เสียงที่ตลาดจำ
แสงบ่ายสามโมงหักผ่านหลังคาสังกะสีเก่าของตลาดนาคามเป็นริ้วสีทอง ฝุ่นแป้งจากร้านขนมครกปลิวปะปนกับกลิ่นกะปิทอด น้ำตาลไหม้ และน้ำคลองอุ่นจัดที่เอื่อยอยู่หลังแผงผัก พิมพ์ลดาก้าวหลบรถเข็นน้ำแข็งพร้อมยกไมค์บูมขึ้นเหนือศีรษะ สายหูฟังพันคอเหมือนงูดำตัวเล็ก เธอมาที่นี่เพื่อเก็บเสียงตลาดวันสุดท้ายก่อนรื้อ และเพื่อเริ่มรายการสืบสวนตอนใหม่เรื่องเด็กสาวชื่อฝ้ายที่หายไปจากแผงก๋วยเตี๋ยวเมื่อเก้าวันก่อน “พี่ อย่ายื่นกล้องใส่หน้าคนแก่แบบนั้น” เด็กยกของตะโกนจากข้างลังปลา น้ำเสียงห้วนแต่ตาไม่กล้าสู้ พิมไม่ลดกล้อง เธอเล็งไปที่ป้ายประกาศคนหายซึ่งซีดแดดตรงเสาไม้ “ถ้าไม่ถ่าย ใครจะรู้ว่ามีคนหาย” เธอตอบ เย็นเกินกว่าอากาศรอบตัว หญิงวัยกลางคนในผ้ากันเปื้อนเปื้อนน้ำซุปเดินออกจากร้าน เสียงช้อนกระแทกชามตามหลังเป็นจังหวะสั่น “รู้แล้วได้อะไร ถ้าช่วยลูกฉันไม่ได้” ป้าใจ แม่ของฝ้าย พูดโดยไม่มองเลนส์ พิมหยุดนิ้วที่ปุ่มบันทึกเพียงครึ่งวินาที ก่อนกดต่อ ความตั้งใจของฉากนี้สำหรับเธอชัดเจน เธอต้องได้คำเปิดรายการที่แรงพอ แต่ตลาดทั้งตลาดกลับเคลื่อนไหวเหมือนพยายามปิดปากตัวเอง ลมร้อนพัดกระดาษใบปลิวให้ตบหน้าไมค์ดังแปะ เธอจับมันไว้ เห็นลายมือฝ้ายใต้รูปถ่ายเขียนว่า “ถ้าได้ยินเสียงหนู อย่าเพิ่งเชื่อใคร”
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!สี่โมงสิบห้า ร้านชาอาม่าเหมยอยู่หัวมุมทางเดินแคบ แสงจากหลอดนีออนสีขาวกระพริบเหนือโหลบ๊วยดอง เสียงพัดลมเพดานหมุนครางเหมือนคนแก่หายใจไม่สุด กลิ่นชาแก่ผสมเปลือกส้มแห้งทำให้อากาศร้อนมีรสขม พิมวางเครื่องบันทึกบนโต๊ะหินอ่อนและขยับแก้วชาร้อนให้พ้นเฟรม “อาม่าเห็นฝ้ายเป็นคนสุดท้ายใช่ไหมคะ” เธอถาม อาม่าเหมยคีบก้านธูปออกจากถ้วยน้ำชา ใบหน้าเหี่ยวย่นนิ่งเหมือนตลาดทุกเสียงหยุดตรงนั้น “เห็นคนสุดท้ายไม่แปลว่าเข้าใจเรื่องสุดท้าย” “หนูต้องการคำตอบค่ะ ไม่ใช่ปริศนา” พิมสวนเร็วเกินไป ชายร่างสูงในเสื้อช่างสีเทายืนซ่อมลำโพงกระจายเสียงตรงผนัง หันมามองด้วยคิ้วขมวด เขาชื่อราม เจ้าของร้านซ่อมวิทยุที่อยู่ติดกัน “ถ้าจะมาเอาคำตอบแบบซื้อขนมถุง ก็ไปถามเสี่ยคม เขาขายทุกอย่าง” พิมยกไมค์ไปทางเขา “คุณเกี่ยวอะไรกับฝ้าย” รามขันน็อตแรงจนโลหะส่งเสียงแหลม “เกี่ยวกับลำโพงนี่ก่อน มันจะหล่นใส่หัวคุณ” เขาขยับบันไดไม้ ฝุ่นตกใส่แขนพิมจนเธอถอยหนึ่งก้าว อาม่าเหมยยื่นถ้วยชาให้ “กินก่อน ปากร้อนกว่าชา เสียงที่ได้จะเพี้ยน” พิมไม่อยากรับ แต่กล้องจับอยู่ เธอจึงยกดื่ม ลิ้นถูกความฝาดตบเบา ๆ และเธอพลาดสัญญาณแรกของวัน เมื่อเครื่องบันทึกบนโต๊ะเปิดเอง ไฟแดงกะพริบ ทั้งที่นิ้วเธอไม่ได้แตะ
ห้าโมงเย็นหน้าแผงก๋วยเตี๋ยวป้าใจ แสงอาทิตย์ลาดต่ำจนหม้อซุปกลายเป็นสีทองขุ่น ไอน้ำอุ่นพวยขึ้นคลุมป้ายเมนูที่เขียนด้วยชอล์ก เสียงเขียงสับกระเทียมดังถี่จากร้านข้าง ๆ กลิ่นน้ำปลา พริกเผา และถ่านชื้นแน่นอยู่ในอก พิมขอให้ป้าใจเล่าวันที่ฝ้ายหายอีกครั้ง “ไม่ต้องร้องนะคะ ถ้าร้องเสียงจะใช้ยาก” คำพูดหลุดจากปากก่อนหัวใจทันห้าม ป้าใจนิ่ง มือที่กำลังลวกเส้นหยุดกลางหม้อ รามซึ่งยกกล่องเครื่องมือเดินผ่านมาแค่นหัวเราะ “เสียงใช้ยาก แต่คนพังใช้ได้ใช่ไหม” พิมหันขวับ “ฉันทำงานของฉัน” “งานของคุณเหยียบเท้าใครอยู่บ้าง ดูด้วย” ป้าใจวางตะกร้อเส้นลงจนไอน้ำแตก “ฝ้ายใส่เสื้อนักเรียน ถือถุงเต้าหู้สองถุง บอกว่าจะไปคืนเงินมัดจำให้ร้านผ้า แล้วก็…หายตรงซอยหลังโรงหนัง” เสียงท้ายสั่น พิมโน้มไมค์เข้าใกล้ “มีใครตามไหมคะ” “แม่ไม่รู้ แม่กำลังนับเงินหนี้” ป้าใจหันไปตักน้ำซุปเหมือนตักความผิดออกจากหม้อ “ลูกบอกว่า แม่ไม่ต้องกลัว หนูจัดการเอง แม่ด่าเขา บอกเด็กจะจัดการอะไรได้” เธอกลืนเสียงสะอื้นไว้ใต้เสียงชามกระทบโต๊ะ พิมได้คลิปที่ต้องการ แต่เมื่อปิดกล้อง เด็กหญิงตัวเล็กที่ช่วยล้างชามกระซิบ “พี่ฝ้ายไม่ได้เดินไปซอยโรงหนัง เขาเลี้ยวเข้าร้านซ่อมวิทยุ” พิมมองตามไปยังเงาหลังร้านของราม ความตัดสินใจผิดครั้งแรกเกิดขึ้นเงียบ ๆ เธอเลือกไม่บอกป้าใจ เลือกเก็บข้อมูลไว้คนเดียวเพื่อให้ตอนแรกของรายการมีระเบิดของมัน
หกโมงครึ่งซอยหลังโรงหนังเก่าที่เลิกฉายแล้ว แต่ยังไม่ใช่สถานีหรือทางเดินของใคร แสงเย็นสีส้มติดตามกำแพงโปสเตอร์ลอกเป็นเศษหน้า ด้านบนมีนกพิราบขยับปีกให้ฝุ่นปูนตกลงมา เสียงเครื่องปั่นไฟจากร้านน้ำเต้าหู้ดังอืด ๆ กลิ่นฉี่แมว ปูนร้อน และกล้วยทอดเก่าค้างอากาศ พิมย่องไปพร้อมไฟฉายเล็ก รามตามมาห่าง ๆ อย่างไม่เชิญ “เลิกเดินตามฉันได้ไหม” เธอพูดโดยไม่หัน “ถ้าคุณตกท่อ คนจะหาว่าตลาดฆ่านักข่าวอีก” เขาตอบ พิมชะงัก “อีก?” รามไม่ตอบ เขาก้มเก็บตุ้มหูพลาสติกสีฟ้าที่ติดซอกไม้ “ของฝ้ายหรือเปล่า” พิมถาม เขากำมันไว้ทันที “ไม่ใช่เรื่องคุณ” “คนหายเป็นเรื่องทุกคน” “ไม่ใช่ทุกคนที่ทำให้คนหายกลับมาได้ด้วยยอดวิว” ความเงียบตกลงระหว่างทั้งคู่ มีเพียงเสียงน้ำคลองซัดใต้ไม้ผุ พิมเปิดไฟฉายไล่ตามพื้น เห็นรอยขูดบนประตูเหล็กเล็ก ๆ ที่ปิดทางขึ้นชั้นลอยของโรงหนัง เธอถ่ายภาพไว้ รามเอื้อมมาบังเลนส์ “ตรงนี้อันตราย” “หรือกลัวฉันเจออะไร” เขามองเธอเหมือนกำลังตัดสินใจจะพูด แต่เสียงลำโพงตลาดดังแทรกขึ้นเองจากเสาไกล ๆ เป็นเสียงเด็กสาวแผ่วมาก “แม่…อย่าเซ็น…” พิมกับรามหันพร้อมกัน ลำโพงดับในทันที ทิ้งกลิ่นสายไฟไหม้จาง ๆ ไว้ในความร้อนที่ไม่ยอมลด
หนึ่งทุ่มครึ่ง ร้านซ่อมวิทยุของรามสว่างด้วยโคมโต๊ะสีเหลืองอมเขียว แสงกระทบแผงวงจร กองเทปคาสเซ็ต และเครื่องขยายเสียงเก่า เสียงบัดกรีแตะตะกั่วดังซู่สั้น ๆ กลิ่นโลหะร้อนผสมกาแฟดำเย็นชืด อากาศในร้านเย็นกว่าข้างนอกเพราะพัดลมตั้งพื้นหมุนแรงจนกระดาษใบรับงานกระพือ พิมยืนหน้าประตู ไม่ยอมถอดรองเท้าแม้เห็นเสื่อผืนเล็ก “ฝ้ายมาที่นี่วันหายใช่ไหม” รามปิดหัวแร้ง “คุณถามเหมือนมีหมายค้น” “ฉันมีพยาน” “พยานเด็กล้างชามที่กลัวเงาตัวเอง?” เขาพูดแล้วเห็นสีหน้าพิมแข็งขึ้น จึงลดเสียง “ฝ้ายเอาเครื่องบันทึกเสียงมาซ่อม มันเป็นของพ่อเขา” “พ่อเขาตายแล้วนี่” “หายไป ไม่ใช่ตาย คำสองคำนี้ทำชีวิตคนต่างกันมาก” พิมก้าวเข้าไป กล้องบนไหล่ชนชั้นวาง เทปม้วนหนึ่งตกลงพื้น เธอหยิบขึ้น เห็นป้ายเขียนว่า “นาคาม 2541 คืนปิดไฟ” รามแย่งคืน “ของพ่อผม” “คืนปิดไฟคืออะไร” รามสูดหายใจ เหมือนกลิ่นตะกั่วทำให้พูดลำบาก “วันที่คนในตลาดปิดไฟไล่เจ้าหนี้เถื่อน แล้วมีคนหายหนึ่งคน” พิมกดบันทึกเสียงโดยไม่บอก เขาเห็นไฟแดงสะท้อนในกระจกทันที “ปิดซะ” “นี่เป็นหลักฐาน” “นี่เป็นความไว้ใจ” เขาดึงสายไมค์ออก เสียงป๊อบดังในหูฟัง เธอเจ็บหูและเจ็บหน้า แต่แทนจะขอโทษ เธอพูดว่า “คนที่ไม่มีอะไรปิด จะไม่กลัวการบันทึก” รามเปิดประตูให้เธอออก “คนที่ไม่เคยฟังใคร จะคิดแบบนั้น”
สามทุ่มบริเวณศาลเจ้าท้ายตลาด แสงโคมแดงไหวในลมร้อน กลิ่นธูปควันหนาเกาะผิวเหมือนผ้าบาง เสียงระฆังเล็กกระทบกันจากชายคา และเสียงเรือหางยาวไกล ๆ ตัดผ่านคลองสีดำ พิมนั่งบนม้านั่งหิน เปิดไฟล์เสียงที่อัดได้ในร้านราม เสียงสนทนาของเธอกับเขาชัด แต่ใต้เสียงนั้นมีเสียงอื่นซ้อน เป็นเสียงฝ้าย หายใจเร็ว “พี่ราม ถ้าหนูไม่กลับ อย่าให้แม่เซ็นตลาดให้เขา” พิมกดหยุด นิ้วเย็นทั้งที่อากาศอบอ้าว เธอย้อนฟังอีกครั้ง เสียงไม่ควรอยู่ในไฟล์ เพราะเกิดก่อนเธอมาถึงหลายวัน เธอส่งคลิปให้บรรณาธิการทางโทรศัพท์ “พี่ตูน หนูมีของใหญ่ รามเป็นคนสุดท้ายที่อยู่กับฝ้าย” ปลายสายมีเสียงคีย์บอร์ดและแอร์สำนักงาน “ลงทีเซอร์เลยไหม พิม เราต้องแข่งกับช่องอื่น” พิมมองโคมแดงที่สะท้อนในน้ำคลอง สัญชาตญาณมืออาชีพกระตุกแรงกว่าเสียงเตือนในอก “ลงชื่อย่อก่อน อย่าเผยหน้าหนู” “แน่ใจนะ” “แน่ใจค่ะ” เธอโกหกตัวเอง การตัดสินใจผิดครั้งที่สองถูกส่งออกไปด้วยสัญญาณมือถือ บนศาลเจ้า ควันธูปรวมตัวเป็นเส้นคล้ายตัวอักษร พิมเงยหน้าเหมือนได้ยินเสียงหญิงแก่กระซิบว่า “เสียงที่ขโมยมา จะกลับมากัดลิ้น” แต่เมื่อเธอถอดหูฟังออก มีเพียงแมลงกลางคืนชนหลอดไฟดังแปะ ๆ
เช้าวันถัดมาเวลาเจ็ดโมงสิบ ตลาดนาคามแตกตื่นใต้แสงแดดขาวจัด เสียงแม่ค้าตะโกนด่าปนเสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ดังไม่หยุด กลิ่นปลาสด เลือดหมู และใบโหระพาถูกความร้อนขยี้จนแสบจมูก พิมเดินผ่านแผงที่เงียบลงทันทีเมื่อเห็นเธอ ป้าใจยืนหน้าร้าน มือกำผ้าเช็ดโต๊ะจนข้อขาว “ทำไมในข่าวบอกว่ารามเกี่ยวกับลูกฉัน” “ป้าใจ หนูยังไม่ได้บอกว่าเขาทำ” “แต่คนทั้งตลาดเชื่อแล้ว!” เสียงป้าใจแตก รามถูกชายสองคนผลักจากหน้าร้านซ่อมวิทยุ กล่องเครื่องมือกระเด็น น็อตกลิ้งไปใต้แผงไข่ “พูดสิ เอาลูกเขาไปไว้ไหน” เสี่ยคม เจ้าของโรงรับจำนำและผู้รับซื้อที่ดินตลาด ยืนอยู่กลางกลุ่มคน เสื้อเชิ้ตขาวเรียบจนดูไม่เข้ากับพื้นเปียก เขาพูดเสียงนุ่ม “อย่ารุนแรงกันครับ เราแค่ต้องการความจริง” พิมยกกล้องขึ้นโดยอัตโนมัติ รามเงยหน้าจากพื้น มุมปากแตก “ถ่ายให้ชัดนะ คุณชอบความจริงนี่” เขาพูดเบาแต่แทงเข้าหู พิมลดกล้องช้า ๆ เสี่ยคมหันมายิ้ม “คุณนักข่าว ถ้ามีหลักฐาน ช่วยส่งให้ตำรวจเถอะ อย่าปล่อยให้ตลาดนี้เน่าไปกว่านี้” กลิ่นน้ำยาล้างพื้นจากร้านใกล้ ๆ ลอยมาเย็นแปลก พิมเห็นสายตาอาม่าเหมยจากหลังม่านร้านชา ส่ายหน้าเพียงนิดเดียว แต่ทุกอย่างสายไปแล้ว ความเข้าใจผิดที่เธอปล่อยให้เกิดได้กัดคนแรกต่อหน้าเธอ
สิบโมงครึ่งที่โรงพักเล็กริมถนนใหญ่ แสงฟลูออเรสเซนต์ทำให้ผิวทุกคนซีด เสียงพัดลมเพดานกับปริ๊นเตอร์เก่าดังแข่งกัน กลิ่นหมึกเอกสาร กาแฟซอง และเหงื่อคนรอคดีอัดแน่นในห้องอุ่น พิมนั่งตรงข้ามร้อยตำรวจเอกหญิงกานต์ ผู้พูดช้าเหมือนตัดคำทุกคำด้วยมีด “คุณพิมพ์ลดา คลิปที่คุณลงทำให้พยานปั่นป่วน คุณมีต้นฉบับไหม” พิมวางเครื่องบันทึกบนโต๊ะ “มี แต่เสียงบางส่วน…อธิบายยาก” กานต์เลิกคิ้ว “ยากแบบตัดต่อหรือยากแบบผี” “ฉันไม่เชื่อเรื่องผี” พิมตอบเร็วเกินไป “ดี งั้นเชื่อเรื่องความรับผิดชอบก่อน คุณรู้ไหม รามเคยแจ้งตำรวจว่าฝ้ายกลัวเสี่ยคม แต่ไม่มีใครให้ปากคำเพิ่ม เพราะทุกคนเป็นหนี้เขา” พิมชะงัก “ทำไมไม่มีในแฟ้มข่าว” “เพราะแฟ้มข่าวไม่ใช่แฟ้มคดี” กานต์ดันเอกสารภาพกล้องวงจรปิดแตก ๆ ให้ดู เห็นฝ้ายเดินเข้าซอยกับถุงผ้า และเงาชายใส่หมวกตามหลัง “ถ้าคุณมีเสียงต้นฉบับ ส่งมา ห้ามปล่อยเพิ่ม” โทรศัพท์พิมสั่น ข้อความจากพี่ตูนขึ้นว่า ยอดดูทะลุสองล้าน เตรียมตอนสองเลย พิมมองหน้าจอเหมือนมองเหยื่อล่อ เธอเลือกบอกกานต์เพียงครึ่งเดียว “ขอเวลาตรวจเสียงอีกคืนค่ะ” กานต์พิงเก้าอี้ “เวลาคือสิ่งที่คนหายไม่มีมากนัก” คำนั้นติดอยู่ในคอพิมตลอดทางกลับตลาด
บ่ายโมงในโกดังเก็บของหลังร้านชา แสงลอดช่องไม้เป็นเส้นบาง ๆ ตกบนลังชาเก่า เสียงหนูวิ่งบนคานกับเสียงเรือขายผลไม้จากคลองทำให้ความเงียบมีชั้น กลิ่นกระดาษเปียก เชื้อรา และใบชาหมักทำให้พิมต้องหายใจทางปาก อาม่าเหมยจุดตะเกียงน้ำมัน ทั้งที่ข้างนอกแดดจัด “ที่นี่ไฟดับเองบ่อย ไม่ใช่ผีหรอก สายเก่า” อาม่าพูดเหมือนอ่านใจ พิมวางหูฟังลง “อาม่ารู้เรื่องเสียงใช่ไหม” หญิงชราหยิบกล่องไม้จากชั้นล่างสุด ข้อต่อดังกรอบแกรบ “ตลาดนี้สร้างด้วยไม้จากเรือเก่า เรือพาคน พาเสียง พาคำสาบานมาเก็บไว้ ใครเจ็บมาก ๆ เสียงจะฝังในของใกล้ตัว” พิมหัวเราะสั้น “ฟังดูเหมาะทำรายการผี” อาม่ามองเธอจนเสียงหัวเราะตาย “พ่อของรามเคยพยายามใช้เสียงพวกนี้ช่วยคน แต่คนที่มีอำนาจกลัวสิ่งที่ตลาดจำได้” กล่องเปิดออก ภายในมีม้วนเทป ป้ายกระดาษ และลูกบิดทองเหลืองรูปปลาที่ติดกับเครื่องกระจายเสียงกลางตลาด “ฝ้ายมาหาอาม่า บอกว่าได้ยินพ่อของตัวเองในเทปเก่า เขายังไม่ตายตอนถูกพาไป” พิมเอื้อมหยิบเทป อาม่าปิดฝากล่องทับนิ้วเธอเบา ๆ “ถ้าจะฟัง ต้องสัญญาว่าไม่ใช้เสียงคนตายหากิน” พิมเงียบ กลิ่นเชื้อราหนักขึ้นเหมือนตลาดรอคำตอบ “หนูสัญญาว่าจะช่วยฝ้าย” เธอพูด เป็นครั้งแรกที่ประโยคของเธอไม่มีคำว่า งาน
บ่ายสามโมงร้านซ่อมวิทยุร้อนอบอ้าวเพราะรามปิดพัดลมเพื่อฟังเสียงจากเทปให้ชัด แสงแดดสะท้อนคลองกระทบเพดานเป็นคลื่นสั่น เสียงเครื่องเล่นเทปหมุนแกรก ๆ กลิ่นฝุ่นไหม้จากหัวอ่านปนยาดมที่รามใช้แตะมุมปากแตก พิมยืนห่างโต๊ะหนึ่งช่วงแขน “ฉันขอโทษเรื่องคลิป” เธอพูดเร็วเหมือนกลัวคำจะหล่น รามไม่มอง “ขอโทษใส่ไมค์ไหม จะได้ชัด” “ฉันสมควรโดน” “ไม่ คุณสมควรฟัง” เขากดปุ่มเล่น เสียงตลาดเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนดังขึ้น เสียงคนตะโกนปิดไฟ เสียงวิ่ง เสียงผู้ชายร้อง “อย่าเอาเด็กไป” แล้วเสียงปืนหนึ่งนัด พิมสะดุ้ง มือชนขอบโต๊ะ รามจ้องเครื่องเล่น “พ่อผมชื่อรุจ เขาหายคืนนั้น เพราะเขาเห็นเสี่ยคมกับพวกขนคนงานต่างถิ่นลงเรือ พ่อฝ้ายก็อยู่ในนั้น” “ทำไมไม่บอกตำรวจ” “แม่ผมบอกแล้ว แม่หายไปอีกคนสามวันถัดมา กลับมาเป็นคนไม่พูด” พิมรู้สึกห้องแคบลง “ฝ้ายรู้ได้ยังไง” รามหยิบเครื่องบันทึกเล็กสีเงิน “เขาเจอเสียงพ่อในเครื่องนี้ มาขอให้ผมซ่อม แล้วบอกว่าจะหาหลักฐานก่อนแม่เซ็นขายร้านให้เสี่ยคมใช้หนี้” พิมมองแผลบนปากเขา น้ำเสียงอ่อนลง “ให้ฉันช่วย” รามยิ้มจาง ๆ ไม่เชื่อ “คุณช่วยด้วยการไม่ทำอะไรพังเพิ่มได้ไหม” พิมเก็บกล้องเข้ากระเป๋าแทนคำตอบ
สี่โมงสี่สิบห้าที่โรงรับจำนำของเสี่ยคม แสงจากตู้ทองปลอมส่องเหลืองแสบตา เสียงเครื่องปรับอากาศดังหึ่งจนกลบเสียงถนน กลิ่นน้ำหอมผู้ชายราคาแพงกับกระดาษเงินเก่าทำให้อากาศเย็นแต่หายใจยาก พิมเข้ามาคนเดียวโดยไม่บอกราม นี่คือการตัดสินใจผิดครั้งที่สาม เพราะเธอคิดว่าการกดดันตรง ๆ จะทำให้คนร้ายหลุดปาก เสี่ยคมนั่งหลังโต๊ะไม้เงา จัดปากกาให้ขนานกับแฟ้ม “คุณพิมพ์ลดา ชาไหมครับ” “ฝ้ายพยายามขัดขวางการซื้อที่ตลาดใช่ไหมคะ” เสี่ยคมหัวเราะนุ่ม “เด็กคนหนึ่งหาย คุณโยงไปอสังหาฯ เลยหรือ จินตนาการดี” พิมเปิดคลิปเสียงฝ้ายจากลำโพง “แม่ อย่าเซ็น” เสี่ยคมยิ้มค้างเพียงเสี้ยววินาที ก่อนปรบมือเบา ๆ “ตัดต่อเก่ง เสียงเด็กฟังดูน่าสงสาร” “ถ้าฉันลงเสียงนี้พร้อมเทปปีสี่หนึ่งล่ะ” เขาเอนตัว แอร์เย็นจัดจนแขนพิมขึ้นขน “คุณมีแม่อยู่เชียงใหม่ใช่ไหม บ้านไม้สีฟ้า หน้าบ้านปลูกจำปี” พิมนิ่ง เสียงเครื่องปรับอากาศกลายเป็นเสียงสัตว์หายใจ “คุณขู่ฉัน?” “ผมเตือน คนทำสื่อควรรู้ว่าข้อมูลส่วนตัวหาง่ายแค่ไหน” เขาเลื่อนซองเอกสารมา เป็นสัญญาขายหนี้ของป้าใจ “พรุ่งนี้เที่ยง ป้าใจจะเซ็น ถ้าคุณทำให้ตลาดปั่นป่วนอีก ผู้หญิงคนนั้นจะไม่เหลือร้าน ไม่เหลือลูก และอาจไม่เหลือลมหายใจหวัง” พิมออกจากร้านโดยมือเย็นเฉียบ กลิ่นน้ำหอมยังติดเสื้อเหมือนมือใครจับคอ
หกโมงเย็นใต้สะพานไม้ข้ามคลอง แสงตะวันสุดท้ายเป็นสีแดงหม่นบนผิวน้ำ เสียงไม้ลั่นใต้เท้าคนเดิน กลิ่นโคลน ปลาแห้ง และควันเตาถ่านจากบ้านริมคลองทำให้อากาศเหนียว รามรออยู่เพราะอาม่าโทรเรียก เขาเห็นหน้าพิมก็รู้ทันที “คุณไปหาเสี่ยคมมา” “ฉันคิดว่าจะทำให้เขากลัว” “แล้ว?” “เขารู้เรื่องแม่ฉัน” รามหัวเราะแบบไม่มีความสุข “ยินดีด้วย คุณทำให้เกมของเขาเริ่มเร็วขึ้น” พิมกัดริมฝีปาก “ฉันพลาด” “ไม่ใช่พลาด คุณเลือก” คำของเขาทำให้เธอเงียบ เรือเล็กแล่นผ่านใต้สะพาน น้ำกระแทกตอม่อเป็นเสียงตุบ ๆ พิมถอดเครื่องบันทึกออกจากกระเป๋า “ฉันจะส่งทุกอย่างให้ตำรวจ” รามส่ายหน้า “ตำรวจบางคนดี บางคนกลัว บางคนเป็นหนี้ เขารู้ก่อนเราเสมอถ้าเรายื่นตรง ๆ” “แล้วจะทำไง” “ฝ้ายบอกว่าเขาซ่อนหลักฐานไว้ในที่ที่เสียงดังที่สุดแต่ไม่มีใครฟัง” พิมมองไปยังตลาด เสียงประกาศจากลำโพงเริ่มเชิญชวนคนทำบุญเทศกาลสารทจีน คืนพรุ่งนี้ “เครื่องกระจายเสียงกลางตลาด” เธอพูด รามพยักหน้า “แต่กุญแจห้องควบคุมอยู่กับเสี่ยคมตั้งแต่เขาซื้อสิทธิ์ปรับปรุง” พิมยืนขึ้น ลมคลองร้อนปะทะหน้า “อาม่ามีกุญแจลูกบิดทองเหลือง” รามมองเธอนาน “ถ้าคุณหักหลังอีกครั้ง ผมจะไม่เหลือใครให้โกรธแล้วนะ” พิมไม่ตอบสวยงาม เธอพูดเพียง “คืนนี้ฉันจะฟังคุณก่อน”
สองทุ่มในห้องควบคุมเสียงเหนือศาลเจ้ากลางตลาด แสงไฟฉายกวาดผ่านใยแมงมุม หน้าปัดวัดเสียง และสายไฟสีซีด เสียงไม้บันไดเอี๊ยดทุกครั้งที่พิม ราม และอาม่าเหมยขยับ กลิ่นฝุ่นหนา มูลจิ้งจก และน้ำมันเครื่องเก่าทำให้คอแห้ง อุณหภูมิในห้องร้อนเหมือนเตาอบแม้กลางคืน รามเปิดแผงเครื่องขยายเสียง “ถ้าเปิดแรงเกิน สายไหม้ทั้งตลาด” อาม่าถือถุงผ้าจีนใส่เทปเก่า “ตลาดนี้เคยพูดได้ทั้งวัน สมัยก่อนประกาศเด็กหลง หม้อหาย ผัวเมียทะเลาะกันก็ประกาศให้คืนดีกัน” พิมวางไมค์ลง ไม่ยกถ่าย “เราต้องหาเสียงฝ้าย” รามเสียบเครื่องบันทึกของฝ้ายเข้าช่องเก่า เสียงซ่าดังลั่นเหมือนคลื่นทะเลในกล่องไม้ พิมสวมเฮดโฟน เสียงตลาดปัจจุบันซ้อนกับเสียงอดีต เด็กหัวเราะ มีดสับหมู คนต่อราคา แล้วจู่ ๆ เสียงฝ้ายชัดขึ้น “หนูอยู่ใต้เวทีงิ้ว…ไม่ใช่ใต้ดิน…ใต้เวทีที่ถูกปิด…” พิมลืมตา “เวทีงิ้วอยู่ไหน” อาม่าหน้าซีด “โกดังหลังโรงหนัง เมื่อก่อนตั้งเวทีตรงนั้น” รามคว้ากล่องเครื่องมือ “ไป” แต่เสียงฝีเท้าหนักดังจากบันไดด้านล่าง มีคนเปิดประตูล็อกจากข้างนอก เสียงเสี่ยคมลอยขึ้นมาเย็น ๆ “ตลาดพูดมากไปแล้วครับอาม่า” ความร้อนในห้องกลายเป็นกรง พิมมองช่องหน้าต่างเล็กเหนือแผงไฟและตัดสินใจปีนก่อนถามตัวเองว่ากลัวไหม
สองทุ่มยี่สิบ บนหลังคาตลาดเก่าที่อุ่นจากแดดสะสม แสงโคมแดงด้านล่างส่องให้กระเบื้องแตกเป็นสีเลือดแห้ง เสียงคนของเสี่ยคมเคาะประตูห้องควบคุมดังตึง ๆ กลิ่นสนิม สังกะสีร้อน และควันธูปลอยขึ้นมาจากศาล พิมคลานบนคานแคบ มือถูกขอบเหล็กบาด รามตามหลังพร้อมถุงเครื่องมือ อาม่าเหมยไออยู่ท้ายแถว “อาม่าไหวไหม” พิมกระซิบ “คนแก่ไหวกว่าคนปากไว” อาม่าตอบ แม้เสียงสั่น พิมเกือบหัวเราะ น้ำหนักทำให้แผ่นหลังคายุบดังแกร๊ก รามจับข้อเท้าเธอไว้ทัน “อย่าขยับเร็ว คุณไม่ใช่นางแมว” “ฉันไม่เคยบอกว่าใช่” “แต่ทำทุกอย่างเหมือนคิดว่าเก้าชีวิต” ความขัดแย้งเล็ก ๆ ทำให้ความกลัวมีที่เกาะ พวกเขาไต่ไปถึงชายคาหลังร้านชาและหย่อนตัวลงบนระเบียงไม้ เสียงคนของเสี่ยคมวิ่งตัดผ่านทางเดินด้านล่าง พิมเห็นเงามีดพกวาบในมือคนหนึ่ง เธอกำเครื่องบันทึกแน่น กลิ่นเลือดจากฝ่ามือตัวเองคาวจาง ๆ รามชี้ไปทางโกดังหลังโรงหนัง “ถ้าเสียงฝ้ายจริง เขาอาจยังอยู่” พิมมองใบหน้าป้าใจที่คงนั่งเฝ้าร้านไม่รู้เรื่อง แล้วพูดเบา “เราไปเอาลูกเขากลับ ไม่ใช่เอาคลิป” รามมองเธอเหมือนเพิ่งได้ยินเสียงใหม่จากคนเดิม
สามทุ่มห้านาทีในโกดังหลังโรงหนัง แสงไฟฉายตัดความมืดเป็นแท่งสั่น ๆ เสียงหยดน้ำจากหลังคารั่วเก่าตกใส่ถังสังกะสีเป็นจังหวะ แม้ข้างนอกไม่มีฝน กลิ่นผ้าใบชื้น ไม้ผุ และขี้ค้างคาวแน่นจมูก อากาศเย็นกว่าตลาดจนผิวพิมลุกซู่ รามงัดประตูด้านข้างด้วยไขควง เสียงโลหะครูดดังเกินไป พิมยกมือห้าม แต่ข้างในมีเสียงบางอย่างขยับ พวกเขาเดินผ่านฉากงิ้วเก่าที่หน้ากากกระดาษแขวนเอียงเหมือนมองตาม พิมส่องไฟไปใต้พื้นเวที พบผ้าพันคอนักเรียนสีกรมท่าและขวดน้ำครึ่งขวด “ฝ้าย!” รามเรียก เสียงสะท้อนตอบกลับเป็นคำเดิมสามครั้ง พิมก้มฟังพื้นไม้ มีเสียงเคาะเบามากจากด้านล่าง “สองครั้ง หยุด หนึ่งครั้ง” เธอเคาะกลับตามจังหวะ เสียงเด็กสาวแห้งพร่าเล็ดจากช่องไม้ “พี่ราม?” รามทิ้งตัวคุกเข่า “ฝ้าย อยู่ตรงไหน” “ห้องใต้เวที…เขาขังหนู…มีแฟ้ม…มีคนอีกคน…” พิมกับรามช่วยกันยกแผ่นไม้ แต่ถูกตะปูเก่าตรึงแน่น รามใช้ชะแลงงัดจนเหงื่อไหล พิมช่วยดันทั้งที่มือเจ็บ เสียงฝีเท้าด้านนอกใกล้เข้ามา ฝ้ายกระซิบ “อย่าให้ลุงคมได้เครื่องของหนู” พิมมองเครื่องบันทึกในกระเป๋าตัวเอง เธอเข้าใจว่าความจริงไม่ใช่ไฟล์ มันคือคนที่ยังหายใจอยู่ใต้พื้นนี้
สามทุ่มยี่สิบ ประตูโกดังถูกถีบเปิด แสงไฟฉายแรงจากคนของเสี่ยคมปาดเข้ามาเหมือนมีด เสียงค้างคาวแตกฮือบนเพดาน กลิ่นบุหรี่ฉุนและเหงื่อผู้ชายแทนที่กลิ่นไม้ผุ อากาศเย็นกลายเป็นร้อนตึงในวินาทีเดียว รามยืนบังช่องใต้เวที “ถอยไป” ชายคนหนึ่งสั่ง พิมยกกล้องขึ้นโดยสัญชาตญาณ แต่ครั้งนี้เธอไม่กดบันทึกเพื่ออวด เธอเปิดไลฟ์เงียบส่งเข้ากลุ่มตำรวจที่กานต์ให้ไว้ก่อนหน้านี้ระหว่างขอเวลา เสี่ยคมเดินเข้ามาช้า ๆ รองเท้าหนังไม่เปื้อนฝุ่น “เด็กดื้อทำให้ผู้ใหญ่เหนื่อยนะ” เขาพูดลงไปใต้พื้น ฝ้ายร้อง “ลุงโกงพ่อหนู” “พ่อหนูเซ็นเอง” “เพราะลุงขู่จะจับแม่!” ความเงียบสั้นเหมือนมีคนดูดอากาศออก พิมก้าวออกจากเงา “คุณคม คุณกำลังถูกบันทึก” เสี่ยคมยิ้ม “ก็คุณรักการบันทึกนี่ แต่กล้องหนึ่งตัวสู้คนสามคนได้ไหม” คนของเขาพุ่งเข้ามา รามปัดไม้หน้ากากงิ้วใส่คนแรก เสียงกระดาษแข็งแตก พิมถูกกระชากแขน กล้องกระแทกพื้น ภาพไลฟ์หมุนมืด เธอคว้าโคมฉากเก่าฟาดใส่ข้อมือคนจับ กลิ่นน้ำมันเก่าฟุ้ง รามตะโกน “เปิดพื้น!” พิมเลือกทิ้งกล้องราคาแพง คว้าชะแลงแทน แล้วงัดตะปูตัวสุดท้ายด้วยแรงที่มาจากความกลัว ไม่ใช่ความทะเยอทะยาน แผ่นไม้เปิด ฝ้ายโผล่ขึ้นมาหน้าซีด ปากแตก แต่ยังแนบแฟ้มเปียกเหงื่อไว้กับอก
สามทุ่มสี่สิบห้าในตรอกข้างโกดัง แสงจากหลอดไฟท้ายตลาดกระพริบเหมือนจะดับทุกวินาที เสียงรองเท้าวิ่งบนพื้นปูน เสียงหมาเห่า และเสียงประกาศเทศกาลจากลำโพงไกล ๆ ชนกันวุ่น กลิ่นขยะเปียก ผักเน่า และควันธูปทำให้ฝ้ายไอจนตัวงอ อากาศกลางคืนอับร้อนจนเสื้อทุกคนเปียก พิมประคองฝ้าย รามลากแฟ้มหลักฐานด้วยมืออีกข้าง “ตำรวจใกล้ถึงไหม” เขาถาม “กานต์เห็นไลฟ์แล้ว แต่เสี่ยคมคงมีคนดักทางใหญ่” พิมตอบ ฝ้ายส่ายหน้า “อย่าไปโรงพัก เขามีคนในนั้นคนหนึ่ง หนูได้ยินลุงคมโทร” รามสบตาพิม “ห้องกระจายเสียง” พิมพยักหน้า “ถ้าเปิดแฟ้มต่อหน้าทั้งตลาด เขาปิดยาก” ฝ้ายจับแขนพิม “ในแฟ้มมีชื่อพ่อหนู ชื่อพ่อพี่ราม รายชื่อคนที่ถูกบังคับเซ็นยกหนี้ มีแผนซ่อนห้องใต้เวทีใช้ขังคนส่งลงเรือ” เสียงเธอสั่น แต่ตาแข็ง พิมชะลอฝีเท้าเมื่อได้ยินคนของเสี่ยคมวิ่งมาจากทางแยก เธอชี้ไปตลาดปลา “ไปทางกลิ่นแรง เขาใช้หมาไม่ได้” รามมองเธอแปลกใจ “คิดได้ดี” “ฉันเคยทำสารคดีตลาดสด” “คราวนี้ความรู้คุณมีประโยชน์จริง” พิมอยากเถียง แต่ฝ้ายหัวเราะเบา ๆ แล้วไอจนเลือดติดฝ่ามือ ทุกคนเงียบและเร่งฝีเท้า ความขัดแย้งไม่ได้หายไป แต่มันวิ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน
สี่ทุ่มตรงที่แผงปลา แสงหลอดนีออนสีฟ้าทำให้เกล็ดปลาที่เหลือบนเขียงเหมือนเศษกระจก เสียงน้ำแข็งละลายหยดลงท่อดังติ๋ง ๆ กลิ่นคาวจัดจนพิมน้ำตาคลอ อากาศเย็นชื้นจากน้ำแข็งสวนกับความร้อนในปอดของการหนี ป้าใจปรากฏจากเงาแผง ถือมีดแล่ปลาในมือ “ฝ้าย!” เธอร้องเสียงขาด ฝ้ายหลุดจากแขนพิมไปกอดแม่ ทั้งสองล้มเข่าลงบนพื้นเปียก “แม่ขอโทษ แม่ไม่น่าด่า หนูเจ็บไหม ลูกหายใจดีไหม” ป้าใจถามรวดเดียว ฝ้ายซุกหน้า “แม่อย่าเซ็นนะ เขาจะเอาทุกคนไป” พิมยืนถอยให้พวกเขา แต่ป้าใจหันมาหาเธอ แววตายังมีแผลจากข่าวเมื่อเช้า “คุณทำให้คนคิดว่ารามเอาลูกฉันไป” พิมกลืนน้ำลาย “ใช่ค่ะ หนูผิด” “แล้วตอนนี้จะทำอะไร” “แก้ให้ดังเท่าที่ทำพัง” ป้าใจมองมีดในมือตัวเอง แล้ววางลงบนเขียง “งั้นไปหาลำโพง ตลาดนี้ด่ากันด้วยลำโพงมาสี่สิบปี ให้มันสารภาพด้วยลำโพงบ้าง” รามยิ้มครั้งแรก ฝ้ายจับมือแม่แน่น แต่เมื่อพวกเขากำลังจะออก เสียงรถกระบะเบรกหน้าตลาดดังเอี๊ยด ไฟหน้าสาดเข้ามา เสี่ยคมลงจากรถพร้อมผู้ชายอีกสองคน “ใจครับ อย่าให้ลูกคุณเจ็บรอบสอง” เขาพูดนุ่ม ป้าใจยกถังน้ำแข็งสาดใส่หน้าเขา “ลูกกูเจ็บพอแล้ว” น้ำแข็งกระแทกพื้นกระจายเหมือนเสียงปรบมือของตลาด
สี่ทุ่มสิบห้า การวิ่งผ่านตลาดกลางคืนกลายเป็นขบวนเล็ก ๆ แสงโคมเทศกาลสั่นเหนือหัว เสียงแม่ค้าพ่อค้าที่ออกมาดูเหตุการณ์เริ่มซุบซิบดังขึ้น กลิ่นธูป ขนมเข่งทอด และปลาในถังน้ำแข็งติดตามทุกก้าว อากาศร้อนชื้นเหมือนทั้งตลาดหายใจพร้อมกัน พิมวิ่งข้างฝ้ายซึ่งหน้าซีดลงเรื่อย ๆ “ไหวไหม” “ถ้าไม่ไหว พี่จะอุ้มหนูเหรอ” ฝ้ายประชดแห้ง ๆ “พี่อุ้มไม่น่ารอดทั้งคู่” “งั้นอย่าถามบ่อย” น้ำเสียงเฉพาะของฝ้ายทำให้พิมนึกชอบเด็กคนนี้อย่างเจ็บใจ รามเปิดทางด้วยการผลักรถเข็นผักขวางคนไล่ตาม ผักกาดกระเด็นเต็มพื้น ชายคนหนึ่งลื่นล้มเสียงดัง ป้าใจหอบแต่ยังด่าไม่หยุด “ใครขวาง แม่เอาน้ำซุปราดนะโว้ย!” อาม่าเหมยรออยู่หน้าร้านชา เปิดประตูไม้เล็กด้านหลัง “เข้าทางนี้ ไปบันไดใน” เธอโยนผ้าแดงให้พิม “พันมือ เลือดหยดเป็นทาง” พิมทำตามโดยไม่เถียง เสียงลำโพงกลางตลาดยังเปิดเพลงงิ้วเก่าแหลม ๆ สำหรับเทศกาล บาดหูแต่เป็นความหวัง รามกระซิบ “ถ้าห้องควบคุมถูกเฝ้า เราต้องแยก” พิมส่ายหน้า “ไม่แยกฝ้าย” “ผมไม่ได้บอกให้แยกฝ้าย ผมบอกว่าคุณกับผมต้องแยกกันทำหน้าที่” เธอเข้าใจ เขาจะล่อคน เธอจะพาฝ้ายขึ้นห้องเสียง เธออยากปฏิเสธ แต่การฟังหมายถึงยอมให้คนอื่นเลือกบ้าง “อย่าตาย” เธอพูด รามยักไหล่ “คำสั่งหรือคำขอ” “ทั้งสอง”
สี่ทุ่มยี่สิบห้า บันไดในร้านชามืดและแคบ แสงจากตะเกียงอาม่าเต้นบนผนังไม้ เสียงฝีเท้ารามวิ่งออกไปอีกทางดังห่างลง พร้อมเสียงคนไล่ตามและเสียงลังแตก กลิ่นชาเก่า ควันธูป และเลือดจากมือพิมผสมกันแปลก ๆ อากาศร้อนจนฝ้ายหายใจหอบ พิมประคองเด็กสาวขึ้นทีละขั้น “พี่ทำไมช่วยหนู” ฝ้ายถาม “เพราะพี่ทำผิด” “แค่นั้น?” พิมชะงักครึ่งก้าว เสียงไม้ลั่นใต้เท้า “ตอนแรกพี่อยากได้เรื่องดี ๆ ไปพิสูจน์ว่าพี่ยังเก่ง พี่เคยถูกไล่ออกจากช่องเพราะไม่ยอมลบเสียงคนมีอำนาจ แต่ความจริงคือพี่กลัวไม่มีใครฟังพี่อีก พี่เลยใช้เสียงคนอื่นแรงเกินไป” ฝ้ายเงียบ เสียงหอบของเธอสั่นในแสงตะเกียง “หนูก็ใช้เสียงพ่อ หนูเปิดเทปซ้ำ ๆ จนแม่ร้องไห้ บางทีเราก็อยากให้คนตายช่วยจนลืมคนเป็น” คำของเด็กทำให้พิมปวดลึกกว่าแผลมือ พวกเธอถึงหน้าประตูห้องควบคุม อาม่าใช้ลูกบิดทองเหลืองเปิด แต่อีกฝั่งมีโซ่ใหม่คล้องไว้ พิมสบถเบา ๆ ฝ้ายหยิบกิ๊บติดผมรูปปลาจากหัว “พ่อเคยสอนสะเดาะกุญแจ ตอนหนูอยากเปิดตู้ขนม” มือเธอสั่นแต่ตั้งใจ เสียงโลหะกิ๊กเล็ก ๆ ดังชัดกว่าทุกเสียงในตลาด เมื่อโซ่หลุด พิมยิ้มทั้งน้ำตาที่ไม่ยอมไหล “เก่งมาก” ฝ้ายยักคิ้ว “อย่าเพิ่งชม เปิดลำโพงก่อน”
สี่ทุ่มสามสิบห้าในห้องควบคุมเสียง แสงไฟฉายวางบนพื้นส่องหน้าทุกคนจากล่างขึ้นบนเหมือนละครเงา เสียงเครื่องขยายครางต่ำเมื่อรามไม่อยู่ช่วยปรับ กลิ่นฝุ่นร้อนจากวงจรไฟทำให้พิมไอ อากาศอบจนเหงื่อไหลผ่านขมับ พิมเสียบแฟ้มเอกสารที่ถ่ายด้วยมือถือเข้าคอมพิวเตอร์เก่าไม่ได้ เพราะพอร์ตเสีย “บ้าเอ๊ย” เธอทุบโต๊ะ ฝ้ายดึงแขน “พี่บอกจะฟัง อย่าทุบก่อน” อาม่าเปิดลิ้นชัก หยิบสายแปลงเก่าออกมาหลายเส้น “ตลาดนี้ไม่ทิ้งอะไร แม้แต่ของที่ควรทิ้ง” พิมต่อสาย เสียงไฟช็อตเปรี๊ยะทำให้ทุกคนสะดุ้ง หน้าจอติดขึ้นช้าเหมือนคนตื่นจากไข้ พิมเปิดไมค์กลางตลาด ทดสอบด้วยลมหายใจ เสียงหอนสะท้อนทั่วหลังคา เธอรีบลดระดับ “ถ้าเราอ่านเอกสารอย่างเดียว คนอาจไม่เชื่อ” ฝ้ายยื่นเครื่องบันทึกของตัวเอง “ในนี้มีเสียงลุงคมพูดกับตำรวจคนนั้น หนูอัดไว้ตอนอยู่ใต้เวที เขามาคุยกันหน้าช่องลม” พิมมองเด็กสาวด้วยความตกใจ “เธอไม่ใช่แค่เหยื่อ” “หนูเป็นลูกแม่ค้าก๋วยเตี๋ยวค่ะ ต้องนับเงินทอนเร็วกว่าโกหกของผู้ใหญ่” อาม่าหัวเราะแหบ ๆ แล้วไอ พิมกดเล่น เสียงเสี่ยคมดังในลำโพงเล็ก “เซ็นพรุ่งนี้ พอรื้อเวที เผาแฟ้มทิ้ง เด็กถ้าไม่ยอมก็ส่งไปท่าเรือเก่า” ฝ้ายหน้าซีด แต่ยืนไม่ถอย พิมเอื้อมจับไหล่เธอเบา ๆ ก่อนกดปุ่มออกอากาศ
สี่ทุ่มสี่สิบ เสียงเสี่ยคมกระจายไปทั่วตลาดนาคามผ่านลำโพงทุกตัว แสงโคมแดงสั่นในทางเดินข้างล่างเหมือนคนจำนวนมากเงยหน้าพร้อมกัน เสียงซุบซิบเงียบลงทีละชั้น กลิ่นควันธูปหยุดเป็นฉากหลังให้น้ำเสียงผู้ชายในเทปตัดผ่านอากาศร้อน “ตำรวจเวรนั้นรับซองแล้ว ไม่ต้องห่วง” พิมยืนหน้าไมค์ หัวใจตีกับซี่โครง “นี่คือเสียงจากเครื่องบันทึกของฝ้าย เด็กที่หายไปจากตลาดนาคาม เธอยังมีชีวิต และเธอถูกขังเพราะพยายามหยุดการบังคับซื้อที่ดิน” ฝ้ายดึงไมค์เข้าหาตัว “แม่ หนูอยู่บนห้องเสียง หนูไม่เป็นไร อย่าเซ็นอะไรทั้งนั้น” ด้านล่างเกิดเสียงร้องไห้ เสียงคนด่า เสียงถาดตก ป้าใจตะโกนตอบมาจากแผงปลา “แม่ได้ยินแล้ว!” อาม่าเหมยน้ำตาคลอแต่ยืนตรง พิมเปิดไฟล์เทปปี 2541 ต่อ เสียงปืนเก่า เสียงรุจพ่อรามตะโกนชื่อคนที่ถูกพาขึ้นเรือ เสียงพ่อฝ้ายร้องให้ปล่อยลูกเมีย ตลาดทั้งตลาดได้ยินอดีตที่ถูกกลบด้วยหนี้และความกลัว กลางเสียงนั้น ประตูห้องควบคุมถูกกระแทก เสี่ยคมยืนหน้าประตู เสื้อเปียกน้ำแข็งแห้งเป็นคราบ “ปิดเดี๋ยวนี้” เขาพูดเสียงต่ำ พิมมองปุ่มออกอากาศ หากเธอปิดเพื่อป้องกันฝ้าย ทุกคนอาจรอดนาทีนี้ หากเปิดต่อ ความจริงจะวิ่งไปไกลกว่าเขาปิดได้ เธอสบตาฝ้าย เด็กสาวพยักหน้าเอง “เปิดต่อค่ะ”
สี่ทุ่มสี่สิบห้า ห้องควบคุมกลายเป็นจุดแคบที่สุดในโลก แสงไฟฉายตกบนหน้าของเสี่ยคม เห็นเส้นเลือดที่ขมับเต้น เสียงเทปอดีตยังดังผ่านลำโพง กลิ่นสายไฟร้อนขึ้นจนเหมือนพลาสติกจะละลาย อุณหภูมิในห้องสูงจนทุกลมหายใจเผาปอด เสี่ยคมก้าวเข้ามา มือหนึ่งถือปืนสั้นสีดำ “เด็กทุกคนคิดว่าตัวเองเปลี่ยนโลกได้” ฝ้ายจับมือแม่ผ่านโทรศัพท์ที่เปิดสายค้าง น้ำเสียงสั่นแต่ชัด “หนูแค่เปลี่ยนตลาดหนู” พิมยืนบังเธอ “คุณยิงในห้องที่เสียงออกทั้งตลาดไม่ได้” เสี่ยคมหัวเราะ “เสียงตายพร้อมคนพูดได้” เขายกปืนขึ้น เสียงปังจากด้านนอกทำให้ทุกคนสะดุ้ง ไม่ใช่ปืน แต่เป็นรามที่ขับรถเข็นถังแก๊สเปล่าชนประตูด้านข้าง คนของเสี่ยคมล้มกลิ้ง รามมีแผลที่คิ้ว เลือดไหลเข้าตา “ผมมาช้าไปไหม” เขาหอบ “กำลังพอดี” พิมตอบ เสี่ยคมหันปืนไปทางราม พิมเห็นนิ้วเขาเกร็ง เธอตัดสินใจไม่เหมือนเดิม ไม่พุ่งหาเสียง ไม่พุ่งหาหลักฐาน เธอพุ่งชนแผงไฟข้างตัว ดึงสายเมนที่รามเคยบอกว่าห้ามแตะหากไม่จำเป็น ไฟในห้องดับพรึบ แต่ระบบสำรองลำโพงยังทำงานด้วยแบตเตอรี่ เสียงเทปยังออกอากาศ ความมืดสั้น ๆ ทำให้ปืนลั่น กระสุนเจาะเพดาน ฝุ่นตกใส่ทุกคน รามถลาเข้าล็อกแขนเสี่ยคม ทั้งคู่กระแทกโต๊ะ พิมกับฝ้ายช่วยกันเตะปืนให้ไถลไปใต้แผงวงจร
สี่ทุ่มห้าสิบ เสียงหวอของตำรวจจริงดังเข้ามาจากถนนใหญ่ แต่ตลาดยังไม่สงบ แสงไฟฉุกเฉินสีแดงจากรถสะท้อนหลังคาสังกะสี เสียงคนในตลาดตะโกนบอกทางตำรวจ กลิ่นควันจากแผงไฟที่พิมดึงลอยฉุน อากาศในห้องควบคุมเย็นลงเพราะหน้าต่างแตก ร้อยตำรวจเอกกานต์บุกขึ้นมาพร้อมเจ้าหน้าที่สองนาย เธอชี้ปืนใส่เสี่ยคมที่ถูกมัดด้วยสายไมค์โดยราม “อย่าขยับค่ะ คุณคม เสียงคุณดังไปไกลกว่าหมายจับแล้ว” เสี่ยคมยังพยายามยิ้ม “หลักฐานเสียงใช้ไม่ได้ทั้งหมดหรอก ผู้กอง” กานต์ยกโทรศัพท์ขึ้น “ดีที่มีภาพจากไลฟ์คุณพิม มีพยานเต็มตลาด และมีเอกสารที่เด็กคนนี้เก็บไว้ แถมเจ้าหน้าที่ที่คุณพูดถึงกำลังถูกคุมตัวข้างล่าง” พิมนั่งพิงผนัง มือสั่นจากไฟช็อตเล็ก ๆ และความกลัวที่เพิ่งตามทัน รามทรุดลงข้างเธอ “คุณดึงสายเมนเหมือนรู้ระบบ” “ฉันจำที่คุณบ่น” “ไม่นึกว่าจะมีคนฟังผมบ่น” ฝ้ายหัวเราะแผ่ว ๆ ก่อนซบอกป้าใจที่ขึ้นมาถึงห้อง น้ำตาป้าใจหยดใส่ผมลูก “กลับบ้านนะลูก” “ร้านเรายังอยู่ไหมแม่” “ถ้าถูกทุบ แม่จะขายก๋วยเตี๋ยวบนหัวเสี่ยมัน” คำด่าของป้าใจทำให้ทุกคนหัวเราะทั้งที่หมดแรง พิมปล่อยหูฟังในมือลงกับพื้น เสียงตลาดไม่ได้ต้องการเธอเป็นเจ้าของ มันต้องการให้เธอเป็นคนรับฟังและส่งต่อโดยไม่บิด
เกือบเที่ยงคืนที่ลานศาลเจ้ากลางตลาด แสงไฟตำรวจสลับแดงน้ำเงินกับโคมแดงเทศกาล เสียงชาวตลาดให้ปากคำปนเสียงเด็กร้องไห้และเสียงน้ำชาเทใส่แก้ว กลิ่นธูปที่จางลงผสมกลิ่นผ้าพันแผลและน้ำซุปที่ป้าใจยกมาแจกคนเฝ้า อากาศยังร้อนแต่มีลมคลองเย็นผ่านเป็นระยะ พิมนั่งบนขั้นบันได อาม่าเหมยนั่งข้าง ๆ ใช้ยาหม่องทามือให้ “เจ็บไหม” “เจ็บค่ะ” “ดี จะได้จำว่าเครื่องมือไม่ได้มีไว้จับอย่างเดียว มีไว้รับผิดด้วย” พิมพยักหน้า กานต์เดินมาพร้อมแฟ้ม “คุณต้องให้ปากคำเรื่องการปล่อยคลิปกล่าวหารามด้วย” “ค่ะ” พิมตอบทันที ไม่มีต่อรอง พี่ตูนโทรเข้ามา หน้าจอสว่างบนตัก เธอกดรับ เสียงปลายสายตื่นเต้น “พิม นี่มันมหาศาล เราจะทำซีรีส์หกตอน ชื่อประมาณ ตลาดผีสารภาพ ดีไหม” พิมมองรามที่กำลังให้พยาบาลเย็บคิ้ว มองฝ้ายที่จับมือแม่ไม่ปล่อย “ไม่ค่ะพี่ หนูจะส่งวัตถุดิบทั้งหมดให้ตำรวจและให้ชุมชนอนุญาตก่อน ถ้าจะทำ ต้องให้เขาเล่าเอง” ปลายสายเงียบ “เธอบ้าไปแล้ว นี่โอกาสกลับมา” พิมสูดกลิ่นธูปเย็น ๆ “ถ้าการกลับมาต้องเหยียบคนที่เพิ่งรอด หนูไม่กลับแบบนั้น” เธอกดวาง มือยังสั่นแต่ใจนิ่งขึ้น อาม่าเหมยยิ้มมุมปาก “ปากยังไว แต่เริ่มมีหูแล้ว”
ตีหนึ่งครึ่งในร้านซ่อมวิทยุที่ประตูเปิดรับลมคลอง แสงโคมโต๊ะเดิมอ่อนลง เสียงตำรวจข้างนอกไกลเหมือนโลกอีกใบ กลิ่นกาแฟดำที่รามชงใหม่ผสมตะกั่วเย็นและไม้เก่า อากาศอุ่นพอดีจนความเหนื่อยออกมานั่งได้ พิมวางเครื่องบันทึกของฝ้ายบนโต๊ะ “ฉันควรคืนให้เจ้าของ” รามพันผ้าก๊อซที่คิ้วเองอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “เจ้าของคือฝ้าย ไม่ใช่ผม” “ฉันหมายถึงความไว้ใจ” เขาหยุดมือ มองเธอนาน “คุณนี่ชอบพูดประโยคเหมือนปิดท้ายรายการ” พิมยิ้มบาง “นิสัยเสีย” “ใช่” เขายื่นผ้าก๊อซให้ “พันให้หน่อย มือผมไม่ถนัด” เธอขยับเข้าไป แสงเหลืองทำให้เลือดบนคิ้วเขาดูไม่รุนแรงเท่าตอนมืด เธอพันผ้าอย่างระวัง เสียงหายใจของทั้งคู่ชนกันเบา ๆ “พ่อคุณ…” พิมเริ่ม รามส่ายหน้า “ยังไม่รู้ว่าตายไหม เทปแค่บอกว่าถูกพาไป เราต้องตามต่อ” “เรา?” เธอถาม เขาหลบตาไปที่ชั้นเทป “ถ้าคุณจะทำแบบฟังก่อน ผมอาจให้ยืมไมค์ดี ๆ” ความอบอุ่นเล็ก ๆ เกิดขึ้นช้าและไม่ง่าย พิมไม่รีบตั้งชื่อมัน “ฉันจะเริ่มจากขอโทษคุณต่อหน้าตลาดพรุ่งนี้” รามทำหน้าเหมือนจะล้อ แต่เสียงอ่อน “ทำตอนเช้า คนฟังเยอะ แถมป้าใจจะได้ด่าซ้ำ” ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ โดยไม่ต้องลืมสิ่งที่พัง
รุ่งเช้าเวลาเจ็ดโมง ตลาดนาคามไม่เงียบ แม้ผ่านคืนยาว แสงอาทิตย์อ่อนลอดหลังคาสังกะสีเป็นสีเงิน เสียงคนกวาดพื้น ล้างเขียง ตั้งเตา และคุยเรื่องคดีเมื่อคืนดังปนกัน กลิ่นน้ำซุปหม้อแรก ขนมครกใหม่ และธูปที่ถูกจุดขอบคุณเจ้าที่ทำให้อากาศเย็นสบายกว่าวันก่อน พิมยืนหน้าลำโพงกลางตลาด มือพันผ้าแดงของอาม่า เธอไม่ได้แต่งหน้า ไม่ตั้งไฟ ไม่วางมุมกล้องให้ดูดี รามยืนข้างร้านตัวเอง ป้าใจและฝ้ายนั่งที่โต๊ะหน้าร้านก๋วยเตี๋ยว กานต์อยู่ไกล ๆ ในเครื่องแบบ พิมเปิดไมค์ เสียงหอนสั้น ๆ ทำให้แม่ค้าหัวเราะ “เมื่อวานฉันปล่อยข้อมูลที่ทำให้หลายคนเข้าใจว่าคุณรามเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของฝ้าย โดยยังตรวจไม่ครบและไม่ฟังคนที่เกี่ยวข้องพอ” เธอหยุด ให้ความเงียบทำงาน “ฉันขอโทษคุณราม ขอโทษป้าใจ ฝ้าย และทุกคนในตลาด ฉันจะรับผิดชอบทั้งทางคดีและทางงานของฉัน” ป้าใจตะโกน “พูดดังดี แต่ก๋วยเตี๋ยวชามนี้ยังไม่ฟรีนะ” เสียงหัวเราะคลายก้อนในอกตลาด รามยกมือเกาหัว “รับคำขอโทษ แต่ถ้าทำอีก ผมคิดค่าซ่อมศักดิ์ศรีแพง” พิมยิ้ม “ตกลงค่ะ” ฝ้ายยกนิ้วโป้งให้ ทั้งที่ยังซีด เธอพูดผ่านไมค์ตัวเล็กที่พิมยื่น “ใครเป็นหนี้เสี่ยคม เอาสัญญามารวมกันนะคะ เราจะอ่านทีละใบ ไม่อ่านคนเดียวแล้ว” ตลาดตอบด้วยเสียงคนขยับเก้าอี้ เปิดลิ้นชัก ค้นกระดาษ เสียงเหล่านี้ไม่มีผี แต่มีชีวิตมากพอจะเขย่าเมือง
สายเก้าโมงที่โกดังหลังโรงหนัง แสงแดดเต็มพื้นที่ซึ่งเมื่อคืนเป็นความมืด เสียงเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานถ่ายรูป วัดตำแหน่ง และเปิดช่องลับใต้เวที กลิ่นไม้ผุยังอยู่ แต่มีลมใหม่จากประตูที่ถูกงัดเปิดกว้าง อุณหภูมิอุ่นขึ้นจนฝ้ายต้องนั่งพักบนเก้าอี้พลาสติก ป้าใจยืนคุมเหมือนผู้จัดการกองถ่าย “อย่าขยับลูกฉันแรงนะคะ ลูกฉันไม่ใช่หลักฐานอย่างเดียว เป็นลูกคน” เจ้าหน้าที่พยักหน้ากลัว ๆ พิมไม่ได้ถ่ายใบหน้าฝ้าย เธอถ่ายมือของฝ้ายที่ชี้รอยขีดบนผนังใต้เวที “หนูนับวันด้วยเสี้ยนไม้” ฝ้ายพูด “เก้าวัน แต่บางวันเหมือนเก้าปี” รามส่องไฟเข้าไปในช่องลม พบสลักชื่อหลายชื่อขูดไว้บนไม้ หนึ่งในนั้นคือ รุจ อีกชื่อคือ ธนา พ่อของฝ้าย รามแตะชื่อนั้นด้วยปลายนิ้ว แต่ไม่ร้องไห้ พิมปิดกล้องตามสัญญาก่อนถาม “อยากให้บันทึกต่อไหม” รามหายใจลึก กลิ่นฝุ่นทำให้ไอ “บันทึก แต่ไม่ออกอากาศจนกว่าผมพร้อม” “ได้” คำสั้น ๆ ของพิมทำให้เขาหันมามอง ฝ้ายเอ่ยเบา “ถ้าพ่อพี่รามยังอยู่ เขาอาจทิ้งเสียงไว้ที่อื่น” ป้าใจจับไหล่ลูก “เราตามหาได้ แต่กินข้าวก่อน” ทุกคนหัวเราะอย่างเหนื่อยล้า แผนการค้นหาไม่ได้ตกจากฟ้า มันเริ่มจากชื่อบนไม้ แฟ้มในมือ และคนที่พร้อมเดินทีละก้าว
บ่ายสองที่ลานประชุมเล็กหน้าศาลเจ้า แสงแดดแรงแต่มีผ้าใบสีฟ้าขึงบัง เสียงพัดลมอุตสาหกรรมหมุนพรึบ ๆ กลิ่นน้ำแข็งไส น้ำเก๊กฮวย และกระดาษเอกสารใหม่ผสมกับกลิ่นตลาดเดิม อากาศร้อนจนทุกคนใช้แฟ้มพัดหน้า แต่ไม่มีใครลุกหนี ชาวตลาดเอาสัญญาหนี้มาเรียงบนโต๊ะ กานต์กับทนายอาสาที่อาม่าติดต่อช่วยตรวจทีละใบ พิมนั่งอีกโต๊ะ รับหน้าที่สแกนเอกสาร ไม่พูดแทรก “ใบนี้ดอกเบี้ยเกินกฎหมาย” ทนายบอก ชายขายเป็ดย่างถอนหายใจดังเหมือนปล่อยหินจากอก “ผมนึกว่าต้องขายร้านแล้ว” อาม่าเหมยตบโต๊ะ “ขายให้ลูกหลานกินก่อน อย่าขายให้คนโลภกิน” ป้าใจยกหม้อก๋วยเตี๋ยวมาวาง “ใครอ่านสัญญาจนตาลาย มากินเส้นเล็ก” ฝ้ายนั่งข้างแม่ จดรายชื่อคนที่อยากให้ช่วยหาญาติหายในคืนปี 2541 พิมมองเด็กสาวตั้งใจทำงานทั้งที่มือยังสั่น “พักไหม” เธอถาม ฝ้ายไม่เงยหน้า “พี่พักแทนหนูได้ไหมล่ะ” “ไม่ได้” “งั้นพี่ก็สแกนต่อ” พิมยิ้มและทำตาม รามเดินเข้ามาพร้อมลำโพงตัวเล็กที่ซ่อมเสร็จ “เสียงกลางตลาดใช้ได้ทุกตัวแล้ว แต่ต้องมีคนดูแลไม่ให้ใครยึดอีก” อาม่าชี้ไม้เท้ามาที่พิม “คนนี้เคยยึดเสียงคนอื่น ให้เฝ้าชดใช้” พิมยกมือยอมแพ้ “รับงานค่ะ แต่ขอไม่รับเงิน” ป้าใจสวน “ไม่เอา ต้องรับ จะได้รู้ว่าค่าแรงชุมชนไม่ใช่คอนเทนต์ฟรี” คำพูดนั้นทำให้พิมหัวเราะและจดลงในสมุด ไม่ใช่เพื่อใช้เปิดรายการ แต่เพื่อจำไว้
เย็นหกโมงวันเดียวกันริมคลองหลังตลาด แสงอาทิตย์ต่ำอาบผิวน้ำเป็นสีส้ม เสียงเรือหางยาวลดความเร็วเมื่อผ่านท่านาคาม กลิ่นผักบุ้งน้ำ ควันเตาถ่าน และสบู่จากบ้านริมคลองลอยมาในลมที่เย็นกว่าทุกช่วงก่อนหน้า พิม ราม ฝ้าย และป้าใจยืนดูตำรวจยกกล่องหลักฐานขึ้นรถ กานต์เดินมาส่งสำเนารายการของกลาง “คดีไม่จบคืนนี้นะ ต้องสอบเพิ่ม ขยายผลไปท่าเรือ แต่เรามีทางเดินแล้ว” พิมพยักหน้า “ฉันจะไม่ลงอะไรที่กระทบคดี” กานต์มองเธอ “คุณพูดเหมือนคนเคยโดนดุแล้วจำ” “โดนทั้งตลาดค่ะ” รามแค่นหัวเราะ ฝ้ายยื่นเครื่องบันทึกให้พิม “พี่เก็บไว้ก่อนได้ไหม หนูยังไม่อยากฟังเสียงใต้เวที” พิมรับด้วยสองมือ “พี่จะเก็บจนกว่าเธอขอคืน” “ห้ามตั้งชื่อไฟล์เว่อร์ ๆ นะ” “รับทราบ” ป้าใจมองลูกแล้วมองพิม “ขอบใจที่พากลับ แต่ฉันยังโกรธเรื่องข่าว” “ควรโกรธค่ะ” “ดี อย่าทำหน้าอยากให้ฉันให้อภัยไว ๆ ของแบบนี้ต้องต้มเหมือนน้ำซุป” พิมก้มหน้า “หนูรอได้” ความเงียบระหว่างพวกเขาไม่อึดอัด มันเหมือนหม้อซุปที่เริ่มเดือดช้า ๆ รามโยนก้อนหินเล็กลงคลอง เสียงจ๋อมเบา “พรุ่งนี้ผมจะไปค้นเทปของพ่อในโกดังอาม่า” พิมถาม “อยากให้ฉันไปไหม” เขามองคลอง ไม่มองเธอ “ถ้าตื่นทัน” “ฉันตื่นทัน” “งั้นเอากาแฟมาด้วย” คำชวนเรียบ ๆ อุ่นกว่าลมเย็น
สองวันถัดมาเช้ามืดในโกดังชา แสงแรกยังไม่เข้าตลาด มีเพียงไฟฉายคาดหัวของพิมกับรามกวาดผ่านชั้นไม้ เสียงตลาดเพิ่งเริ่มตื่นไกล ๆ เป็นเสียงลากเหล็ก เปิดเตา และไก่จากบ้านริมคลองขันผิดเวลา กลิ่นชาเก่าและฝุ่นทำให้จามเป็นระยะ อากาศเย็นจนพิมต้องกอดแขนตัวเอง รามยื่นแก้วกาแฟกระดาษให้ “คุณบอกว่าจะเอามา” “ฉันเอามาแล้วสองแก้ว” เธอชี้ถุง “อันนี้ของคุณ อันนั้นของฉัน” “นี่ของผม มันไม่หวาน” “คุณไม่เคยบอก” “คุณฟังบ่น แต่ยังไม่ฟังรสนิยม” เขาพูดหน้าตาย พิมกลอกตาแต่เปลี่ยนแก้วให้ พวกเขาค้นเทปตามปี อาม่าเหมยนั่งบนเก้าอี้เตี้ย จดรายการด้วยดินสอ “อย่าหวังว่าจะเจอคำตอบในม้วนแรก ชีวิตไม่ใช่หวย” พิมหยิบเทปม้วนหนึ่ง ป้ายเขียนด้วยลายมือรุจว่า “เรือใต้สะพาน ปลายทางบ้านเกลือ” รามนิ่งจนฝุ่นในลำแสงดูเคลื่อนแทนเขา “บ้านเกลืออยู่จังหวัดชายทะเล” เขาพูด “พ่อผมอาจถูกส่งไปที่นั่น” พิมไม่ได้พูดว่าเราต้องไปทันที เธอรู้แล้วว่าคำตอบต้องเดินอย่างระวัง “เราตรวจสำเนา ส่งให้กานต์ แล้วถามฝ้ายว่าชื่อพ่อเขาอยู่ในเทปไหม” รามหันมายิ้มเล็ก ๆ “ฟังครบกระบวนการเลยนะ” “กำลังฝึก” เสียงเทปเมื่อเปิดดังซ่า ก่อนมีเสียงรุจกระซิบ “ถ้าใครฟังม้วนนี้ อย่าไปคนเดียว” พิมกับรามสบตากัน ในความเย็นของเช้า ความลึกลับใหม่เปิดประตู แต่ครั้งนี้ไม่มีใครวิ่งเข้าหามันโดยลืมหายใจ
ค่ำวันศุกร์ถัดมา ตลาดนาคามจัดงานไหว้ศาลเจ้าที่เกือบถูกยกเลิก แสงโคมแดงและหลอดไฟสีอบอุ่นพาดผ่านหลังคาซ่อมชั่วคราว เสียงกลองเชิดสิงโตของเด็ก ๆ ดังไม่พร้อมกันแต่สนุก กลิ่นขนมเข่งทอด หมูสะเต๊ะ ชาอาม่า และก๋วยเตี๋ยวป้าใจลอยแน่นในอากาศที่เย็นกว่าคืนเกิดเหตุ พิมตั้งกล้องตัวเล็กไว้บนขาต่ำ ถ่ายเฉพาะมือคนทำอาหาร เท้าเด็กวิ่ง และลำโพงที่เปิดให้ชาวตลาดผลัดกันเล่า เธอไม่บรรยายทับเสียงใคร ฝ้ายขึ้นไปยืนหน้าไมค์ ผมยังติดกิ๊บรูปปลา “วันนี้หนูไม่เล่าเรื่องใต้เวทีนะคะ หนูจะเล่าว่าแม่หนูหั่นต้นหอมเบี้ยวมาก” ป้าใจตะโกน “อ้าว นังลูกคนนี้!” คนหัวเราะทั้งตลาด ฝ้ายยิ้มกว้างครั้งแรก พิมลดกล้องเพื่อดูด้วยตา รามยืนข้างเธอ ถือถุงลูกชิ้นปิ้ง “ไม่ถ่ายตอนสำคัญ?” “ถ่ายในหัวก่อน” “เริ่มเป็นคนแก่” “เริ่มเป็นคน” เธอตอบ รามเงียบไปนิด ก่อนยื่นลูกชิ้นให้ “รสเผ็ด ระวัง” พิมรับมา กัดแล้วไอเพราะเผ็ดจริง เขายิ้มโดยไม่ซ่อน อาม่าเหมยเดินผ่านพร้อมถาดชา “สองคนนี้จีบกันให้ช้าหน่อย ตลาดเพิ่งรอด ไม่มีแรงเชียร์” พิมกับรามพูดพร้อมกัน “ไม่ได้จีบ” แล้วหันมามองกันเอง ความเข้าใจผิดเล็ก ๆ กลายเป็นเสียงหัวเราะที่ไม่ต้องรีบกลายเป็นความรัก มันแค่มีที่นั่งในตลาดที่กำลังหายใจต่อ
ดึกคืนเดียวกัน หลังงานเริ่มซา แสงโคมแดงเหลือน้อยดวงสะท้อนคลองเป็นเส้นยาว เสียงคนเก็บเก้าอี้ดังห่าง ๆ กลิ่นธูปสุดท้ายกับกลิ่นน้ำล้างพื้นลอยในลมเย็น พิมขึ้นห้องควบคุมเสียงคนเดียวเพื่อปิดระบบ เธอเช็ดแผงไมค์ด้วยผ้าสะอาด มือที่เคยพันผ้าแดงเหลือแผลบาง ๆ เธอเสียบหูฟังตรวจเสียงสุดท้าย ได้ยินเสียงตลาดปัจจุบันชัดเจน เด็กหัวเราะ ป้าใจด่าหม้อไหม้ รามบ่นไขควงหาย อาม่าไอ แล้วใต้ทั้งหมดมีเสียงเบามากของผู้ชายคนหนึ่ง “ขอบใจที่ฟัง” พิมนิ่ง ไม่ตกใจเหมือนครั้งแรก กลิ่นชาแก่ลอยมาจากบันไดทั้งที่ร้านปิด เธอไม่รู้ว่าเสียงนั้นเป็นรุจ พ่อฝ้าย หรือเพียงไม้เก่าคืนลมหายใจ แต่เธอถอดหูฟัง วางมันลงอย่างเคารพ แล้วเปิดไมค์เบา ๆ ให้เสียงตัวเองออกไปแค่ในห้อง “ถ้ายังมีใครอยู่ เราจะฟังทีละเสียง แต่เราจะไม่ขโมยคุณอีก” ความเงียบตอบกลับ อุ่นและกว้าง เธอปิดสวิตช์สำรอง ลำโพงตลาดดับทีละตัวเหมือนดาวหลับ รามรออยู่ที่บันได ถือกาแฟไม่หวานสองแก้ว “ได้ยินอะไรไหม” เขาถาม พิมมองตลาดที่ยังมีโคมแดงดวงสุดท้ายแกว่งในลม “ได้ยินพรุ่งนี้” เธอตอบ เขาไม่ล้อ เดินลงบันไดไปพร้อมเธอ เสียงไม้ใต้เท้าดังเอี๊ยดอ๊าด แต่ไม่เหมือนคำเตือนอีกแล้ว มันเหมือนตลาดเก่าแก่กำลังยืดตัว เตรียมจำเรื่องใหม่ที่คราวนี้ทุกคนยอมฟังร่วมกัน