เปรมกับชมรมภาพยนตร์: วุ่นรักอลวนถ่ายหนัง
เสียงแตรขายไส้กรอกดังใกล้ ๆ บอกว่าเช้าวันสมัครสมาชิกชมรมที่มหาวิทยาลัยเริ่มแล้ว แต่ตรงหน้าบูธชมรมภาพยนตร์กลับเป็นความอลหม่านของโปสเตอร์ที่เอียง โคมไฟถ่วงไม่สมดุล และเปรมที่กำลังยิ้มจนแก้มบวม
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เปรม: “ใครยังไม่ได้สมัคร? ใครอยากมาถ่ายหนังบ้าง! ของเราไม่ได้แค่ถ่าย เรามีเมนเทอร์ระดับประเทศมาให้คำปรึกษา”
มะขาม (เพื่อนสนิท): “เมนเทอร์ระดับประเทศเหรอ? จริงเหรอเปรม?”
เปรมรีบทำหน้าจริงจังจนคนตรงหน้าเชื่อ
เปรม: “จริงดิ แกอยากเห็นคนชื่อ…อาจารย์แก้วไหมล่ะ? ท่านเคยได้รางวัล…เอ่อ…ถ่ายเบื้องหลังหลายงานเลยนะ”
นักศึกษาคนหนึ่งชะงักแล้วยิ้มกว้าง
นักศึกษา: “โห แล้วจะมีเซสชันมาสเตอร์คลาสไหมครับ? ผมอยากไปดูเทคนิคร้านตัดต่อ”
เปรมพยักหน้าอย่างมั่นใจ ทั้งที่จริง ๆ แล้วเธอเพิ่งได้ยินชื่อ “อาจารย์แก้ว” จากข่าวเก่า ๆ ในกลุ่มแชทของชมรม และไม่ได้แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นใคร
บ๊อบ (ประธานชมรม): “เปรม…อย่าบอกใครว่าพวกเรายังไม่ได้ทำหนังอะไรเป็นชิ้นเป็นอันนะ”
เปรม: “บ๊อบ ใจเย็นดิ เรื่องแค่นี้เดี๋ยวเราจัดการเอง”
บ๊อบกดโทรศัพท์ โยนแผ่นฟิล์มเก่า ๆ ให้มะขาม
มะขาม: “ถ่ายจริง ๆ สักเรื่องก็ยังดีนะ ที่ผ่านมาพวกเราทำแต่โปรเจกต์สั้น ๆ แล้วหายไป”
เปรมยิ้มเป็นพันลักยิ้มพร้อมความตั้งใจหนึ่งอย่าง คือจะทำหนังให้ได้ และเมนเทอร์เฟลมลวงนั้นกำลังจะกลายเป็นท่อน้ำพุแห่งปัญหา
หลังจากงานรับสมัคร วันต่อมาเปรมส่งอีเมลถึงคณะจิตศิลป์โดยไม่คิดมากว่าเรื่องเมนเทอร์คือเรื่องใหญ่ เมื่อคณะตอบกลับว่าอยากสัมภาษณ์เพื่อร่วมงานฉายรวมสโมสรประจำปี มหาวิทยาลัยจะมีสื่อท้องถิ่นมาเก็บภาพด้วย
เปรมมองจอคอมพิวเตอร์ รู้สึกเหมือนโลกคว่ำ
เปรม: “โอ้โห… เราต้องมีงานฉายจริง ๆ หรอ?”
มะขาม: “เปรม นี่นายบอกอะไรไว้แน่เหรอ…เราไม่มีหนังจะฉายเลยนะ”
เปรมเงียบ แต่ในหัวคิดเร็วเหมือนตัดต่อหนัง เธอชักจะเห็นภาพงานฉายที่สวยงาม เพื่อน ๆ แถวหน้าถ่ายรูป มีคนสัมภาษณ์ และชื่อชมรมที่ถูกกล่าวถึงในข่าว
เปรม: “เราแค่ต้องทำหนังสั้นสักเรื่องเดียวเอง เดี๋ยวก็เสร็จ”
เสียงบ๊อบจากอีกห้องดังมาเป็นเสียงรัดคอความฝัน
บ๊อบ: “งบเรามีน้อยกว่าที่คิดนะเปรม ถ้าจะถ่ายจริง ๆ ต้องคิดใหม่”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของมรสุมตลก ที่เริ่มจากคำพูดเดียวของเปรม
วันออดิชั่น นักแสดงเดินเข้าออกชมรม บางคนหวังจะรับบทนำ บางคนมาด้วยอุปกรณ์ถ่ายทำมือสองที่พังครึ่งหนึ่ง มะขามจัดตาราง เปรมพยายามเกลี้ยกล่อมให้ทุกคนอยากเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ยังไม่ชัดเจน
มะขาม: “บทมันยังไม่เสร็จเลยเปรม เราต้องเขียนบทก่อนสักสิบหน้า”
เปรม: “เออ ฉันกำลังคิดคอนเซปต์อยู่…หนังมันต้องเกี่ยวกับ…ความจริงและการโกหก…โอ้ย เราจะเอาอะไรก็ได้ที่ทำให้คนซึ้ง”
อิง (หัวหน้าชมรมดนตรี ตาไวเหมือนเหยี่ยว): “ได้ยินว่าพวกเธอจะมีเมนเทอร์ จะมีสื่อมาด้วย ฉันอยากเห็น ผมจะหาโคบี (เครื่องฉาย) ดี ๆ ให้ยืม”
บรรยากาศเริ่มมีคนมาสนใจ แต่ความจริงคือ เปรมยังหาคนที่ชื่อ “อาจารย์แก้ว” ไม่เจอ
ในวันหนึ่งขณะที่เปรมวิ่งหากาแฟ เธอไปติดอยู่กับเหตุการณ์ประหลาดหน้าร้านขนมปังเก่า ๆ: มีชายแก่ผมขาว ใส่ผ้ากันเปื้อนยืนท่าทางเป็นการ์ดเชิงศิลป์ เล่าเรื่องกล้องฟิล์มให้ลูกค้า
ชายแก่: “ตอนผมถ่ายหนังสั้น แสงมันต้องเตรียมให้เหมือนคนกำลังอาบแดดจริง ๆ นะ”
เปรมจ้องตา ชายคนนั้นมีชื่อนามสกุลหนึ่งเดียวกันกับอาจารย์ที่เธอพูดถึงเมื่อสัปดาห์ก่อน: ‘แก้ว’ แต่ไม่มีนามบัตร ไม่มีป้าย ที่สำคัญเขาพูดถึงกล้องเหมือนคนเคยทำหนังจริง ๆ
เปรมตัดสินใจเข้าหา
เปรม: “ขอโทษค่ะ อาจารย์แก้วใช่ไหมคะ?”
ชายแก่ขมวดคิ้ว ยกยิ้มแบบคนที่อาจลืมชื่อของตัวเอง
ชายแก่: “โอ้ แก้วเหรอ…ชื่อฉันแป๊ะ แก้วแป๊ะ…ไม่ใช่แก้วธรรมดา ๆ หรอก”
เปรมมองชื่อบนผ้ากันเปื้อนที่เขียนว่า ‘แป๊ะเบเกอรี่’ แล้วกลั้นหัวเราะอย่างเกือบไม่อยู่
เปรม: “อ้อ…อาจารย์แป๊ะ…ไม่ใช่อาจารย์แก้ว แต่…อุ้มมม…จริง ๆ คุณเคยทำหนังเหรอคะ?”
ชายแก่มีแววตาเป็นประกาย
แป๊ะ: “สมัยหนุ่ม ๆ ผมเคยเป็นผู้ช่วยช่างภาพชุดหนึ่ง เคยถ่ายฉากหนึ่งในหนังฝีมือดีมาก ๆ แต่ผมเล่าไม่ถูกหรอก…ทักษะคือการปรับแสงให้เหมือนตอนสาย ๆ”
เปรมได้ยินคำว่า ‘ถ่าย’ แล้วหัวใจเต้นแรง เธอตบมือเล็กน้อย
เปรม: “พอจะให้คำปรึกษา หรือมาเป็นเมนเทอร์ให้ชมรมได้ไหมคะ? เรากำลังจะถ่ายหนังสั้น”
แป๊ะยิ้ม ก้มลงช้อนขนมปังชิ้นหนึ่งไว้ในมือ
แป๊ะ: “เมนเทอร์เหรอ? ถ้าเมนเทอร์คือคนที่กินขนมปังอร่อย ๆ ด้วย ผมยินดี”
เปรมไม่แน่ใจว่าแป๊ะเข้าใจคำว่าเมนเทอร์จริง ๆ แต่ในจิตใจของเธอ แป๊ะคือคำตอบที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน: คนแก่ที่เคยจับกล้องมาแล้ว แม้จะไม่ใช่คนดัง แต่มีเรื่องเล่าและทักษะ
มะขามเมื่อได้ยินข่าวก็ดีใจอย่างมาก
มะขาม: “ถ้าแป๊ะช่วยได้ เราก็มีอะไรจะโม้กับคณะแล้วนะเปรม!”
แต่ความเข้าใจผิดอีกแบบชักจะเกิดขึ้นเมื่อบ๊อบบังเอิญโพสต์รูปแป๊ะกำลังอธิบายแสงให้เด็กชมรม พร้อมคำบรรยาย: ‘วันนี้เมนเทอร์ระดับตำนานมาเยือน’ บรรดานักข่าวท้องถิ่น เห็นโพสต์ ก็คิดว่าเป็นเหตุการณ์พิเศษ และเริ่มติดต่อขอสัมภาษณ์
นักข่าว: “เราขอเข้ามาถ่ายเบื้องหลังงานของชมรมได้ไหมครับ? เราได้ยินว่ามีเมนเทอร์ระดับตำนานจริง ๆ”
เปรมหัวเราะในลำคอ แต่หัวใจเริ่มตึง
เปรม: “เอ่อ…ใช่แล้วครับ…เชิญเลย”
กลางสัปดาห์ก่อนงานฉายใหญ่ เกิดความวุ่นวายขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เมื่อรองคณบดีประกาศว่าเขาจะมาร่วมงาน และอาจจะเชิญแขกสำคัญจากหน่วยงานศิลป์ระดับชาติ
รองศาสตราจารย์ปิ่น (เสียงผ่อนคลายแต่จริงจัง): “ผมอยากให้ชมรมของเราทำอะไรที่มีมาตรฐานหน่อยครับ นี่เป็นโอกาสที่ดี”
เปรมมองหน้ามะขามแล้วหัวเราะแบบกลั้นไม่อยู่
เปรม: “มาตรฐานงั้นหรือคะ…งั้นพวกเรา…ต้องทำให้สุด”
มะขาม: “สุดยังไง? พวกเรามีงบเท่าไรบ๊อบ?”
บ๊อบ: “งบประมาณคือการประหยัดเวลา ถ้าจะสุดก็ต้องสุดความคิด ไม่ใช่สุดเงิน”
การซ้อมเต็มไปด้วยการขัดใจเล็ก ๆ น้อย ๆ นักแสดงไหลเวียน บทเปลี่ยนแบบติดตลก และแป๊ะมักจะมาสอนว่า ‘ไฟคือเพื่อน’ แต่พอถึงช่วงที่ต้องใช้ไฟจริง ๆ เขาก็หยิบหลอดไฟแบบโบราณมาจุดซึ่งให้ผลลัพธ์โอเคแต่ไม่ทันสมัย
นักแสดงสาว “ฟ้า” ที่รับบทนางเอกบ่นกับเปรม
ฟ้า: “ฉันกลัวว่าหนังจะดูเหมือนพาเหรดของความผิดพลาดนะเปรม”
เปรมพยายามให้กำลังใจ
เปรม: “ไม่หรอก มันจะเป็นเสน่ห์ของเราเอง”
มะขามยืนมองสคริปต์แล้วถอนหายใจ
มะขาม: “แต่สคริปต์มันยังง่อยอยู่นะ…เราจำเป็นต้องมีจังหวะชัด ๆ เดี๋ยวเรื่องจะหลุด”
ก่อนงานฉายหนึ่งสัปดาห์ มีอีเมลฉบับหนึ่งส่งถึงคณะจากบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็น ‘ผู้กำกับหน้าใหม่ที่กำลังจะมาจัดเวิร์กชอป’ และเขียนว่าจะร่วมเป็นแขกรับเชิญ แต่ไม่มีภาพรวมว่าเขาเป็นใคร พวกเราตื่นเต้นจนลืมตรวจสอบรายละเอียด
อีเมลบอกชื่อคนคนนั้นว่า ‘พงษ์ศิริ’ แต่เปรมไม่เคยเห็นชื่อในวงการ เธอจึงตั้งหน้าตั้งตารอ รู้สึกเหมือนหนังของเธอกำลังจะได้รับการรับรองจากคนนอกโลก
แต่โชคชะตาเล่นตลก เมื่อวันเวิร์กชอปมาถึง คนที่เดินเข้ามาไม่ใช่ผู้กำกับไฟแรง แต่เป็นหนุ่มยิ้มง่ายที่ขายไอศกรีมรถเข็น ชื่อเดียวกันกับผู้กำกับคนนั้นพอดี
พงษ์ศิริ (คนขายไอศกรีม): “ผมมารับงานให้…อ้าว ผมมาผิดที่งั้นเหรอ?”
เปรมหน้าแดง แต่คนขายไอศกรีมยกไอศกรีมให้ทุกคนฟรี และเล่าเรื่องการเดินทางที่ทำให้เด็กชมรมหัวเราะจนตกเก้าอี้
มะขามกัดฟันด้วยทั้งตกใจและขบขัน
มะขาม: “นี่ยิ่งกว่าหนังของเราซะอีก”
งานฉายใหญ่จะต้องเกิดขึ้นในหอประชุมของมหาวิทยาลัยที่มีเก้าอี้สีน้ำเงินเรียงเป็นระเบียบ ผู้คนจากหลายคณะมาอย่างไม่ขาดสาย สื่อท้องถิ่นยืนเรียง บางคนถือไมโครโฟน บางคนถือกล้องวิดีโอ น้ำเสียงของรองคณบดีดังขึ้นเพื่อแนะนำชมรม
รองศาสตราจารย์ปิ่น: “คืนนี้เราจะได้ชมผลงานของนักศึกษาผู้มีความคิดสร้างสรรค์ ผมขอให้พวกเธอเพลิดเพลินและให้กำลังใจ”
เปรมยืนอยู่หลังเวที ใจเต้นรัว เธอมองไปที่แป๊ะที่แต่งตัวด้วยผ้ากันเปื้อนและถือชามขนมปังเหมือนเป็นพร็อปสำคัญ
แป๊ะ: “อย่ากังวลไปเลย เด็กน้อย ไฟกับขนมปังคือมิตรแท้ของการแสดง”
เปรมไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้
เปิดฉายภาพแรกขึ้นมา หน้าจอเป็นภาพซ้อนของการซ้อม บทพูดที่ตัดต่อมาแบบประหลาด เสียงดนตรีจากชมรมดนตรีวิ่งออกมาพร้อม ๆ กัน และแสงที่แป๊ะเตรียมมอบความอบอุ่นเหมือนราวกับอยู่ในร้านขนมปัง
คนแรกในที่นั่งกระซิบกับคนข้าง ๆ
ผู้ชม A: “นี่คืออะไร…สารคดีหรือหนังสั้น?”
ผู้ชม B: “ก็ดูแปลก แต่น่ารักนะ”
ในฉากถัดมา ผู้กำกับตัวน้อย (เปรมเองในมุมกล้อง) รับบทโดยนักแสดงที่มีความไม่มั่นใจแต่จริงใจ ฉากถัดไปเป็นการทดลองยิงกล้องมือถือโดยมะขาม และฉากสุดท้ายคือการสัมภาษณ์แป๊ะกับมะขามที่พูดคุยเรื่อง “คำโกหกที่กลายเป็นเรื่องจริง”
และแล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่เปรมคาดไม่ถึง: ระบบฉายเกิดไฟฟ้ากระตุก หน้าจอดับวูบหนึ่ง เสียงคนนิ่วหน้า แต่แสงจากหลอดไฟเก่า ๆ ของแป๊ะกลับเริ่มส่องเป็นจุดโฟกัสเล็ก ๆ บนเวที มันให้บรรยากาศแบบ intimate ที่ผู้คนไม่เคยเห็นในโรงหนังมหาวิทยาลัยมาก่อน
เปรมยืนกลางเวที หายใจลึก แล้วตัดสินใจพูดต่อหน้าผู้ชม
เปรม (ด้วยน้ำเสียงสั่น): “ขอโทษครับ…ชมรมของเรามีเรื่องที่อยากจะยอมรับ…พวกเราบอกไปว่ามีเมนเทอร์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ความจริงคือ…พวกเราได้คน ๆ หนึ่งที่มาพร้อมความจริงใจ และทักษะที่ไม่ต้องคำว่า ‘ระดับชาติ’ ถึงจะสวยงาม”
ผู้ชมหน้าแปลกใจ ประหนึ่งได้ฟังสารคดีชีวิตสั้น ๆ
เปรม: “ผม (ฉัน) พูดความจริงช้าไปหน่อย แต่คืนนี้ขอให้เราดูหนังของเราแบบจริงใจ ให้กำลังใจกัน ถ้ามันพัง ก็ให้เราเผชิญมันไปด้วยกัน”
เงียบชั่วอึดใจ แล้วคำปรบมือดังขึ้นเล็ก ๆ ก่อนจะกลายเป็นเสียงปรบมือกว้างขวาง ผู้ชมบางคนหัวเราะเบา ๆ บางคนเช็ดน้ำตา
แป๊ะหยิบชามขนมปังขึ้น แล้วโยนชิ้นหนึ่งให้ผู้ชมข้างหน้าเป็นสัญญาณที่ประหลาดแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
นักข่าวหลังงานเดินมาสัมภาษณ์เปรม
นักข่าว: “น้องเปรม พวกเธอทำได้ยังไง ถึงกล้ายอมรับต่อหน้าแบบนั้น?”
เปรม: “เพราะถ้าไม่ยอมรับ เดี๋ยวเราจะเล่าแต่เรื่องโกหกต่อไปเรื่อย ๆ แล้วก็ลืมว่าทำไมเราถึงอยากถ่ายหนังตั้งแต่แรก”
ในสัปดาห์ถัดมา ข่าวเรื่องชมรมภาพยนตร์แพร่ในวงกว้างแต่ไม่ใช่ในแง่คนนิยมชมเชยตามความคาดหวังของเปรม มันเป็นข่าวเรื่องความจริงใจที่เกิดจากความผิดพลาด ผู้คนชื่นชมวิธีที่ชมรมยอมรับและแป๊ะกลายเป็นฮีโร่ขนมปัง
มะขามนั่งจิบกาแฟกับเปรมที่ระเบียงชมรม
มะขาม: “ฉันว่าพวกเธอได้เรียนรู้บางอย่างนะเปรม”
เปรมหัวเราะกลัว ๆ
เปรม: “ฉันก็คิดแบบนั้น…ฉันเรียนรู้ว่า…อย่าเว่อร์เกินกว่าที่ตัวเองเป็น”
มะขามชะงัก ก่อนจะยิ้ม
มะขาม: “และอย่าลืมว่า…บางครั้งคนที่ไม่ยิ่งใหญ่บนกระดาษ อาจยิ่งใหญ่ในหัวใจ”
เวลาผ่านไป ชมรมภาพยนตร์ของพวกเขาไม่ได้กลายเป็นหน่วยงานที่ได้รับทุนใหญ่ แต่กลับมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนอยากมาเป็น ‘ส่วนหนึ่งของความจริงใจ’ คนจากคณะสถาปัตย์มาช่วยทำพร็อพ คนจากคณะดนตรีมาช่วยแต่งซาวด์ และแป๊ะเปิดบูธขายขนมปังหลังการฉายทุกรอบ
บ๊อบมองสมาชิกที่เติบโตด้วยความภูมิใจ
บ๊อบ: “เราสร้างชุมชนได้ โดยไม่ต้องเป็นที่สุด”
ในปีสุดท้ายของเปรม ชมรมได้ส่งหนังไปเข้าร่วมเทศกาลนักศึกษาเล็ก ๆ แม้จะไม่ชนะ แต่ได้รางวัลพิเศษสำหรับ ‘ผลงานที่มีความจริงใจ’ ซึ่งสำหรับเปรมถือเป็นของรางวัลที่ล้ำค่า
ในพิธีมอบรางวัล แป๊ะยืนเคียงข้างเปรม สวมเสื้อเชิ้ตเก่า ๆ และยิ้มอย่างคนที่ไม่ได้เข้าใจในคำว่าโมเมนต์ทางสังคม แต่เข้าใจว่าความสุขเกิดจากการแบ่งปัน
แป๊ะ: “ฉันแค่ทำขนมปังและพูดเรื่องไฟ แต่ใครจะคิดว่ามันจะพาเราไปถึงตรงนี้”
เปรมถือไมโครโฟน เธอไม่ลืมมองไปที่มะขาม บ๊อบ และทุกคนที่เคยเชื่อหรือไม่เชื่อในคำโกหกของเธอ
เปรม: “ผม…ไม่ใช่คนที่ควรเป็นตัวอย่างการนำทีม แต่ผมได้เรียนรู้ว่าการยอมรับผิด และทำให้ถูกต้อง มันสำคัญกว่าหน้าตาของความสำเร็จ”
ผู้คนปรบมือ เธอรู้สึกน้ำตาจะไหลแต่มันเป็นน้ำตาของความโล่งใจ
หลังงาน ฉากสุดท้ายเป็นภาพของห้องชมรมที่เต็มไปด้วยโปสเตอร์เก่า ๆ ไฟหลอดเก่า ๆ และกล่องฟิล์มที่เรียงรอการเปิดใช้งาน บนโต๊ะมีชามขนมปังที่แป๊ะวางไว้ และมีใบปริญญาร่าง ๆ ของเปรมวางอยู่พร้อมคำนำที่เขียนว่า ‘สำหรับทุกคนที่กล้าที่จะยอมรับ’
มะขามหัวเราะเบา ๆ มองภาพฟิล์มเก่าที่กำลังจะถูกส่อง
มะขาม: “ในที่สุดก็ไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบหรอก แต่เป็นการเดินทางที่เราอยากจะดูซ้ำ”
เปรมยิ้ม จับมือมะขามและมองไปที่หน้าจอที่กำลังจะเปิดภาพเก่า ๆ ของพวกเขา
ภาพสุดท้ายเป็นฉากของเด็กชมรมที่ยังคงพูดจาโม้กันอยู่หน้าบูธว่า ‘มีเมนเทอร์ระดับชาติ’ และเสียงหัวเราะค่อย ๆ ดังกึกก้อง เพื่อน ๆ ทุกคนรู้ว่ามันคือมุกเก่า และไม่มีใครโกรธ แต่ทุกคนยิ้มเพราะรู้ว่าพวกเขาเคยกล้าจะฝันและกล้าจะยอมรับเมื่อฝันผิด
แสงไฟจากหลอดเก่า ๆ ของแป๊ะส่องอบอุ่น ชวนให้คิดถึงขนมปังร้อน ๆ ที่เพิ่งออกจากเตา และนั่นคือภาพสุดท้ายที่ติดอยู่ในความทรงจำของทุกคน: หลอดไฟเก่า แผ่นฟิล์มเก่า และหัวใจที่สดใหม่
เรื่องราวจบลงด้วยความอบอุ่น แต่เปรมก็ไม่ได้เป็นคนเดิมอีกต่อไป เธอยังคงมีนิสัยอยากให้อะไรดูยิ่งใหญ่ แต่ตอนนี้เธอรู้ว่าความยิ่งใหญ่ที่แท้จริงคือความเอาใจใส่ ความซื่อสัตย์ และการกล้ามองความผิดพลาดเป็นบทเรียน
และที่สำคัญที่สุด ชมรมภาพยนตร์ของมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ นั้น ได้พิสูจน์แล้วว่า ความผิดพลาดที่นำมาซึ่งความจริงใจ มักจะเป็นต้นทุนที่คุ้มค่ากว่ารางวัลใด ๆ
📖 อ่านเรื่องสั้น นิยาย และการ์ตูนฟรี
https://taleplotter.com
🌐 ติดตามผลงานและเว็บไซต์ในเครือ
📖 นิยายและการ์ตูน
https://taleplotter.com
🛒 ไอเดียสินค้าและรีวิว
https://theideaofproducts.com
🍳 สูตรอาหาร
https://dinnerstudio.net
📚 บทเรียนคณิตศาสตร์
https://infinitytutor.org
🎨 สินค้า POD และงานออกแบบ
🛍️ Redbubble
https://grafititee.redbubble.com
👕 TeePublic
https://tee.pub/lic/Grafititee
✨ ขอบคุณที่ติดตามและสนับสนุนผลงานครับ
Tags: ตลกมหาวิทยาลัย,ตลกเข้าใจผิด,ชมรมภาพยนตร์,วุ่นวาย,ฟีลกู๊ด,Coming of Age