รักในวันที่ฝนไม่ตก
เสียงเครื่องบันทึกเสียงฮัมเบาๆ อยู่ในห้องอบรม ขณะเดียวกันร่างของนภัส และเยลลี่นั่งอยู่ในมุมเดียวกันของห้อง ไม่ได้พูดอะไร แต่ความเงียบมันทำให้รู้สึกชัดว่าทั้งคู่มีบางอย่างให้ห่วงใยกันอยู่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!นภัสเฝ้ามองเยลลี่อย่างไม่รู้ตัว ในใจพยายามประมวลทุกคำพูดที่อยากจะบอก แต่กลับไม่สามารถทำได้ นิดเดียว ความรู้สึกที่ต้อนไปด้วยการกดดันจากช่วงเวลาที่ยากลำบากที่ผ่านมา ทำให้เขานึกถึงวันที่ป๊าของเขาหายไปเมื่อตอนเด็ก
“เธอไม่โกรธฉันใช่ไหม?” นภัสพูดค่อยๆ ทำให้เยลลี่หันไปมอง จากนัยน์ตาที่สล็อตโตด้วยความกังวล เธอสะบัดหน้าไปมา
“ไม่หรอก ฉันเข้าใจ…” เสียงของเธอเบาและมืดมน อย่างกับเสียงนาฬิกาที่เที่ยงตรง
หลังจากนั้นเป็นเวลาที่บอบช้ำและเต็มไปด้วยความเต็มใจที่จะเปิดใจให้กัน พวกเขาส่งเสียงหัวเราะด้วยการเข้าร่วมกิจกรรม นับจากการเล่นเกมกระดานในห้องเรียนจนถึงการไปเที่ยวที่สวนสาธารณะในวันหยุด ไม่มีฝนทำให้สีสันของโลกออกมาสดใส
เมื่อเวลาผ่านไปเยลลี่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจในใจ มีจำเหตุการณ์ที่น่ากลัวในอดีตมันตอกย้ำให้เธอรู้เกี่ยวกับต้นตอของความกลัว นั่นคือการสูญเสียทั้งสองคน เพราะเธอสัญญาว่าจะดูแลนภัส แต่เมื่อได้ยินข่าวคราวของพ่อที่อยู่นอกเมืองมองย้อนกลับไป นั่นคือที่มาของความเครียด
เยลลี่ต้องการคุยกับนภัสเพื่อเข้าใจเขามากขึ้น เธอพยายามเผชิญหน้ากับความเชื่อและตัดสินใจไปหานภัสที่บ้านในตอนค่ำ เสียงของรถยนต์ที่ดังกดังขึ้นไปตามถนนในระยะไกลให้ความรู้สึกอึดอัด
“ฉันคิดว่าฉันจะไม่สามารถรักใครได้อีกต่อไป” เสียงแหบของเยลลี่ทำให้นภัสเบิกตากว้าง เขาอ้าปากแล้วปิดลง อารมณ์อบอวลในห้องหอมหวาน อบอุ่น แต่ล่องลอย
“ทุกคนจะมีเวลายากลำบาก” นภัสพูดอ่อนโยน “แต่เราเรียนรู้ที่จะก้าวต่อไป” เสียงของเขาหาได้สำคัญจากอดีต
การพยายามยึดเกาะกันทำให้การเดินทางของทั้งคู่เต็มไปด้วยอุปสรรค ว่าจะสามารถเปิดใจต่อกันได้หรือไม่ คำถามที่มาในความรักที่ถนัด การช่วยกันก้าวไปอีกขั้นที่ติดอยู่ในความเป็นจริงของชีวิตที่จริงจัง
กระนั้นเอง มีการเปิดเผยที่ทำให้นภัสต้องประเมินชีวิตอีกครั้ง เมื่อข่าวของการกระทำผิดของพ่อที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้กลายเป็นการระเบิดเปลี่ยนทุกอย่าง
โลกของเขาแหลกสลาย และเยลลี่เป็นคนเดียวที่อยู่เคียงข้างเขา
“ความรักไม่ต้องได้คำตอบหรอก” เยลลี่พูดอย่างมั่นใจเมื่อเธอเห็นนภัสหน้าตาซีดเซียว ท่ามกลางการสนทนา ความหวังเริ่มเปลี่ยนเป็นแรงกระตุ้นให้ทั้งสองค้นหาอิสรภาพจากความเจ็บปวดของตัวเอง
ท้ายที่สุด ทั้งคู่เดินบนถนนที่ป่าไม้รอบโบสถ์ เพราะพวกเขามั่นใจว่าหากผ่านการตัดสินใจที่ยากลำบากได้แล้ว จะไม่สามารถมองย้อนกลับไปอีกโดยไม่ข้ามพ้นไปปรับปรุงตนเอง ทั้งสองมีความหวังอยู่ในใจ พวกเขาไม่ตัดสินใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต
เมื่อถึงวันสำคัญ เราสามารถยืนยันได้ว่าความรักไม่ใช่สิ่งที่จบลง นี่คือเรื่องราวของความรักที่ใจเหี่ยวอันหยุดนิ่งในวันที่ไม่มีฝนทำให้ทุกอย่างมืดมิดในเวลา มันเกิดขึ้นให้เรามีแรงบันดาลใจที่จะออกตามหาความหมายใหม่อีกครั้ง