เงารักซ้อน
แสงแดดส่องลงมาที่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในย่านชานเมือง ขณะที่เสียงพูดคุยของเด็กนักเรียนดังไปทั่วบริเวณ สนามหญ้าสีเขียวมรกต เป็นสถานที่ที่ตกหลุมรักง่ายดาย มีบางคนหัวเราะเสียงดัง ขณะที่บางคนก็ยืนสงบนิ่งหลับตาภาวนาสิ่งใดบางอย่างในจิตใจ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ณ มุมลับระหว่างต้นไม้ใหญ่ ท่ามกลางเสียงหัวเราะนั้นมีเด็กสาวชื่อว่าอ้อย ซึ่งนั่งอ่านหนังสืออยู่ตรงนั้นในชุดนักเรียนที่เรียบง่าย ใบหน้าเธอประดับไปด้วยแว่นตาโตที่ดูน่าเอ็นดู แต่ในดวงตานั้นกลับเต็มไปด้วยความเศร้าและร่องรอยของความเจ็บปวด หากใครก็ตามที่มองเข้าไปในดวงตาของเธอ คงจะเห็นเงาของความเศร้าในใจ
“อ้อย ทำไมแกนั่งอยู่คนเดียวอีกแล้ว?” เสียงหนึ่งดังขึ้น กล่าวโดยบุปผาเพื่อนซี้ของเธอ ที่สูงใหญ่และมีอารมณ์ขัน ท่าทีอารมณ์ดีเสมอ แม้จะมีปัญหาครอบครัวไม่น้อย ปัญหาที่เป็นความลับที่เขาเก็บไว้จนเลือกที่จะไม่เข้ากับใคร
“คิดอะไรอยู่หรือเปล่า ช่วยออกไปยิ้มให้คนอื่นดูหน่อยสิ” บุปผาแซวเพื่อนขณะนั่งลงข้าง ๆ
“ไม่มีอะไรหรอกน่า” อ้อยยิ้มและปิดหนังสือในมือ แต่อ้อมแขนที่กำแน่นก็สื่อถึงความไม่แน่นอนในอารมณ์ของเธอ
เช้าวันนั้นยังคงดำเนินไปอย่างปกติ จนถึงชั่วโมงเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่อ้อยต้องพบกับเรื่อยมันคือณัฐ หนุ่มหล่อนักศึกษาที่มีชื่อเสียงซึ่งเป็นที่สนใจของนักเรียนหญิงทั้งโรงเรียน ตั้งแต่วันแรกที่เห็นหน้าเขา อ้อยรู้สึกเหมือนมีเงาของความรักเข้ามาหาเธอ แต่ก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้
“อ้อย ดูจงตรงนี้สิ” ณัฐร้องเรียกในขณะกำลังสอน พร้อมทั้งทอดสายตามาที่อ้อย อ้อยรู้สึกหัวใจหวิวเมื่อเห็นเขามองมา
“อ้า ทำดี เลขนี้เท่ากับ…” ณัฐยังคงสั่งการก่อนที่ชั้นเรียนจะอึกทึกขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ
เพื่อน ๆ ตบมือให้แก่เขา อ้อยนั่งอยู่ในมุมมืดของห้องที่เธอเลือก เอียงหน้าไปข้างหนึ่งมองออกไปที่นอกหน้าต่าง จนเห็นภาพของต้นไม้ที่กำลังพลิ้วไหว
ความรักเริ่มเติบโตขึ้นในขณะที่ชีวิตของเธอที่บ้านกลับเต็มไปด้วยความปั่นป่วน เมื่อพ่อแม่ของเธอเริ่มมีปัญหาระหว่างกัน ฝ่ายแม่มักจะด่าทอและเรียกร้องกให้เห็นว่าพ่อย่าหวังว่าจะกลับคืนดี อ้อยพยายามแบกรับความเจ็บปวดที่พ่อและแม่สร้างให้ แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเธอ
ในวันหนึ่ง เมื่อคิดว่าเธอจะหลบตัวเองได้สะดวก เธอพบว่า ณัฐรออยู่ที่ข้างล่างของตึกเรียน เขายิ้มให้และเชื้อเชิญให้เธอไปเดินเล่นกัน
“ทำไมเลือกที่จะเดินเล่นกับฉัน?” อ้อยชวนเขาไปเก้าอี้ริมสนามหญ้า
“ฉันเห็นว่าเธอดูเหงา เลยอยากจะชวนให้มีความสุข!” ณัฐตอบอย่างจริงใจ อ้อยรู้สึกถึงความโล่งใจกับคำว่า ‘ให้มีความสุข’
หลายเดือนผ่านไป ณัฐเริ่มเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของเขา เด็กหนุ่มที่บ้านรวยแต่ไม่เคยได้รับความรักจากพ่อแม่ ทั้งหมดที่เขาได้รับคือแรงกดดันให้เพอร์เฟกต์ภายในที่บ้าน
“เธอรู้ใช่ไหม ว่าการเป็นลูกคนรวยมันไม่ใช่เรื่องง่าย” ณัฐพูดขณะเตรียมอาหารที่บ้านของเขาที่เขาเชิญอ้อยไปเยี่ยม
“ทุกคนมักจะคิดว่ามันดีมาก แต่ความวุ่นวายก็ซ่อนอยู่ในนั้น” ณัฐเงียบไปขณะมองเรียวแขนของเธอ ยื่นมือมาจับกัน
เราอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตสองตน เป็นช่วงที่ความรักเริ่มเติบโต แต่ในขณะเดียวกันการเลื่อนลอยที่มีอยู่ดังก้องอยู่ในใจของอ้อย
“เมื่อใดก็ตามที่ฉันยิ้มฉันยังคงคิดถึงที่บ้าน” เธอสารภาพ ขณะหลบสายตาของ ณัฐ
“จะรอเธอ ฉันจะอยู่ที่นี่” ณัฐตอบเสียงดัง แม้จะมีความเงียบและความเริ่มหายร้อนไปเรื่อย ๆ
แต่การค้นหาสิ่งที่รักและความทุกข์ก็ยังดำเนินต่อไป ในวันหนึ่งที่อ้อยได้รับข่าวร้ายจากแม่ อ้อยถูกจับสังเกตจนต้องกลืนกินความเจ็บปวดนั้นเอาไว้ ดวงตาของเธอแดงแจ๋ขณะบอกว่าหรือไม่จริง
“ทำไมเธอไม่บอกฉันบ้าง” ณัฐรู้สึกเศร้าลง
“คำพูดเวลาเลิกกันมันทำใครเจ็บ” อ้อยตอบหน้าเศร้า แต่ ณัฐกลับตอบว่า “คำพูดคือการสื่อสาร ไม่ได้หมายความว่าเลิกกัน”
กลับไปที่หอพัก อ้อยดูไม่ได้เห็น ณัฐด้วยตนเองอีก
ช่องว่างที่เกิดขึ้นทำให้อ้อยต้องกลับไปเป็นเดิม ความเจ็บ, ความกลัวและความลดเงาพบกันซ้ำซากระหว่างบรรยายของความรักกับเรื่องราวที่เธอเชื่อมั่น ตั้งแต่ครั้งนั้นมาผู้คนก็สอบถามว่าเธอคบกับ ณัฐหรือยัง? คำถามที่เป็นเพียงการรุมเร้าต่อเธอ
จนมาถึงวันหนึ่งที่เปิดเผยความจริง เมื่อณัฐได้มอบจดหมายให้แก่เธอ หญิงสาวจึงรู้กระจ่างเรื่องที่สงสัยที่สุด สุดท้ายเมื่อทุกอย่างจะกระทำไปโดยมีกระบวนการแห่งความเจ็บ ของพ่อแม่ที่อาจจะทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนใบ และ ณัฐเป็นคนที่ได้พบเธออีกครั้ง
“ถ้าเธอเลือกเดินต่อไป ฉันก็จะเดินไปกับเธอ” ณัฐเสนอขึ้น ขณะที่เธอยิ้มไว้ในใจ
ในวันนั้นเธอได้พบภาพที่คุ้นเคยอีกครั้ง แต่ไม่ใช่สถานที่เก่า เจษฎาต้องค้นหาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องราวนั้นคืออะไร ดีที่ในช่วงเวลาที่มี ณัฐ ทุกอย่างไม่ได้เป็นเรื่องเล็กน้อย
ภาพสะท้อนในกระจกที่ย้อนวางแผน อย่างทั้งคู่นั้นพบกันจนกลายเป็นแดนแห่งความสำเร็จ แต่เปิดใจคิดแค่โชคชะตา จะเป็นส่วนเติมเต็มชีวิตใหม่ทั้งหมดกำลังมาถึง ในห้วงคำนึงที่มุมเพียงด่านเดียวในชีวิตมากำเนิดนั้นอาจพาไปสู่จุดจบใหม่ของเรื่องราวที่ไม่อาจลืม
ในขณะที่ทั้งสองกลับมาพบกัน ผนังสีกาแฟที่สุกช่วยให้รู้สึกถึงซากหลังจากเวลาผ่านไปที่ยาวนาน และวันเวลาได้พาชีวิตทั้งสองนักเรียนไปในโลกที่พวกเขาอาจมองมันเป็นโอกาส ในขณะที่เสียงเพลงคลอเบา ๆ และเสียงฆ้องก็ทำให้เวลาเดินต่อไป หญิงสาวมีความเชื่อมั่นต่ออนาคตที่ดีกว่ารออยู่ที่ขอบฟ้า
เธอมองดูณัฐและยิ้มยิ้มที่จดจำตลอดไป เวลาชี้ให้เห็นให้คนที่จะสู้ต่อไปในเส้นทางที่สร้างชีวิต ลักษณะเฉพาะอันงามใจกำลังเบ่งบานไปพร้อมกับการกลับคืนสู่เวลาอย่างมีความหวัง