แสงเดือนหายไป
เสียงเบา ๆ ของลมพัดผ่านทุ่งนาในตอนเย็น ถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงัดที่ยืดเยื้อ โดยเฉพาะในบ้านของนายตั๋นและนางวิกกีที่ปกติจะมีเสียงหัวเราะของเด็กน้อยเดือน แต่วันนี้กลับมีเพียงเสียงสั่นของโทรศัพท์ที่ไม่มีผู้รับสาย
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ทำไมไม่มีใครมาแล้ว!” นางวิกกีได้แต่สบถออกมาขณะนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เก่า มองไปที่ประตูบ้านที่ไม่มีใครเข้ามาเลย นี่คือวันที่สองที่เดือนหายตัวไปแล้ว และการค้นหาเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายตั๋นซึ่งเคยเป็นตำรวจ พยายามกลั้นใจทำตัวเป็นผู้กำกับการสอบสวน แต่ในใจเขากลับเต็มไปด้วยความเกรงกลัว ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกผิดที่เขาไม่สามารถปกป้องลูกสาวจากอันตราย
“ผมจะไปที่น้ำตก” เขาบอกกับภรรยาพร้อมเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยความรู้สึกอึดอัด “มีคนบอกเห็นเธอที่นั่น”
วิกกีมีน้ำตาไหลออกมา “เธอเป็นแค่เด็ก ทำไมต้องทำให้เธอต้องทุกข์ขนาดนี้” สายตาของเธอวูบไหวเผชิญหน้ากับสามี เธอรู้สึกกลัวเหมือนเขาในการขาดหายไปของลูกสาว
นายตั๋นยังคงไม่ยอมแพ้ เขาขับรถไปที่น้ำตกที่เต็มไปด้วยความสวยงาม แต่วันนี้มันกลับกลายเป็นสถานที่ที่เขาไม่อยากอยู่เลย เขาเรียกเดือนซ้ำ ๆ แต่เสียงของเขากลับถูกดูดกลืนไปในสายน้ำ
ขณะที่นายตั๋นจมอยู่กับอารมณ์ โชคดีที่เขาพบกับเด็กชายที่รู้จักเดือน พวกเขาเคยเล่นด้วยกันเมื่อหลายเดือนก่อน และอาจมีเบาะแสเกี่ยวกับการหายตัวไปของเธอ
“พี่เดือนไปที่ไหน? มันเกี่ยวกับอันตรายใช่ไหม?” นายตั๋นถามด้วยน้ำเสียงที่กันเอง
เด็กชายส่ายหน้า “ไม่ได้เกี่ยวกับนักเลงหรืออะไรหรอก แต่มันมีข่าวลือว่ามีคนแปลกหน้ามาที่นี่ บอกว่าเขาต้องการหากล้องเก่า ๆ” สีหน้าของเด็กชายเครียดขึ้นเพราะรู้ว่าพูดถึงอะไร
เสียงหวีดหวิวของต้นไม้ไหลผ่าน ขณะที่นายตั๋นได้ยินเด็กชายพูดถึงเรื่องที่เขาเคยได้ยิน มันเป็นเรื่องหมู่บ้าน แต่เขาไม่อยากเชื่อว่ามันจะเกี่ยวกับลูกสาวของเขา
วิกกีกลับมาที่บ้าน สายตาของเธอสับสนเมื่อเห็นของเล่นของเดือนถูกทิ้งอยู่กลางพื้น “อะไรจะเกิดขึ้นเรื่อยไป?” เธอรู้สึกสิ้นหวังและไร้ทางออก
คืนวันนั้นก้าวย่างลงและนายตั๋นไม่สามารถนอนหลับได้ เขานั่งเฝ้าภรรยาในห้องนอน มองไปที่รูปร่างของเธอในที่แสงสลัว สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเกรงกลัวว่าจะไม่สามารถมีครอบครัวที่สมบูรณ์แบบได้อีกต่อไป
ในตอนรุ่งเช้า วิญญาณแห่งการต่อสู้กลับมา นายตั๋นและนางวิกกีตัดสินใจร่วมกัน พวกเขาจะทำทุกอย่างเพื่อให้เดือนกลับมา หากแม้ว่านั่นจะหมายถึงการเปิดเผยความลับที่ซับซ้อนที่พวกเขาหลบเลี่ยงมาเป็นเวลานาน
การตามหาเดือนเริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง ระหว่างการค้นหา นายตั๋นเขียนโน้ตบนกระดาษเพื่อระดมความคิดและติดไว้ที่บ้าน เขาตระหนักว่ากุญแจสำคัญคือการเปิดเผยความจริงที่ซ่อนอยู่ในใจ
“เราเคยฝังความกลัวลงไป ทำให้เราห่างกัน” เขาพูดกับภรรยา ขณะแพ ครอบครัวที่มีปัญหาสำคัญต้องยอมรับการยอมรับในที่นี้
ในความพยายามที่จะหาที่หลบภัย ในที่สุดพวกเขาก็ได้ข้อมูลเกี่ยวกับชายแปลกหน้าที่มาที่หมู่บ้าน ชายคนนี้มีปัญหาทางจิตและได้อาศัยอยู่ห่างออกไปในป่า พวกเขาตัดสินใจไปหาที่นั่นเพื่อค้นหาความจริง
ระหว่างที่ขับรถไปพร้อมกัน สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทั้งสองคนรู้ว่านี่คือเดิมพันที่สำคัญ และอาจเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตของพวกเขา
เมื่อถึงที่ชายหาด พวกเขาพบชายคนหนึ่งอยู่ในความมืดแน่นอน จากท่าทางของเขา สามารถบอกได้ถึงความผิดปกติ นางวิกกีกลัวแต่ก็ได้แต่กุมแขนของนายตั๋นแน่น ขณะที่นายตั๋นตัดสินใจเข้าไปคุยเพื่อรับข้อมูล
“คุณเห็นเด็กสาวชื่อเดือนไหม” เขาถามเสียงแน่นอน ตัวชายแปลกหน้าหยุดและหันมาหามองพวกเขา
“คนนั้น? ฉันพาเธอไป ช่วยอยู่ในการดูแลเธอ แต่ว่า…” เสียงเขาจับใจ นายตั๋นรู้สึกถึงความหวังที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นความวุ่นวาย
ชายแปลกหน้าเริ่มพูดถึงการดูแล แต่มีรอยยิ้มที่น่าขนลุก ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
“เล่นซุกซนอยู่ในโลกของตัวเอง และบางที…” เขาหยุดไป ทำให้ความรู้สึกสับสนในนางวิกกีเกิดขึ้น ซึ่งคอยเตือนว่าอาจจะมีบางอย่างไม่ดีเกิดขึ้น
นายตั๋นรู้สึกแรงกดดันที่จะต้องเข้าไปตรวจสอบ เขาไม่ไว้ใจชายแปลกหน้าและต้องการหาความจริงอย่างรวดเร็ว
ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นเมื่อชายที่ไม่ปกติแสดงท่าทีไม่จริงใจ เขาค่อย ๆ ถอยหลังและตีความหมายภาพเขาอาจจะซ่อนอย่างอื่น หากคริมหายตัวไปอาจไม่ใช่ความผิดของเขาเลย
นายตั๋นคิดว่าการเอาเงินไปอาจจะช่วยให้เขาบอกความจริงได้ “เราสามารถช่วยกันได้” เขายิ้ม แต่ทำให้บรรยากาศในตอนนั้นกลับหนักแน่นลงไป
ด้วยความไม่มั่นใจ นายตั๋นและวิกกีควรทำการตัดสินใจว่าเขาจะเชื่อใจชายที่กลัวหรือไม่
การหายตัวไปของเดือนกลายเป็นความปรารถนาที่ค่อย ๆ แตะระดับสูงในใจของทั้งคู่ ภาพของความรัก และความสูญเสียผ่านถึงกันและกัน คำถามหนึ่งที่เข้ามาในใจคือเขาจะต้องทำอะไรถึงจะทำให้ทุกอย่างกลับไปสู่ลักษณะแบบเดิมได้
นางวิกกีเริ่มสะอื้นในใจ เธอรู้ว่าเธอยังกังวลกับการที่เดือนอาจจะไม่กลับมา ทุกอย่างทำให้สองคนนี้ต้องอยู่ด้วยกันในสถานการณ์ที่เลวร้าย
หลังจากที่ต่อสู้กับความรู้สึกในใจหลายครั้ง พวกเขาตัดสินใจที่จะไม่ยอมแพ้ และจะแจ้งความกับตำรวจ เพราะความในใจอันแสนเศร้านั้นอาจต้องขึ้นกับกฎหมาย
นายตั๋นยืนยันกับวิกกี ว่าเขาจะบอกตำรวจให้ตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้ซึ่งจะนำไปสู่แนวทางการติดตามลูกสาวของเขาอย่างถูกกฎหมาย และทุกเรื่องจะต้องกลับไปในลักษณะแบบเดิม
การกลับมา การสืบสวนและการึกกายออกอาจจะเป็นวัฏจักรใหม่ที่นำไปสู่การเริ่มใหม่ของครอบครัว ที่สำคัญคือความสัมพันธ์ที่ดำรงอยู่ไปในเร็ว ๆ นี้ ความรักอันเต็มเปี่ยมอาจช่วยพวกเขาบรรเทาและที่จะเห็นเดือนกลับมาอีกครั้ง
ในที่สุดพวกเขากลับถึงบ้าน วิญญาณแห่งความหวังก็ถูกแสดงออกมาอีกครั้งในครอบครัว นี้คือความพยายามอย่างไม่สิ้นสุดที่มีทางเชื่อมกันเป็นปีก เพื่อจะปกป้องลูกสาวในทุกวิถีทางที่มีอยู่
ไต้ฝุ่นกลายเป็นสัญญาณแห่งการเปลี่ยนแปลง และเย็นคืนสุดท้ายอยู่ในบ้านที่ไม่มีความสงบ เป็นคืนที่สองครั้งที่ได้ความฝันเกี่ยวกับเดือน และพวกเขาเริ่มใหม่ในเช้าวันถัดไป สุดท้ายพวกเขาได้ยินเสียงบางอย่างจากในป่า เสียงที่เหมาะสมกับการรอคอย
สัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในบ้านนี้เปรียบเสมือนปรากฏการณ์ที่ทุกคนต้องออกมาเพื่อช่วยกันสร้างกลุ่มการเรียนรู้ ไม่มีใครสามารถอยู่ด้วยตัวคนเดียวได้ และภัยของการหายตัวไปอาจจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน
ในที่สุดพวกเขาค้นหาความจริงว่ามันไม่มีความรักที่ไม่มีเงื่อนงำ แต่การมีลูกสาวที่เป็นสิ่งเดียวที่สร้างให้เกิดแรงร่วมที่เข้มแข็งและตรงกัน และแม้วันนี้คือการสิ้นสุดที่แสนเศร้า ที่จะยังเป็นคู่ที่ต้องกลับมาพบกันในต่อไปอีกไม่นาน