วิญญาณกลางไฟ
เสียงลมหวิวไปรอบ ๆ หมู่บ้าน เมื่อสายลมพัดผ่าน ความเงียบครอบงำทุกมุมมอง นาเรศ เดินอยู่ในนาไปหาแม่เขา มันน่าขนลุกหากไม่มีคนที่คิดสถานการณ์อยู่ในใจ คำสาปที่หลงเหลือมาตลอดชีวิตของเขาทำให้เขารู้สึกถึงการถูกตามติดจากวิญญาณที่ไม่รู้จัก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!แสงแดดทอดยาวลงบนพื้นดินทำให้ความอบอุ่นให้รู้สึกถึงบ้าน แต่ในใจของนาเรศกลับแช่แข็งเมื่อเขาคิดถึงความหมายของมัน คืนหนึ่งเขาได้ยินเสียงเรียก ซอฟฟี่ ลูกสาวของเขา ที่เล่นในสนามหญ้าข้างบ้าน หญิงสาวผมยาวหรือเด็กสาวที่สดใส ซึ่งเมื่อเขาไปหาหญิงสาวกลับพบเงาดำที่วิ่งหลบไปในป่าหลังบ้าน
“แม่! แม่!” ซอฟฟี่เรียก ในขณะที่กลิ่นต้นหญ้าอ่อนใหม่ทำให้นาเรศรู้สึกถึงความหวัง
เขารีบวิ่งไปที่บ้าน แต่ทุกอย่างกลับเงียบสงบไปจากนั้น ความรู้สึกของการมีอยู่มันแตกต่างเสมอ ทุกสิ่งรอบตัวเป็นการปิดบังเขาไม่ให้เห็นความจริงที่อยู่เบื้องหลัง
นาเรศเริ่มหาความจริง เขาสืบค้นผ่านประวัติศาสตร์อันมืดมิดของหมู่บ้าน ค้นหาว่าบิดามารดาของเขาเคยทำอะไรเพื่อทำให้ดวงวิญญาณเหล่าส่งเสียงขอความช่วยเหลือ
ในคืนที่มืดมนที่สุด คำสาปที่ผ่านมาเปิดเผยตัวจริง เปิดเผยความชั่วร้ายที่ผูกพันพวกเขา ไม่เพียงแต่จะขังวิญญาณไว้ แต่ยังทอดทิ้งความสัมพันธ์ครอบครัว สิบปีที่ผ่านมา ที่นาเรศจำเป็นต้องอยู่ระหว่างการเจรจาระหว่างคนและวิญญาณที่ยังอยู่ที่นั่น
แต่ซอฟฟี่ไม่ต้องการอยู่ในเงามืดตลอดไป เธอคอยหาวิธีปลดปล่อยแม่ของเธอจากคำสาป อาจจะต้องลงมือเสียสละความสุขของเธอเองเพื่อให้เกิดความสุกใสในโลกรอบตัว
เมื่อความจริงเกิดขึ้นกลางกองไฟที่จวนจะลุกไหม้นั้น น้ำตาที่ไหลเป็นความกลัวและความรักที่มีในใจของทุกคนสร้างระเบิดกลางค่ำคืน ทุกสิ่งเริ่มเข้าสู่จุดพีคที่น่าหวาดหวั่น
นาเรศและซอฟฟี่มองกัน มันคือสงครามแห่งความรัก ความล้มเหลวที่ชัดแจ้งกำลังมาถึงพวกเขา ให้พวกเขาตัดสินใจเลือกอย่างไร้ห่วงในชั่วข้ามคืน
ในที่สุดพวกเขาต้องทำการเลือกที่น่ากลัว หนทางไหนที่เราต้องเลือกเพื่อช่วยกัน ปล่อยให้เสียงของวิญญาณเจ้าของที่ยังถูกมัดอยู่คอยกระซิบคำที่คาดไม่ถึง
เป็นคืนที่ไม่มีวันลืม พวกเขาจะต้องต่อสู้เพื่อความรักและความสันติในหมู่บ้าน ท่ามกลางไฟที่โหมกระหน่ำ ไม่มีเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่มีวันจบแค่เพียงคืนเดียว