เสียงเรียกจากตึกผู้ป่วยหญิง
เสียงประกาศดังขึ้นในตึกที่ไม่มีไฟฟ้ามาสิบสองปี
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!เมษายืนอยู่กลางโถงรับผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลวรินทร์เวช มือข้างหนึ่งถือไฟฉาย มืออีกข้างกดแฟ้มพลาสติกแนบอกไว้แน่น กลิ่นฝุ่น กลิ่นไม้ชื้น และกลิ่นยาฆ่าเชื้อที่ฝังอยู่ในกระเบื้องเก่าเหมือนความทรงจำที่ล้างไม่ออก ลมบ่ายลอดผ่านช่องหน้าต่างแตก ๆ ทำให้ม่านสีเขียวซีดไหวช้า ๆ ราวกับมีคนยืนหายใจอยู่หลังผ้า
บนเพดานมีลำโพงทรงกลมสีเหลืองเก่า ขอบเป็นสนิม สายไฟห้อยลงมาครึ่งหนึ่ง เธอจำได้ว่าเมื่อก่อนมันเคยใช้ประกาศชื่อคนไข้ เสียงพยาบาลเรียกคนไปรับยา เรียกญาติไปห้องฉุกเฉิน เรียกหมอที่เข้าเวรกลางคืน แต่ตอนนี้แผงควบคุมถูกถอดออกไปนานแล้ว อาคารถูกปิดตายตั้งแต่โรงพยาบาลย้ายไปเปิดตึกใหม่ริมถนนใหญ่
เสียงซ่าดังขึ้นเบา ๆ เหมือนคลื่นวิทยุจากที่ไกลมาก
เมษาหยุดหายใจ
“ญาติของเด็กหญิงปริญดา…” เสียงผู้หญิงแหบพร่าแทรกออกมาจากลำโพง “กรุณามารับเด็กที่ตึกผู้ป่วยหญิง…”
แฟ้มในมือเมษาหล่นลงพื้น กระดาษเก่ากระจายบนกระเบื้อง ฝุ่นฟุ้งเป็นแผ่นบางคล้ายควัน
“ไม่…” เธอพูดออกมาโดยไม่รู้ตัว
ลำโพงเงียบไป เหลือแต่เสียงลมกับเสียงสังกะสีด้านนอกกระทบกันเป็นจังหวะช้า ๆ
ชายคนหนึ่งที่อยู่หลังเคาน์เตอร์รับบัตรโผล่หน้าออกมา เขาชื่อนรินทร์ เป็นวิศวกรของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อที่ดินผืนนี้ไว้ เขายังหนุ่มกว่าเมษาไม่กี่ปี แต่ท่าทางเหมือนคนไม่ค่อยเชื่ออะไรนอกจากแปลนกับตัวเลข
“คุณเมษา เป็นอะไรครับ”
เมษาก้มเก็บกระดาษโดยไม่มองเขา นิ้วเธอสั่นจนจับแผ่นเอกสารไม่ตรง
“เมื่อกี้…คุณได้ยินไหม”
นรินทร์ขมวดคิ้ว “ได้ยินอะไร”
“เสียงประกาศ”
เขาเงยหน้ามองลำโพงบนเพดาน แล้วหัวเราะสั้น ๆ แบบไม่สบายใจ “ระบบมันตายแล้วครับ ผมเช็กตั้งแต่เช้า ไม่มีไฟเข้าอาคารหลักด้วยซ้ำ ต้องใช้เครื่องปั่นไฟเฉพาะห้องเก็บเอกสารชั้นล่าง”
“มันเรียกชื่อเด็ก”
“เด็กที่ไหนครับ”
เมษาก้มหน้าต่ำลง ชื่อค้างอยู่ตรงคอเหมือนก้างปลา เธอไม่ได้พูดชื่อนั้นมานานมาก นานจนคิดว่ามันกลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว แต่เสียงประกาศเมื่อครู่พูดชัดเจนเกินไป ชัดเหมือนคนก้มกระซิบข้างหู
“ไม่มีอะไรค่ะ” เธอเก็บแฟ้มสุดท้ายขึ้นมา “คงเป็นเสียงจากข้างนอก”
นรินทร์มองเธออยู่ครู่หนึ่ง “ถ้าคุณไม่ไหว เราเลื่อนงานวันนี้ได้ครับ”
“ไม่ได้ค่ะ” เมษารีบตอบ “ฉันรับงานแล้ว ต้องทำให้เสร็จ”
เขาพยักหน้า แต่แววตายังสงสัย “โอเค งั้นเราไปห้องเวชระเบียนกันก่อน ผมอยากให้คุณคัดแยกแฟ้มที่จะส่งให้เทศบาล แฟ้มไหนหมดอายุทำลายได้ก็แยกไว้ บริษัทจะเริ่มรื้อปีกตะวันตกปลายสัปดาห์”
คำว่า รื้อ ทำให้เมษารู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าขยับ โรงพยาบาลนี้ควรหายไปจากชีวิตเธอนานแล้ว แต่การที่มันกำลังจะถูกทุบทิ้งกลับเหมือนมีใครกำลังขุดอะไรขึ้นมา ไม่ใช่ฝังลงไป
เธอเดินตามนรินทร์ผ่านโถงยาว ผนังสองข้างยังมีโปสเตอร์เก่าเตือนเรื่องไข้เลือดออก ภาพเด็กยิ้มถือยากันยุงซีดจนเกือบไม่มีหน้า เก้าอี้เหล็กสำหรับผู้ป่วยเรียงอยู่เป็นแถว บางตัวถูกผ้าคลุม บางตัวมีรอยฝุ่นเป็นรูปมือเล็ก ๆ อยู่บนพนักพิง เมษาไม่แน่ใจว่าเป็นรอยเก่าหรือเพิ่งมี
“โรงพยาบาลปิดนานแล้ว ทำไมยังมีเอกสารเหลือเยอะขนาดนี้คะ” เธอถามเพื่อดึงตัวเองกลับมาจากเสียงในหัว
“เจ้าของเดิมเก็บไม่เป็นระบบครับ บางส่วนย้ายไปตึกใหม่ บางส่วนทิ้งไว้ เพราะช่วงปิดตึกมีเรื่องฟ้องร้องเรื่องที่ดินด้วย” นรินทร์เปิดประตูห้องเวชระเบียนด้วยกุญแจพวงใหญ่ “คุณคงอ่านประวัติคร่าว ๆ มาแล้ว”
เมษาไม่ตอบ เธออ่านมาน้อยกว่าที่ควร ทั้งที่เป็นงานของเธอ การกลับมาที่นี่ทำให้เธอเลื่อนเอกสารทุกหน้าเหมือนกลัวจะเจอรูปถ่ายของตัวเองตอนเด็ก
ห้องเวชระเบียนมืดและแน่น ชั้นเหล็กสูงถึงเพดานเรียงเป็นทางแคบ ๆ กล่องกระดาษสีน้ำตาลกองซ้อนกัน มีป้ายเขียนปีด้วยปากกาหมึกจาง เครื่องปั่นไฟด้านนอกส่งเสียงครางต่ำ ไฟหลอดนีออนติด ๆ ดับ ๆ อยู่เหนือโต๊ะกลางห้อง
“ผมจะให้ลุงสมชายอยู่เป็นเพื่อนนะครับ” นรินทร์บอก “แกเป็นยามเก่าของที่นี่ รู้ทางหนีไฟ ทางเชื่อม ตึกไหนพื้นผุ ตึกไหนเข้าไม่ได้”
“คุณไม่อยู่ด้วยเหรอคะ”
“ผมต้องไปดูโครงสร้างตึกเด็กกับผู้รับเหมา แต่จะวนมาดูเรื่อย ๆ คุณมีวิทยุสื่อสารแล้วใช่ไหม”
เมษามองวิทยุสีดำบนโต๊ะ “ค่ะ”
นรินทร์ลังเล “ถ้าได้ยินอะไรอีก…เรียกผม อย่าเดินไปคนเดียว”
เธอฝืนยิ้ม “คุณเพิ่งบอกว่าไม่มีไฟเข้าอาคาร”
“ใช่ครับ” เขาพูดเบาลง “เพราะงั้นถ้ามีอะไรดัง ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามาจากไหน”
เมื่อเขาออกไป ห้องกว้างขึ้นแต่กลับหายใจยากกว่าเดิม เมษานั่งลงที่โต๊ะ เปิดกล่องแฟ้มปี 2539 ทีละกล่อง เสียงกระดาษเสียดสีกันแห้ง ๆ เหมือนเสียงคนแก่กระซิบ เธอพยายามทำงานอย่างเป็นระบบ จดเลขแฟ้ม แยกเอกสารผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน เวชภัณฑ์ เก็บรายการที่ต้องส่งคืนหน่วยงานรัฐ
แต่ทุกครั้งที่เจอแฟ้มผู้ป่วยเด็ก นิ้วเธอจะชะงัก
ปริญดา น้องสาวของเธอ หายไปจากโรงพยาบาลนี้เมื่อยี่สิบปีก่อน ตอนนั้นเมษาอายุสิบสอง ปริญดาอายุเจ็ด ขี้กลัว ชอบจับชายเสื้อพี่สาวเวลาอยู่ในที่คนเยอะ วันนั้นแม่พาทั้งคู่มาเยี่ยมยายที่ตึกผู้ป่วยหญิง แม่ฝากเมษาดูน้องหน้าห้องพักเพราะต้องคุยกับหมอ เมษาเบื่อ กลัวเพื่อนที่โรงเรียนเห็นว่าตัวเองยังต้องเลี้ยงน้อง เธอจึงเดินไปซื้อขนมตรงร้านหน้าตึกโดยบอกปริญดาว่า “นั่งอยู่นี่ ห้ามไปไหน”
เธอกลับมาในเวลาไม่ถึงสิบนาที แต่เก้าอี้ว่างเปล่า
สิบ นาทีนั้นยืดยาวจนกลายเป็นชีวิตที่เหลือทั้งหมด
ตำรวจถามซ้ำ ๆ ว่าเห็นใครพาน้องไปไหม เมษาบอกว่าไม่ แม่ร้องไห้จนเสียงหาย พ่อไม่ตีเธอ ไม่ด่าเธอ เพียงแต่ไม่มองหน้าเธออีกหลายปี โรงพยาบาลช่วยค้นหาอยู่สามวัน มีประกาศ มีใบปลิว มีการสอบพนักงาน แต่ปริญดาหายไปเหมือนหยดน้ำในท่อระบายน้ำ ไม่มีรองเท้า ไม่มีตุ๊กตา ไม่มีพยานแน่ชัด
สิ่งเดียวที่เมษาจำได้ และไม่เคยบอกใคร คือก่อนเดินไปซื้อขนม เธอได้ยินลำโพงเรียกชื่อเด็กคนหนึ่งไปตึกผู้ป่วยหญิง เสียงประกาศชัด แต่ชื่อที่ได้ยินไม่ใช่ของปริญดา เธอจำไม่ได้ว่าเป็นชื่ออะไร จำได้แค่ปริญดาเงยหน้าขึ้นฟังและพูดว่า “เขาเรียกหนูหรือเปล่า”
เมษาตอบห้วน ๆ ว่า “ไม่ใช่ อย่าน่ารำคาญ”
ความทรงจำตัดตรงนั้นเสมอ เหมือนฟิล์มไหม้กลางภาพ
ประตูห้องเวชระเบียนแง้มออก ชายสูงวัยในชุดยามสีกรมท่าเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ เขาถือกระติกน้ำร้อนกับแก้วพลาสติก ใบหน้าผอมมีรอยย่นลึก ดวงตาเล็กแต่ไม่ขุ่น
“คุณเมษาใช่ไหมครับ”
“ค่ะ ลุงสมชายใช่ไหม”
“ครับ ผมเอาน้ำชามาให้ ห้องนี้ฝุ่นเยอะ คอจะแห้ง”
“ขอบคุณค่ะ”
ลุงสมชายวางแก้วลงบนโต๊ะ แต่สายตาเขามองแฟ้มในมือเธอ “คุณเคยมาที่นี่มาก่อนหรือเปล่า”
เมษาชะงัก “ทำไมถามคะ”
“หน้าเหมือนคนที่เคยเห็น” เขาพูดช้า ๆ “ที่นี่เก่า คนผ่านเข้ามาเยอะ บางหน้ามันติดตา”
“ฉันเคยมา ตอนเด็ก”
“มาเยี่ยมญาติ?”
“ค่ะ”
เขาพยักหน้า แต่ไม่ถามต่อ ชายชราเดินไปหยิบเก้าอี้มานั่งใกล้ประตูเหมือนตั้งใจเฝ้าไม่ให้ใครเข้ามา มากกว่าจะเฝ้าไม่ให้เธอออกไป
เวลาผ่านไปด้วยเสียงพลิกกระดาษและเสียงนีออนกระพริบ จนเมษาเปิดกล่องที่ป้ายหน้ากล่องเขียนว่า “ตึกผู้ป่วยหญิง 2538-2541” ตัวอักษรเอียงเล็กน้อย เธอคุ้นลายมือนั้นอย่างประหลาด เหมือนเคยเห็นบนสมุดการบ้านสมัยเด็ก
ภายในกล่องมีทะเบียนรับผู้ป่วย แฟ้มย้ายเตียง ตารางเวรพยาบาล และซองกระดาษบางซองที่ไม่มีเลขกำกับ เมษาหยิบซองหนึ่งขึ้นมา ข้างในเป็นภาพถ่ายโพลารอยด์สีซีด ภาพห้องพักรวมผู้ป่วยหญิง มีเตียงเหล็กเรียงกันหกเตียง ผู้หญิงหลายคนมองกล้องด้วยใบหน้าเรียบเฉย ตรงมุมภาพมีเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งกอดตุ๊กตากระต่ายสีขาว ก้มหน้าอยู่ข้างเตียง
เมษากลั้นหายใจ เด็กคนนั้นผมสั้นเสมอคาง ใส่ชุดกระโปรงลายดอกไม้ที่แม่ซื้อให้ปริญดาก่อนวันเกิดเจ็ดขวบ
“ลุงคะ” เสียงเธอแห้ง “รูปนี้ถ่ายเมื่อไหร่”
ลุงสมชายลุกมาช้า ๆ พอเห็นภาพ เขาเงียบไปนานเกินไป
“ผมไม่รู้ครับ”
“ลุงดูดี ๆ”
“ผมบอกว่าไม่รู้”
คำตอบเร็วกว่าครั้งแรก และแข็งกว่า
เมษาวางภาพลงบนโต๊ะ “เด็กคนนี้คือน้องสาวฉัน เธอหายจากที่นี่”
ลุงสมชายมองเธอเหมือนประตูที่ปิดไว้ถูกเคาะจากอีกฝั่ง “ชื่ออะไร”
“ปริญดา ชื่อเล่นแป้ง”
ใบหน้าชายชราซีดลงเล็กน้อย เขาหันไปมองลำโพงบนเพดานของห้องเวชระเบียน ทั้งที่มันไม่มีเสียง
“คุณกลับบ้านเถอะ” เขาพูด
“อะไรนะคะ”
“งานนี้ให้คนอื่นทำ คุณอย่าอยู่ถึงเย็น”
“ลุงรู้อะไร”
“ผมไม่รู้อะไรที่จะช่วยคุณได้”
“แต่ลุงรู้ว่าเด็กคนนั้นอยู่ในรูป” เมษาลุกขึ้นจนเก้าอี้ครูดพื้น “รูปนี้อยู่ในแฟ้มตึกผู้ป่วยหญิง น้องฉันหายจากหน้าตึกเดียวกัน แล้วโรงพยาบาลบอกหาไม่เจอ ลุงคิดว่าฉันจะกลับเฉย ๆ เหรอ”
ลุงสมชายหลบตา “บางเรื่องถ้าขุดขึ้นมา มันไม่ได้คืนคนที่หายไป”
“ฉันไม่ได้ต้องการคำปลอบใจ”
“ผมก็ไม่ได้ปลอบ” เขาพูดเสียงต่ำ “ผมเตือน”
วิทยุสื่อสารบนโต๊ะดังแทรก เสียงนรินทร์ซ่ามา “คุณเมษา ได้ยินไหมครับ”
เธอหยิบขึ้นมากดตอบ “ได้ยินค่ะ”
“ผมอยู่ตึกเด็ก เจอแปลนเก่าที่ไม่ตรงกับอาคารจริง คุณพอจะหาแฟ้มผังปรับปรุงปีสี่ศูนย์ได้ไหมครับ”
เมษามองลุงสมชายที่ยืนนิ่ง “ฉันกำลังหาอยู่”
เสียงนรินทร์เงียบไปครู่หนึ่ง “เสียงคุณแปลก ๆ เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”
“ฉันเจอรูปน้องสาว”
มีแต่เสียงซ่าจากวิทยุอยู่หลายวินาที
“น้องสาวที่หาย?”
“ค่ะ”
“ผมจะไปหาเดี๋ยวนี้”
เมษาวางวิทยุลง ก่อนหันไปหาลุงสมชาย “ตึกผู้ป่วยหญิงอยู่ตรงไหน”
“อย่าไป”
“ตรงไหน”
ชายชรากำมือแน่น “ปีกตะวันตก ชั้นสอง แต่ทางหลักปิดแล้ว พื้นบางส่วนทรุด”
“มีทางอื่นไหม”
เขาไม่ตอบ
“ลุงสมชาย” เธอพูดชัดทีละคำ “น้องฉันอายุเจ็ดขวบตอนหาย ฉันปล่อยมือเธอเอง ถ้าลุงมีอะไรจะบอกแล้วไม่บอก ลุงก็ช่วยคนที่ทำให้เธอหาย”
ริมฝีปากของเขาสั่นเล็กน้อย “มีทางจากห้องซักผ้า ทางเดินบริการหลังโรงครัว แต่ประตูล็อกจากข้างใน”
“ใครมีกุญแจ”
“คนที่ไม่ควรเก็บไว้”
ประตูห้องเปิดออก นรินทร์ก้าวเข้ามาพร้อมหมวกนิรภัยในมือ หน้าเขามีเหงื่อและฝุ่น “รูปอยู่ไหนครับ”
เมษายื่นภาพให้ เขาดูอยู่นาน สีหน้าค่อย ๆ เปลี่ยนจากไม่เชื่อเป็นระวัง “คุณแน่ใจ?”
“เสื้อผ้านั่น ฉันจำได้”
“อาจเป็นเด็กคนอื่น”
“ฉันจำตุ๊กตาได้ด้วย”
นรินทร์พลิกดูหลังภาพ มีตัวเลขเขียนด้วยดินสอจาง ๆ “ห้อง 2-17”
ลุงสมชายพึมพำ “ไม่มีห้องนั้น”
เมษาหันขวับ “หมายความว่าไง”
“ตึกผู้ป่วยหญิงชั้นสองมีห้อง 201 ถึง 216”
นรินทร์หยิบสมุดแปลนที่พกมาเปิดบนโต๊ะ “แปลนทางการก็มีแค่ 216 แต่ผมเจอผนังที่หนากว่าปกติทางด้านหลังตึก เหมือนมีช่องว่างถูกปิดไว้”
ความเงียบตกลงมาบนโต๊ะพร้อมฝุ่นจากชั้นแฟ้ม
เมษาพูดเบา ๆ “พาฉันไป”
นรินทร์ถอนหายใจ “ผมไปด้วย แต่เราต้องทำตามความปลอดภัย ใส่หน้ากาก ใส่หมวก ห้ามแยกกัน”
“แล้วลุงล่ะคะ”
ลุงสมชายมองภาพถ่ายในมือนรินทร์ราวกับมันร้อน “ผมจะไปเอากุญแจ”
ทางเดินบริการหลังโรงครัวแคบและเย็นกว่าส่วนอื่น แม้แดดด้านนอกยังจัด พื้นมีคราบน้ำเก่าดำเป็นปื้น รถเข็นสเตนเลสจอดเอียงอยู่ข้างผนัง บนถาดมีแก้วพลาสติกเปล่าเรียงสามใบ ฝุ่นจับหนาจนไม่ควรเห็นรอยนิ้ว แต่เมษาเห็นรอยนิ้วเล็ก ๆ ลากผ่านฝุ่นบนแก้วใบกลางเป็นเส้นใหม่
“มีคนเข้ามาก่อนเราไหม” เธอถาม
นรินทร์ส่องไฟไปตามพื้น “ผู้รับเหมาเข้าตรวจเมื่อวาน แต่ไม่มีเด็กแน่ ๆ”
ลุงสมชายเดินนำหน้าโดยไม่หันกลับ “อย่าจับของ”
“ทำไม” นรินทร์ถาม
“มันจำมือคนได้”
นรินทร์หยุดเดิน “ลุงพูดอะไรครับ”
“ผมแก่แล้ว ปากเสีย”
พวกเขาเดินต่อไปจนถึงประตูเหล็กบานหนึ่ง มีป้ายเก่าเขียนว่า “เฉพาะเจ้าหน้าที่ซักล้าง” ลุงสมชายหยิบกุญแจทองเหลืองดอกเล็กออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาสอดเข้ารูกุญแจ แต่มือค้างอยู่
จากอีกฟากของประตู มีเสียงเคาะเบา ๆ สามครั้ง
ไม่ดัง ไม่เร่ง เป็นเสียงปลายนิ้วแตะเหล็กเหมือนคนขอเข้ามาอย่างสุภาพ
นรินทร์ถอยครึ่งก้าว “มีคนอยู่ข้างใน?”
เมษาแนบหูใกล้ประตู ได้ยินความเงียบแน่นหนา และไกล ๆ คล้ายเสียงผู้หญิงฮัมเพลงกล่อมเด็ก ทำนองนั้นทำให้เธอปวดขมับ เธอเคยได้ยินเมื่อนานมาแล้ว ในห้องพักรวมที่มีม่านสีเขียว ในวันที่ยายหลับและแม่คุยกับหมอ
ลุงสมชายกระซิบ “ถ้าเข้าไปแล้วได้ยินใครเรียกชื่อ อย่าขานรับ”
“ใครจะเรียก” เมษาถาม
เขาหมุนกุญแจ เสียงล็อกคลายดังแห้ง ๆ “คนที่ไม่มีใครรับกลับบ้าน”
ห้องซักผ้าเก่ากว้างและต่ำ เพดานมีท่อใหญ่พาดเต็มไปหมด เครื่องซักอุตสาหกรรมตั้งเรียงเหมือนสัตว์เหล็กที่หลับอยู่ กลิ่นผ้าเปียกเก่าลอยขึ้นจากท่อระบายน้ำ ทั้งที่ไม่มีน้ำไหลมานาน บนผนังด้านในสุดมีประตูไม้เล็ก ๆ ถูกทาสีทับจนแทบกลืนกับผนัง ลุงสมชายใช้ไหล่ดัน ประตูเปิดออกพร้อมเสียงครางของบานพับ
บันไดหลังประตูชันขึ้นไปในความมืด
“นี่ไม่มีในแปลน” นรินทร์พูด เขาส่องไฟขึ้นไป “สร้างผิดกฎหมายแน่ ๆ”
“ไม่ใช่ผิดกฎหมายอย่างเดียว” ลุงสมชายตอบ
เมษาเดินขึ้นก่อน ทุกขั้นมีฝุ่นหนา แต่ตรงกลางบันไดมีรอยกดจาง ๆ เหมือนเท้าเปล่าผ่านขึ้นลงบ่อยครั้ง รอยนั้นเล็กกว่ารองเท้าผู้ใหญ่ ไฟฉายของเธอสั่นตามแรงมือ หัวใจเต้นจนได้ยินในหู
บันไดพาไปถึงทางเดินสั้น ๆ ที่ผนังทั้งสองข้างทาสีขาว แต่สีลอกเป็นเกล็ดคล้ายผิวแห้ง มีหลอดไฟเก่าห้อยอยู่สามดวง ไม่มีดวงไหนติด ประตูห้องเรียงกันด้านซ้าย ห้าบาน ทุกบานไม่มีเลข ยกเว้นบานสุดท้ายที่มีป้ายโลหะเล็ก ๆ ขูดเป็นตัวเลขด้วยของมีคม
2-17
เมษายืนตรงหน้าประตูนั้นนานจนลมหายใจเป็นเสียงดังเกินไป
“เปิดไหมครับ” นรินทร์ถามเบา ๆ
“ฉันต้องเปิด”
ลุงสมชายพูด “ถ้าเจออะไร อย่าเชื่อว่ามันอยากทำร้ายเสมอไป ที่นี่คนทำร้ายกันเองมากพอแล้ว”
เมษาหันไปมองเขา “ลุงรู้ตั้งแต่แรกใช่ไหมว่ามีห้องนี้”
เขาหลับตา “ผมเคยเฝ้าทางเดินนี้”
“เฝ้าใคร”
“เฝ้าไม่ให้ใครขึ้นมา”
มือของเมษากำลูกบิดเย็นเฉียบ พอหมุน ประตูไม่ได้ล็อก ห้อง 2-17 มีกลิ่นกระดาษเก่าและแป้งเด็ก บานหน้าต่างถูกปิดด้วยแผ่นไม้อัด แสงไฟฉายเผยให้เห็นเตียงเล็กสามเตียง ตู้เหล็กหนึ่งใบ โต๊ะพยาบาล และผนังที่เต็มไปด้วยรอยขีดเส้นแนวตั้งเหมือนเด็กวัดส่วนสูง แต่เส้นเหล่านั้นถี่มาก บางเส้นมีชื่อเขียนกำกับด้วยดินสอจนเลือน
นรินทร์ส่องไฟไปที่โต๊ะ “มีแฟ้ม”
เมษาเดินไปหยิบแฟ้มบาง ๆ สีน้ำเงิน ไม่มีตราโรงพยาบาล ข้างในมีรายชื่อเด็ก ผู้หญิง และช่องหมายเหตุที่ใช้คำซ้ำ ๆ ว่า “ไม่มีญาติยืนยัน” “ส่งต่อ” “รอรับกลับ” “งดประกาศ”
เธอไล่สายตาลงมา จนเจอชื่อหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยหมึกคนละสี
ปริญดา วิเศษกุล อายุ 7 ปี พบหน้าห้อง 204 เวลา 14.20 น. ผู้แจ้ง: เจ้าหน้าที่เวรเปล หมายเหตุ: งดประกาศซ้ำ
เมษารู้สึกเหมือนมีมือค่อย ๆ บีบปอด “งดประกาศซ้ำ แปลว่าอะไร”
ลุงสมชายไม่เข้าห้อง เขายืนอยู่ตรงธรณีประตูเหมือนคนไม่กล้าข้ามเส้น “ตอนนั้นมีคำสั่ง ถ้าเด็กหรือคนไข้บางคนหลงมาในปีกนี้ ห้ามประกาศออกระบบหลัก ให้ส่งชื่อให้หัวหน้าตึก”
“ทำไม” นรินทร์ถามเสียงแข็ง
“เพราะบางคน…ถูกเลือกไว้”
เมษาหันไปช้า ๆ “เลือกไว้ทำอะไร”
ลุงสมชายมองพื้น “โรงพยาบาลช่วงนั้นมีหนี้เยอะ เจ้าของเดิมกับหมอบางคนเปิดโครงการรับอุปการะลับ ๆ รับเด็กจากแม่ที่ไม่มีเอกสาร แม่ที่ถูกทิ้ง แม่ที่กลัวครอบครัวรู้ เด็กบางคนถูกส่งไปอยู่กับคนมีเงินโดยไม่มีบันทึกถูกต้อง”
นรินทร์สบถเบา ๆ “ค้ามนุษย์?”
“เขาเรียกมันสวยกว่านั้น” ลุงสมชายพูด “เรียกว่าช่วยให้เด็กมีอนาคต”
เมษาแทบไม่ได้ยินคำอื่น “แล้วแป้งล่ะ”
“ผมไม่รู้”
“อย่าโกหก”
“ผมไม่รู้จริง ๆ” เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดง “คืนนั้นผมอยู่เวรหน้าโรงครัว ผมเห็นพยาบาลประไพพาเด็กผู้หญิงคนหนึ่งขึ้นมา เด็กไม่ร้อง แค่ถามหาพี่สาว ผมคิดว่าเดี๋ยวก็มีญาติมารับ เพราะบางครั้งเด็กหลงก็พักที่นี่ก่อน ผมไม่ได้ถาม ผมควรถาม แต่ผมไม่ถาม”
ชื่อประไพทำให้เมษานึกถึงลายมือบนกล่องแฟ้ม เธอเคยเห็นลายมือนั้นจริง ๆ บนบัตรนัดของยาย พยาบาลประไพเป็นหัวหน้าตึกผู้ป่วยหญิง ผู้หญิงผมมวยแน่นที่ยิ้มไม่ถึงตา
นรินทร์เปิดตู้เหล็ก ภายในมีเทปคาสเซ็ตเรียงในกล่องพลาสติก หลายม้วนติดป้ายด้วยตัวเลขห้องและวันที่ “นี่คืออะไร”
ลุงสมชายกระซิบ “บันทึกเสียงประกาศ”
“ประกาศทำไมต้องอัดเทป”
“เพื่อให้เด็กได้ยินเสียงญาติเรียก จะได้สงบ”
เมษาเอื้อมหยิบม้วนที่ติดป้าย 2-17 วันที่ตรงกับวันที่ปริญดาหาย มือเธอเย็นจนแทบไม่รู้สึก “มีเครื่องเล่นไหม”
นรินทร์ชี้ไปที่โต๊ะ ใต้ผ้าคลุมมีเครื่องเล่นเทปพกพาเก่า ๆ ใส่ถ่านก้อนใหญ่ เขาลองกดปุ่ม ไม่มีเสียง เขาถอดฝาหลังออก “ถ่านบวมหมดแล้ว แต่ผมมีแบตสำรองต่อได้ อาจไม่ปลอดภัยกับเครื่องเก่า แต่ลองได้”
“ทำเลย” เมษาพูด
ลุงสมชายส่ายหน้า “อย่าเปิดในห้องนี้”
“ทำไม”
“เสียงมันจำทางกลับได้”
นรินทร์มองเขา “ลุง ถ้าจะพูดเป็นปริศนา ผมว่าตอนนี้ไม่ช่วยใครนะครับ”
ชายชราเม้มปาก “มีคนตายในปีกนี้ไม่ใช่เพราะถูกฆ่า แต่เพราะถูกทิ้งให้หายไปจากชื่อของตัวเอง ผู้หญิงบางคนคลอดลูกแล้วลูกถูกพาไป บางคนถูกบอกว่าลูกไม่รอด ทั้งที่ได้ยินเสียงร้อง บางคนไม่ยอมออกจากตึก พวกเขาเรียกชื่อลูกทั้งคืน จนหัวหน้าตึกสั่งปิดทางเดินนี้ ปิดเสียง ปิดแฟ้ม”
เมษารู้สึกหนาวจนกระดูกแข็ง “แล้วโรงพยาบาลปิดเพราะอะไร”
“คืนหนึ่งระบบประกาศดังเองทั้งคืน เรียกชื่อเด็กที่หาย เรียกชื่อแม่ที่ถูกลบ คนไข้ทั้งตึกได้ยิน ผู้บริหารบอกว่าไฟฟ้าลัดวงจร แต่พอเช้า พยาบาลประไพหายไปจากห้องพักเวร เหลือแค่กุญแจห้องนี้บนโต๊ะ”
นรินทร์ต่อสายแบตเข้ากับเครื่องเล่น ไฟสีแดงเล็ก ๆ ติดขึ้น เขามองเมษาเหมือนขออนุญาต เธอพยักหน้า
เสียงเทปเริ่มหมุน เสียงซ่าเก่า ๆ เต็มห้อง ตามด้วยเสียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เมษาจำได้โดยไม่อยากจำ มันคือเสียงพยาบาลประไพ อ่อนโยนเกินจริง
“เด็กหญิงปริญดา ญาติของหนูรออยู่ที่ตึกผู้ป่วยหญิงนะคะ เดินตามพี่พยาบาลมา”
มีเสียงเด็กเล็กห่าง ๆ “พี่เมอยู่ไหนคะ”
เมษายกมือปิดปาก น้ำตาไหลทันทีโดยไม่มีเสียง
เสียงประไพในเทปหัวเราะเบา ๆ “พี่เมให้หนูมารอก่อน เดี๋ยวพี่ตามมา”
“พี่เมโกรธหนูหรือเปล่า”
“ไม่โกรธค่ะ ถ้าหนูเป็นเด็กดี จะมีบ้านใหม่ มีของเล่นเยอะ ๆ”
เสียงเทปซ่าและยืดเหมือนถูกดึงผ่านน้ำ เสียงเด็กเริ่มไกลลง “หนูอยากกลับไปหาพี่เม”
แล้วมีเสียงอื่นแทรกเข้ามา ไม่ใช่เสียงในห้องเดียวกัน เป็นเสียงผู้หญิงหลายคนซ้อนกัน เบามาก แต่ชัดพอให้ขนแขนเมษาลุก
“อย่าขานชื่อเขา…”
เทปหยุดเอง ปุ่มกดเด้งขึ้น
ในความเงียบหลังเสียงเทป ห้อง 2-17 ดูแคบลง ผนังที่มีรอยขีดเหมือนขยับเข้ามาใกล้ เมษาหันไปทางเตียงเล็ก เห็นตุ๊กตากระต่ายสีขาววางอยู่บนหมอน ทั้งที่ตอนเข้ามาเตียงว่างเปล่า
นรินทร์เห็นด้วย เขาพูดเบามาก “เมื่อกี้ไม่มีใช่ไหม”
ไม่มีใครตอบ
ตุ๊กตาเก่า ขนจับเป็นก้อน ริบบิ้นคอสีฟ้าซีด แต่เมษาจำรอยเย็บที่หูข้างซ้ายได้ เธอเป็นคนเย็บเองตอนปริญดาร้องไห้เพราะหูมันขาด
เธอก้าวเข้าไปหา
ลุงสมชายคว้าแขนเธอ “อย่าจับ”
เมษาสะบัดออก “มันเป็นของน้องฉัน”
“ของที่อยู่ที่นี่นานเกินไป ไม่ได้เป็นของใครคนเดียวแล้ว”
“ปล่อยฉัน”
เธอหยิบตุ๊กตาขึ้นมา ความเย็นแล่นจากปลายนิ้วขึ้นแขน ไม่ใช่เย็นแบบผ้าเก่า แต่เย็นเหมือนจับน้ำในโอ่งกลางคืน เสี้ยววินาทีหนึ่ง เธอได้ยินเสียงเด็กกระซิบใกล้หู
“พี่เมมาช้า”
เมษาหลับตาแน่น “แป้ง”
ไฟฉายของนรินทร์ดับพร้อมกันทั้งสองกระบอก ความมืดตกลงทันที ทึบ หนา และมีกลิ่นแป้งเด็กแรงขึ้นจนเหมือนมีใครเพิ่งโรยบนฝ่ามือ
นรินทร์กดสวิตช์ซ้ำ ๆ “บ้าเอ๊ย ถ่านเต็มนะ”
จากทางเดินด้านนอก ลำโพงที่ไม่มีใครเห็นส่งเสียงซ่า
“ญาติของเด็กหญิงปริญดา…” เสียงประกาศดังช้า ๆ “กรุณามารับเด็กที่ห้องสองหนึ่งเจ็ด…”
เมษาร้อง “แป้ง อยู่ไหน”
ลุงสมชายตะโกน “อย่าขานรับ!”
“ฉันเป็นญาติเธอ!”
“ที่นี่ไม่ได้เรียกญาติ มันเรียกความผิด”
เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ วิ่งผ่านทางเดินด้านนอก ไม่เร็ว ไม่ดัง เหมือนเด็กเท้าเปล่าวิ่งบนพื้นฝุ่น แล้วหยุดตรงหน้าประตูห้อง ประตูที่เปิดอยู่ค่อย ๆ ปิดเองทีละนิ้ว
นรินทร์พุ่งไปดัน แต่ประตูหนักผิดปกติ “ช่วยหน่อย!”
ลุงสมชายกับเมษาช่วยกันดัน ความมืดนอกห้องเหมือนมีน้ำหนัก กดบานประตูเข้ามา เสียงประกาศเปลี่ยนเป็นรายชื่ออื่น ๆ ผู้หญิง เด็ก คนละน้ำเสียง บางชื่อถูกพูดชัด บางชื่อขาดหายกลางพยางค์
“นางสาวรัตนา…”
“เด็กชายไม่ทราบชื่อ…”
“นางมาลัย…”
“เด็กหญิงปริญดา…”
ทุกชื่อดังจากลำโพงที่ไม่มีไฟ ทุกชื่อทับกันจนกลายเป็นเสียงหึ่งเหมือนแมลงในผนัง เมษาดันประตูทั้งน้ำตา เธออยากขานรับ อยากพูดว่าอยู่นี่ พี่อยู่นี่ แต่ลึก ๆ เธอรู้ว่าถ้าพูด คำตอบนั้นจะไม่พาเธอไปหาน้อง มันจะพาเธอกลับไปเป็นเด็กหญิงวัยสิบสองที่ปล่อยมือคนที่ไว้ใจเธอที่สุด
นรินทร์ตะโกน “ถอย! ผมจะใช้ชะแลงงัดบานพับ”
เขาดึงชะแลงเล็กจากกระเป๋าเครื่องมือ กดตรงบานพับบน ประตูสั่นเหมือนมีคนจากอีกฝั่งเอาหน้าผากพิงไว้ เมษาได้ยินเสียงหายใจของใครบางคนผ่านไม้
“พี่เม” เสียงเด็กกระซิบ “ทำไมไม่กลับมา”
เมษากัดริมฝีปากจนเจ็บ “พี่ผิดเอง”
ลุงสมชายหันมามอง “อย่าคุยกับมัน”
“ฉันไม่ได้คุยกับมัน” เธอพูดทั้งน้ำตา “ฉันคุยกับน้อง”
ประตูหยุดกดทันที ความเงียบหนักลงแทน เสียงประกาศดับไป เหลือเสียงเทปที่ไม่ได้เปิดดังจากเครื่องเล่นบนโต๊ะ
เสียงเด็กในเทปพูดชัดกว่าเดิม “ถ้าพี่เมมา หนูจะกลับบ้านได้ไหม”
เมษาหันไปมองเครื่องเล่นในความมืด ไฟแดงเล็ก ๆ ติดอยู่เหมือนตา
ลุงสมชายกระซิบ “เขาไม่ได้ต้องการให้คุณตาย เขาต้องการให้มีคนรับฟัง แต่ที่นี่ไม่ยอมให้ใครฟังจนจบ”
นรินทร์งัดบานพับหลุด ประตูเปิดออกพร้อมฝุ่นขาวฟุ้ง พวกเขาแทบล้มออกสู่ทางเดิน ไฟฉายติดขึ้นเองในมือเมษา แสงส่องไปยังปลายทางเดินที่เมื่อครู่มีแต่ผนังตัน บัดนี้มีช่องเปิดแคบ ๆ ที่ไม่เคยอยู่ในแปลน
ภายในช่องนั้นมีบันไดลง
นรินทร์หอบ “นี่มันอะไรกันอีก”
ลุงสมชายหน้าซีดจนเหมือนกระดาษ “ห้องประกาศ”
“ระบบประกาศอยู่ชั้นล่างไม่ใช่เหรอ”
“ระบบหลักใช่” ชายชราพูด “แต่ห้องนี้ใช้เรียกเฉพาะคนที่ไม่ให้ใครได้ยิน”
เมษากอดตุ๊กตาไว้แน่น “ลงไป”
“คุณเมษา” นรินทร์จับแขนเธอ “เราเรียกตำรวจได้ เอาหลักฐานออกไปก่อน พอมีคนมาเยอะ ๆ ค่อยลง”
“ถ้าเราขึ้นไปตอนนี้ ประตูนี้อาจไม่อยู่แล้ว”
“คุณรู้ได้ยังไง”
เธอมองช่องบันไดมืด ๆ “ฉันไม่รู้ นั่นแหละที่ทำให้ต้องไป”
นรินทร์สบตาลุงสมชาย ชายชราไม่ค้านอีก เขาเพียงยื่นกุญแจทองเหลืองให้เมษา “ถ้าถึงห้องข้างล่าง จะมีตู้ไม้ มีสมุดดำ เอาสมุดออกมา อ่านชื่อ อย่าอ่านหมายเหตุ อ่านแค่ชื่อ”
“ลุงไม่ลงด้วย?”
เขากลืนน้ำลาย “ผมลงไม่ได้”
“เพราะกลัว?”
“เพราะผมเคยล็อกประตูจากข้างนอก”
เมษาอยากเกลียดเขา แต่ใบหน้าแก่ชราตรงหน้ามีความผิดที่เน่าอยู่ในตัวมานานเกินกว่าเธอจะเพิ่มอะไรได้ เธอรับกุญแจมาโดยไม่พูด
บันไดลงสู่ใต้ตึกแคบจนไหล่เกือบชนผนัง อากาศเย็นและนิ่ง ไม่มีฝุ่น ทั้งที่ควรมีมากกว่าข้างบน เสียงหยดน้ำดังจากที่ไกล ๆ ทีละหยด ไฟฉายของนรินทร์ส่องเห็นสายลำโพงจำนวนมากร้อยไปตามเพดานเหมือนรากไม้ดำ ๆ ทุกเส้นมุ่งลงไปยังประตูเหล็กด้านล่าง
“คุณโอเคไหม” นรินทร์ถามจากข้างหลัง
“ไม่” เมษาตอบตรง ๆ “แต่ถ้าฉันหยุด ฉันจะไม่กล้าลงอีก”
“ผมขอโทษที่ตอนแรกคิดว่าคุณเครียดจนหูแว่ว”
เธอหัวเราะเบา ๆ อย่างเหนื่อยล้า “ฉันก็อยากให้ตัวเองหูแว่ว”
ประตูเหล็กด้านล่างมีสนิมกินรอบขอบ แต่ลูกกุญแจยังหมุนได้ง่ายเกินจริง ห้องประกาศมีขนาดเล็ก ผนังบุแผ่นซับเสียงสีเทาที่หลุดลุ่ย กลางห้องมีโต๊ะควบคุมเครื่องเสียงโบราณ ไมโครโฟนคอห่าน เทปรีล และตู้ไม้สูงหนึ่งใบ สายไฟทั้งหมดถูกตัด แต่เข็มวัดเสียงบนแผงควบคุมกระดิกขึ้นลงเบา ๆ ราวกับกำลังจับเสียงหายใจของคนในห้อง
บนเก้าอี้หน้าไมโครโฟนมีเสื้อพยาบาลสีขาวพาดอยู่ ป้ายชื่อยังติดที่อก
ประไพ
นรินทร์กลืนน้ำลาย “ไม่มีร่างคน”
เมษาไม่อยากมองเก้าอี้นาน เธอเดินไปเปิดตู้ไม้ ภายในมีสมุดปกดำหนาหลายเล่ม เรียงตามปี แต่ละเล่มมีเชือกผูกเหมือนสมุดบัญชี เธอหยิบเล่มปี 2539 ออกมา หน้าปกมีรอยนิ้วดำ ๆ จำนวนมาก ซ้อนทับกันจนเหมือนคราบเงา
เมื่อเปิดหน้าแรก กลิ่นห้องเปลี่ยนทันที จากฝุ่นเป็นกลิ่นน้ำนมบูดจาง ๆ ปะปนกับกลิ่นธูปที่ดับแล้ว รายชื่อเขียนเรียงกันแน่น บางชื่อมีวงกลม บางชื่อถูกขีดฆ่า บางแถวมีคำว่า “ส่งต่อ” “เงียบ” “ไม่ตามหา” แต่เมษาจำคำสั่งลุงสมชายได้ เธออ่านแค่ชื่อ
“นางสาวรัตนา ใจตรง” เสียงเธอสั่น
ลำโพงในห้องส่งเสียงซ่าเบา ๆ
“เด็กหญิงมณี ไม่ทราบนามสกุล”
อากาศรอบตัวขยับเหมือนคนจำนวนมากสูดหายใจพร้อมกัน
“นางมาลัย จันทร์ขาว”
จากผนังซับเสียง มีเสียงผู้หญิงร้องไห้เบามาก ไม่ใช่ร้องด้วยความหวาดกลัว แต่เหมือนคนได้ยินชื่อตัวเองครั้งแรกในเวลานาน
นรินทร์ยืนอยู่ข้างประตู หน้าซีด “คุณเมษา เราต้องรีบ น้ำเริ่มซึมเข้ามา”
เธอก้มลง เห็นน้ำบาง ๆ ไหลจากใต้แผงควบคุม ทั้งที่ไม่มีฝนตก น้ำเย็นแตะรองเท้าแล้วสูงขึ้นช้า ๆ
เมษาอ่านต่อ เสียงเธอชัดขึ้นทีละชื่อ “เด็กชายศุภชัย ไม่ทราบนามสกุล นางสาวเพียงใจ รอดสุข เด็กหญิงนวลจันทร์…”
ทุกชื่อทำให้ห้องกว้างขึ้นในความรู้สึก ทั้งที่ผนังยังเท่าเดิม เงาในมุมห้องเหมือนถอยออกไป มีเสียงเด็กหัวเราะสั้น ๆ ไกลมาก แล้วเงียบ
หน้ากระดาษถัดไปมีชื่อปริญดาอยู่กลางหน้า หมึกจางแต่ยังอ่านได้ ชื่อนั้นถูกขีดวงกลมสองชั้น ข้าง ๆ มีหมายเหตุที่เมษาเผลอเห็นแม้ไม่อยากอ่าน
พี่สาวไม่ตามหาในสิบห้านาทีแรก เด็กยินยอมตามเจ้าหน้าที่
โลกทั้งใบหยุดตรงประโยคนั้น มันเป็นการเขียนที่โหดร้ายที่สุด เพราะมันเปลี่ยนความผิดของคนลักพาให้กลายเป็นความผิดของเด็ก และความผิดของพี่สาวให้กลายเป็นใบอนุญาต
เมษาหายใจติดขัด “มันไม่จริง”
นรินทร์เข้ามาใกล้ “อย่าอ่านหมายเหตุครับ อ่านชื่อพอ”
“ฉันทิ้งเธอจริง”
“คนที่เอาเธอไปต่างหากที่ผิด”
“แต่ถ้าฉันไม่เดินไป…”
“คุณอายุสิบสอง” เขาพูดหนักแน่น “คุณเป็นเด็กเหมือนกัน”
น้ำสูงถึงข้อเท้าแล้ว เย็นจนเจ็บ เข็มวัดเสียงบนแผงควบคุมกระดิกแรงขึ้น ลำโพงในห้องดังซ่าและเริ่มมีเสียงพยาบาลประไพแทรก เหนื่อย หอบ และใกล้
“อย่าอ่านชื่อนั้น”
เมษาหันไปทางเก้าอี้ เสื้อพยาบาลที่พาดอยู่ค่อย ๆ ยุบตัวเหมือนมีคนสวมมันจากด้านใน ป้ายชื่อไหวเบา ๆ ทั้งที่ไม่มีลม
นรินทร์จับไหล่เธอ “เมษา อ่าน”
เสียงประไพดังขึ้นจากไมโครโฟนที่ไม่มีไฟ “ถ้าอ่าน เขาจะกลับมาไม่ได้ เธออยากเห็นน้องไหม ฉันพาไปได้ เธอแค่ขานรับตอนเขาเรียก”
ในน้ำที่ท่วมพื้น มีเงาของเด็กหญิงยืนอยู่ด้านหลังเมษา เงานั้นเล็ก ผมสั้นเสมอคาง กอดตุ๊กตากระต่ายอีกตัวหนึ่ง เมษาไม่หันไปมอง เธอกลัวว่าถ้ามอง ความอยากขอโทษจะทำให้เธอขานรับทุกอย่าง
เสียงเด็กพูดเบา ๆ จากเงาในน้ำ “พี่เม”
เมษาร้องไห้จนมองตัวอักษรพร่า “แป้ง พี่ขอโทษ”
“กลับบ้านกันไหม”
ประโยคนั้นหวานและโหดร้าย น้ำสูงขึ้นถึงหน้าแข้ง นรินทร์เริ่มไอเพราะอากาศในห้องบางลง เสียงผู้หญิงหลายคนจากผนังพูดพร้อมกันเหมือนลมลอดรอยแตก
“คืนชื่อให้เรา”
เมษาก้มหน้าลงที่สมุด เธอเอ่ยชื่อชัดเจนที่สุดในชีวิต
“เด็กหญิงปริญดา วิเศษกุล”
ลำโพงทุกตัวในห้องกรีดเสียงซ่า ไม่ใช่เสียงดังทำให้ตกใจ แต่เป็นเสียงยาว เหมือนผ้าที่ถูกฉีกออกจากที่เย็บติดมานาน น้ำที่พื้นหยุดสูง เงาเด็กในน้ำสั่นไหว เมษายังไม่หัน เธออ่านต่อไปทีละชื่อในหน้าที่เหลือ ไม่หยุดแม้เสียงประไพจะอ้อนวอน ดุด่า หรือเรียกเธอว่าเด็กเลว
“นางสาวยุพา แสงแก้ว”
“เด็กชายธันวา ไม่ทราบนามสกุล”
“นางละมุน พรหมดี”
“เด็กหญิงปริญดา วิเศษกุล” เธออ่านซ้ำเมื่อชื่อปรากฏอีกหน้า คราวนี้ข้างชื่อมีคำว่า “รอ”
ไฟฉายดับลง แต่ห้องไม่มืดสนิท แสงนวลบางอย่างออกมาจากหน้าสมุด จากตัวอักษรทุกชื่อ เงาบนผนังค่อย ๆ แยกจากกันเป็นรูปร่างคนยืนเรียงแน่น บางคนอุ้มสิ่งที่มองไม่ชัด บางคนก้มหน้า บางคนเอื้อมมือแตะผนังเหมือนทดสอบว่ามันยังแข็งอยู่ไหม พวกเขาไม่ได้มีเลือด ไม่ได้มีใบหน้าบิดเบี้ยว มีเพียงความเหนื่อยล้าที่ลึกจนไม่เหมือนมนุษย์
นรินทร์ยืนแข็งทื่อ “ผมเห็น…”
“อย่าจ้อง” เมษากระซิบ “ช่วยฉันอ่าน”
เขาก้าวมายืนข้างเธอ รับสมุดอีกเล่มจากตู้ เปิดหน้าตามปีที่ลุงสมชายบอก เสียงของเขาสั่น แต่ยังอ่าน “นางสาวจินตนา คล้ายทอง เด็กหญิงไม่ทราบชื่อ หมายเลข…”
“อ่านชื่อเท่านั้น” เมษาเตือน
“เด็กหญิงไม่ทราบชื่อ” เขาแก้ “ขอโทษ”
คำขอโทษนั้นทำให้เงาผู้หญิงคนหนึ่งใกล้ประตูยกมือปิดหน้า ไหล่สั่นอย่างเงียบงัน
พวกเขาอ่านจนเสียงแหบ น้ำค่อย ๆ ลดลง กลับลงท่อระบายน้ำโดยไม่มีเสียงไหล แผงควบคุมหยุดกระดิก เสื้อพยาบาลบนเก้าอี้แฟบลงเป็นผ้าธรรมดา แต่ป้ายชื่อยังสั่นเบา ๆ เหมือนหัวใจเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมดับ
เมื่อสมุดปีสุดท้ายถูกเปิด หน้าหลังสุดมีเพียงชื่อเดียว เขียนด้วยหมึกดำเข้มกว่าทุกหน้า
ประไพ ศรีบุตร
นรินทร์มองเมษา “อ่านไหม”
เมษาจำเสียงในเทปได้ จำมือที่โกหกเด็ก จำระบบที่กินคนเข้าไปทีละชื่อ ความโกรธแล่นขึ้นมาร้อนจนลืมหนาว เธออยากปิดสมุด ทิ้งชื่อนั้นไว้ในความมืด ให้คนที่ลบชื่อคนอื่นถูกลบเสียเอง
จากมุมห้อง เสียงเด็กหญิงปริญดาดังขึ้น ไม่ได้ใกล้หู ไม่ได้อยู่ในน้ำ แต่เหมือนยืนอยู่ตรงประตูบ้านเก่าที่เมษาจำได้
“พี่เม ถ้าไม่เรียก เขาจะอยู่กับเรา”
เมษาหลับตา เธอเข้าใจแล้วว่าคำสาปของที่นี่ไม่ได้เกิดจากความตายอย่างเดียว แต่เกิดจากการไม่ยอมปล่อยให้ใครมีชื่อ ไม่ยอมให้ความผิดถูกเรียกตามจริง เธอเกลียดประไพ แต่ถ้าเธอเลือกเก็บชื่อนั้นไว้ในความมืด เธอก็จะทำแบบเดียวกับที่โรงพยาบาลทำกับปริญดา
เธอเปิดตาและอ่าน “ประไพ ศรีบุตร”
เสียงกรีดร้องไม่ได้ดังออกมา มีเพียงลมหายใจยาวจากทุกมุมห้อง เหมือนคนจำนวนมากวางของหนักลงพร้อมกัน ป้ายชื่อบนเสื้อพยาบาลหลุดตกพื้น เสียงโลหะกระทบกระเบื้องเบา ๆ แล้วความเย็นในห้องก็คลายลง
เมษาหันไปด้านหลังเป็นครั้งแรก
ปริญดายืนอยู่ตรงบันได ไม่ใช่เด็กเจ็ดขวบเต็มตัว และไม่ใช่ผู้ใหญ่ เป็นภาพซ้อนของเวลาที่ถูกหยุดไว้ ผมสั้นเหมือนเดิม ดวงตาเหมือนเดิม แต่ในแววนั้นมีความรู้มากเกินวัย เธอกอดตุ๊กตากระต่ายสีขาวที่สะอาดกว่าตัวที่เมษาถือ
“แป้ง” เมษาเรียกเบา ๆ
เด็กหญิงยิ้มเศร้า “พี่เมจำหนูได้แล้ว”
เมษาส่ายหน้า น้ำตาไหล “พี่ไม่เคยลืม”
“พี่ลืมเสียงหนู”
ประโยคนั้นแทงลึกกว่าโทษใด ๆ เมษาก้มมองตุ๊กตาในมือ “พี่กลัว ถ้าจำเสียงหนู พี่จะอยู่ไม่ได้”
ปริญดาเดินเข้ามาใกล้ แต่เท้าไม่แตะน้ำที่เหลือบนพื้น “หนูก็กลัว”
“พี่จะพาหนูกลับบ้าน”
เด็กหญิงมองไปที่สมุดดำ “บ้านของหนูไม่มีแล้ว พี่เม แต่ชื่อหนูกลับไปได้”
เมษาสะอื้นจนพูดไม่ออก
นรินทร์ยืนเงียบ เขาหันหน้าไปทางอื่นเหมือนให้พื้นที่กับสิ่งที่ไม่ควรถูกขัด
ปริญดายื่นมือมา แตะปลายนิ้วเมษา สัมผัสนั้นเบาและเย็น แต่ไม่เจ็บ “อย่าให้เขาทุบที่นี่ก่อนคนอื่นรู้ว่าเราเคยอยู่”
“พี่สัญญา”
“อย่าสัญญาแบบผู้ใหญ่”
เมษาร้องไห้ปนหัวเราะอย่างเจ็บปวด “งั้นพี่จะทำแบบเด็กดื้อ พี่จะไม่ยอมเงียบ”
ปริญดายิ้มกว้างขึ้นนิดหนึ่ง เหมือนตอนแม่ยอมซื้อไอศกรีมให้ทั้งที่ใกล้กินข้าวเย็น เงาร่างของเธอค่อย ๆ บางลง พร้อมกับเงาผู้หญิงและเด็กอื่น ๆ ที่มุมห้อง เสียงหนึ่งดังจากลำโพง ไม่ใช่เสียงประกาศ แต่เป็นเสียงคนจำนวนมากกระซิบคำเดียวกัน
“กลับ”
แล้วห้องประกาศก็เหลือเพียงเมษา นรินทร์ สมุดดำ และตุ๊กตาเก่าในอ้อมแขน
เมื่อพวกเขาปีนกลับขึ้นมาถึงทางเดินชั้นสอง ลุงสมชายนั่งพิงผนังอยู่หน้าห้อง 2-17 ใบหน้าเปียกน้ำตา เขาเงยหน้ามองเมษา ไม่ถามว่าเกิดอะไรขึ้น คงเพราะเขาได้ยินทุกชื่อผ่านลำโพงทั่วตึก
“ผมได้ยินชื่อเธอ” เขาพูด
เมษายืนตรงหน้าเขา “ลุงต้องเป็นพยาน”
เขาพยักหน้าทันที “ครับ”
“ไม่ใช่แค่พูดกับฉัน พูดกับตำรวจ พูดกับนักข่าว พูดกับญาติทุกคนที่ยังเหลือ”
“ครับ”
“และถ้าลุงข้ามอะไรไป ฉันจะเปิดเทปของน้องฉันให้ทุกคนฟัง”
ลุงสมชายก้มหน้า “ผมควรพูดตั้งแต่ยี่สิบปีก่อน”
เมษาอยากบอกว่าใช่ แต่คำตอบนั้นเบาเกินไปสำหรับเวลาที่หายไป เธอเดินผ่านเขาโดยไม่พูด
ด้านนอกตึก ฟ้าเริ่มมืดทั้งที่ยังไม่ค่ำ เมฆต่ำปกคลุมโรงพยาบาลเก่าเหมือนผ้าห่มเปียก ผู้รับเหมาหลายคนยืนรวมกันหน้าโถง เพราะลำโพงทั่วอาคารเพิ่งประกาศรายชื่อผู้สูญหายติดต่อกันเกือบหนึ่งชั่วโมงโดยไม่มีใครเปิดระบบ นรินทร์โทรแจ้งตำรวจด้วยเสียงที่พยายามนิ่ง แต่เมษาได้ยินเขาพูดคำว่า “ห้องลับ” “เอกสาร” และ “ผู้เสียหายจำนวนมาก” ซ้ำ ๆ
เมษานั่งบนขอบทางเท้าหน้าโรงพยาบาล กอดตุ๊กตากระต่ายไว้ในตัก มือเธอมีกลิ่นฝุ่นและแป้งเด็ก ลุงสมชายยืนห่างออกไป สูบบุหรี่โดยไม่จุดไฟ เขาคาบมันไว้เฉย ๆ เหมือนต้องการลงโทษปากตัวเอง
นรินทร์เดินมานั่งข้างเธอ “ตำรวจจะมาในยี่สิบนาที ผมสั่งหยุดรื้อทั้งหมดแล้ว”
“บริษัทคุณจะไม่พอใจ”
“ให้เขาไม่พอใจไปครับ ถ้าผมเซ็นให้ทุบต่อ ผมคงได้ยินเสียงพวกเขาไปทั้งชีวิต”
เมษามองตึกผู้ป่วยหญิง หน้าต่างชั้นสองมืดทุกบาน ยกเว้นบานหนึ่งที่เหมือนมีผ้าม่านสีเขียวไหว ทั้งที่ด้านในไม่มีลม
“คุณเชื่อไหมว่าเขาไปแล้ว” นรินทร์ถาม
เมษาใช้เวลานานก่อนตอบ “บางคนอาจไป บางคนอาจยังรอให้ชื่อถูกอ่านถูกที่ ถูกคน”
“แล้วน้องคุณล่ะ”
เธอก้มมองตุ๊กตา นิ้วลูบรอยเย็บที่หูข้างซ้าย “แป้งไม่ต้องรอฉันในห้องนั้นแล้ว แค่นั้นก็พอสำหรับคืนนี้”
รถตำรวจคันแรกเลี้ยวเข้ามาพร้อมไฟวับวาบสีน้ำเงินแดง แสงสาดผ่านผนังโรงพยาบาล ทำให้หน้าต่างทุกบานเหมือนกะพริบตา เจ้าหน้าที่ลงมาถามคำถามมากมาย เมษาตอบเท่าที่ตอบได้ นรินทร์พาไปดูทางลับ ลุงสมชายยอมมอบกุญแจทองเหลืองและเริ่มเล่าเรื่องที่เขาฝังไว้ครึ่งชีวิต
เมื่อเจ้าหน้าที่คนหนึ่งถามเมษาว่าเธอได้ยินเสียงประกาศได้อย่างไร ทั้งที่ระบบไฟถูกตัด เธอมองลำโพงเหนือโถงรับผู้ป่วยนอกอยู่นาน
“บางทีระบบมันไม่ได้เสียค่ะ” เธอตอบ “มันแค่ไม่มีใครยอมฟัง”
คืนเดียวกันนั้น เมษากลับบ้านเก่าของแม่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แม่ของเธอเสียไปแล้ว พ่อไปอยู่กับญาติที่ต่างจังหวัด บ้านจึงเหลือแต่ฝุ่นและผ้าคลุมเฟอร์นิเจอร์ เธอเปิดห้องนอนที่เคยใช้ร่วมกับปริญดา เตียงเล็กยังอยู่ โต๊ะเขียนหนังสือยังมีรอยสติกเกอร์รูปดาวที่แปะไม่ตรง เธอวางตุ๊กตากระต่ายลงบนหมอนของน้อง
บ้านเงียบมาก เงียบจนได้ยินเสียงตู้เย็นเก่าครางจากครัว เสียงรถไกล ๆ บนถนน และเสียงหัวใจตัวเองที่ค่อย ๆ ช้าลง
เมษานั่งบนพื้นข้างเตียง เธอพูดกับความว่างเปล่า “พี่กลับมาแล้วนะ”
ไม่มีเสียงตอบ ไม่มีมือเย็น ๆ ไม่มีเงาเด็กที่มุมห้อง มีเพียงลมอ่อน ๆ ผ่านหน้าต่างที่เธอลืมปิด ทำให้ผ้าม่านขยับและกลิ่นดินหลังฝนลอยเข้ามา
เธอร้องไห้อยู่ตรงนั้น ไม่ใช่ร้องแบบคนถูกหลอกหลอน แต่ร้องแบบคนที่เพิ่งยอมรับว่าตัวเองรอดมาโดยทิ้งใครไว้ข้างหลัง และการรอดนั้นไม่เคยฟรี
โทรศัพท์มือถือสั่น นรินทร์ส่งข้อความมาว่าเจ้าหน้าที่เจอแฟ้มเพิ่มอีกสองตู้ในห้องประกาศ มีชื่อจำนวนมาก เทศบาลสั่งระงับโครงการไม่มีกำหนด เมษาอ่านแล้ววางโทรศัพท์ลง เธอเหนื่อยจนคิดว่าจะหลับทั้งที่นั่งอยู่
ตอนนั้นเอง ลำโพงเก่าของวิทยุทรานซิสเตอร์บนชั้นหนังสือ ซึ่งเสียมานานตั้งแต่แม่ยังอยู่ ส่งเสียงซ่าเบา ๆ
เมษาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
วิทยุไม่ได้เสียบปลั๊ก ไม่มีถ่าน ฝาหลังเปิดค้างอยู่ แต่เสียงซ่ายังคงดังเหมือนคลื่นกำลังหาสถานี เธอไม่ได้ลุกหนี ไม่ได้ปิดหู เพียงนั่งนิ่ง ๆ ในห้องที่เคยมีเด็กหญิงสองคนแย่งกันนอนริมหน้าต่าง
เสียงเด็กเล็กดังออกมาจากวิทยุ เบาเกือบกลืนกับลม
“พี่เม”
น้ำตาไหลลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เธอไม่กลัวเสียงนั้น
“ว่าไง แป้ง”
มีความเงียบยาวนานพอให้บ้านทั้งหลังฟังด้วยกัน
“อย่าลืมชื่อคนอื่นนะ”
เมษาหลับตา กอดเข่าตัวเองไว้ “ไม่ลืม”
เสียงซ่าค่อย ๆ จางลง วิทยุกลับไปเป็นวัตถุเงียบ ๆ บนชั้นหนังสือ ตุ๊กตากระต่ายบนหมอนเอียงไปทางหน้าต่างเล็กน้อย เหมือนมีเด็กเพิ่งวางมันอย่างระมัดระวัง
หลายวันถัดมา รายชื่อจากสมุดดำถูกอ่านในห้องประชุมเทศบาลต่อหน้าญาติ ผู้สื่อข่าว และเจ้าหน้าที่รัฐ เมษาเป็นคนถือไมโครโฟนช่วงหนึ่ง เสียงเธอยังสั่นทุกครั้งที่เจอคำว่าไม่ทราบนามสกุล แต่เธอไม่ข้ามชื่อใดเลย ผู้หญิงแก่คนหนึ่งทรุดลงเมื่อได้ยินชื่อหลานที่หายไปตั้งแต่ยังเป็นทารก ชายวัยกลางคนคนหนึ่งร้องไห้โดยไม่ปิดหน้าเมื่อรู้ว่าแม่ของเขาไม่ได้ทิ้งเขา แต่ถูกบังคับให้เงียบ
โรงพยาบาลวรินทร์เวชไม่ถูกรื้อในปีนั้น ตึกผู้ป่วยหญิงถูกปิดล้อมเพื่อสอบสวน ห้อง 2-17 ถูกถ่ายรูป วัดขนาด เก็บหลักฐาน นักข่าวเรียกมันว่าห้องลับ แต่เมษาไม่ชอบคำนั้น ห้องนั้นไม่ได้ลับเพราะมันซ่อนเก่ง มันลับเพราะคนจำนวนมากหันหน้าไปทางอื่นพร้อมกัน
คืนหนึ่งหลังการให้ปากคำครั้งสุดท้าย เมษากลับไปยืนหน้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เธอไม่ได้เข้าไป แค่ยืนมองจากรั้วสนิม ลมกลางคืนพัดกลิ่นหญ้ารกและปูนเก่าออกมา ลำโพงเหนือโถงมืดสนิท ไม่มีเสียงประกาศ ไม่มีเสียงซ่า
นรินทร์มาส่งเธอ เขายืนข้าง ๆ โดยไม่ถามว่าทำไมต้องมา
“คุณจะทำอะไรต่อ” เขาถาม
เมษามองแฟ้มรายชื่อฉบับสำเนาในมือ “ตามหาญาติของชื่อที่ยังไม่มีใครรับ”
“มันเยอะมากนะครับ”
“ฉันรู้”
“คุณไม่จำเป็นต้องแบกทั้งหมดคนเดียว”
เธอหันไปมองเขา แสงไฟถนนทำให้หน้าเขาดูอ่อนล้ากว่าตอนเจอกันวันแรก “คุณพูดเหมือนจะช่วย”
“ถ้าคุณไม่รำคาญวิศวกรที่เคยไม่เชื่อเรื่องเสียงประกาศ”
เมษายิ้มจาง ๆ เป็นรอยยิ้มแรกที่ไม่เจ็บมากนัก “ฉันต้องการคนอ่านแปลน คนหาเอกสาร คนขับรถ และคนเตือนเวลาฉันจะเดินเข้าที่มืดคนเดียว”
“ตำแหน่งเยอะดีครับ”
“เงินเดือนไม่มี”
“ผมจะเบิกจากความรู้สึกผิดของตัวเอง”
ทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นเล็กมากเมื่อเทียบกับตึกมืดตรงหน้า แต่เมษารู้สึกว่ามันเป็นเสียงของคนมีชีวิต เสียงที่ไม่ควรถูกกลืนหายไป
ก่อนขึ้นรถ เธอหันกลับไปมองตึกผู้ป่วยหญิงอีกครั้ง หน้าต่างชั้นสองบานที่เคยเห็นผ้าม่านไหว บัดนี้สะท้อนแสงไฟถนนเป็นวงกลมคล้ายดวงตา เธอเกือบคิดว่ามีเด็กผู้หญิงยืนอยู่ตรงนั้น กอดตุ๊กตากระต่ายและยกมือโบก แต่เมื่อกะพริบตา ก็มีเพียงกระจกแตกกับความมืด
เมษาไม่ได้โบกตอบ เธอเพียงพูดเบา ๆ ให้ลมพาเข้าไปในตึก
“พี่จะไม่มาช้าอีก”
ลำโพงเก่าบนเสาหน้าโรงพยาบาลส่งเสียงกึกเบา ๆ ครั้งหนึ่ง เหมือนเครื่องจักรที่นอนหลับขยับตัว ไม่มีคำประกาศ ไม่มีชื่อ ไม่มีเสียงร้องขอ มีเพียงความเงียบที่ต่างจากเดิม ความเงียบที่ไม่ใช่การปกปิด แต่เป็นการพัก
เมษาขึ้นรถไปพร้อมแฟ้มรายชื่อบนตัก ระหว่างรถเคลื่อนออกจากรั้ว เธอเห็นเงาของตึกถอยห่างในกระจกข้าง มันยังน่ากลัว ยังมืด ยังเต็มไปด้วยอดีตที่ไม่มีคำขอโทษใดพอ แต่ในความมืดนั้น เธอรู้ว่าบางประตูถูกเปิดแล้ว และบางชื่อได้กลับไปอยู่ในปากของคนที่รักพวกเขา
ถึงอย่างนั้น คืนใดที่เมืองเงียบผิดปกติ เมษายังได้ยินเสียงซ่าจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ได้เปิด เธอจะหยุดฟังเสมอ ไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่ เพราะเสียงเรียกบางเสียงไม่ได้ต้องการให้เรากลัว มันต้องการให้เราจำ และความทรงจำ บางครั้ง ก็น่ากลัวกว่าผีทุกตนที่เคยถูกทิ้งไว้ในตึกเก่า