เงาในคลอง
เสียงกระพือของประตูไม้เก่าทำให้ลินาหลุดจากความคิด เธอแบกกล่องเอกสารใบเล็กเดินขึ้นชั้นบนของศูนย์สาธารณสุขชุมชน กลิ่นยาฆ่าเชื้อผสมควันน้ำมันจากเรือเล็ก ๆ ลอยเข้าจมูก เหมือนเข็มนาฬิกาที่ยังเดินต่อแม้จะไม่มีใครมองดูนานแล้ว
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“กลับมาแล้วใช่ไหม” เสียงของหมอประจำชุมชนดังมาจากม้านั่งหน้าต่าง เขายืนกอดอก มุมปากขมวดเป็นเส้นบาง ลินาพยักหน้าแล้ววางกล่องลงอย่างเบา “ขอบคุณที่กลับมา ลำบากไหม”
“ไม่เท่าไหร่” เธอตอบพลางหันมองกระดานคำสั่งงานที่มีป้ายประกาศเล็กๆ หลุดล่อนออกบ้าง ใบเสร็จรับเงินจากการบริจาคตั้งเรียงผิดที่ “มีเรื่องเร่งให้ฉันดูใช่ไหม”
หมอพยักหน้าแล้วส่ายหน้าไปพร้อมกัน “เด็กน้อยที่บ้านเลขที่สิบสอง ปวดท้อง อาเจียน ไม่ตอบสนองต่อยาที่แจก แม่เขามาโทรขอความช่วยเหลือ แต่…” เขาไม่พูดต่อ เสียงมันไม่ได้หายไป แต่ถูกกลืนด้วยกลิ่นควันและผ้าเปียกที่ตากอยู่หน้าหน้าต่าง
ลินายืมไฟฉายจากโต๊ะทำงานแล้วหมุนคอช้า ๆ “ฉันไปดูเองนะ”
น้ำในคลองสะท้อนดวงไฟถนนเป็นเส้นยาว ลินาเดินตามทางดิน ผ่านบ้านไม้ที่แต่ละหลังมีร่องรอยความพยายามจะซ่อมแซม หนังสือเรียนเก่า รองเท้าคู่เดียววางเรียงสองคู่ เสียงเด็กหัวเราะผสมกับเสียงเครื่องยนต์จากเรือประมงไกลออกไป
ที่บ้านเลขที่สิบสอง แม่ของเด็กยืนกอดลูกบนตัก พอเห็นลินา เธอยกมือขึ้นปาดน้ำตาโดยไม่สนว่ามือจะเปรอะเลอะ “หมอลินา ช่วยด้วย” เสียงเธอแหบเครือ แต่ตาแหงนมองเธออย่างหวัง
ลินาเริ่มตรวจอย่างเร่งรีบ กดท้อง เด็กขยับตามมือช้า ๆ เสี้ยวหนึ่งของความรู้สึกที่เคยอยู่ในร่างเธอก่อนหน้านี้ย้อยกลับมาที่อก — ความเสียดายที่ไม่เคยตอบสนองเร็วพอ เธอจดบันทึก เลขซีเรียลของยา อาการที่ซักถาม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“มีใครในบ้านป่วยก่อนหน้านี้ไหม” เธอถาม เด็กคนหนึ่งยืนมองด้วยตาโต ปากยังมีคราบอาหาร “ป้าตา…พวกพ่อแม่บอกว่ามีคนหายใจไม่ออกเมื่อสองสัปดาห์ก่อน” เด็กคนนั้นตอบเสียงมันเล็กและชัดเจน
ลินายืดตัวแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นควันจาง ๆ โผล่จากปลายโรงงานฝั่งตรงข้ามคลอง เธอจดป้ายทะเบียนรถพ่วงที่จอดใกล้ประตูโรงงานไว้ในสมอง
คืนนั้นเธอนอนไม่หลับ กล่องเอกสารที่ขนกลับมาวางเรียงกันบนโต๊ะ มีแฟ้มเก่าจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้เข้าระบบ ลินาค่อย ๆ เปิดดู พบแผ่นสำเนารายงานการตรวจน้ำในคลองเมื่อสิบปีที่แล้ว ซึ่งมีช่องว่างในข้อมูลและลายเซ็นของเจ้าหน้าที่บางคนที่คุ้นหน้า เธาหยิบปากกาจดจ้อง เสียงนาฬิกาในห้องทำงานดังจนกลายเป็นเพลงที่เร่งให้หัวใจเธอเต้น
เช้าวันต่อมา ลินาไปหาเจ้าอาวาสประจำชุมชน เขานั่งอยู่ใต้ต้นตาลใหญ่ มือซับหน้าด้วยผ้าขาว เงยหน้ามองเธอแล้วหัวเราะแผ่ว “เจออะไรหรือเปล่า ลินา”
เธอวางสำเนารายงานบนโต๊ะไม้ เขาเลื่อนดูแล้วชะงัก “นี่มัน…” เขาพูดไม่จบเพราะคนที่เดินมาพร้อมกลิ่นเหล้าข้างกายบอกว่า “ให้ดูแต่พอเป็นพิธีเถอะ พ่ออาวาส”
เสียงชาวบ้านเริ่มแพร่ไปเหมือนเงาในน้ำ ยามค่ำคืน มีคนมาถาม ลางคนบอกว่าบ้านหลังนั้นมีคนป่วยเพิ่มขึ้น กลิ่นประหลาดจากคลองทำให้พืชผักไม่งาม เห็ดที่เดิมออกหนาแน่นก็หายไป
“โรงงานเขาจะปิดไหม” หนุ่มวัยกลางคนคนหนึ่งถามขึ้นที่ประชุมชุมชน มีคนหันมามองเขาด้วยสายตาหวาดระแวง “งานของเราจะหายไปถ้าเขาปิด” คนบางคนพยักหน้า เรียงกันเป็นแถวของเหตุผลที่อยากเก็บความเงียบ
ลินาเงียบ จมอยู่กับสมุดบันทึกของเธอ หน้าโน้ตเต็มไปด้วยชื่อคนและวันที่ที่เธอเห็นซ้ำ ๆ แล้วเหมือนจุดเชื่อมต่อที่คอยดันเธอให้เดินเข้าไปหาความจริง เธอคิดถึงน้องชายที่เคยทำงานในโรงงานและเลิกไปตอนที่ขาเขาเริ่มชา เขาไม่เคยพูดเรื่องนั้นอีก
“นายเมธาไปไหนแล้ว” เธอถามเสียงเบา ตอนที่นั่งคุยกับเพื่อนบ้านคนหนึ่ง “หายไปนานแล้ว” เพื่อนบ้านตอบ แล้วลมหายใจของเขาก็หยุดเป็นจังหวะสั้น ๆ เหมือนคนกำลังกลั้นคำบางอย่าง
ตลอดสองสัปดาห์ ลินาเดินตามเหตุการณ์เหมือนคนที่กำลังเดินตามแผนที่ที่ไม่มีเข็มทิศ เธอสัมภาษณ์คนเก่า ๆ บันทึกการส่งของจากโรงงาน ตรวจผลน้ำซ้ำแล้วซ้ำอีก แผนการของเธอคือการรวบรวมหลักฐานพอจะยืนยันได้ว่ามีมลพิษ แต่ระหว่างทางเบาะแสเล็ก ๆ ทำให้เธอพบความจริงที่มืดมนกว่านั้น
ในกล่องใบนึงมีจดหมายลับจากคนงานคนหนึ่ง เขาพูดถึงการสั่งการให้ทิ้งน้ำที่ไม่ได้รับการบำบัดโดยชัดเจน จดหมายลงวันที่หลายปีก่อน แต่ลายเซ็นที่แนบมากลับเป็นชื่อที่ยังคุ้นในชุมชน เกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลทางการเมืองท้องถิ่น
“จะเอาอย่างไรดี” เสียงราบเรียบของหมอที่เคยพยุงหัวใจชุมชนดังขึ้นเมื่อเธอเอาเอกสารให้ดู หมอวางแว่นบนปลายจมูกแล้วหันหน้าไปมองหน้าต่าง “ถ้าเปิดได้ พวกเขาจะมาหาเรื่องแน่ แต่ถ้าไม่พูด เด็กที่ป่วยจะยังป่วยต่อไป”
คำตอบดูเหมือนอยากให้เธอเป็นคนตัดสินใจ แต่สิ่งที่ตามมาคือการตัดสินใจที่ไม่มีสิทธิ์พลาด ลินารู้ว่าถ้าเธอเปิดเผย ทุกอย่างจะสั่นคลอน แต่ถ้าเก็บไว้ คนจะยังเจ็บป่วยต่อไป
ในค่ำคืนหนึ่ง เธอพบเมธา คนที่เธอคิดว่าหายไปนานยืนตัวสั่นอยู่ที่ท้ายซอยริมคลอง ใบหน้าซีด มืออ่อนแรง เมธาชี้ไปยังฝั่งโรงงานด้วยสายตาที่ว่างเปล่า “ฉันไม่อยากพูด…” เขาพูดเสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
ลินานั่งลงข้าง ๆ เขา มือของเธอกุมมือเขาไว้แน่น พอเขาสะดุ้งและมองหน้าเธอ จากดวงตานั้นมีความละอายปนความกลัว “นายทำงานในนั้นหรือ” เธอถาม
เมธาพยักหน้า ช้าจนเหมือนก้อนหินกลิ้ง “พวกเขาบอกว่าถ้าไม่ทำตามจะโดนไล่ออก และพวกเขาจะไม่ดูแลใครถ้าต้องเสียงาน” เมธากลืนน้ำลาย แล้วเสียงต่อไปก็กลายเป็นคำสารภาพเล็ก ๆ “ฉันโยนท่อหนึ่งท่อลงคลองตามคำสั่ง ตอนนั้นฉันคิดว่ามันคงไม่เป็นไร”
หน้าอกลินาเหมือนถูกบีบ เธออยากตะโกน ด่าทอ แต่คำพูดกลับกลายเป็นการสั่นของปาก “ทำไมไม่พูดออกมาเมื่อก่อน” เธอถาม มุมปากเมธาสั่น “ผมกลัว ผมกลัวว่าจะไม่มีงานให้ซื้อข้าว ผมกลัว…”
สิ่งที่เมธาพูดทำให้ลินาต้องเลือก ร้อยพันเหตุผลพัดผ่านจิตใจเธอ ทั้งความโกรธ ความเห็นใจ ความกลัวที่จะเสียคนที่รักไปจากการเปิดเผย และความรู้สึกผิดที่อาจช่วยชีวิตคนได้
วันถัดมา ลินาเดินเข้าไปหากรรมการโรงงาน เขานั่งหลังโต๊ะหนังใหญ่ เสื้อเชิ้ตสีขาวตึง กิริยาสุภาพ เสียงเขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงไม่ใส่ใจ “มีอะไรให้ช่วยไหม”
“มีคำถามเกี่ยวกับการปล่อยน้ำทิ้งค่ะ” ลินาตอบตรง ๆ เธอยื่นสำเนารายงานและจดหมายที่เจอ กรรมการรับเอกสารด้วยนิ้วเรียวแต่สายตาไม่เปลี่ยน “คุณจะยืนยันได้ไหมว่าการตรวจสอบเป็นไปตามมาตรฐาน”
เขายิ้มบาง ๆ “เรามีมาตรฐานทุกอย่าง ถ้าพวกเขามีปัญหา เขาก็สามารถร้องเรียน และเรายินดีดูแล” น้ำเสียงของเขาเย็น แต่คำตอบนั้นมีช่องว่างยาวที่ไม่พูด
หลังจากวันนั้น ข้อความแปลก ๆ เริ่มตามมาทางโทรศัพท์ คนในชุมชนบางคนถูกขู่ให้หยุดพูด หมอที่ยืนข้างลินาถูกเรียกไปพบหัวหน้า หน้าบ้านของลินาถูกตอกป้ายเตือนบางคำที่ทำให้หัวใจเธอเกือบหยุดเต้น แต่ยังมีเสียงเล็ก ๆ ของเด็กในชุมชนที่ยังถามถึงการเยียวยา ทำให้เธอไม่ถอย
ลินาตัดสินใจเตรียมหลักฐานให้แน่นที่สุด เธอร่วมกับหมอและหญิงอาสาสมัครที่ชื่ออ้อม ทำการเก็บตัวอย่างน้ำในช่วงกลางคืน ใช้เครื่องมือที่เก็บจากคลังเก่า และขอความช่วยเหลือจากนักเคมีในเมืองที่เคยเป็นเพื่อนสมัยเรียน
แต่การตัดสินใจของเธอมีผลตามมา เมธาถูกเรียกตัวกลับโรงงานในสัปดาห์ถัดมา เขาไม่กลับออกมาอย่างปกติ วันหนึ่งมีคนมาบอกลินาว่าเมธาถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่ในเมือง แต่เมื่อเธอไปดู เขาไม่ได้อยู่ที่นั่นอีก
“เขาหายไปไหน” ลินาถามผู้ดูแลโรงพยาบาล เสียงตอบกลับมากลับทำให้หัวเธอเต็มไปด้วยความเงียบ “ไม่มีบันทึกรับรักษาชื่อเมธา”
ความกลัวบีบรัดลินา เธอนึกถึงใบหน้าซีดของเมธา ความสั่นที่มือเมื่อปฏิเสธงานบ้าน “พวกเขาอาจจะพาไป” เพื่อนบ้านคนหนึ่งบอกแล้วก้มหน้าลง น้ำตาไหลเงียบ ๆ เป็นเส้นสายเดียว
ลินาไม่ยอมแพ้ เธอเอาหลักฐานทั้งหมดไปให้สื่อมวลชนท้องถิ่น ส่งผลให้เรื่องเริ่มขึ้นเป็นข่าวเล็ก ๆ ในหนังสือพิมพ์ แต่ทันทีที่เรื่องถูกเผยแพร่ กลับมีการยื่นคำฟ้องร้องกลับมาจากโรงงาน เขาพยายามจ้างทนายความเข้ามาเพื่อทำให้หลักฐานของลินาดูไม่น่าเชื่อถือ
ชาวบ้านสองฝ่ายเริ่มตั้งแง้ใส่กัน บางคนเชื่อในคำพูดของโรงงานว่าทุกอย่างปลอดภัย บางคนถือป้ายประท้วงกลางถนน เตียงหมอนในศูนย์ชุมชนถูกจับจองเป็นที่ปรึกษาจิตใจสำหรับคนที่กลัว นัยของการต่อสู้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ผลกระทบต่อสุขภาพ แต่ยังครอบคลุมถึงงาน รายได้ และศักดิ์ศรี
หนึ่งคืน ลินาได้รับจดหมายไม่มีชื่อ เขียนสั้น ๆ ว่า “หยุดเธอจะไม่ปลอดภัย” แต่ข้างในมีแผนที่เล็ก ๆ ที่บอกตำแหน่งที่เมธาพูดถึงวันก่อน เขียนว่า “ใต้สะพานเก่า มีตู้คอนเทนเนอร์”
ลินาพบกับอ้อมและหมอในความมืด เขาทั้งสองจับมือเธอแน่นเหมือนให้กำลังใจ ก้าวไปบนบันไดเก่า ๆ สะพานไม้ส่งเสียงครืดคราดใต้เท้าของพวกเขา กลิ่นน้ำเน่าแตะจมูกอย่างรุนแรง เมธาไม่ได้อยู่ในตู้คอนเทนเนอร์ แต่มีเอกสารจำนวนมาก กระป๋องสีที่ไม่ได้ผ่านการบันทึก และถุงมือยางที่เปื้อนบางอย่าง
อ้อมสูดหายใจลึก “นี่มันชัดขึ้นทุกวัน” เธอพูด ปากของเธอสั่น แต่คำพูดนั้นไม่ใช่คำตัดสิน มันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้คนต้องลงมือ
หลักฐานที่ได้ถูกนำไปวิเคราะห์โดยนักเคมีที่เมือง ผลออกมาว่ามีสารเคมีชนิดหนึ่งที่พบในตัวอย่างน้ำที่สูงกว่ามาตรฐานมาก สารชนิดนั้นสัมพันธ์กับอาการที่เด็กและผู้ใหญ่ในชุมชนเป็นอยู่ รายงานวิชาการส่งถึงมือผู้ใหญ่บ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การตอบสนองกลับช้ากว่าที่ควร
โรงงานออกแถลงการณ์ว่าได้ปฏิบัติตามมาตรฐานทั้งหมดและจะช่วยเหลือชุมชน แต่ท่าทีของเขาเย็นและพูดด้วยคำที่จัดไว้แล้ว การเจรจาดูเหมือนจะเป็นการแลกเปลี่ยนคำพูดที่ไม่มีน้ำหนัก
ชาวบ้านบางคนเริ่มรวมตัวขอให้มีการตรวจสอบโดยภายนอก พวกเขาจัดเวทีเล็ก ๆ หน้าประตูโรงงาน ผู้คนพูดคุยด้วยความโกรธและความหวัง ลินานั่งฟังคนหนึ่งหลังเวที พูดถึงความเป็นไปได้ของการสูญเสียงาน “เราจะทำอย่างไรถ้าพวกเขาปิดโรงงาน” คนหนึ่งถาม
ลินามองคนตรงหน้าอย่างยาว นัยน์ตาเธอไม่วาววับเหมือนก่อน แต่หนักแน่น “เราจะเรียกร้องการเยียวยา เราต้องการการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม และถ้าจำเป็นเราจะหางานให้กันและกันใหม่ เราไม่ควรยอมให้คนเจ็บป่วยเพียงเพื่อรักษางานของบางคน”
คำพูดนั้นทำให้เกิดเสียงเงียบยาว แล้วเป็นเสียงชอบด้วยปากหนึ่ง เสียงบางเสียงเริ่มปรบมือ เบา ๆ แล้วตามด้วยคนอื่น ๆ เสียงนั้นกลายเป็นการยืนยันว่าบางอย่างกำลังเปลี่ยน
ในที่สุดหน่วยงานภายนอกก็มาตรวจสอบ การวิเคราะห์เพิ่มเติมยืนยันว่าโรงงานมีการปล่อยน้ำและสารพิษเกินมาตรฐานจริง แต่การจัดการผลทางกฎหมายยังคงเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายที่มีอำนาจทางการเงินและชุมชนที่ไม่ค่อยมีใครฟัง
เมธาปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในงานชุมชน เขาเดินมาพร้อมกับขาแพลงและรอยแผลที่แขน ใบหน้าซีดแต่มีแววตาที่ไม่กลัวแล้วเมื่อมองคนที่เคยหลบหน้าเขา “ผมมาเพื่อบอกความจริง” เขาพูดเสียงแข็ง เสียงของเขาขาด ๆ แต่ทุกคำชัดเจน
คำสารภาพของเมธาทำให้คดีแน่นขึ้น แต่ผลของมันไม่ได้เป็นแค่การจับกุมหรือปิดโรงงานทันที ชุมชนต้องเผชิญกับผลทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนหลายคนตกงานและต้องหาทางใหม่ แต่การสูญเสียบางอย่างแลกมาด้วยความสะอาดที่โลกไม่สามารถซื้อได้
ในตอนนั้น ลินาต้องตัดสินใจอีกครั้ง หน่วยงานเสนอให้เธอย้ายไปทำงานในเมือง มีโอกาสและเงินเดือนที่ดีกว่า แต่นั่นหมายถึงการทิ้งชุมชนไว้ในระหว่างกระบวนการชำระหนี้และเยียวยาที่อาจลากยาวหลายปี เธายืนมองคลองในยามเช้า น้ำเริ่มใสขึ้นเล็กน้อย ก้อนขยะบางก้อนถูกเก็บออกไป แต่กลิ่นยังคงลอยตามลม
เมธามานั่งลงข้างเธอ คนสองคนจ้องมองผืนน้ำ “จะไปไหม” เขาถามเสียงไม่ตื่นเต้น แต่มีความหวังแฝงอยู่ “ฉันไม่อยากทิ้งที่นี่” ลินาตอบแทนความเงียบของทั้งคู่ เธอรู้ว่าการอยู่หมายถึงการต่อสู้ที่ยาวนาน แต่การไปหมายถึงการปล่อยให้คนอื่นแบกรับภาระ
ค่ำคืนนั้น ศาลออกคำสั่งให้มีการชดเชยและมาตรการบำบัดน้ำโรงงานต้องรับผิดชอบชุมชนตามหลักฐานที่ปรากฏ แม้จะยังมีการอุทธรณ์จากฝ่ายโรงงาน การเปลี่ยนแปลงเริ่มก่อตัวขึ้นในรูปแบบของทีมเยียวยาที่มาจากจังหวัดและโครงการฝึกอาชีพชั่วคราวสำหรับคนที่ตกงาน
ลินานั่งอยู่ที่หน้าศูนย์กลางชุมชน เธอถือเอกสารการจัดสรรงบประมาณเล็ก ๆ ที่เพิ่งได้รับการอนุมัติ เด็ก ๆ วิ่งเล่นใกล้ๆ มีเสียงหัวเราะและเสียงเรียกชื่อกันอย่างคุ้นเคย เธอมองเมธาที่กำลังช่วยซ่อมหลังคาบ้านเพื่อนบ้าน มือของเขามีรอยแผลแต่ท่าทางมั่นคง
คืนหนึ่งหลังการประชุมชุมชน ลินาได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง จ่าหน้ามาถึงเธอ แต่ไม่มีชื่อคนส่ง เปิดออกแล้วมีข้อความสั้น ๆ ว่า “ขอบคุณ” ไม่มีคำอื่นใดตามมา ลินาหัวเราะในลำคอ เธอไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน แต่มือของเธออุ่นขึ้นเหมือนได้รับการยืนยัน
เวลาผ่านไป คนในชุมชนเริ่มเรียกคืนบางส่วนของชีวิตที่เคยขาดหาย ลินาไม่รับข้อเสนอไปทำงานในเมือง เธอเลือกอยู่ที่นี่เพื่อร่วมงานกับหน่วยเยียวยาและทีมอาสา เมธาได้รับงานซ่อมแซมชั่วคราว และบางคนเริ่มปลูกผักในแปลงที่ได้รับการบำบัด
ในเช้าวันหนึ่งที่เงียบสงบ ลินาเดินไปที่ริมคลอง เธอเห็นเด็กคนหนึ่งสาดน้ำเล่น เสียงหัวเราะกระจายไปเหมือนเมล็ดที่ปลิวลอยในอากาศ เธายิ้มแต่ไม่ลืมสายตาที่เคยเห็นความเจ็บปวด มันยังคงอยู่ในเงาของความทรงจำ แต่ตอนนี้เงานั้นถูกขีดเส้นไว้ชัดเจนว่าไม่อาจยืดหยุ่นไปมากกว่านี้
ลินายกมือขึ้นมองผืนน้ำ แสงแดดสะท้อนเป็นเส้นเล็ก ๆ คล้ายจุดประกาย เธารู้ว่าการทำงานของพวกเขาเพิ่งเริ่ม ไม่ใช่จบ แต่การเลือกของเธอได้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เธายิ้มและก้าวกลับเข้าไปในชุมชน เสียงฝีเท้าบนทางดินเป็นจังหวะที่ค่อย ๆ ประสานกับเสียงคนรอบข้าง
สุดท้ายลินานั่งลงบนม้านั่งไม้หน้าศูนย์ เธอหยิบสมุดเล่มเดิมขึ้นมา เขียนบันทึกเล็ก ๆ เกี่ยวกับวิธีการปลูกผักด้วยดินที่ถูกบำบัด และหมายเลขติดต่อของสถานีตรวจคุณภาพน้ำ เธอลองดูตัวอักษรที่เขียนไป มันไม่สดใสแต่มั่นคง
เมื่อคืนเงียบลง เหลือเพียงเสียงแมลงและแสงไฟจากหน้าต่างบ้านเพื่อนบ้าน ลินาจ้องดูผืนน้ำที่ขยายตัวเป็นภาพสะท้อนของบ้านเรือน และคิดถึงวันที่ทุกคนในชุมชนต้องร่วมมือกันเพื่อปกป้องความเป็นอยู่ของตัวเอง เธอไม่สามารถเรียกคืนทุกอย่างที่สูญเสียไป แต่เธอสามารถทำให้พรุ่งนี้ต่างออกไป
ปิดท้ายด้วยภาพของคลองที่แสงเช้าสาดลงมา น้ำไม่ใสสนิท แต่มีสีที่อ่อนกว่าเดิม ลินายืนอยู่ริมฝั่ง ถือสมุดบันทึกในมือ เหมือนผู้เฝ้ามองที่ไม่ยอมให้เงาเดิมกลับมาทับซ้อนอีกครั้ง