ระยะโฟกัสของคนไม่กล้าพูด
เสียงชัตเตอร์ดังถี่จนคล้ายฝนเม็ดเล็ก แต่เช้าวันนั้นท้องฟ้าเหนือมหาวิทยาลัยแห้งใส แดดสีอ่อนลอดผ่านใบหูกวางหน้าตึกกิจกรรม ขณะที่ลินวิ่งขึ้นบันไดสองขั้นรวด มือซ้ายกอดกล้องฟิล์มเก่าที่สายคล้องถูกพันด้วยเทปผ้าสีน้ำเงิน มือขวาถือกล่องขนมปังปิ้งเย็นชืดซึ่งเธอยังไม่มีเวลาแกะกิน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ประตูห้องชมรมถ่ายภาพเปิดค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง ข้างในมีคนเกือบสิบชีวิตกำลังวุ่นกับโต๊ะยาว กระดาษอัดรูป หนีบผ้า และสายไฟที่เลื้อยเหมือนงู เธอก้าวพรวดเข้าไป รองเท้าผ้าใบสะดุดขาตั้งไฟตรงประตู ขาตั้งเอนวูบ ทุกคนหันมาพร้อมกัน
“เฮ้ย!” ผู้ชายตัวสูงในเสื้อยืดสีดำคว้าขาตั้งไว้ทัน ปลายนิ้วของเขาเกี่ยวสายกล้องของลินไว้ด้วย กล้องหยุดห่างจากพื้นไม่ถึงคืบ
ห้องทั้งห้องเงียบลงเท่าลมหายใจหนึ่ง
ลินย่อตัวรับกล้องกลับมา ก้มดูเลนส์ก่อนเงยหน้ามองคนที่ช่วยไว้ “ขอบคุณค่ะ”
เขาพยักหน้า สายตาไม่ได้ตำหนิ แต่คิ้วขมวดเหมือนกำลังวัดแสงในหัว “สมัครชมรมวันแรกก็เกือบทำไฟล้ม น่าจดจำดี”
เสียงหัวเราะดังจากมุมห้อง ผู้หญิงผมสั้นสีชานมยกมือโบก “น้องใหม่ใช่ไหม พี่ชื่อมิ้นนะ ถ้าพี่ประธานพูดเหมือนเครื่องอ่านกฎ อย่าเพิ่งหนี”
“ประธาน?” ลินมองผู้ชายเสื้อดำอีกครั้ง
“ธาม ปีสาม” เขาบอกสั้น ๆ แล้วมองสายคล้องกล้องที่เทปผ้าเริ่มหลุด “สายใกล้ขาดแล้ว”
“ยังใช้ได้ค่ะ”
“เมื่อกี้เกือบไม่ใช้ได้”
ลินเม้มปาก เธอไม่ชอบน้ำเสียงแบบคนจะซ่อมชีวิตคนอื่นทั้งที่เพิ่งรู้จัก “งั้นหนูจะเดินช้าลง”
มิ้นทำตาโต “โอ้โห น้องมีมีดเล็กในกระเป๋า”
ธามไม่ได้ยิ้ม แต่หางตาอ่อนลงนิดหนึ่ง เขาถอยให้ลินเดินเข้าห้อง “ลงชื่อทางนั้น วันนี้มีโจทย์รับน้องชมรม ถ่ายคำว่า ‘ใกล้’ ภายในบ่ายสาม ส่งไฟล์หรือฟิล์มล้างเองก็ได้ ใครส่งช้าเลี้ยงน้ำทั้งห้อง”
“เพิ่งมาถึงก็มีโจทย์เลยเหรอคะ”
“รูปไม่รอให้เราพร้อม”
“แต่คนถ่ายต้องกินข้าวบ้าง” ลินยกกล่องขนมปังปิ้ง
มิ้นตบโต๊ะ “ถูกใจ พี่รับน้องคนนี้ไว้ในอ้อมอก”
ลินหัวเราะเบา ๆ เป็นครั้งแรกของวัน เธอเดินไปลงชื่อ เห็นบนกระดานไม้ก๊อกมีภาพถ่ายติดเต็มไปหมด ภาพสนามกีฬาเวลาเย็น ภาพรองเท้านักศึกษาหน้าห้องสมุด ภาพมือคนแก่จับถ้วยชาร้อน ภาพหนึ่งเป็นทางเดินยาวในตึกเรียน แสงตกลงบนพื้นเหมือนเส้นทางไปไหนสักแห่ง มุมล่างเขียนชื่อเล็ก ๆ ว่า ธาม อดิศร
เธอมองภาพนั้นนานกว่าภาพอื่น ธามเดินผ่านหลังเธอพอดี “อยากถามก็ถามได้”
ลินสะดุ้งนิด ๆ “ภาพพี่ไม่มีคนเลย”
“มีเงา”
“เงาไม่คุยกับเรา”
“บางทีคนก็ไม่อยากถูกคุยด้วย”
เธอหันไป เขามองภาพตัวเอง ไม่ได้มองเธอ น้ำเสียงเรียบจนเดาไม่ออกว่าแค่ตอบหรือซ่อนอะไรไว้
โจทย์คำว่า ‘ใกล้’ ทำให้ลินเดินวนรอบตึกกิจกรรมอยู่สามรอบ เธอถ่ายแก้วน้ำสองใบที่วางติดกัน ถ่ายเชือกรองเท้าผูกเป็นปม ถ่ายมือของมิ้นที่กำลังติดเทปกาวบนบอร์ดนิทรรศการ ทุกภาพดูเหมือนคนพยายามตอบข้อสอบมากกว่าคนเห็นอะไรจริง ๆ ตอนบ่ายสองครึ่ง ฟิล์มในกล้องเหลือห้ารูป เธอนั่งยอง ๆ หน้าเครื่องล้างฟิล์มเก่าในห้องมืด พลิกกล้องด้วยหน้าตาเครียด
ธามเปิดประตูห้องมืดเข้ามา แสงแดงอ่อนเคลือบหน้าของเขา “มีปัญหา?”
“เปล่าค่ะ”
เขามองกล้องที่ฝาหลังเปิดไม่สุด “เปล่าของเรานี่เสียงดังนะ”
ลินถอนหายใจ “ก้านกรอฟิล์มมันฝืด หนูเปิดแรงไม่ได้ เดี๋ยวมันหัก”
“ขอดูได้ไหม”
เธอลังเล มือยังจับกล้องแน่น ธามไม่ได้ยื่นมือมาแย่ง แค่รอ ไฟแดงทำให้ความเงียบหนาเหมือนผ้าม่าน
“พี่จะไม่บอกให้ซื้อใหม่ใช่ไหม” เธอถาม
ธามชะงัก “ไม่บอก”
“แล้วไม่พูดว่าอุปกรณ์ไม่พร้อมก็อย่าถ่าย?”
“ไม่พูด”
“โอเค” เธอส่งกล้องให้
เขารับอย่างระวัง หมุนก้านช้า ๆ ใช้เล็บดันแหวนเล็กตรงแกน “กล้องรุ่นนี้ถ้าฝืนจะหักจริง แต่ซ่อมได้ มีร้านซ่อมใกล้มหา’ลัย ไม่แพงมาก”
“หนูยังไม่ถามราคา”
“เลยยังไม่บอก”
ลินหลุดยิ้ม ธามเงยหน้าขึ้นพอดี เธอรีบหันไปมองถาดน้ำยาเหมือนมันน่าสนใจมาก
เขาส่งกล้องคืน “ลองถ่ายอีกสองรูปพอ อย่าเสี่ยงมาก”
“พี่เป็นประธานหรือหมอดูกล้อง”
“เป็นคนเคยทำกล้องพังแล้วร้องไห้ในห้องน้ำคณะ”
ลินหันขวับ “จริงเหรอคะ”
ธามเปิดประตูค้างไว้ครึ่งหนึ่ง “ถ้าเล่า มิ้นจะเอาไปประกาศหน้าเพจชมรม”
“หนูไม่บอกหรอก”
เขามองเธอนิดหนึ่ง “ไว้ก่อน”
ลินเหลือบเห็นผ่านช่องประตู นักศึกษาหญิงคนหนึ่งยืนผูกเชือกรองเท้าให้เด็กชายตัวเล็กซึ่งคงเป็นลูกของเจ้าหน้าที่ เด็กนั่งบนขั้นบันได หน้าผากย่นจริงจัง ผู้หญิงเอียงศีรษะ หัวเราะกับปมเชือกที่ไม่ยอมแน่น ลินยกกล้องขึ้นทันที แต่หยุดก่อนกดชัตเตอร์ เธอเดินออกไปย่อตัว
“ขอถ่ายรูปได้ไหมคะ พี่ผูกเชือกรองเท้าน่ารักดี ถ้าไม่สะดวกไม่เป็นไรค่ะ”
ผู้หญิงคนนั้นยิ้ม “ได้ค่ะ แต่ขอให้เห็นหน้าเด็กไม่ชัดนะคะ”
ลินพยักหน้า ปรับมุมให้เห็นแค่มือ เชือก และเงาสองคนที่เกือบซ้อนกันบนพื้น เธอกดชัตเตอร์หนึ่งครั้ง เสียงเล็ก ๆ ดังในแดดบ่าย
ตอนส่งภาพ ลินติดรูปนั้นบนกระดาน คนอื่นหยุดมอง มิ้นยื่นหน้ามาใกล้ “โอ๊ย คำว่าใกล้แบบไม่ต้องจับมือกันเลย”
ธามยืนด้านหลังเธอ นานพอที่ลินเริ่มรู้สึกถึงความร้อนหลังคอ
“รูปนี้ดี” เขาพูด
ลินกลืนน้ำลาย “แค่นั้นเหรอคะ”
“แสงหลุดนิดหนึ่ง ขอบซ้ายมีถังขยะ ถ้าขยับอีกครึ่งก้าวจะสะอาดกว่า”
มิ้นโอด “ชมดี ๆ ไม่เป็นใช่ไหมธาม”
ธามมองลิน “แต่เราขออนุญาตก่อนถ่าย นั่นสำคัญกว่าแสง”
ลินก้มดูรูปตัวเอง ปลายนิ้วเธอแตะขอบกระดาษเบา ๆ “ขอบคุณค่ะ”
สัปดาห์ถัดมา ชมรมถ่ายภาพกลายเป็นที่ที่ลินแวะก่อนกลับหอ เธอบอกตัวเองว่าเพราะมีห้องมืดให้ใช้ฟรี เพราะมิ้นชอบแบ่งขนม เพราะจ๋า เหรัญญิกชมรม สอนเธอตัดกระดาษอัดรูปโดยไม่บ่น แต่ทุกครั้งที่เปิดประตู เธอมักมองหาคนเสื้อสีเรียบที่นั่งซ่อมขาตั้งไฟหรือจดรายชื่ออุปกรณ์อยู่มุมเดิม
ธามไม่ได้เข้าหาเธอบ่อย เขาแค่จำรายละเอียดแปลก ๆ ได้ เช่น เธอไม่กินนมในโกโก้เพราะท้องอืด เขาจึงวางโกโก้ดำเย็นไว้ข้างถาดน้ำยาโดยไม่พูดอะไร หรือวันไหนเธอลืมยางรัดผม เขาจะเลื่อนคลิปหนีบฟิล์มมาให้แล้วบอกว่า “อันนี้หนีบผมได้ แต่คืนด้วย ชมรมจน”
เย็นวันพฤหัส ลินนั่งคัดรูปที่โต๊ะยาว ธามลากเก้าอี้มานั่งฝั่งตรงข้าม บนโต๊ะมีใบประกาศนิทรรศการเทศกาลมหาวิทยาลัย หัวข้อ ‘ระยะที่เราเลือก’
“ปีหนึ่งส่งชุดภาพได้สามคน” เขาวางกระดาษตรงหน้าเธอ “ลองไหม”
ลินอ่านกติกา “ต้องมีภาพบุคคลอย่างน้อยห้าภาพ พร้อมคำบรรยาย”
“ใช่”
“พี่ไม่ส่งเหรอ”
“ส่ง แต่ไม่ใช่ภาพบุคคล”
“ทำไมพี่ไม่ถ่ายคน”
ธามหมุนปากกาในมือ “เพราะถ่ายยาก”
“ยากเพราะเทคนิค หรือยากเพราะต้องคุย”
มิ้นที่นอนอ่านนิตยสารบนโซฟาเด้งตัวขึ้น “โอ้ย น้องลินยิงเข้ากลางเฟรม”
ธามหันไป “มิ้น ไปซ้อมถ่ายคอนเสิร์ตไม่ใช่เหรอ”
“วงเขาเลื่อนซ้อม ฉันเลยมาดูคนคุยกันไม่ตรงใจ”
ลินแกล้งสนใจกระดาษ ธามเงียบไปนานจนเธอคิดว่าเขาจะไม่ตอบ
“ตอนมัธยม เราเคยส่งรูปน้องชายร้องไห้หลังแข่งวิ่งแพ้” เขาพูดเบา ๆ “รูปได้รางวัล ครูเอาไปติดบอร์ด เพื่อนล้อน้องอยู่หลายวัน ตอนนั้นเราคิดแค่ว่ารูปมันจริงดี”
ลินวางกระดาษลง “น้องพี่ว่าไง”
“ไม่คุยกับเราหนึ่งเทอม”
มิ้นเงียบลงด้วย จ๋าที่กำลังนับเงินทอนหยุดมือ
ธามยิ้มมุมปากแบบไม่ถึงตา “เลยถ่ายทางเดิน ตึก ต้นไม้ สบายกว่า ไม่มีใครมาถามว่าทำไมเอาหน้าเขาไปให้คนอื่นดู”
ลินมองนิ้วของเขาที่บีบปากกาแน่น เธอไม่ได้พูดคำปลอบทันที เพราะดูเหมือนเขาไม่ได้เปิดแผลเพื่อให้ใครรีบปิด
“ถ้าขออนุญาตก่อนถ่ายล่ะคะ” เธอถาม
“ก็ยังกลัวว่าเขาจะไม่รู้ว่ารูปจะพาเขาไปเจออะไร”
“งั้นก็พาเขาไปด้วย ให้เขาเลือกด้วย”
ธามมองเธอ คราวนี้นานพอที่มิ้นยกนิตยสารบังหน้าแต่ตายังแอบดู
“เราน่าจะส่งนิทรรศการ” เขาพูด
“เพราะหนูกล้าสอนประธาน?”
“เพราะเรามองคนเหมือนถามเขาก่อน แม้ตอนยังไม่ได้ยกกล้อง”
ลินรีบหยิบใบสมัครขึ้นมาบังแก้ม “พี่ชมแบบนี้ก็เป็นนี่”
“ไม่ถนัด”
“ฝึกได้ค่ะ รูปไม่รอให้เราพร้อม แต่คำชมอาจจะรอได้”
ธามหัวเราะออกมาเสียงสั้น ๆ มิ้นตะโกนจากโซฟา “ทุกคนจดไว้ ประธานหัวเราะ มีหลักฐานไหม”
ลินยกกล้องขึ้น ธามชี้นิ้วทันที “ถ้าจะถ่ายรูปเรา ขออนุญาตก่อนนะ”
ลินลดกล้องลงครึ่งหนึ่ง “แล้วถ้าขอ พี่จะให้ถ่ายไหม”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเหมือนเพิ่งยอมเปิดประตูบานเล็ก ๆ ที่ล็อกมานาน “ครั้งเดียว แต่ห้ามถ่ายตอนเราทำหน้าประธานชมรม”
“แล้วตอนนี้พี่ทำหน้าอะไร”
“ทำหน้าไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่”
ลินกดชัตเตอร์ เสียงคลิกเบามาก แต่เธอรู้สึกเหมือนห้องทั้งห้องได้ยิน
ชุดภาพของลินเริ่มจากคนใกล้ตัวในมหาวิทยาลัย เธอถ่ายแม่บ้านที่เรียงแก้วน้ำในห้องประชุม ถ่ายนักกีฬาที่พันผ้าเท้าหน้าสนาม ถ่ายเด็กปีหนึ่งที่หลับคากองหนังสือในห้องสมุด โดยขออนุญาตทุกคนและจดประโยคสั้น ๆ จากเจ้าของภาพ ธามไปกับเธอบางครั้งในฐานะคนยกรีเฟลกเตอร์ที่พูดน้อยเกินควร
“พี่ถือสูงไปค่ะ แสงเข้าหน้าเขาเหมือนสอบสวน” ลินกระซิบข้างสนามกีฬา
ธามขยับแผ่นสะท้อนแสงลง “แบบนี้?”
นักกีฬาหญิงที่นั่งพันข้อเท้าหัวเราะ “พี่สองคนเถียงกันเหมือนคนแต่งงานแล้ว”
ลินสำลักอากาศ “ไม่ใช่ค่ะ รุ่นพี่เฉย ๆ”
ธามทำรีเฟลกเตอร์เอียง แสงวูบขึ้นเพดานอัฒจันทร์
“พี่ธาม มือสั่นค่ะ”
“ลมแรง”
“ในโรงยิมไม่มีลม”
นักกีฬาหัวเราะหนักกว่าเดิม ลินก้มดูช่องมองภาพเพื่อซ่อนรอยยิ้ม ส่วนธามยืนถือรีเฟลกเตอร์นิ่งเกินคนปกติ
ความใกล้ค่อย ๆ สะสมในเรื่องเล็กจนไม่มีใครตั้งชื่อ วันหนึ่งลินอัดรูปจนเลยเวลาปิดตึก ธามนั่งรอหน้าห้องมืด เปิดไฟฉายมือถือส่องพื้นให้เธอเดินไม่สะดุดโดยไม่พูดว่าเป็นห่วง อีกวันเขาติดพลาสเตอร์ที่นิ้ว เธอวางกรรไกรด้ามใหม่ไว้ในลิ้นชักชมรมพร้อมโพสต์อิทเขียนว่า ‘ตัดเทป ไม่ตัดนิ้ว’ เขาอ่านข้อความแล้วเก็บโพสต์อิทใส่กระเป๋าเสื้อ เหมือนมันเป็นสลิปสำคัญ
คืนซ้อมติดตั้งนิทรรศการครั้งแรก ห้องชมรมเต็มไปด้วยกรอบรูปและกลิ่นกาวสองหน้า จ๋าเดินถือแฟ้มเอกสารหน้าเครียด “ใครยังไม่ส่งใบยินยอมเจ้าของภาพ ส่งคืนนี้นะ พรุ่งนี้ฝ่ายมหา’ลัยจะมาตรวจ”
ลินค้นซองเอกสาร “ของหนูครบค่ะ เหลือรูปน้องผู้ชายที่ลูกเจ้าหน้าที่ พี่เขาบอกจะเอามาให้พรุ่งนี้เช้า”
ธามเงยหน้าจากแปลนบอร์ด “พรุ่งนี้เช้าทันไหม”
“ทันค่ะ พี่เขาเข้าเวรเจ็ดโมง หนูจะมารอ”
“ถ้าไม่ทัน รูปนั้นต้องถอด”
ลินหยุดมือ “มันเป็นรูปเปิดชุดนะคะ”
“กฎคือกฎ”
“หนูรู้ แต่พรุ่งนี้เช้า—”
“เราต้องเผื่อผิดพลาด”
ลินมองเขา ความเหนื่อยจากทั้งวันทำให้เสียงเธอแข็ง “พี่พูดเหมือนหนูไม่รับผิดชอบ”
ธามวางไม้บรรทัด “เราไม่ได้พูดแบบนั้น”
“แต่พี่มองแบบนั้น”
มิ้นที่กำลังวัดเชือกแขวนรูปชะงัก จ๋าปิดแฟ้มเบา ๆ
ธามสูดหายใจ “ลิน รูปเกี่ยวกับเด็ก ถ้าเอกสารไม่ครบ เราเสี่ยงไม่ได้”
“หนูไม่ได้จะเสี่ยง หนูกำลังไปขอให้ครบ”
“ถ้าเจ้าของภาพเปลี่ยนใจล่ะ”
“ก็ถอดค่ะ แต่ให้เขาเป็นคนเลือก ไม่ใช่พี่เลือกก่อน”
ธามเงียบ สีหน้าเหมือนอยากพูดอีกหลายประโยคแต่ติดอยู่หลังฟัน ลินรวบรูปใส่ซอง
“คืนนี้หนูกลับก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวเราไปส่ง”
“ไม่ต้องค่ะ หนูเดินเองได้”
เธอเปิดประตูออกไป ได้ยินมิ้นเรียกชื่อเธอเบา ๆ แต่ลินไม่หันกลับ บันไดตึกกิจกรรมทอดลงสู่ลานที่ไฟสีส้มส่องเป็นวง เธอเดินเร็ว กระชับซองรูปไว้กับอก พอถึงหน้าหอจึงพบว่าขนมปังที่ซื้อไว้ตั้งแต่เย็นแบนอยู่ในกระเป๋า เธอหยิบออกมากัด ทั้งแข็งทั้งจืด แต่ช่วยไม่ให้น้ำในตาไหลออกมา
เช้าวันถัดมา ลินมาถึงตึกกิจกรรมก่อนเจ็ดโมง เจ้าหน้าที่หญิงยิ้มขอโทษและบอกว่าลูกชายป่วยจึงไม่ได้มาด้วย แต่เซ็นใบยินยอมมาให้เรียบร้อย ลินรับเอกสารด้วยสองมือ ขอบคุณซ้ำจนอีกฝ่ายหัวเราะ เธอวิ่งขึ้นบันไดไปห้องชมรม ประตูเปิดอยู่แล้ว
รูปเปิดชุดของเธอไม่ได้อยู่บนบอร์ด
แทนที่ภาพมือผูกเชือกรองเท้า มีภาพแก้วน้ำสองใบจากโจทย์วันแรกถูกติดไว้ ข้างใต้คำบรรยายที่เธอเขียนไว้ถูกย้ายตามมาอย่างเรียบร้อยเกินไป
ธามยืนอยู่บนเก้าอี้ กำลังปรับระดับกรอบรูปอื่น พอเห็นเธอ เขาลงจากเก้าอี้ทันที “ลิน”
เธอชูใบยินยอม “หนูได้มาแล้ว”
ธามมองเอกสาร แล้วมองบอร์ด “เมื่อคืนฝ่ายตรวจมาดูก่อนเวลา เขาขอให้ทุกบอร์ดต้องไม่มีรูปที่เอกสารไม่ครบ เราเลย—”
“พี่เลยเปลี่ยนรูปหนู”
“เราใส่รูปสำรองไว้ก่อน เดี๋ยวเปลี่ยนกลับได้”
“โดยไม่โทรหา?”
“เราคิดว่าเธอน่าจะหลับ”
ลินหัวเราะสั้น ๆ ไม่มีเสียง “พี่คิดแทนหนูเก่งจัง”
ธามก้าวเข้ามา “เราขอโทษ แต่ตอนนั้นต้องตัดสินใจ”
“ใช่ค่ะ พี่ตัดสินใจ แล้วงานหนูก็กลายเป็นงานที่พี่คิดว่าปลอดภัย”
มิ้นเดินเข้ามาพร้อมถุงเทป เห็นบรรยากาศแล้วหยุดอยู่หน้าประตู “เอ่อ…ฉันวางของตรงนี้นะ”
ลินค่อย ๆ วางใบยินยอมบนโต๊ะ “หนูขอเอารูปกลับไปคัดใหม่”
“นิทรรศการติดตั้งบ่ายนี้” ธามพูด
“หนูทำทัน”
“ไม่ใช่เรื่องทันไม่ทัน”
“งั้นเรื่องอะไรคะ เรื่องที่พี่ไม่เชื่อว่าหนูรับมือได้?”
ธามนิ่ง ปลายนิ้วเขางอเข้าหาฝ่ามือ
ลินหยิบซองรูป “พี่เคยบอกว่าหนูมองคนเหมือนถามเขาก่อน พี่ลืมถามหนูก่อนเปลี่ยนงาน”
ประโยคนั้นเหมือนกดไฟทั้งห้องให้มืดลง ธามไม่ตามเมื่อเธอเดินออกไป
วันเปิดเทศกาลมหาวิทยาลัยใกล้เข้ามา ลินยังเข้าชมรม แต่เลือกนั่งคนละโต๊ะกับธาม เธอทำงานกับมิ้นมากขึ้น มิ้นมีโปรเจกต์ถ่ายวงดนตรีนักศึกษาที่กำลังจะประกวดและพูดเร็วเหมือนกลัวความเงียบ
“แกอยากให้ฉันด่าเขาไหม ฉันด่าได้ฟรี” มิ้นพูดระหว่างช่วยลินติดรูปใหม่
“ไม่ต้องหรอกค่ะ”
“งั้นอยากให้ฉันปลอบ?”
ลินจัดกรอบรูปให้ตรง “พี่มิ้นปลอบเป็นเหรอ”
“ไม่เป็น แต่มีขนม” มิ้นยื่นลูกอมให้ “เอาไป ความสามารถฉันมีเท่านี้”
ลินรับลูกอมไว้ หัวเราะเบา ๆ “ขอบคุณค่ะ”
อีกมุมหนึ่ง ธามคุยกับแพรว รุ่นพี่ปีสี่ที่กลับมาช่วยจัดนิทรรศการ แพรวเป็นคนมั่นใจ ผมยาวรวบสูง กล้องดิจิทัลคล้องคอ เธอกางเอกสารบนโต๊ะ
“ธาม ตกลงฝึกงานสตูดิโอในกรุงเทพฯ เขารอคำตอบถึงศุกร์นี้นะ อาจารย์ฝากถาม”
ลินที่กำลังตัดเทปชะงักคัตเตอร์เล็กน้อย
ธามพูดเสียงต่ำ “อืม รู้แล้ว”
แพรวยิ้ม “โอกาสดีนะ งานนิ่ง เงินดี พ่อเธอน่าจะชอบด้วย”
“แพรว” ธามเตือนเบา ๆ
“โอเค ไม่พูดเรื่องบ้าน”
ลินก้มหน้าตัดเทปต่อ เธอเคยได้ยินธามพูดถึงเวิร์กช็อปสารคดีภาพถ่ายที่ต่างจังหวัด เขาบอกว่าอยากลองถ่ายเรื่องคนกับพื้นที่จริง ๆ สักครั้ง ไม่ใช่แค่ทางเดินและเงา เธอเคยคิดว่าเขากำลังเดินไปทางเดียวกับเธอ อย่างน้อยก็ในความฝันบางส่วน แต่เสียงของแพรวทำให้ภาพนั้นหลุดโฟกัส
คืนนั้นธามส่งข้อความมาว่า ‘ขอคุยได้ไหม’ ลินมองหน้าจออยู่นาน พิมพ์คำว่า ‘เรื่องงานส่งในไลน์กลุ่มได้ค่ะ’ แล้วลบ ก่อนพิมพ์ใหม่ว่า ‘พรุ่งนี้มีเรียนเช้า’ เธอกดส่ง วางโทรศัพท์คว่ำหน้า แล้วลุกไปล้างแก้วที่ไม่มีอะไรต้องล้าง
วันศุกร์ก่อนเปิดงาน ชมรมถ่ายภาพซ้อมนำชมนิทรรศการ นักศึกษาปีหนึ่งต้องพูดถึงชุดภาพของตัวเองต่อหน้ารุ่นพี่และอาจารย์ที่ปรึกษา ลินยืนหน้าบอร์ด รูปเปิดกลับมาเป็นภาพมือผูกเชือกรองเท้าแล้ว เธอเป็นคนติดเองตอนห้องว่าง
“ชุดภาพนี้ชื่อ ‘ขอเข้าใกล้ได้ไหม’ ค่ะ” เธอเริ่ม เสียงนิ่งกว่าที่คิด “หนูถ่ายคนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยแต่เราอาจเดินผ่านโดยไม่รู้ชื่อ ทุกภาพหนูให้เจ้าของภาพเลือกคำบรรยายเอง เพราะระยะใกล้ไม่ใช่แค่เราเดินเข้าไป แต่เขายอมให้เราอยู่ตรงนั้นด้วย”
อาจารย์พยักหน้า “ดีมาก แล้วคนถ่ายได้อะไรจากการขออนุญาตซ้ำ ๆ”
ลินเหลือบไปทางธามโดยไม่ตั้งใจ เขายืนหลังสุด มือกอดแฟ้มแนบอก สายตาอยู่ที่รูป ไม่ใช่เธอ
“ได้รู้ว่าบางครั้งคำว่าไม่ ก็เป็นคำตอบที่ดีค่ะ” ลินพูดช้า ๆ “เพราะมันทำให้เราไม่เผลอเอาความตั้งใจของเราไปทับพื้นที่ของคนอื่น”
ห้องเงียบ ธามก้มลงมองพื้นแวบหนึ่ง
เมื่อซ้อมจบ เขาเดินมาหาเธอ แต่จ๋าเรียกเรื่องสายไฟพอดี ลินเห็นเขาหันไปทำหน้าที่ทันที ความรู้สึกบางอย่างในอกเธอขมเหมือนโกโก้ดำที่ลืมใส่น้ำแข็ง เธอไม่ได้อยากให้เขาทิ้งงานมาอธิบาย แต่ส่วนเล็ก ๆ ในใจอยากให้เขาเลือกเดินมาถึงเธอสักครั้ง
งานเทศกาลมหาวิทยาลัยเปิดในเย็นวันเสาร์ ลานหน้าตึกกิจกรรมมีไฟประดับและเสียงวงดนตรีจากเวทีไกล ๆ แต่ห้องชมรมถ่ายภาพสว่างด้วยไฟรางนิ่ง ๆ ผู้คนเดินเข้ามาทีละกลุ่ม หยุดอ่านคำบรรยาย ถามเจ้าของภาพ บางคนหัวเราะ บางคนยืนนานกว่าปกติหน้ารูปของลิน
ลินยืนข้างบอร์ดตัวเอง มือชื้นจนต้องเช็ดกับกระโปรงนักศึกษา มิ้นเดินผ่านมาในเสื้อคลุมสีแดงสดพร้อมกล้องสองตัว “หายใจ น้องรัก ถ้าคนดูไม่เข้าใจ เราก็แค่สะกดจิตเขา”
“พี่มิ้นมีวิธีจริงไหมคะ”
“ไม่มี แต่พูดแล้วเท่”
ลินหัวเราะ ก่อนเห็นธามยืนคุยกับผู้ปกครองของนักศึกษาคนหนึ่ง เขาชี้ไปที่ภาพทางเดินของตัวเอง อธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพ เขาดูเป็นประธานชมรมที่ทุกคนพึ่งได้ แต่ใต้ตาเข้มกว่าปกติ และเขายังไม่เข้ามาคุยกับเธอ
หนึ่งทุ่มตรง อาจารย์ประกาศให้เจ้าของชุดภาพที่ผ่านคัดเลือกนำเสนอหน้าห้อง ฉายสไลด์บนโปรเจกเตอร์ ลินเป็นคนที่สาม เมื่อคนแรกเริ่มพูด ภาพบนจอสั่นเล็กน้อย ธามขยับไปดูสายสัญญาณ จ๋ากระซิบอะไรกับเขา คนที่สองพูดได้ครึ่งทาง จอก็ดับวูบ
เสียงคนดูฮือเบา ๆ จ๋าหน้าซีด “สายแปลงเสีย สำรองอยู่ห้องสภานักศึกษา แต่เขาล็อกแล้ว”
มิ้นสบถเบามาก “งานเข้าแบบไม่ต้องเชิญ”
อาจารย์มองธาม “ทำยังไงดี ยังมีกรรมการรอฟังอีกสามชุด”
ธามยืนกลางห้อง สายตาวิ่งจากจอดำไปยังบอร์ดนิทรรศการ แล้วหยุดที่ลิน เธอกำซองภาพสำรองไว้ในมือ มีรูปพิมพ์เล็กที่เตรียมมาเผื่อคนถาม
เขาเดินมาหาเธอ “ลิน มีภาพสำรองครบไหม”
เธอพยักหน้า ระวังน้ำเสียง “ครบค่ะ”
“ถ้าไม่ฉาย เธอพูดจากรูปจริงได้ไหม เราจะช่วยถือให้”
“รูปหนูไม่ใช่ปัญหาค่ะ คนอื่นล่ะ”
ธามหันไปหาทุกคน “ใช้บอร์ดแทนจอ ใครมีรูปพิมพ์สำรองเอามาเรียงบนโต๊ะ มิ้น ช่วยจัดทางเดิน จ๋า แจ้งกรรมการว่าเราจะนำเสนอแบบดูรูปจริง อาจารย์ครับ ขอเวลาห้านาที”
คำสั่งของเขาเร็วแต่ไม่แข็ง ทุกคนขยับทันที ลินช่วยมิ้นเคลียร์โต๊ะกลางห้อง วางผ้าขาวปู จ๋าวิ่งไปประกาศ ผู้ชมบางคนถอยให้ บางคนยกเก้าอี้ช่วยโดยไม่ต้องขอ
ธามรับรูปจากลิน นิ้วเขาแตะนิ้วเธอแค่เสี้ยววินาที เขาพูดเบา ๆ พอได้ยินกันสองคน “ครั้งนี้เราจะไม่เปลี่ยนอะไรโดยไม่ถาม”
ลินมองเขา มีเสียงวุ่นวายรอบตัว แต่ประโยคนั้นเหมือนถูกวางไว้กลางความเงียบ
“งั้นถือรูปแรกให้ตรงนะคะ” เธอตอบ
มุมปากเขาขยับ “ครับ”
เมื่อถึงคิวลิน ห้องไม่ได้มืดเหมือนตอนฉายสไลด์ ไฟรางยังส่องบนหน้าทุกคน เธอยืนหน้าโต๊ะ ธามยืนข้าง ๆ ถือภาพมือผูกเชือกรองเท้าในระดับอก คนดูมองรูปใกล้กว่าเดิม เห็นขอบกระดาษ เห็นเม็ดเกรน เห็นรอยนิ้วเล็ก ๆ ตรงมุมที่ลินเผลอจับตอนล้าง
“ภาพแรกนี้ เจ้าของภาพบอกว่า ‘เชือกรองเท้าหลุดได้ทั้งวัน แต่เด็กจะวิ่งต่ออยู่ดี’ ค่ะ” ลินเริ่ม น้ำเสียงสั่นนิดหนึ่ง แล้วมั่นขึ้นเมื่อเห็นแม่บ้านเจ้าของภาพยืนยิ้มอยู่ท้ายห้อง “ตอนหนูถ่าย หนูคิดว่าความใกล้คือการช่วยผูกเชือก แต่พอคุยกับพี่เขา หนูถึงรู้ว่าความใกล้คือการย่อตัวลงไปอยู่ระดับเดียวกับคนที่เราดูแล”
ธามเปลี่ยนรูปให้ทีละใบตามจังหวะของเธอ เขาไม่แทรก ไม่เร่ง แค่คอยดูว่าไฟสะท้อนกระดาษหรือไม่ บางครั้งเขาขยับข้อมือเล็กน้อยเพื่อให้รูปชัดขึ้น ลินพูดถึงนักกีฬาที่กลัวเสียตำแหน่งตัวจริง พูดถึงเด็กปีหนึ่งที่บอกว่าห้องสมุดเป็นที่เดียวที่ไม่มีใครถามคะแนน พูดถึงแม่บ้านที่จำชื่อแก้วน้ำของอาจารย์ได้ทุกใบ ผู้ชมเงียบตามรูป ไม่ใช่เพราะถูกสั่ง แต่เพราะเหมือนทุกคนกำลังย่อตัวลงไปพร้อมกัน
เมื่อเธอพูดจบ เสียงปรบมือดังขึ้นใกล้มาก ลินก้มศีรษะ ขอบตาร้อนแต่เธอยิ้มให้เจ้าของภาพที่ยืนอยู่ในห้อง ธามวางรูปสุดท้ายลงบนโต๊ะอย่างระวังที่สุด
อาจารย์เดินมาหลังการนำเสนอทั้งหมดจบ “วิกฤตกลายเป็นวิธีนำเสนอที่ดีขึ้นได้เพราะพวกเธอไม่แตกกันกลางทาง ดีมาก”
มิ้นยกมือ “หนูแตกนิดหน่อยค่ะ แต่ติดกาวกลับแล้ว”
คนในห้องหัวเราะ ธามหันไปพูดกับอาจารย์ “ผมขอพูดอะไรกับทีมแป๊บหนึ่งได้ไหมครับ”
อาจารย์พยักหน้า ธามเดินไปยืนหน้าห้องชมรมที่เต็มไปด้วยรูปถ่ายของทุกคน เขามองสมาชิกทีละคน ก่อนหยุดที่ลิน
“เรื่องบอร์ดของลินเมื่อวันก่อน ผมตัดสินใจเปลี่ยนรูปโดยไม่ถามเจ้าของงาน” เขาพูดชัด แต่ปลายนิ้วจับขอบแฟ้มแน่น “ผมอ้างว่าป้องกันปัญหา แต่จริง ๆ คือผมกลัวงานชมรมพลาด แล้วเลือกวิธีที่ง่ายสำหรับผม ไม่ใช่วิธีที่ให้เกียรติคนทำงาน ผมขอโทษลิน และขอโทษทุกคนที่ทำให้บรรยากาศทีมเสีย”
ไม่มีใครพูดแทรก ลินยืนอยู่ข้างโต๊ะกลาง มือจับซองภาพจนกระดาษยับ
มิ้นกอดอก “รับคำขอโทษ แต่คราวหน้าต้องเลี้ยงน้ำทั้งห้อง”
จ๋าพยักหน้า “และส่งเอกสารทุกอย่างเข้าระบบ ไม่ใช่เก็บในหัวประธานคนเดียว”
ธามพยักหน้า “ได้”
ลินสบตาเขา เขาไม่ได้ขอให้เธอพูดทันที ไม่ได้ส่งสายตากดดันให้เธอให้อภัยต่อหน้าคนอื่น แค่ยืนรับผลของสิ่งที่ทำ เธอผ่อนลมหายใจที่ไม่รู้ว่ากลั้นไว้ตั้งแต่เมื่อไร
“หนูจะคิดค่าดอกเบี้ยเป็นโกโก้ดำเย็นสองแก้วค่ะ” เธอพูด
มิ้นตะโกน “โอ้โห ง้อด้วยคาเฟอีน”
ธามมองลิน แววตาอ่อนลงจนเธอต้องก้มเก็บรูป “ได้” เขาพูด “สองแก้ว และไม่ใส่นม”
งานเลิกเกือบสี่ทุ่ม สมาชิกชมรมทยอยเก็บของ ลานหน้าตึกเงียบลง เหลือเสียงเวทีไกล ๆ กับเสียงเทปกาวถูกดึง ธามยืนหน้าบอร์ดของลิน รอจนคนอื่นออกไปช่วยเก็บเก้าอี้ด้านนอก เขาจึงพูด
“ขอคุยได้ไหม คราวนี้ไม่ใช่เรื่องงาน”
ลินหนีบรูปเข้าแฟ้ม “ถ้าเป็นเรื่องฝึกงานกรุงเทพฯ หนูไม่ได้มีสิทธิ์ถาม”
“แต่อยากให้ถาม”
เธอเงยหน้า เขาหยิบซองเอกสารจากกระเป๋า เป็นใบตอบรับฝึกงานที่มีช่องลายเซ็นว่าง
“เรายังไม่ได้เซ็น”
“ทำไมคะ โอกาสดีไม่ใช่เหรอ”
ธามยิ้มบาง “คำพูดแพรวใช่ไหม”
ลินไม่ตอบ
“มันดี สำหรับคนที่อยากถ่ายงานนิ่งในสตูดิโอ และอยากมีคำตอบให้พ่อว่าเรียนจบแล้วทำอะไรได้แน่ ๆ” เขาพับซองช้า ๆ “แต่เราอยากสมัครเวิร์กช็อปสารคดีที่ภาคใต้ เขาเปิดรับผู้ช่วยช่างภาพสามสัปดาห์ งานหนัก เงินน้อย และไม่รับประกันอะไรเลย”
“แล้วพี่จะเลือกอะไร”
“เมื่อก่อนคงเลือกอันที่อธิบายง่ายกว่า” เขามองรูปของเธอบนบอร์ด “วันนี้ตอนโปรเจกเตอร์ดับ เราเกือบสั่งให้ตัดการนำเสนอ เพื่อให้ทุกอย่างจบตรงเวลา เหมือนทุกครั้งที่เราเลือกทางปลอดภัยแทนคนอื่น แต่เธอยืนถือรูปอยู่ตรงนั้น เราเลยคิดว่า ถ้าเราอยากถ่ายคนจริง ๆ เราต้องเริ่มจากเชื่อว่าคนตรงหน้ามีสิทธิ์เดินทางของเขาเอง”
ลินลูบขอบแฟ้ม “พี่ไม่ต้องเลือกเวิร์กช็อปเพราะหนูนะ”
“ไม่ได้เลือกเพราะเธอ” เขาตอบทันที แล้วชะงักเหมือนกลัวประโยคแข็งไป “หมายถึง…เธอทำให้เรากล้าถามตัวเอง แต่คำตอบเป็นของเรา”
ลินพยักหน้า ช้า ๆ “ดีค่ะ”
“แล้วเธอล่ะ เห็นมิ้นบอกว่าเธอสมัครค่ายภาพถ่ายชุมชนที่เชียงใหม่”
“พี่มิ้นนี่เก็บความลับเหมือนตะแกรงร่อนทราย”
“เธอจะไปไหม”
“ถ้าได้ทุนก็ไปค่ะ” เธอปิดแฟ้ม “แม่อยากให้หนูเลือกสายงานที่มั่นคงกว่านี้ หนูก็กลัวเหมือนกัน กลัวถ่ายรูปแล้วเลี้ยงตัวเองไม่ได้ กลัวคนคิดว่าหนูดื้อเพราะอยากเท่ แต่เวลาอยู่หลังกล้อง หนูรู้สึกว่าตัวเองฟังคนอื่นได้ดีกว่าตอนพูด”
ธามฟังโดยไม่ขัด มือที่เคยจับแฟ้มแน่นคลายลง
“แม่รู้ไหม” เขาถาม
“รู้ครึ่งเดียวค่ะ หนูบอกว่าสมัครกิจกรรมมหา’ลัย ไม่ได้บอกว่าอยากเอาจริงทางนี้”
“อยากให้ช่วยซ้อมพูดกับแม่ไหม”
ลินมองเขาอย่างระวัง “พี่จะไม่เขียนสคริปต์ให้หนูใช่ไหม”
“ไม่ เข็ดแล้ว”
เธอยิ้มจนต้องกัดริมฝีปาก “งั้นช่วยฟังก็พอ”
ธามพยักหน้า “ได้”
ความเงียบค่อย ๆ นั่งลงระหว่างทั้งคู่ ไม่อึดอัดเหมือนวันก่อน ลินได้ยินเสียงมิ้นหัวเราะจากลานข้างล่าง ได้ยินเสียงลมผ่านช่องหน้าต่าง ธามยืนห่างจากเธอหนึ่งช่วงแขน ระยะที่พอเห็นตากันชัด แต่ไม่บังคับให้ใครถอย
“ลิน” เขาเรียก
“คะ”
“เรามีอีกเรื่องที่ไม่ใช่งาน ไม่ใช่ฝึกงาน”
เธอกอดแฟ้มแน่นขึ้น “ถ้าพูดตอนนี้เพราะบรรยากาศหลังงานมันพาไป พี่ไม่ต้องรีบก็ได้ค่ะ”
ธามหลุบตา หัวเราะเบา ๆ เหมือนถูกจับได้ครึ่งหนึ่ง “เราก็กลัวว่ามันจะเร็วไป”
“หนูก็กลัว”
“งั้นไม่ต้องตั้งชื่อก็ได้” เขาพูด “แต่เราอยากบอกว่า ช่วงที่เธอไม่คุยกับเรา ห้องชมรมเสียงดังเท่าเดิม แต่เราหันไปทางโต๊ะเดิมบ่อยจนมิ้นบอกว่าจะคิดค่าใช้พื้น”
ลินก้มหน้า แฟ้มในมือบังรอยยิ้มไม่มิด “พี่มิ้นควรเก็บเงินจริงนะคะ”
“และวันนี้ ตอนเธอพูดหน้ารูป เราอยากเป็นคนที่เธอหันมาแล้วไม่ต้องระวังตัวมาก” ธามหยุด หายใจเข้าลึก “ยังไม่ต้องตอบอะไร เราแค่อยากขออยู่ในระยะที่เธออนุญาต ถ้าวันไหนไกลไป บอกเรา ถ้าวันไหนใกล้ไป ก็บอกเรา”
ลินเงยหน้าขึ้น ดวงไฟรางสะท้อนในตาเขาเป็นจุดเล็ก ๆ เธอนึกถึงภาพทางเดินที่ไม่มีคนของเขา นึกถึงมือที่ถือรูปให้เธอทีละใบ นึกถึงข้อความที่เธอไม่ตอบ และโกโก้ดำที่เขาจำได้
“งั้นเริ่มจากพี่อย่าเรียกตัวเองว่าเราเวลาเป็นทางการมาก ๆ ได้ไหมคะ” เธอพูด
ธามกะพริบตา “อันนี้คือคำตอบ?”
“เป็นเงื่อนไขการเข้าใกล้ข้อแรก”
เขายิ้ม คราวนี้ไม่ต้องเดา “ได้ พี่จะพยายาม”
“แล้วข้อสอง”
“มีหลายข้อเหรอ”
“ความใกล้ต้องมีเอกสารค่ะ”
ธามหัวเราะจนไหล่สั่น ลินหัวเราะตาม เสียงของทั้งคู่ลอยออกไปนอกหน้าต่างปะปนกับเพลงจากเวทีไกล ๆ โดยไม่มีใครรีบจับมันใส่กรอบ
สองสัปดาห์ต่อมา ผลคัดเลือกค่ายภาพถ่ายชุมชนส่งมาทางอีเมลตอนลินกำลังล้างฟิล์มในห้องมืด โทรศัพท์สั่นบนโต๊ะด้านนอก มิ้นเปิดประตูแง้มเข้ามาโดยไม่ให้แสงเข้า “ลิน! เมลเข้า! หัวข้อยาวเหมือนจดหมายรักจากราชการ!”
“พี่มิ้นอย่าเปิดนะคะ!”
“ฉันแค่เห็นแจ้งเตือน ไม่ได้อ่าน แต่อยากอ่านมาก!”
ลินรีบล้างมือ เช็ดกับผ้าจนเกือบทำผ้าตก ธามนั่งอยู่โต๊ะยาว เขาเลื่อนโทรศัพท์ให้เธอ แต่ไม่มองหน้าจอ
“เปิดเอง” เขาพูด “พี่อยู่ตรงนี้”
ลินกดอีเมล ตัวหนังสือหลายบรรทัดขึ้นมา เธออ่านช้า ๆ หนึ่งรอบ แล้วอีกรอบ มิ้นแทบกระโดดอยู่ข้าง ๆ
“ว่าไง ๆ”
ลินยื่นโทรศัพท์ให้มิ้น มือเธอสั่นนิด ๆ มิ้นอ่านแล้วกรี๊ดแบบอุดปาก “ได้ทุน! น้องฉันได้ทุน!”
จ๋าวิ่งเข้ามาจากหน้าห้อง “จริงเหรอ งั้นต้องทำบัญชีเลี้ยงน้ำฉลองไหม”
ลินหัวเราะปนหอบ ธามยังนั่งอยู่ที่เดิม แต่เขายกมือขึ้นแตะกำปั้นกับเธอเบา ๆ
“ยินดีด้วย”
“พี่พูดเหมือนประกาศคะแนน”
เขาเอนตัวเข้าใกล้เล็กน้อย “เก่งมาก ลิน”
เธอเงียบไปหนึ่งจังหวะ คำชมเรียบ ๆ นั้นทำให้ห้องมืดที่เพิ่งออกมาดูสว่างเกินไป มิ้นหรี่ตา “ฉันอยู่ตรงนี้นะ แต่ทำไมรู้สึกเหมือนเป็นเสาไฟ”
ลินผลักไหล่มิ้นเบา ๆ “พี่ก็เป็นเสาไฟที่ดีค่ะ”
วันเดียวกัน ธามได้รับอีเมลตอบรับเวิร์กช็อปภาคใต้ เขาไม่ได้ตะโกนบอกใคร แค่วางโทรศัพท์คว่ำลงแล้วเอามือปิดหน้า มิ้นชี้ทันที “อาการนี้ไม่ผ่านหรือผ่าน”
ธามพูดลอดฝ่ามือ “ผ่าน”
จ๋าตบโต๊ะ “งั้นน้ำสองรอบ ใครผ่านทุนต้องเลี้ยง คนไม่ได้ผ่านก็ต้องร่วมยินดีด้วยการช่วยออก”
“ตรรกะอะไรของจ๋า” มิ้นโวย
“ตรรกะเหรัญญิกที่อยากกินฟรี”
ลินมองธาม เขาลดมือลง สบตาเธอ ทั้งคู่ไม่ได้วิ่งเข้าหากัน ไม่ได้พูดประโยคใหญ่โต ท่ามกลางเสียงเพื่อนเถียงเรื่องใครต้องจ่ายน้ำ เขาเพียงเลื่อนโกโก้ดำเย็นที่ซื้อค้างไว้ให้เธอ หลอดยังไม่แกะ ส่วนเธอหยิบโพสต์อิทจากกระเป๋าเขียนแปะบนแก้วของเขาว่า ‘อย่าลืมขออนุญาตตัวเองก่อนเลือกทางยาก’
เขาอ่านแล้วเก็บโพสต์อิทใส่กระเป๋าเสื้อเหมือนเคย
คืนก่อนลินเดินทางไปเชียงใหม่ ชมรมจัดเวิร์กช็อปกล้องรูเข็มเล็ก ๆ ให้เด็กปีหนึ่งรุ่นใหม่ ห้องเดิมเต็มไปด้วยกล่องกระดาษสีดำ เทป และเสียงหัวเราะ ลินช่วยน้องคนหนึ่งเจาะรูด้วยเข็มหมุด ธามเดินตรวจโต๊ะ ถือกล่องอุปกรณ์ด้วยท่าทางประธานชมรมที่พยายามไม่ทำหน้าประธานเกินไป
“พี่ธาม รูเล็กแค่นี้จะเห็นรูปจริงเหรอ” น้องปีหนึ่งถาม
ธามวางกล่องลง “เห็น แต่ต้องรอ”
ลินเงยหน้าจากโต๊ะ “เหมือนบางความสัมพันธ์ค่ะ”
ทั้งโต๊ะโห่แซว ธามไอเบา ๆ “ครูผู้ช่วยอย่าพาออกนอกบทเรียน”
“บทเรียนเรื่องแสงต้องมีเรื่องใจบ้างสิคะ” มิ้นเสริมจากมุมห้อง “ไม่งั้นชมรมเราจะมีแต่คนถ่ายทางเดิน”
ธามชี้เทปกาวในมือมิ้น “พี่ได้ยิน”
“ดี จะได้พัฒนา”
เมื่องานจบและน้อง ๆ กลับไป ลินยืนเก็บกระดาษหน้าบอร์ดนิทรรศการเก่า รูปชุด ‘ขอเข้าใกล้ได้ไหม’ ถูกถอดเก็บลงแฟ้มแล้ว เหลือรอยหมุดเล็ก ๆ บนผนัง ธามเดินมาหยุดข้างเธอ ถือกล้องฟิล์มของตัวเอง
“ขอถ่ายรูปได้ไหม” เขาถาม
ลินหันมาช้า ๆ “ถ่ายหนู?”
“อืม แต่ถ้าไม่สะดวก—”
“สะดวกค่ะ” เธอยืนตรงเกินไปทันที
ธามลดกล้องลง “ไม่ต้องทำเหมือนถ่ายบัตรนักศึกษา”
“ก็มันเขินนี่คะ”
คำหลุดออกมาแล้วทั้งคู่เงียบ ลินยกมือแตะปลายผม ธามมองพื้นครู่หนึ่ง คล้ายต้องจัดแสงในใจใหม่
“งั้นไม่ถ่ายก็ได้” เขาพูด
“ถ่ายค่ะ” เธอรีบตอบ แล้วหัวเราะกับตัวเอง “แค่…ให้เวลาหนูหายใจสองครั้ง”
ธามพยักหน้า เขายกกล้องขึ้นแต่ยังไม่กด ลินยืนข้างหน้าต่าง แสงเย็นจากลานตึกกิจกรรมวางบนแก้มเธอ เธอไม่ได้ยิ้มกว้าง แค่หันมามองเขาเหมือนเชื่อว่าเลนส์ตรงหน้าไม่ขโมยอะไรไปจากเธอ
“พร้อมไหม”
“พร้อมค่ะ”
ชัตเตอร์ดังครั้งเดียว ธามลดกล้องลง สีหน้าเขานุ่มนวลจนลินต้องมองไปทางอื่น
“พี่จะส่งให้ดูก่อนล้างไหม” เขาถาม
“ฟิล์มส่งให้ดูก่อนได้ที่ไหนคะ”
“งั้นจะให้เลือกก่อนเอาไปติดที่ไหน”
ลินยื่นมือ “สัญญา”
ธามมองมือเธอ แล้ววางนิ้วก้อยเกี่ยวเบา ๆ “สัญญา”
เธอไม่ปล่อยทันที เขาก็ไม่ดึงมือกลับ ความเงียบตรงนั้นไม่ได้ขอคำอธิบาย มิ้นเปิดประตูเข้ามาพอดี เห็นแล้วถอยหลังหนึ่งก้าว “โอ๊ะ ฉันลืมของ หรือฉันควรลืมมารยาท”
ลินรีบปล่อยมือ “พี่มิ้น!”
“ไม่ต้องอาย ฉันแค่จะมาเอาแบตกล้อง แล้วจะออกไปเป็นเสาไฟหน้าตึกต่อ”
ธามยกมือปิดปากเหมือนไอ แต่ไหล่สั่น ลินหยิบม้วนเทปกาวปาใส่มิ้น มิ้นรับได้แล้วโค้งตัว “ขอบคุณสำหรับของที่ระลึกจากคู่รักยังไม่ตั้งชื่อ”
“ยังไม่ใช่คู่รักค่ะ” ลินพูดเร็ว
ธามหันมามองเธอ เธอหันกลับไปมองเขา ความเร็วในประโยคเมื่อครู่ค่อย ๆ ละลายลง
“แต่กำลังเรียนรู้ระยะอยู่” เธอเติมเบา ๆ
มิ้นทำท่ากัดมือตัวเอง “โอ๊ย ฉันไปจริง ๆ ก่อนน้ำตาลขึ้น”
เมื่อประตูปิด ลินกับธามหัวเราะพร้อมกัน ธามหยิบซองสีน้ำตาลจากกระเป๋าให้เธอ ข้างในมีสายคล้องกล้องเส้นใหม่ สีกรมท่า เรียบ ๆ และแข็งแรง
“ของยืม” เขาพูดทันที “ไม่ใช่ของขวัญใหญ่โต ใช้ไปค่ายก่อน กลับมาค่อยคืนก็ได้”
ลินลูบสายคล้อง “พี่กลัวหนูไม่รับเหรอ”
“นิดหน่อย”
“หนูจะรับค่ะ” เธอถอดสายเก่าที่เทปผ้าเริ่มหลุดออกช้า ๆ “แต่ขอจ่ายคืนครึ่งหนึ่ง”
ธามทำท่าจะพูด ลินยกนิ้วห้าม
“ไม่ใช่เพราะไม่อยากรับความช่วยเหลือ แต่เพราะอยากให้มันเป็นของที่เราเลือกด้วยกัน”
เขานิ่งไป แล้วพยักหน้า “ได้”
ธามช่วยเธอร้อยสายใหม่กับกล้อง นิ้วของทั้งคู่ทำงานใกล้กันอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครแย่ง ไม่มีใครสั่ง เมื่อร้อยเสร็จ ลินคล้องกล้องกับคอ น้ำหนักเดิมกลับรู้สึกมั่นคงกว่าเดิม
“พรุ่งนี้พี่มาส่งที่สถานีได้ไหมคะ” เธอถาม
ธามมองเธอเหมือนได้ยินคำอนุญาตมากกว่าคำชวน “ได้ กี่โมง”
“หกโมงเช้า”
“โห”
“ไม่ต้องมาก็ได้นะคะ”
“ยังไม่ได้บอกว่าไม่มา”
“พี่ตื่นไหวเหรอ”
“ถ่ายพระอาทิตย์ขึ้นยังเคยตื่น”
ลินยิ้ม “หนูไม่ใช่พระอาทิตย์ขึ้นนะ”
ธามสะพายกระเป๋ากล้องขึ้นบ่า “ไม่เหมือน”
“หมายความว่าไงคะ”
เขาเปิดประตูให้เธอ เดินออกสู่ทางเดินตึกกิจกรรมที่ไฟบางดวงดับไปแล้ว “พระอาทิตย์ขึ้นเราแค่รอแสง แต่พรุ่งนี้พี่จะไปรอคน”
ลินก้าวช้าลงหนึ่งจังหวะ “พี่ธาม”
“หืม”
“ฝึกพูดแบบนี้กับใครมา”
“กับกระจกห้องน้ำชมรม”
เธอหัวเราะจนต้องจับสายกล้องใหม่ไว้แน่น เขาเดินข้างเธอลงบันได ไม่ใกล้จนไหล่ชน แต่ใกล้พอที่เธอไม่ต้องพูดดัง
เช้าวันเดินทาง สถานีขนส่งหน้ามหาวิทยาลัยยังมีแสงสีเทาอ่อน ลินลากกระเป๋าใบเล็กมาถึงก่อนเวลา เธอสวมเสื้อคลุมยีนส์ กล้องคล้องคอด้วยสายกรมท่าใหม่ บนกระเป๋ามีป้ายชื่อที่แม่เขียนให้ด้วยลายมือกลม ๆ แม่ของเธอโทรมาตั้งแต่ตีห้า ถามว่าลืมยาแก้แพ้ไหม ถามว่ามีเงินพอหรือเปล่า ก่อนวางสาย แม่เงียบไปนาน แล้วพูดว่า ‘ถ่ายมาให้แม่ดูบ้างนะ แม่อยากเห็นว่าลูกเห็นอะไร’ ลินยืนฟังประโยคนั้นจนรถคันหนึ่งขับผ่านไปโดยไม่ได้ยกมือเรียก
“มานานยัง” ธามเดินเข้ามาพร้อมถุงผ้าเล็ก ๆ ใต้ตาเขายังง่วง แต่ผมหวีเรียบร้อยเกินคนตื่นเช้า
“ไม่นานค่ะ พี่ล่ะ ได้นอนกี่ชั่วโมง”
“พอให้จำชื่อเธอได้”
“ดีค่ะ ถ้าลืม หนูจะไม่ฝากของ”
เขายื่นถุงผ้าให้ “แซนด์วิชกับโกโก้ดำ ไม่มีนม ร้านสะดวกซื้อทำได้เท่านี้”
“พี่ตื่นมาซื้อเหรอ”
“อืม”
ลินรับถุงมา นิ้วแตะความเย็นของแก้ว “ขอบคุณค่ะ”
รถตู้ที่จะไปสถานีรถไฟเข้าจอด คนขับตะโกนเรียกผู้โดยสาร ลินยกกระเป๋า ธามยื่นมือมาช่วย เธอปล่อยให้เขายกขึ้นวางท้ายรถ แล้วตรวจด้วยตัวเองว่าซิปปิดสนิท เขายืนรอ ไม่บอกว่าเขาทำให้แล้ว
“หนูจะส่งรูปให้ดูนะคะ”
“พี่จะส่งรูปทะเลใต้ให้ดูเหมือนกัน”
“ถ่ายคนด้วยนะ”
ธามพยักหน้า “จะขออนุญาตก่อน”
“ดีมากค่ะ ประธาน”
“ตอนนี้ไม่ใช่ประธาน”
“แล้วเป็นอะไร”
เขามองรถตู้ มองคนขับที่เริ่มเร่ง แล้วกลับมามองเธอ “เป็นคนที่อยากให้เธอเดินทางดี ๆ แล้วกลับมาเล่าให้ฟังแบบไม่ต้องตัดตอน”
ลินรู้สึกว่ามีคำมากมายขึ้นมาถึงลำคอ แต่ทุกคำเบียดกันจนพูดไม่ออก เธอจึงทำสิ่งที่ง่ายกว่า ยื่นนิ้วก้อยให้เขาเหมือนเมื่อคืน
ธามเกี่ยวไว้ ครั้งนี้แน่นขึ้นนิดหนึ่ง
“กลับมาเจอกันที่ชมรม” เธอพูด
“กลับมาเจอกันที่ชมรม” เขาทวน
เธอขึ้นรถ นั่งริมหน้าต่าง กระจกมีรอยฝุ่นบาง ๆ ธามยืนอยู่ข้างล่าง ยกกล้องขึ้นเหมือนจะถ่าย แล้วลดลงก่อน เธอเลิกคิ้วถามผ่านกระจก เขายกมือป้องปากพูดช้า ๆ ให้เธออ่านปากได้
“ขอถ่ายได้ไหม”
ลินหัวเราะ เธอพยักหน้า แล้วหยิบสมุดเล่มเล็กจากกระเป๋า เขียนคำว่า ‘อนุญาต’ บนหน้ากระดาษ ยกแนบกระจก
ธามยิ้ม ยกกล้องขึ้น กดชัตเตอร์หนึ่งครั้ง รถเริ่มเคลื่อนออกจากชานชาลา ลินมองเขาผ่านกระจกที่ค่อย ๆ พาเขาไกลออกไป เขาไม่ได้วิ่งตาม ไม่ได้ตะโกนคำสัญญาใหญ่โต แค่ยืนอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งถือกล้อง อีกมือยกขึ้นโบกจนรถเลี้ยวพ้นมุมตึก
ลินก้มมองแก้วโกโก้ดำในถุงผ้า หลอดยังไม่แกะ ข้างแก้วมีโพสต์อิทแปะไว้ ลายมือธามเขียนสั้น ๆ ว่า ‘ถ้าระยะไกลทำให้ภาพสั่น ให้หาที่วางกล้อง ไม่ต้องแบกคนเดียว’
เธอแกะโพสต์อิทออก เก็บไว้ในสมุดหน้าเดียวกับคำว่าอนุญาต รถตู้แล่นผ่านประตูมหาวิทยาลัย แสงเช้าค่อย ๆ วางบนถนน ลินยกกล้องขึ้นถ่ายเงาตึกกิจกรรมที่อยู่ไกลออกไป ภาพอาจสั่นเล็กน้อยเพราะรถเคลื่อน แต่เธอกดชัตเตอร์ด้วยมือที่มั่นคงกว่าเดิม
ที่ห้องชมรมถ่ายภาพ กระดานไม้ก๊อกยังมีรอยหมุดว่างรอรูปใหม่ ๆ ธามกลับไปเปิดหน้าต่างให้แสงเข้า วางแก้วโกโก้ของตัวเองบนโต๊ะยาว แล้วหยิบกระดาษใบเล็กจากกระเป๋าเสื้อ โพสต์อิทของลินที่เขาเก็บไว้หลายใบถูกหนีบรวมกันด้วยคลิปฟิล์ม เขาอ่านใบล่าสุดอีกครั้ง ยิ้มกับคำว่า ‘ขออนุญาตตัวเอง’ ก่อนหยิบกล้องขึ้นมา มองทางเดินที่เคยถ่ายซ้ำจนชิน
ครั้งนี้ ทางเดินไม่ว่างเปล่า จ๋าเดินเข้ามาพร้อมแฟ้มบัญชี มิ้นโผล่มาพร้อมขนมและเสียงบ่นเรื่องงานคอนเสิร์ต เด็กปีหนึ่งสองคนตามเข้ามาถามเรื่องล้างฟิล์ม ธามยกกล้องขึ้นแล้วลดลง
“ขอถ่ายรูปทุกคนได้ไหม” เขาถาม
มิ้นหันขวับ “โอ้โห ใครขโมยประธานคนเดิมไป”
จ๋ายกแฟ้มบังหน้า “ถ้าจะถ่าย ต้องส่งให้เลือกก่อนลงเพจ”
ธามพยักหน้า “ได้”
เสียงชัตเตอร์ดังขึ้นในห้องชมรมที่เต็มไปด้วยคน แสง และพื้นที่ที่แต่ละคนอนุญาตให้กันทีละนิด ห่างออกไปบนถนนสายเหนือ ลินเปิดสมุด เขียนใต้โพสต์อิทของธามว่า ‘รูปแรกของการเดินทาง: ระยะไกลที่ยังมองเห็นกัน’ แล้วเธอก็ยิ้มกับหน้ากระดาษ ก่อนหันเลนส์ไปยังโลกข้างหน้าอย่างไม่รีบร้อน