ๆ ผสมกับควันกะทะจากแผงข้าวต้ม เมษาเปิดประตูร้านซ่อมของเก่าด้วยกุญแจที่เขี่ยมจนเงายาว พลางกวาดเศษซากเหล็กบนไม้เคาน์เตอร์ด้วยฝ่ามือ เธอไม่ทันตั้งตัวเมื่อเท้าแตะขอบประตูแล้วรู้สึกถึงของแข็งเย็น ๆ ก้อนเล็กวางอยู่บนพรมเช็ดเท้าที่ปูตลอดหน้าเวิร์กเบนช์
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เธอตกลงคุกเข่าลง ลูบไปตามพื้นผิวทองเหลืองที่เริ่มขึ้นเขียวด้วยเวลา นาฬิกาพกเก่า มือไขลานสแตนเลสมีรอยสลักเล็ก ๆ ที่ขอบฝา เมษารู้จักลายมือนั้นดีจนลมหายใจขาดห้วงชั่วคราว—มันคืออักษรของพี่ชาย ภัทร ที่หายไปเมื่อห้าปีก่อน
“ใครทิ้งไว้ตรงนี้” เสียงหนึ่งดังมาจากหน้าร้าน ต้น หนึ่งในเพื่อนบ้านยืนพิงคอสะพานไม้ ผมเปียกจากการเดินผ่านคลอง เขาย่นคิ้วมองนาฬิกาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงแหบ ๆ
เมษายังคงนิ่ง สองนิ้วเล็ก ๆ เปิดฝานาฬิกา ภายในมีช่องเล็ก ๆ บรรจุกระดาษพับจิ๋ว เธอค่อย ๆ ดึงมันออก กระดาษจางมีลายมือบอบบางและตัวเลขสองชุดที่เมษารู้สึกคุ้นชินจนเกือบจะร้องออกมา
“ภัทร…” เมษาได้ยินเสียงตัวเองพูดเบา ๆ แต่คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ใครโต้ตอบ ต้นเดินเข้ามาใกล้จนกลิ่นยาสูบของเขาแตะจมูกเมษา
“คุณเมษา เอาเข้าไปเก็บก่อน อย่าเผยใครเห็นจนกว่าจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เขายื่นมือจะรับนาฬิกา แต่เมษาส่ายหน้าเล็กน้อยแล้วยิ้มอย่างแห้ง
“ฉันเก็บไว้ที่เดิมนี่แหละ” เมษาตอบ เสียงแข็งกว่าที่ตั้งใจ เธอปิดฝานาฬิกาแล้วซ่อนในลิ้นชักไม้ข้างล่างที่ขูดรอยนิ้วจากการค้นหาแต่ก่อน “ถ้าจะมีใครรู้ก็คงเป็นคนที่ควรรู้เท่านั้น”
ต้นมองตาเมษาแล้วพยักหน้า เขาไม่กล้าถามอะไรต่อ เพื่อนบ้านสองคนเดินมาจากซอยทางข้าง ๆ พวกเขารู้จักกันหมดในชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้ ข่าวลือแพร่เร็วเหมือนไฟ
นาฬิกาพกทำให้เมษาต้องย้อนกลับไปในห้วงเวลาที่ทำให้เธอแข็งทื่อ ภาพวันที่ภัทรหายยังคงติดตา—คืนที่เสียงเครื่องยนต์ดังขึ้น มีรถคันใหญ่จอดริมคลอง และคนที่เมษาคิดว่าไว้ใจเดินหายไปในความมืดโดยไม่มีร่องรอย ทิ้งหน้าร้านและครอบครัวให้กลายเป็นความว่าง
เธอไม่เคยนอนหลับสนิทตั้งแต่วันนั้น หยดน้ำค้างบนผ้าปูโต๊ะคือความบอบช้ำที่เธอเช็ดแล้วเช็ดอีกจนลายมือเปลี่ยนไป การพยายามหาคำตอบทำให้เธอเห็นสองด้านของชุมชน—คนที่ยืนเคียงกันและคนที่มองหาผลประโยชน์
“มีคนบอกว่าตอนนั้นภัทรไปรื้อเอกสารอะไรบางอย่าง” ต้นพูดด้วยเสียงเบาเหมือนไม่อยากปล่อยคำพูดให้ออกไปไกล เขาต้องการให้เมษาฟังแล้วมั่นใจว่าข่าวไม่ลามไปถึงหูคนไม่หวังดี
เมษาเก็บกระดาษชิ้นเล็กไว้ในอกเสื้อ หัวใจเธอทุบแรงแต่จังหวะซับซ้อนกว่าความตื่นเต้น มันมีความโกรธที่ยังไม่หมด และความอ่อนล้าจากการรอคอยที่ยาวนาน เธอจำได้ว่าภัทรเป็นคนชอบแกะนาฬิกา ชอบเก็บสิ่งเล็ก ๆ ที่คนอื่นคิดว่าไร้ค่า เขาคงเอาอะไรซ่อนเอาไว้ในที่ที่ไม่น่าเชื่อ
“พรุ่งนี้ฉันจะไปถามยายจิน” เมษาพูดทั้งที่รู้ว่าพรุ่งนี้อาจไม่เปลี่ยนอะไร ยายจินเป็นผู้หญิงอายุเจ็ดสิบกว่า ผมขาวเหมือนปุยนุ่นแต่ดวงตาคมดุจมีด เธอจำได้ทุกคนในซอยและยังรู้จักเส้นเลือดของความเป็นไปในย่านนี้
ต้นถอนหายใจ “ระวังเถอะนะ ยายจินไม่ได้กลัวใคร แต่ถ้าคนที่เกี่ยวข้องยังอยู่ใกล้ ๆ เขาจะไม่ยอมให้คนมายุ่ง”
เมษาไม่ตอบ เธอเดินไปที่ตู้กระจกเล็ก ๆ บนผนังหยิบกล่องเครื่องมือออกมา มือตะปุ่มตะป่ำ ซ่อมสิ่งที่คนอื่นทิ้งเป็นกิจวัตรทำให้เธอมีเหตุผลพอจะไม่จมกับความทรงจำมากเกินไป
รุ่งเช้าวันถัดมาเมษาเดินไปบ้านยายจิน ดอกกล้วยไม้ระย้าในกระถางหน้าบ้านสั่นไหวเมื่อเธอผลักประตูไม้เข้าไป ยายจินกำลังนึ่งข้าวเหนียว เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ ไหลลงมาที่โหนกแก้มแต่เธอกลับยิ้มเมื่อเห็นเมษา
“เมษา มาเอานาฬิกาหรือลางร้าย” ยายจินแซวแต่แววตายังคงจับจ้อง เมษาวางนาฬิกาบนโต๊ะไม้เก่า และค่อย ๆ เล่าเรื่องทั้งหมดโดยไม่ละเลยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่เก็บไว้ในซองของความทรงจำ
ยายจินยืนนิ่งสักครู่ ก่อนจะเดินไปหลังบ้านหยิบกล่องไม้เก็บของเก่าออกมาในนั้นมีใบเสร็จเก่า ๆ จดหมายฟอกสีและภาพถ่ายหนึ่งใบ ยายจินหยิบภาพให้เมษาดู ภาพนั้นคือชายคนหนึ่งยืนอยู่หน้าตลาดตอนเช้า ใบหน้าของเขาคุ้นเคยน้อยกว่าแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมษาต้องกลั้นลมหายใจ—แผ่นตรายางมุมซองที่มีชื่อบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ทุ่มซื้อที่ดินทั้งฝั่งคลอง
“เมื่อก่อนเราไม่เห็นเขาเปิดตัวมาก่อน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีคนใหม่มาแบบกระฉับกระเฉง” ยายจินบอก เธอกำหมัดเล็ก ๆ ไว้แต่เสียงไม่ได้สั่น “พวกเขามีเงินและมีผู้ใหญ่คอยเปิดทาง”
เมษาจ้องตายายจินแล้วพยายามเรียงความคิด ภัทรเคยพูดถึงเอกสารอะไรบางอย่างที่หยิบมาจากสำนักงานเทศบาล แต่เขาไม่เคยบอกชัดว่ามันคืออะไร เมษาถามยายจินเรื่องผู้คนที่เคยเห็นรถคันใหญ่ในคืนที่ภัทรหาย ยายก้มหน้าแล้วชี้ไปที่หน้าต่างบ้านฝั่งตรงข้าม
“มีคนเห็น แต่…เขาไม่กล้าพูดต่อ” ยายจินตอบเสียงแผ่ว “แต่ว่า มีคนเห็นคนลงเรือขนของออกไปตอนตีหนึ่ง”
คำพูดนั้นเหมือนประกายไฟ เมษารู้สึกว่ารอยต่อของเรื่องเริ่มร้าว เธอจึงเริ่มตามรอยจากสิ่งเล็ก ๆ—หมายเลขในกระดาษเล็กจิ๋วในนาฬิกา วันที่ในใบเสร็จ ภาพถ่ายที่มีตรายางของบริษัท
นักข่าวท้องถิ่นชื่อคริสปรากฏตัวที่ร้านซ่อมหลังจากที่มีคนบอกข่าวว่าเมษาพบนาฬิกา เขาเป็นคนหนุ่มที่มีกล้องแขวนคอและปากที่พร้อมจะยิงคำถาม เมษาไม่เชื่อใจใครง่าย ๆ แต่เธอรู้ว่าความจริงบางอย่างต้องมีคนช่วยผลักดัน
“ผมได้ยินมาว่าของชิ้นนี้อาจเกี่ยวข้องกับคดีเก่า” คริสพูด เขาวางสมุดบันทึกบนโต๊ะแล้วเปิดหน้าที่มีบันทึกตัวเลข “ผมตามเอกสารบางอย่างที่ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทนั้นยื่นขออนุญาตรุกคลองสองครั้ง แต่มีการเซ็นเอกสารที่หมุนเงินเข้าอีกที่หนึ่ง”
เมษาจัดการกาแฟให้คริส มือเธอไม่สั่นเท่าที่คิด แต่สายตายังคงติดกับเขาอย่างไม่วางใจ “คุณจะทำอะไรกับข้อมูลพวกนั้น” เธอถาม
“ฉันต้องการหลักฐานมากกว่านี้ก่อนเผยแพร่” คริสาตอบแล้วจิบน้ำชา “แต่ผมเห็นแนวโน้มชัด ว่ามีการซื้อเสียงและการใช้เอกสารปลอม”
หลายวันต่อมา เมษาและคริสเดินไปตามริมคลอง พูดคุยกับคนงานเรือ พ่อค้าขายผัก และคนเก็บขยะ พวกเขาได้ฟังเรื่องเล่าที่แตกต่าง บางคนจำรถคันใหญ่ได้ บางคนจำคนหน้าตาธรรมดาที่มักจะไปบ่อนอกเมือง ทุกคำพูดถูกจด ถูกเปรียบเทียบกับหมายเลขในกระดาษชิ้นเล็ก นิ้วของเมษาเปื้อนหมึกจากการเขียน แต่เธอกลับยินดีที่ได้ทำงานเล็ก ๆ นี้แทนการนั่งรออย่างเงียบ ๆ
คืนหนึ่งเมษากลับบ้านช้ากว่าปกติ เสียงเพลงจากงานเลี้ยงใกล้ตลาดแว่วมาเป็นระยะแผ่ว ยามค่ำคืนอากาศชื้นทำให้ประตูบ้านเธอปิดเสียงหนักกว่าปกติ เมื่อเธอวางของลงบนโต๊ะ ตู้ในมุมห้องเปิดออกอย่างไม่ตั้งใจ เศษกระดาษหลุดลงมาจากใต้ตู้ ใบหนึ่งเป็นสมุดบันทึกจดโน้ตรำไรด้วยหมึกเรือง ๆ เมษาเก็บมันขึ้นมาด้วยมือสั่น ๆ
ในสมุดนั้นมีรายการชื่อและตัวเลขบางอย่าง เขียนด้วยลายมือที่ไม่แปลกตา ภัทรมักจะจดอะไรแบบนี้ มันเป็นบันทึกงานที่เขามักจะแอบจดตอนกลางคืน เมษานั่งลงกับพื้นห้อง เธอพลิกดูทุกหน้า จนเจอหน้าหนึ่งที่มีชื่อของนายชุมพล เจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งในโครงการทุ่มซื้อริมคลอง และมีหมายเลขที่ตรงกับหมายเลขในกระดาษของนาฬิกา
เมษารู้สึกว่าความจริงกระชับเข้ามาเป็นวง แรงโน้มถ่วงของคำตอบไม่เคยทำให้เธอโล่งใจ แต่ทำให้เธอไม่อาจปล่อยให้ความสงบของชุมชนเป็นเพียงหน้ากากอีกต่อไป เธอพาตัวเองไปหาคนที่เธอคิดว่าสามารถช่วยได้ที่สุด: ผู้ใหญ่ในชุมชนและคนที่เชื่อในความยุติธรรม
การเผชิญหน้ากับนายชุมพลไม่ได้เป็นไปอย่างฉับพลัน เมษาจัดการนัดคุยโดยอ้างเรื่องการซื้อขายของเก่า แต่สายตาของเขาเย็นเฉียบเมื่อเห็นนาฬิกาพกที่เมษาพกไว้ในกระเป๋าเสื้อ ผิวหน้าทองเหลืองของนาฬิกากระทบแสงแล้วดูไม่ต่างจากความทรงจำที่ถูกขัดเงาให้สดใสขึ้น
“คุณเมษา เรื่องพี่ของคุณ…” ชายคนนั้นเริ่มเสียงเรียบ แต่เมษากัดปากไม่ให้พูดเพิ่ม เขาไม่ต้องพูดให้จบ เธอเห็นแววกลัวเล็ก ๆ ฉายชัดในตาเขา
“คุณรู้ไหมว่าเขาหายไปไหน” เมษาท้าทาย “หรือว่าคุณเกี่ยวข้อง”
นายชุมพลเงียบ หยิบถ้วยชามขึ้นดื่มแล้ววางลงอย่างสุภาพแต่มือสั่นเล็กน้อย “ผมไม่ใช่คนทำร้ายใคร” เขาพูดที่สุดเสียงเบา “แต่มีคนที่ต้องการให้ที่ตรงนั้นเป็นของพวกเขา และพี่ของคุณคงเดินเข้ามาในเส้นทางที่เขาไม่ควรเข้า”
คำตอบนั้นไม่ใช่คำยอมรับแต่มันก็ไม่ได้เป็นการปฏิเสธ เมษาหยุดหายใจชั่วครู่ เธอคิดถึงภาพถ่าย ตราประทับในเอกสาร และรายชื่อในสมุดบันทึก ทุกชิ้นต่อกันเป็นเส้นทางที่ไม่อาจมองข้ามได้
ข่าวเริ่มแพร่ เมื่อคริสลงบันทึกเรื่องราวบางส่วนในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น การตอบสนองแบ่งเป็นสองด้าน กลุ่มคนที่อยากเห็นความยุติธรรมปรบมือ แต่บางคนที่พึ่งพาการค้าและมีส่วนได้ส่วนเสียกลับมองเมษาด้วยสายตาอาฆาต ความเงียบเริ่มสั่นคลอนจนมีน้ำเสียงทะเลาะในร้านน้ำชาทุกเช้า
คนในชุมชนบางคนเริ่มขนของไปขาย บางคนมองเมษาเหมือนเป็นคนจุดชนวนปัญหา แต่เด็ก ๆ ยังคงวิ่งเล่นริมคลอง และยายจินยังคงนึ่งข้าวเหนียวเหมือนเดิม เมษาเดินผ่านบ้านแต่ละหลังและรู้ว่าคนที่เธอรักต่างก็ต้องแบกรับน้ำหนักการตัดสินใจของเธอ
วันหนึ่งเมื่อสิ่งต่าง ๆ พุ่งไปจนถึงขีดจำกัด ชายชุดดำมาหาเมษาที่ร้าน เหมือนคำเตือนที่ไม่ต้องพูดออกมา เสียงก้าวเท้าย้ำจังหวะในลำคอของเมษา แต่เธอกลับตั้งใจมองนาฬิกาพกในมือแล้วปลายนิ้วเลื่อนตามรอยสลักอย่างนิ่งเฉย
“พูดกันดี ๆ ก็ได้” ชายคนนั้นพูด เขานั่งลงโดยไม่ขออนุญาต “อยากให้เรื่องมันจบเงียบ ๆ มากกว่าหรือ”
เมษาจ้องตาเขานิ่ง เธอไม่พบความโกรธที่ต้องระเบิดออก แต่มีความเหนื่อยที่เธอแบกมานานกว่าใครจะรู้ เธอหันกลับไปมองชุมชนจากหน้าต่างร้าน เห็นเด็ก ๆ กระโดดข้ามท่อนไม้ เห็นคนแก่แกว่งเท้า เห็นเส้นสายของชีวิตที่ต้องรักษาไว้
“ถ้าเงียบแล้วไม่มีใครต้องร้องไห้ ฉันก็จะเงียบ” เมษาพูดเสียงอ่อน ๆ “แต่ถ้าเงียบนั้นต้องแลกด้วยชีวิตหรือความจริงถูกกลืนไป ฉันจะไม่ยอม”
ชายชุดดำไม่พูดอะไร เขาลุกขึ้นแล้วจากไปด้วยท่าทีที่ไม่ต่างจากคนที่ถูกตบหน้าเบา ๆ เมษายืนอยู่นานกว่าจะกลั้นหายใจได้เป็นปกติ เธอรู้ว่าการเลือกของเธอมีผลต่อคนอื่น แต่หัวใจบอกว่าเธอไม่สามารถพกความทรงจำไว้เป็นภาระคนเดียว
หลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากการตามรอย หมายเลขในสมุดบันทึกชี้ไปยังโกดังเก่าที่ริมคลอง คริสขอให้เมษาไปด้วย เขาพาเพื่อนนักข่าวมาสองคน มือถือแสงไฟเล็ก ๆ เสียบไว้ที่ปลายฟ้า ในโกดังนั้นมีกล่องกระดาษวางซ้อนกันและใบเสร็จที่บ่งชี้การโอนเงิน เมษาพบนามบัตรของผู้รับผิดชอบบริษัทและภาพถ่ายเหตุการณ์ที่ถูกลบทิ้ง แต่ยังเหลือร่องรอยที่ไม่สมบูรณ์
เมื่อหลักฐานเริ่มหนักพอที่จะนำไปสู่การฟ้องร้อง ชุมชนแบ่งเป็นสองฝ่าย แย้งกันเสียงดังในห้องประชุมชั่วคราวที่ตั้งอยู่ในศาลาวัด ผู้ใหญ่บางคนหวั่นกลัว ขณะที่คนหนุ่มสาวต่างเรียกร้องให้ความจริงเปิดเผย เมษายืนฟัง ทั้งปลายลมพัดผ่านหน้าต่างและกลิ่นธูปยังคงอยู่ในอากาศ
“พวกเราต้องเลือกกัน” ผู้ใหญ่อีกคนพูด “การเปิดเผยอาจทำให้พวกเราเสียที่ดิน เสียร้าน แต่ก็อาจทำให้ความอยุติธรรมหยุดลง”
เสียงเงียบตามมา เมษาเห็นสายตาของเพื่อนบ้านที่คับแค้น บางคนหลับตา บางคนกำมือแน่น เธอรู้ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของเธอคนเดียว แต่เธอจำเป็นต้องเริ่มการเคลื่อนไหว
สุดท้ายเมษาเลือกที่จะเปิดเผยหลักฐานทั้งหมดร่วมกับคริสเมื่อมีการติดต่อจากฝ่ายกฎหมายของเมืองที่พร้อมจะตรวจสอบคดีอย่างเป็นทางการ การเผยแพร่ข่าวสร้างแรงสั่นสะเทือน—เจ้าหน้าที่ถูกเรียกสอบ และการตรวจค้นโกดังนำไปสู่การค้นพบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการลักลอบทำทางน้ำในคืนที่ภัทรหาย
ในวันศาลสรุปผล การพิจารณาไม่ได้จบลงด้วยการแก้แค้นแต่เป็นการเรียกคืนความรับผิดชอบ หลายคนที่เกี่ยวข้องถูกลงโทษทางกฎหมายและทางสังคม แต่ก็มีผลที่ต้องแลก—บางครอบครัวต้องย้าย บางร้านต้องปิดชั่วคราวเพราะการสืบสวน การพัฒนาโครงการถูกระงับเพื่อให้มีการทบทวนใหม่
เมษายืนอยู่หน้าร้านอีกครั้ง เธอเห็นเพื่อนบ้านที่กลับมาเดินผ่าน เห็นเด็ก ๆ เล่นน้ำเหมือนเดิม แต่มีบางสิ่งที่เปลี่ยนไป เสียงหัวเราะยังคงมีแต่เบาลงเล็กน้อย บนโต๊ะนั่งของเธอมีแผ่นกระดาษที่ภัทรเคยเขียนไว้ก่อนหาย—ข้อความสั้น ๆ ว่า “จงอย่ายอมให้ความกลัวบดบังความจริง”
การค้นหาความจริงไม่ได้นำพาภัทรกลับมาด้วยร่างกาย แต่เมษารู้ว่าบางครั้งการยอมรับความจริงคือการให้เขาได้พักผ่อนอย่างสงบ การตัดสินใจของเธอทำให้ชุมชนต้องเปลี่ยน แต่การเปลี่ยนนั้นไม่ใช่การสูญเสียเพียงอย่างเดียว มันเป็นการเรียกให้คนในชุมชนเห็นค่าของกันและกันชัดขึ้น
คืนหนึ่งเมษานั่งที่หน้าร้าน มือไขลานนาฬิกาพกที่เธอเก็บไว้แล้วหมุนเล็กน้อย เสียงกลไกข้างในตอบสนองช้า ๆ แสงจันทร์ตกกระทบบนน้ำตรงหน้าเป็นเส้นเงินที่สั่นไหว เธอวางนาฬิกาไว้บนกรอบหน้าต่าง มองเห็นเงาเล็ก ๆ ของตัวเองและเห็นภาพนาฬิกาทอดเงาลงบนผืนน้ำ
ต้นมาอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ เขาไม่พูดอะไรแต่ยื่นกาแฟร้อนให้เมษา เมษารับแล้วยิ้มบาง ๆ “ขอบใจ” เธอตอบ แต่คำว่า”ขอบใจ”ไม่ได้หมายถึงคำขอบคุณต่อกาแฟเท่านั้น มันหมายถึงการยอมรับความร่วมมือและความเงียบที่เคยปิดกั้น
เมษายืนมองผืนน้ำอีกครั้ง เธอจำได้ว่าทุก ๆ วันชีวิตยังต้องดำเนินต่อ ทุก ๆ คนยังต้องทำมาหากิน เด็ก ๆ ยังต้องไปโรงเรียน และคนในชุมชนต้องตื่นขึ้นมาร่วมกันรักษาที่ที่เป็นบ้าน
นาฬิกาพกยังคงเดินต่อไป แม้มันจะเป็นเพียงเครื่องเตือนเวลาที่เคลื่อนไหว แต่สำหรับเมษามันเป็นเครื่องเตือนใจ—ไม่มีเวลาใดที่ปลอดภัยกับการปล่อยให้ความเงียบกินพื้นที่ของชีวิต เธอลองช้อนนาฬิกาแล้วปิดฝาเบา ๆ เหมือนการปิดบาดแผลชั่วคราวแต่ไม่ใช่การลืม
การตัดสินใจของเมษาทำให้เธอสูญเสียบางอย่างและได้บางอย่างกลับคืน ชุมชนต้องปรับตัว ผู้คนที่เคยระแวงต้องเริ่มพูดคุยอีกครั้ง และภาพสุดท้ายที่เมษาเห็นก่อนล้มตัวลงบนเก้าอี้คือแสงสว่างยามเช้าทอดผ่านสายไฟฟ้าข้ามคลอง เงาที่ยาวของนาฬิกาบนโต๊ะ และเด็กคนหนึ่งหยิบลูกบอลวิ่งผ่านไปอย่างไม่รู้เรื่องหลายสิ่ง
เมษาหัวเราะออกมาเงียบ ๆ เสียงนั้นไม่ใช่เสียงของคนชนะหรือแพ้ แต่เป็นเสียงของคนที่รู้ว่าการเดินหน้าต่อคือการยอมรับความไม่สมบูรณ์ของโลก และยังคงเลือกที่จะอยู่กับมัน