ดั่งตะวันรอน
แสงแดดยามเย็นสาดส่องลงมายังชุมชนริมคลองอันเงียบสงบ น้ำในคลองไหลเอื่อยๆ มีเสียงนกร้องขับกล่อมไปทั่ว ทั้งชุมชนเต็มไปด้วยกลิ่นอายของอาหารบ้านๆ ที่แม่บ้านต่างตั้งใจทำ ส่งกลิ่นหอมไปทั่ว หมู่บ้านเสมือนภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของคนที่อาศัยอยู่ที่นี่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ระหว่างการเตรียมอาหารในครัวเล็กๆ หญิงสาวชื่อ “นา” หญิงสาวที่มีใบหน้าหวานที่เศร้าหมองขณะที่เธอพลิกพืชผักในหม้อ และเมื่อเห็นเสียงรถจักรยานยนต์ดังมาจากฝั่งคลอง หัวใจของเธอก็เริ่มเต้นเร็วขึ้น
ไม่นานนัก รถจักรยานยนต์คันหนึ่งจอดที่หน้าบ้าน นั่นคือ “หนึ่ง” หนุ่มสาวที่เธอแอบชอบมาตั้งแต่เด็กทั้งสองเคยถักทอความสัมพันธ์ดด้วยความหวังในวัยรุ่น แต่ก็พังทลายลงในวันหนึ่งเมื่อความลับในครอบครัวของหนึ่งเริ่มปรากฏ
การเดินเข้าไปใกล้รถจักรยานยนต์ทำให้ใจนาเต้นอยู่ในลำคอ เสียงลมหายใจของเธอแทบจะไม่มีเสียงราวกับว่าเธอกำลังกลัวการตัดสินใจของตนเอง
“สวัสดีครับนา” หนึ่งเอ่ยพร้อมรอยยิ้มที่มันทอแสง รอยยิ้มนั้นทำให้นาหุ้นหาลัยและลืมเรื่องราวที่ผ่านมา สัมผัสความรักครั้งเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ข้างใน
“สวัสดีค่ะ” น้ำเสียงเธอสั่นแต่พยายามทำให้เรียบ สายตามองหน้านับไม่ถ้วน ราวกับว่าเวรกรรมในอดีตได้ย้อนกลับมาจับจ่ายชีวิตเธออีกครั้ง
หลังจากที่หนึ่งชวนเธอไปเดินเล่นบริเวณริมคลอง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายอย่างมาก เริ่มเหลือบมองเห็นน้ำในคลองมีเกล็ดน้ำสะท้อนแสงแดด
“ชอบน้ำไหมหนึ่ง?” นาถาม พลางมองเห็นแสงสะท้อนที่สนุกสนานในขณะเดียวกันความขุ่นมัวในใจตัวเอง
“ชอบมาก” เขาตอบด้วยน้ำเสียงเบาๆ แสงแดดอ่อนๆ ระหว่างเสียงนกร้องทำให้เธอรู้สึกอบอุ่น ราวกับความรู้สึกข้างในนั้นกลับมาอีกครั้ง
ในขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน สายลมเย็นๆ พัดผ่าน ทั้งสองต่างไม่ได้สังเกตว่าเวลาผ่านไปเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกในใจของนาเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความรักครั้งเก่า ความรักที่ถูกปิดประกาศด้วยเหตุการณ์ในอดีต
“นา ศัตรูในใจฉันคือพ่อตัวเอง” หนึ่งพูดพร้อมหน้าตึงเครียด ใบหน้าของเขาเศร้าเมื่อเธอตั้งคำถามเกี่ยวกับที่มาของความลับส่วนตัวนี้ “ดิฉันไม่เคยคิดเลยว่าการกลับมาเพื่อสารภาพจะกลายเป็นขวากหนามของหัวใจเรา”
การเผชิญหน้ากับความจริงที่ว่าเขาสูญเสียแม่ไปในวันบั้งไฟ ซึ่งพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้อง นาทรุดโทรมลงด้วยความสิ้นหวังที่เมื่อเปิดเผยความในใจให้เข้าในความลับเหล่านี้ ความรักของพวกเขาต้องสร้างขึ้นจากความกลัวในอดีต
ขณะที่ความรู้สึกของนานำไปสู่ความกลัวที่จะสูญเสียเขา นารู้ว่าเวลาที่พวกเขาใช้ร่วมกันมีน้อยลงทุกที แต่หนึ่งกลับมีเหตุผลที่เข้าใจจึงยิ่งทำให้เธอเศร้า”
“เราจะไม่สามารถหาความสุขร่วมกันได้ถ้ายังมีเงาแห่งความท้อแท้” หนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง แต่นำมาซึ่งความเหงาในเวลาเดียวกัน
ในคืนที่แสงจันทร์เต็มดวง นาคิดว่าจะต้องเป็นผู้ที่สร้างให้เขาโยนความกลัวในหัวใจออกไป พวกเขาจึงตกลงกันว่าจะทำศาสตร์แห่งความรักที่แท้จริง ด้วยการปัดเปล่าพิธีกรรมที่พวกเขาสามารถหลอกลวงตัวเองได้
ในพิธีกรรมที่สุดเธอพาเขาไปที่บ้านเก่าของเธอ และในที่นั่นเปิดเผยทั้งกลุ่มภาพที่มาของความรู้สึก ทั้งคู่รู้สึกมองเห็นและเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นเวลานาน การมองเห็นความรักของทั้งสองปรากฏในวันที่พวกเขาเดินออกมาจากความเจ็บปวด
แต่เมื่อเวลาผ่านไปราชภัฏกลับทำให้คำสาปโบราณที่ซ่อนอยู่ในป่าเริ่มทำให้พวกเขาได้เผชิญหน้า แนวสายสัมพันธ์ที่ทั้งสองเริ่มหวั่นไหวกลับกลายเป็นเหมือนทะเลเพลิงที่รอวันลุกไหม้
นาและหนึ่งพยายามแก้ไขความลับในครอบครัวของตน จนกระทั่งต้องต่อสู้กับเรี่ยวแรงสุดท้ายของความรัก สิ่งที่พวกเขาพบคือความต้องการให้อีกฝ่ายมีชีวิตรอด
การปะทะครั้งสุดท้ายที่สนามที่พวกเขาเติบโตมาด้วยบรรยากาศของความกล้าในการแข่งขันในการเอาตัวรอดเปิดเผยถึงความจริง จากความลับที่ถูกซ่อนอยู่มายาวนาน
เมื่อความรักต้องเลือกทางคือ พวกเขาจะต้องเลือกถูกหรือผิดเพื่อทำให้ทุกอย่างหลุดพ้นจากการไม่เกิดแต่ถูกเลือกปฏิเสธที่มีอันจะเกิดได้ ทั้งความรักในดวงใจกำลังรอให้พวกเขาตัดสินใจรวมเป็นหนึ่ง
ในขณะที่แสงแดดเริ่มตั้งต้นอีกครั้งในเช้าวันต่อไป ทุกอย่างที่พวกเขาทำเพื่อกลายเป็นความจริง แต่คำสาปที่ถูกปลดปล่อยออกมาแล้ว กลับทำให้ทั้งสองคนต้องมีความมุ่งมั่นที่แน่วแน่ในการเดินต่อไปบนเส้นทางแห่งความรักที่บริสุทธิ์
สุดท้ายแล้วแสงแดดอีกครั้งได้หลั่งไหลมายังบ้านหลังเก่าแห่งนั้น ราวกับว่าแม้ความรักอาจมีอุปสรรค แต่ความซื่อสัตย์และความยืนหยัดทำให้ทุกความผิดพลาดต้องแก้ไขตามเวลาและรักนั้นยังคงอยู่
ทำให้พวกเขาได้รู้ว่าชีวิตมีความหมายไม่ว่าความรักจะเจอปัญหา แต่สุดท้ายไม่สามารถหวนคืนไปยังความรักในอดีตได้ แต่ว่าในส่งสัญญาณแห่งการเริ่มต้นใหม่ของความรักที่ซ่อนอยู่ในคำสาปนั่นเอง