เสียงในป่า
การตั้งแคมป์ในป่าเป็นกิจกรรมที่แสนสนุกสำหรับกลุ่มเพื่อนนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษา อาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม อากาศร้อนแต่มีลมเย็นพัดผ่านพวกเขาในตอนกลางวัน เมื่อกลุ่มเพื่อนนำโดยปอและอาร์มขับรถไปถึงจุดหมายซึ่งเป็นป่าลึกที่มีชื่อเสียงเรื่องความสวยงามและความเงียบสงบ พวกเขาตั้งเต็นท์และเริ่มทำอาหาร ท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะที่ดังสนั่น
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“เดี๋ยวคืนนี้เราจะเล่าเรื่องผี” อาร์มพูดขึ้นขณะตักข้าวใส่จาน ทำให้ทุกคนหัวเราะคิกคัก “แต่ไม่ต้องกลัวนะ พวกเราจะอยู่ด้วยกัน” ทุกคนยิ้มและเห็นด้วย แต่ในใจแต่ละคนก็ยังมีความหวาดกลัวในอดีตที่ไม่เคยพูดถึง
เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน เสียงนกและสัตว์ป่าค่อยๆ เงียบหายไป แทนที่ด้วยเสียงจากภายในเต็นท์ที่มีแสงจากไฟแคมป์สาดส่องไปทั่ว พวกเขาเริ่มเล่าเรื่องต่างๆ แต่แล้ว เสียงประหลาดก็เริ่มดังขึ้นมาจากในป่า เสียงเหมือนเสียงคนร้องไห้ ทำให้ทุกคนหยุดพูดและหันไปมองหน้าเพื่อนๆ ด้วยความตกใจ
“ใครได้ยินเสียงนั้นไหม?” มิวถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทุกคนพยักหน้า พวกเขาเริ่มรู้สึกว่าอาจมีบางสิ่งที่ไม่ปกติในคืนนี้
ความตื่นเต้นเปลี่ยนเป็นความวิตกกังวล เมื่อเสียงนั้นฟังดูใกล้เข้ามาทุกที อาร์มเสนอให้ลงไปดูใกล้ๆ ทุกคนลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมตามไปด้วยกัน
เมื่อเดินเข้าไปในป่า เสียงนั้นเริ่มชัดเจนขึ้นจนมีความไม่สบายใจเพิ่มพูน ทุกคนรู้สึกถึงการมีอยู่ของบางสิ่งที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นเงาสะท้อนในแสงจันทร์ หรือเสียงขยับของกิ่งไม้
พวกเขาเดินต่อไปตามเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ จนพบกับลำธารที่มีน้ำไหลเย็น และเสียงนั้นก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ทำให้พวกเขายิ่งรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น
“เรากลับกันเถอะ” ปอพูดเสียงเบา แต่ยังไม่ทันที่จะหันไปกลับ เสียงนั้นก็เริ่มดังขึ้นใหม่ เสียงเหมือนเสียงเด็กน้อยร้องไห้
“ต้องมีเด็กคนไหนติดอยู่ในป่า” มิวพูดขึ้น อย่างไร้เหตุผล แต่ก็มีความหวังในน้ำเสียงนั้น
พวกเขาเริ่มเดินตามเสียงไปอีกครั้ง จนพบกับลานกว้างท่ามกลางป่า ที่ที่มีสัญลักษณ์ประหลาดและโบราณอยู่กลางลานทุกคนหยุดและมองหน้ากันด้วยความสงสัย
“นี่มันอะไร” อาร์มพูดเสียงแหบแห้ง ขณะที่มองไปที่สัญลักษณ์ที่แปลกประหลาด
แล้วเสียงร้องไห้ก็เริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่เสียงของเด็ก แต่เป็นเสียงของใครสักคนที่ดูเหมือนจะถูกขังอยู่ที่ไหนสักแห่งในป่า
ทุกคนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติในอากาศ ความหวาดกลัวเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของทุกคน
“เราต้องออกจากที่นี่กันเถอะ” ปอสั่งเสียงเข้ม แต่แผ่นดินใต้เท้ากลับเริ่มสั่นไหว
ทุกคนเริ่มวิ่งออกจากลานกว้างไปยังเส้นทางที่มาจากเต็นท์ แต่เสียงนั้นกลับตามมาทุกก้าวของพวกเขา จนในที่สุด อาร์มก็สะดุดล้ม ขาที่เขาเจ็บไปทำให้เขาไม่สามารถลุกขึ้นได้
“ไป! รีบไป!” มิวตะโกนขณะพยายามดึงอาร์มขึ้นมา แต่เขากลับไม่สามารถฝืนตัวเองได้
เสียงร้องไห้เริ่มดังขึ้นใกล้เข้ามา ทำให้ทุกคนหวาดกลัว แต่ในช่วงเวลาที่สิ้นหวังนั้น ทุกคนเริ่มรู้ว่าพวกเขาต้องช่วยกัน
ปอและมิวช่วยกันดึงอาร์มขึ้นมา ขณะที่เสียงนั้นดังกระหึ่มเข้ามาใกล้และรวดเร็ว
พวกเขาได้ยินเสียงฟันกระทบกัน เสียงขยับของสัตว์เห็นได้ชัด แต่ไม่สามารถมองเห็นได้ แสงจันทร์ส่องสว่างอยู่ แต่ก็ไม่ทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัย
ในที่สุดพวกเขาก็หนีออกจากป่ามาได้ แต่เสียงนั้นกลับยังคงก้องอยู่ในหัวของพวกเขา
วันรุ่งขึ้น พวกเขาไปที่บ้านของอาร์ม ทุกคนยังรู้สึกถึงความวิตกกังวลที่เกิดขึ้นในคืนที่ผ่านมา แม้ว่าพวกเขาจะพูดคุยกันด้วยเสียงหัวเราะ แต่ในใจทุกคนยังมีคำถามที่ไม่สามารถตอบ
“จะเป็นอะไรไหม” อาร์มพูดเสียงเบา ขณะที่ทุกคนมีสีหน้าจริงจัง
เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนกลับเข้าสู่ชีวิตประจำวัน แต่เสียงนั้นกลับย้อนกลับมาทุกครั้งที่อยู่ด้วยกัน และเริ่มมีการเปิดเผยความลับในอดีตของแต่ละคนที่พวกเขาไม่เคยพูดถึง
ในที่สุด ทุกคนได้รู้ว่าความกลัวที่พวกเขาเผชิญไม่ใช่แค่ในป่า แต่ยังอยู่ในความสัมพันธ์ของพวกเขาเอง
ปอจึงตัดสินใจที่จะพูดคุยกับทุกคนเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น และทำให้พวกเขาได้เผชิญหน้ากับความจริง ทำให้ทุกคนได้ปลดปล่อยความกลัวที่ทำให้พวกเขาขังอยู่ในอดีต
กลุ่มเพื่อนกลับไปที่ป่าอีกครั้ง แต่ในครั้งนี้พวกเขากลับไม่มีความกลัว เพราะพวกเขาได้เรียนรู้ที่จะเผชิญหน้ากับอดีตและความรู้สึกที่อยู่ในใจ
เสียงในป่ากลับกลายเป็นเสียงที่นำพวกเขาไปสู่การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิตของพวกเขา