เฟรมสุดท้ายก่อนแสงเช้า
เสียงแตรจักรยานดังยาวหน้าตึกศิลปกรรมตอนบ่ายสาม อัยย์ยกกล่องไฟสปอตไลต์ขึ้นพ้นบันไดขั้นสุดท้ายด้วยหัวไหล่ที่สั่นนิด ๆ ก่อนใช้สะโพกดันประตูชมรมภาพยนตร์ให้เปิดออก
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ใครเอาขาตั้งกล้องไปค้ำหน้าต่างอีกแล้วเนี่ย” เธอพูดทั้งที่ยังหอบ “ถ้ามันตกใส่หัวคนข้างล่าง เราได้ทำหนังแนวสารคดีศาลมหาวิทยาลัยแน่”
ในห้องมีคนอยู่สามคน มิ้มกำลังก้มหน้าก้มตาติดโพสต์อิทบนบอร์ด ปั้นนอนเหยียดยาวบนโซฟาที่สปริงทะลุออกมาข้างหนึ่ง ส่วนผู้ชายเสื้อยืดสีเทาซีดนั่งอยู่ใต้โต๊ะมิกเซอร์ เสียบสายไฟเข้าช่องผิดช่องถูกด้วยสีหน้าสงบเกินเหตุ
เขาเงยหน้าขึ้น “ขาตั้งกล้องค้ำหน้าต่างเพราะบานพับมันหลวม ถ้าไม่ค้ำ ลมจะปิดเอง แล้วกระจกจะกระแทกไมค์ตัวใหม่”
อัยย์วางกล่องลงบนพื้นดังตุบ “แล้วทำไมไม่ซ่อมบานพับ”
“ไขควงหาย”
“ไขควงอยู่ในลิ้นชักฟิล์ม”
“ลิ้นชักฟิล์มล็อก”
“กุญแจอยู่กับใคร”
ปั้นยกมือจากโซฟาโดยไม่ลืมตา “อยู่กับกู แต่กูลุกไม่ได้ เพราะกูกำลังซ้อมเป็นศพในหนังอัยย์”
มิ้มถอนหายใจ ลุกไปดึงกุญแจจากกระเป๋ากางเกงปั้นอย่างชำนาญ “ชมรมเราจะได้รางวัลก่อน หรือโดนยุบก่อน อันนี้ยังสูสีนะ”
อัยย์มองผู้ชายใต้โต๊ะอีกครั้ง เขาค่อย ๆ คลานออกมา มือหนึ่งถือสาย อีกมือถือเทปพันสายไฟ สีหน้าเหมือนคนที่กำลังฟังเสียงอะไรบางอย่างไกล ๆ ทั้งที่ห้องมีแต่พัดลมส่ายหัวกับเสียงปั้นบ่นหิว
มิ้มชี้ไปทางเขา “อัยย์ นี่ธันวา ปีสาม สาขาสื่อเสียง เพิ่งกลับเข้าชมรมเมื่อเช้า จำได้ไหมที่เราขาดคนทำเสียง”
“จำได้ว่าขาด” อัยย์ตอบ “แต่ไม่จำได้ว่าเปิดรับคนมานั่งใต้โต๊ะ”
ธันวาเช็ดฝุ่นจากแขนเสื้อ “ใต้โต๊ะเสียงฮัมมันชัดกว่า บอร์ดไฟรั่ว”
อัยย์นิ่งไปครึ่งวินาที เธอเดินไปเปิดสวิตช์ไฟ เพดานกระพริบถี่แล้วดับลงหนึ่งดวง ธันวาไม่ได้พูดว่าเห็นไหม เขาแค่ยื่นเทปพันสายไฟให้มิ้ม
มิ้มรับมาแล้วหัวเราะเบา ๆ “คนนี้พูดน้อย แต่เวลาพูดส่วนใหญ่จริง”
อัยย์มองบอร์ดหน้าไวท์บอร์ด มีตารางถ่ายทำหนังสั้นสำหรับงานเทศกาลมหาวิทยาลัยในอีกหกสัปดาห์ ชื่อเรื่องชั่วคราวเขียนด้วยปากกาสีน้ำเงินว่า ‘ห้องฉายสุดท้าย’ ใต้ชื่อมีช่องว่างสำหรับผู้กำกับภาพ คนตัดต่อ นักแสดง โปรดิวเซอร์ และเสียง ช่องเสียงยังว่างอยู่เมื่อเช้า ตอนนี้มิ้มแปะโพสต์อิทสีเหลืองลงไปว่า ธันวา
“เราทำหนังเรื่องนี้จริงจังนะ” อัยย์พูดกับเขา “ไม่ใช่งานเล่น ๆ”
ธันวาพยักหน้า “รู้”
“เราต้องส่งประกวดเทศกาลมหาลัย ถ้าได้ฉายในคืนปิดงาน ชมรมจะมีโอกาสของบเพิ่ม ไม่งั้นปีหน้าเราอาจไม่มีห้องนี้”
“รู้”
“แล้วพี่ว่างทุกวันซ้อมไหม”
เขาเงียบ มองสายไฟในมือ “ไม่ทุกวัน”
อัยย์เลิกคิ้ว “งั้นทำไมรับ”
ธันวาเงยหน้ามาสบตาเธอเป็นครั้งแรก ดวงตาเขาไม่คม ไม่หวาน แต่เหมือนกระจกที่มีรอยขีดบาง ๆ อยู่ข้างใน “เพราะถ้าไม่มีคนทำเสียง หนังที่ดีแค่ไหนก็เหมือนคนพูดในห้องที่ไม่มีใครฟัง”
ปั้นลุกพรวด “โอ้โห ประโยคหล่อ นี่ซ้อมมาไหม”
ธันวาหันไปตอบเรียบ ๆ “เปล่า มึงเสียงดังจริง”
เสียงหัวเราะหลุดจากมิ้ม อัยย์ไม่ได้หัวเราะ แต่ปลายปากเธอกระตุกนิดเดียว เธอหยิบปากกาเขียนตารางต่อ “พรุ่งนี้เจ็ดโมงเช้า เราไปดูโลเคชันห้องฉายเก่าหลังคณะครุฯ ใครสายโดนตัดค่าข้าวจากกองกลาง”
ปั้นชี้ตัวเอง “กองกลางมีค่าข้าวด้วยเหรอ”
มิ้มตอบทันที “ไม่มี แต่ขู่ไว้ก่อน”
ธันวาก้มเก็บสายไฟใส่กล่อง เขาไม่ได้ถามอะไรเพิ่ม อัยย์สังเกตมือเขา นิ้วชี้มีพลาสเตอร์พันอยู่แบบลวก ๆ ตรงขอบเล็บ เธอเกือบถามว่าไปโดนอะไรมา แต่เสียงมือถือของเธอดังขึ้นก่อน หน้าจอขึ้นคำว่า แม่
เธอกดตัดสายเร็วเกินไปจนมิ้มมองมา “ไม่รับเหรอ”
“เดี๋ยวค่อยโทรกลับ” อัยย์ยัดมือถือใส่กระเป๋า “เริ่มประชุมบทกันเลย”
ธันวานั่งลงริมโต๊ะ หยิบสมุดเล่มเล็กออกมา ไม่ใช่สมุดจดบท แต่เป็นสมุดที่เต็มไปด้วยเส้นคลื่นเสียงและคำสั้น ๆ เช่น ลมหายใจเครื่องฉาย, เก้าอี้ไม้ตอนคนขยับ, ความเงียบหลังไฟดับ
อัยย์แอบเห็นแล้วขมวดคิ้ว “พี่จดอะไร”
“สิ่งที่หนังอาจต้องใช้”
“บทเรายังไม่เสร็จเลย”
“เสียงบางอย่างรอบทไม่ได้”
เธออยากเถียง แต่พัดลมเก่าเหนือหัวหมุนเอื่อย ๆ เสียงมันดังครืด ครืด ครืด เหมือนมีใครลากเก้าอี้ไปไกล ๆ ธันวายกปากกาขึ้นจดโดยไม่มองพัดลม อัยย์มองเขาแล้วนึกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล คนแบบนี้ทำให้เธอเดาไม่ได้ และสิ่งที่เดาไม่ได้มักทำให้แผนพัง
เช้าวันถัดมา ห้องฉายเก่าหลังคณะครุฯ เปิดรับแสงด้วยหน้าต่างบานสูง ฝุ่นลอยเหมือนเศษกระดาษเล็ก ๆ ในลำแสง อัยย์เดินนำทีมเข้าไปพร้อมแฟ้มบท เธอก้าวข้ามกองเก้าอี้ไม้ที่วางซ้อนกัน ถุงผ้าคล้องไหล่หนักจนสายบาดเสื้อ
“นี่แหละ” เธอวางแฟ้มลงบนโต๊ะหน้าเครื่องฉายเก่า “ฉากหลักของเรา ตัวละครหญิงกลับมาห้องฉายที่เคยพัง แล้วต้องตัดสินใจว่าจะซ่อมหรือปล่อยให้มันปิดไป”
ปั้นเดินไปนั่งเก้าอี้แถวกลาง “กูเป็นใครในเรื่องนะ”
“เพื่อนที่อยากรื้อห้องฉายไปทำห้องซ้อมวง”
“ทำไมกูดูเป็นคนไม่ดี”
“เพราะชีวิตจริงมึงก็อยากเอาห้องชมรมไปซ้อมกลอง” มิ้มพูดพลางยกกล้องขึ้นถ่ายมุมห้อง
ปั้นอ้าปากจะเถียง แต่ธันวายกมือเบา ๆ ทุกคนเงียบโดยอัตโนมัติ เขาเดินไปยืนกลางห้อง หลับตา เอียงศีรษะไปทางเครื่องฉาย
อัยย์กระซิบ “เขาทำอะไร”
มิ้มกระซิบตอบ “ฟังห้องมั้ง”
ธันวาเปิดเครื่องบันทึกเสียง วางไว้บนเบาะเก้าอี้แตก ๆ แล้วเคาะนิ้วกับพนักไม้หนึ่งครั้ง เสียงก๊อกเล็ก ๆ สะท้อนขึ้นเพดาน หายเข้าไปในม่านเก่าหน้าจอ
“ห้องนี้มีเสียงก้องแปลก” เขาพูด “ถ้าตัวละครโกหกกันในนี้ คนดูจะรู้สึกเหมือนคำโกหกมันวนกลับมา”
อัยย์กอดแฟ้มแน่น “หนังเราไม่ได้มีฉากโกหก”
เขาหันมา “ยังไม่มี”
คำว่ายังไม่มีทำให้เธอไม่ชอบใจ เธอเปิดแฟ้มบทแรงกว่าปกติ “เราจะถ่ายฉากแรกตรงนี้ นางเอกเปิดผ้าคลุมเครื่องฉาย เจอว่ามันเสีย แต่ยังพยายามหมุน”
“ทำไมเขาต้องพยายาม” ธันวาถาม
“เพราะเป็นที่ที่พ่อเคยพามาดูหนัง”
“แล้วพ่อไปไหน”
ห้องเงียบลงเร็วเหมือนมีคนปิดเสียง อัยย์มองหน้ากระดาษ ไม่มองใคร “ในบทไม่ได้บอก”
ปั้นซึ่งเพิ่งจะยิ้ม หุบปากลง มิ้มแกล้งก้มเช็กแบตกล้อง ธันวาพยักหน้าช้า ๆ เหมือนรับรู้ว่าถามลึกเกินไป
“ถ้าไม่บอก คนดูอาจสงสัย” เขาพูดเสียงเบากว่าเดิม
“ให้สงสัยบ้างก็ได้” อัยย์ปิดแฟ้ม “ไม่ใช่ทุกอย่างต้องอธิบาย”
ธันวาไม่ได้สวน เขาหยิบหูฟังขึ้นสวม “งั้นลองถ่ายดู”
การถ่ายทำเริ่มจากมิ้มยืนหลังกล้อง ปั้นทำหน้าจริงจังเกินความจำเป็น และอัยย์คอยบอกจังหวะ แต่เครื่องฉายเก่าหนักกว่าที่คิด ผ้าคลุมติดกับลูกบิดสนิม ปั้นดึงแรงจนฝุ่นฟุ้งใส่หน้าแล้วจามใส่เลนส์
“คัต!” อัยย์ร้อง “ปั้น อย่าจามเข้าเลนส์”
“กูสั่งจมูกไม่ได้ไง”
มิ้มเช็ดเลนส์ด้วยผ้า “เทกนี้ชื่อภูมิแพ้แห่งศิลปะ”
ธันวายืนถือบูมไมค์ริมเฟรม ไหล่เขาเกร็งเพราะต้องยกสูงนาน อัยย์มองผ่านจอมอนิเตอร์ เห็นเงาไมค์โผล่บนผนัง
“พี่ธัน ไมค์เข้าเฟรม”
เขาขยับออก
“ยังเข้า”
เขายกสูงขึ้นอีก
“สูงไป เสียงหาย”
ธันวาหยุด หายใจออกทางจมูก “อัยย์ อยากได้ทั้งไม่เห็นไมค์และเสียงชัด ต้องให้ปั้นยืนจุดเดิม ไม่ใช่เดินตามใจ”
ปั้นชี้หน้า “อย่ามาโทษศพ”
อัยย์เม้มปาก เธอไม่ชอบให้ใครแก้กลางกอง แต่ที่เขาพูดถูก ปั้นเดินเลยมาร์กทุกเทก เธอก้มติดเทปสีลงบนพื้น “ยืนตรงนี้ ห้ามเลย ถ้าเลยจะให้กินข้าวกับมิ้มตอนนางคุมแคล”
มิ้มเงยหน้า “เกี่ยวไรกับฉัน”
ปั้นรีบถอยเข้ามาร์ก “ตรงนี้ครับผู้กำกับ”
เทกใหม่เดินต่อ ธันวายกบูมตามจังหวะที่ปั้นเปิดผ้าคลุม คราวนี้เสียงผ้าสากลากผ่านเหล็กดังชัด อัยย์มองภาพในจอ ปั้นชะงักหน้าเครื่องฉาย แสงจากหน้าต่างตกบนแก้มเขาพอดี เสียงหายใจของห้องถูกเก็บไว้หมด
“คัต” อัยย์พูดเบา ๆ แล้วลืมตัวหันไปมองธันวา “เสียงเมื่อกี้ดีไหม”
เขาถอดหูฟังออกข้างหนึ่ง “ดี แต่เทกหน้าขอให้ทุกคนไม่ขยับตอนปั้นแตะเครื่องฉาย เสียงรองเท้ามิ้มดัง”
มิ้มยกมือยอมแพ้ “ขอโทษ รองเท้าฉันอยากมีซีน”
อัยย์เกือบยิ้มอีกครั้ง เธอเอาปากกาเคาะแฟ้ม “พักสิบนาที”
ธันวาวางบูมพิงผนังแล้วนั่งลงกับพื้น ใบหน้ามีเหงื่อบาง ๆ ตรงไรผม เขาดึงพลาสเตอร์ที่หลุดตรงนิ้วแล้วพยายามพันใหม่ด้วยมือเดียว อัยย์ยืนมองอยู่สองลมหายใจ ก่อนเดินไปยื่นเทปผ้าจากกระเป๋าอุปกรณ์ให้
“ใช้แบบนี้สิ พลาสเตอร์พี่จะหลุดอยู่แล้ว”
เขารับไป “ขอบคุณ”
“ไปโดนอะไรมา”
“คัตเตอร์”
“ตัดอะไร”
“โฟมกันเสียง”
“ที่ห้องชมรม?”
“อืม”
“ใครบอกให้ทำ”
“ไม่มีใครบอก”
อัยย์นั่งยอง ๆ ตรงหน้าเขา “พี่ทำทำไม”
ธันวาพันนิ้วช้า ๆ ไม่เงยหน้า “ห้องมันสะท้อนเสียงเวลาประชุม เธอชอบพูดเร็ว ถ้าเสียงก้อง ทุกคนจับประเด็นไม่ทัน”
เธออ้าปากแล้วปิดลง ปั้นกับมิ้มกำลังเถียงกันเรื่องขนมอยู่มุมห้อง ไม่มีใครได้ยินประโยคนี้ อัยย์ดึงสายกระเป๋าที่บาดไหล่ให้ต่ำลง “เราไม่ได้พูดเร็วขนาดนั้น”
ธันวาเหลือบตามอง “เมื่อวานเธอพูดคำว่า ‘ตารางถ่ายทำ’ หกครั้งในหนึ่งนาที”
“พี่นับ?”
“มันติดหู”
เธอหลุดหัวเราะสั้น ๆ แล้วรีบกระแอม “โรคจิตนิดหนึ่งนะ”
“นิดเดียวพอรับได้ไหม”
อัยย์หันหน้าไปทางหน้าต่าง แสงเช้าทำให้ฝุ่นเหมือนเม็ดทอง เธอไม่ตอบ แต่หยิบขวดน้ำของตัวเองวางข้างเขา “กินได้ ยังไม่ได้แตะปาก”
ธันวาหยุดมือที่กำลังพันเทป “เธอแน่ใจเหรอ”
“เรื่องน้ำ?”
“เรื่องให้คนอื่นช่วยหนังของเธอ”
คำถามเหมือนนิ้วแตะรอยช้ำ อัยย์ลุกขึ้นเร็ว “นี่ไม่ใช่หนังของเรา เป็นหนังชมรม”
“แต่เธอถือมันไว้แน่นที่สุด”
เสียงปั้นร้องเรียกจากหลังกล้องช่วยตัดบท อัยย์เดินกลับไปโดยไม่หันมา “หมดพักแล้ว”
ธันวาหยิบขวดน้ำขึ้น ดื่มแค่นิดเดียว แล้วปิดฝาให้แน่นกว่าเดิม
วันต่อ ๆ มา ห้องชมรมกลายเป็นสถานีเล็ก ๆ ที่มีชีวิตตั้งแต่บ่ายถึงค่ำ มิ้มติดตารางสีเต็มผนัง ปั้นฝึกเดินเข้ามาร์กด้วยหนังสือวางบนหัว ธันวาติดโฟมกันเสียงทีละแผ่น ส่วนอัยย์นั่งตัดบทบนพื้นเพราะโต๊ะเต็มไปด้วยสายไฟและแก้วกาแฟ
“ฉากสาม เราควรให้ตัวละครหญิงพูดน้อยลง” ธันวาพูดจากบันไดอลูมิเนียม
อัยย์เงยหน้า “พี่อ่านบทอีกแล้วเหรอ”
“มันอยู่บนโต๊ะ”
“แล้ว?”
“แล้วลมพัดเปิดหน้าเดิมสามรอบ เหมือนมันอยากให้แก้”
ปั้นที่กำลังซ้อมหน้ากระจกหัวเราะ “โบ้ยลมก็มา”
อัยย์ขีดปากกาลงข้างบท “ทำไมต้องพูดน้อยลง”
ธันวาปีนลงจากบันได “เพราะถ้าเขาพูดว่าไม่เป็นไรบ่อยเกินไป คนดูจะรู้ว่าเขาเป็น”
อัยย์อ่านประโยคในบท ตัวละครหญิงพูดว่าไม่เป็นไรสามครั้งจริง ๆ เธอลบออกสองครั้ง เหลือแต่ครั้งสุดท้าย
“พอใจยัง”
“ไม่ได้เกี่ยวกับพอใจ”
“แล้วเกี่ยวกับอะไร”
ธันวายกโฟมแผ่นใหม่ขึ้นติดผนัง “เกี่ยวกับให้คนดูมีที่ว่างฟังเขาเงียบ”
มิ้มเดินผ่านพร้อมกล่องข้าว “นี่ถ้าชมรมเรารอดเพราะผู้ชายพูดน้อยกับผู้หญิงพูดเร็ว ฉันจะทำโปสเตอร์โปรโมตแบบนั้นเลย”
“อย่า” อัยย์กับธันวาพูดพร้อมกัน
ปั้นชี้ทั้งคู่ “ซ้อมพร้อมเพรียงกว่ากูอีก”
ค่ำนั้นไฟตึกดับช่วงหนึ่ง ทุกคนเปิดไฟฉายมือถือ อัยย์นั่งตัดสตอรีบอร์ดบนพื้น ธันวานั่งฝั่งตรงข้าม เช็กไฟล์เสียงในโน้ตบุ๊กที่ใช้แบตเตอรี่สำรอง แสงจากหน้าจอทำให้ใบหน้าเขาเหมือนภาพขาวดำ
“ทำไมพี่ออกจากชมรมไปพักหนึ่ง” อัยย์ถามโดยไม่เงยหน้า
นิ้วเขาหยุดบนแป้น “ใครบอก”
“มิ้มบอกว่าพี่เพิ่งกลับเข้ามา”
“งานปีสองพัง”
อัยย์เงยหน้าขึ้น
ธันวาดึงหูฟังออก “ตอนนั้นผมดูแลเสียงให้หนังรุ่นพี่ ผมคิดว่าแก้เสียงแตกได้ในคืนสุดท้าย เลยไม่บอกทีมว่าไฟล์เสียไปครึ่งหนึ่ง สุดท้ายฉายแบบเสียงขาด ๆ คนทั้งห้องหัวเราะตรงฉากที่ไม่ควรหัวเราะ”
อัยย์วางกรรไกรลง “ทำไมไม่บอก”
“กลัวโดนมองว่าไม่เก่งพอ” เขาพูดเหมือนอ่านป้ายบอกทาง “เลยทำให้ทุกคนมองแบบนั้นจริง ๆ”
ไฟฉายมือถือของปั้นส่ายผ่านเพดาน เขากับมิ้มกำลังออกไปซื้อถ่านที่ร้านสหกรณ์ในมหาวิทยาลัย เสียงฝีเท้าห่างออกไป เหลือแค่ความมืดที่นั่งอยู่กับทั้งคู่
อัยย์หมุนกรรไกรในมือ “เราไม่ชอบงานพัง”
“ไม่มีใครชอบ”
“ไม่ใช่แบบนั้น” เธอพูดช้าลง “ตอนเด็ก พ่อเราชอบถ่ายวิดีโอ เขาทำเหมือนทุกอย่างจะอยู่ ถ้าถ่ายไว้ แต่สุดท้ายเขาก็ไปอยู่ดี เทปเต็มบ้าน แต่คนไม่อยู่”
ธันวาไม่ขยับ เขาไม่ได้ถามว่าพ่อไปไหน ไม่พูดคำปลอบง่าย ๆ แค่เลื่อนโน้ตบุ๊กไปข้าง ๆ แล้วดันม้วนเทปกาวบนพื้นให้เธอ เพราะกระดาษสตอรีบอร์ดปลิวจากพัดลมแบตเตอรี่ตัวเล็ก
อัยย์หยิบเทปกาวไปติดมุมกระดาษ “เราเลยชอบให้ทุกอย่างอยู่ในแผน”
“แผนอยู่ได้บางอย่าง”
“พี่จะบอกว่าเราควบคุมมากไป?”
“ผมจะบอกว่าถ้ากระดาษปลิว ผมมีเทปกาว”
เธอมองเขาผ่านแสงสลัว ประโยคธรรมดานั้นวางอยู่ในห้องเหมือนถ้วยน้ำอุ่น เธอก้มหน้าลง ก่อนริมฝีปากจะยกขึ้นเองโดยไม่ขออนุญาต
“งั้นพรุ่งนี้เอาเทปกาวมาเยอะ ๆ”
“ได้”
ไฟตึกกลับมาสว่างในจังหวะที่มิ้มกับปั้นผลักประตูเข้ามาพอดี ปั้นชูถุงขนม “ไฟมาแล้ว! กูไม่ต้องเป็นฮีโร่ถือถ่านแล้วใช่ไหม”
มิ้มมองอัยย์กับธันวาที่นั่งบนพื้นคนละฝั่งโต๊ะ แล้วหรี่ตา “ทำไมบรรยากาศเหมือนฉันพลาดฉากสำคัญ”
อัยย์รีบก้มเก็บกระดาษ “ไม่มีอะไร”
ธันวาใส่หูฟังกลับไป “ไฟล์เสียงพัดลมดีมาก”
ปั้นทำหน้าเบ้ “กูซื้อถ่านเพื่อกลับมาฟังเสียงพัดลมเหรอ”
ความใกล้ชิดของอัยย์กับธันวาไม่ได้เกิดแบบดัง ๆ มันอยู่ในรายละเอียดที่คนอื่นอาจไม่เห็น เขาจะวางกาแฟไม่ใส่น้ำตาลไว้ข้างคีย์บอร์ดเธอโดยหันหลอดไปทางซ้าย เพราะเธอชอบใช้มือซ้ายเวลาตัดต่อ เธอจะเก็บขนมถั่วลิสงออกจากโต๊ะก่อนเขามาถึง เพราะเคยเห็นเขาไอหลังปั้นเปิดซองกิน เธอส่งข้อความสั้น ๆ ว่า ‘ไฟล์เสียงห้องฉายชื่อไหน’ เขาตอบว่า ‘ชื่อห้องหายใจ’ และเธอไม่ล้อชื่อไฟล์นั้น
คืนหนึ่ง ระหว่างทุกคนตัดต่อรอบแรก ปั้นหลับคาคอมพิวเตอร์ มิ้มงีบโดยยังถือปากกา อัยย์นั่งใส่ภาพตามไทม์ไลน์ ธันวานั่งข้าง ๆ ใส่เสียงรองเท้ากระทบพื้นไม้
“ตรงนี้เสียงดังไป” อัยย์พูด
ธันวาลดระดับ “แค่นี้?”
“อีกนิด”
เขาลดอีก
“นิดเดียว”
“นิดของเธอมีกี่เดซิเบล”
“นิดเดียวของเราเป็นหน่วยศิลปะ”
ธันวาหันมามอง เธอยังจ้องจอ ทำเหมือนไม่รู้ว่าพูดอะไรตลก เขากดลดเสียงลงทีละน้อย “หน่วยศิลปะนี่ใช้งบชมรมไหม”
“ใช้งบหัวใจทีมงาน”
ปั้นพึมพำทั้งที่ยังหลับ “งบกูติดลบ”
มิ้มลืมตาครึ่งหนึ่ง “ใครใช้งบหัวใจเอาใบเสร็จมาเบิกด้วย”
เสียงหัวเราะเบา ๆ กระจายทั่วห้อง อัยย์เอามือปิดปากเพราะกลัวหัวเราะดังจนปั้นตื่นจริง ธันวาก้มมองคีย์บอร์ด แต่ไหล่เขาสั่นนิด ๆ
กลางสัปดาห์ที่สาม ชายคนหนึ่งชื่อกันต์เดินเข้าชมรมพร้อมแฟลชไดรฟ์สีดำ เขาเป็นรุ่นพี่ปีสี่ เคยเป็นหัวหน้าชมรมก่อนมิ้ม และกำลังทำหนังส่งเทศกาลเหมือนกัน กันต์ยิ้มสุภาพ แต่สายตาไล่ดูห้องเหมือนตรวจคะแนน
“ได้ข่าวว่าทำเรื่องห้องฉายเก่า” เขาพูด “น่าสนใจนะ แต่เสี่ยง ถ้าอารมณ์ไม่ถึงจะกลายเป็นงานนักศึกษาที่พยายามซึ้ง”
อัยย์ยืนขึ้น “พี่มีอะไรหรือเปล่า”
“เอาไฟล์ฟุตเทจเก่าของชมรมมาให้ เผื่อใช้ได้” กันต์วางแฟลชไดรฟ์บนโต๊ะ “แล้วก็เตือนนิดหนึ่ง ธันวาเก่ง แต่ชอบแบกเงียบ ๆ ระวังคืนสุดท้ายจะไม่มีเสียงให้ฉาย”
ธันวาที่กำลังเสียบสายอยู่หลังลำโพงหยุดมือ ปั้นหันขวับ มิ้มหน้าแข็งทันที
อัยย์มองกันต์ “ขอบคุณที่เตือนค่ะ แต่ทีมเราคุยกันเองได้”
กันต์ยิ้มบาง “ดีแล้ว งานนี้แข่งกันสนุกหน่อย”
เมื่อประตูปิดลง ห้องเหลือเสียงเครื่องปรับอากาศเก่า ธันวาก้มเก็บสายต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่อัยย์เห็นเขาพันสายแน่นเกินไปจนข้อนิ้วขาว
“พี่ธัน” เธอเรียก
“ผมไปเช็กไมค์ข้างนอกก่อน”
“ยังไม่ต้อง”
เขาหยิบกระเป๋า “เดี๋ยวมา”
ประตูปิดเบากว่าที่ควรจะเป็น อัยย์ยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ปั้นเกาหัว “กูว่ากันต์ปากเสียเหมือนเดิม แต่ประโยคเมื่อกี้แทงแม่น”
มิ้มตีแขนปั้น “พูดให้มีประโยชน์บ้างได้ไหม”
“ก็มีประโยชน์นะ เราต้องถามธันวาว่าโอเคไหม ไม่ใช่ปล่อยให้เขาหายไป”
อัยย์หยิบเสื้อคลุม “เดี๋ยวเราไป”
เธอเจอธันวาที่ระเบียงหลังตึก เขายืนอยู่ข้างเครื่องปรับอากาศที่เป่าลมร้อนออกมา มือจับราวเหล็ก มีหูฟังคล้องคอแต่ไม่ได้เปิดอะไร
“ตรงนี้เสียงแย่มาก” อัยย์พูดแทนคำทัก
เขาเหลือบมอง “อืม”
“ถ้าจะหนีออกมาฟังเสียง อย่างน้อยเลือกที่ดีกว่านี้”
ธันวาหัวเราะสั้น ๆ ไม่มีเสียงมาก “ไม่ได้หนี”
“งั้นอะไร”
เขามองสนามหญ้าด้านล่าง มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งซ้อมเต้นสำหรับงานเทศกาล เสียงเพลงลอยขึ้นมาแผ่ว ๆ “บางคำมันเหมือนเสียงฮัม แก้ยังไงก็ยังอยู่”
อัยย์พิงราวข้างเขา เว้นระยะพอดี “พี่ไม่ต้องพิสูจน์กับกันต์”
“ผมไม่ได้พิสูจน์กับเขา”
“กับตัวเอง?”
ธันวาหันมาช้า ๆ สายตาเขาเหมือนคนถูกจับได้ว่าเก็บกระดาษคะแนนเก่าไว้ในกระเป๋า “อาจจะ”
อัยย์เตะปลายรองเท้ากับพื้น “เราเองก็พิสูจน์กับอะไรไม่รู้เหมือนกัน บางทีเหมือนถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ดี ห้องฉายเก่าจะปิดจริง ๆ พ่อจะหายจริง ๆ ทั้งที่มันหายไปนานแล้ว”
ธันวาไม่พูด เธอเอียงหน้ามองเขา “เมื่อกี้พี่ไม่ถามว่าเราโอเคไหม”
“อยากให้ถามไหม”
“ไม่รู้”
“งั้นผมรอ”
เธอหันกลับไปมองสนาม เสียงเพลงด้านล่างหยุด นักศึกษากลุ่มนั้นนับจังหวะใหม่พร้อมกัน หนึ่ง สอง สาม สี่
“เราไม่โอเคนิดหนึ่ง” เธอพูด
“นิดหนึ่งหน่วยศิลปะ?”
เธอหัวเราะออกมา คราวนี้ไม่รีบกลั้น “ใช่ หน่วยศิลปะ”
ธันวายิ้มบาง ๆ แล้วถอดหูฟังออกจากคอ ยื่นให้เธอข้างหนึ่ง “ฟังไหม”
“อะไร”
“เสียงห้องฉายตอนเช้า”
อัยย์รับหูฟังมาใส่ข้างซ้าย เสียงแรกคือความเงียบที่มีฝุ่น เสียงไม้ลั่นเบา ๆ เสียงนกนอกหน้าต่าง เสียงธันวาในไฟล์พูดห่าง ๆ ว่า ‘เทกหนึ่ง ห้องยังไม่ตื่น’ เธอหันไปมองเขา
“พี่พูดกับห้องด้วยเหรอ”
“บางทีคนไม่ตอบ ห้องตอบ”
เธออยากแซว แต่เสียงในหูทำให้คำแซวอ่อนลง “มันสวยดี”
ธันวาก้มมองพื้นระเบียง “ถ้าเธอไม่อยากใส่เรื่องพ่อในบท ไม่ต้องใส่ก็ได้ แต่ถ้าอยากให้ห้องฉายเหมือนมีคนเคยรักมัน เสียงช่วยได้”
อัยย์พยักหน้าเล็กน้อย “ช่วยหน่อยนะ”
“อืม”
ระยะระหว่างไหล่ของทั้งคู่ยังเท่าเดิม แต่ความเงียบไม่เหมือนเดิมแล้ว
จุดเปลี่ยนมาถึงในคืนซ้อมฉายรอบแรก สมาชิกชมรมย้ายโปรเจกเตอร์ไปห้องบรรยายเล็กเพื่อดูหนังเต็มเรื่องบนจอใหญ่ มิ้มแจกกระดาษให้ทุกคนจดความเห็น ปั้นนั่งแถวหน้าเหมือนรอสอบ ธันวาคุมเสียงหลังห้อง อัยย์ยืนข้างสวิตช์ไฟ หัวใจเต้นตามเสียงพัดลมโปรเจกเตอร์
ภาพเปิดขึ้น ห้องฉายเก่าปรากฏบนจอ ปั้นในบทเพื่อนเดินเข้ามาพร้อมลังอุปกรณ์ แสงสวยกว่าที่อัยย์จำได้ เสียงฝุ่น เสียงผ้าคลุม เสียงเครื่องฉายที่ไม่ทำงาน ทั้งหมดค่อย ๆ พาคนดูเข้าไปในห้องนั้น
กลางเรื่อง ตัวละครหญิงนั่งคนเดียวหน้าเครื่องฉาย เธอพูดว่า “ไม่เป็นไร” เพียงครั้งเดียว และความเงียบหลังประโยคนั้นยาวพอดีจนมิ้มลดปากกาลง ปั้นซึ่งเห็นหน้าตัวเองมาทั้งวันยังเงียบ
แล้วภาพดับ
ห้องบรรยายมืดสนิท โปรเจกเตอร์ส่งเสียงแหลมแล้วหยุด อัยย์เดินไปดูสายทันที “อย่าขยับ ใครเปิดไฟมือถือให้หน่อย”
มิ้มเปิดไฟ “เครื่องร้อนหรือเปล่า”
ปั้นก้มมองปลั๊ก “ไฟไม่ดับนะ”
ธันวาถอดสายเสียง “โปรเจกเตอร์ตัดเอง อาจเป็นพอร์ตภาพ”
อัยย์กดปุ่มเปิดใหม่ จอขึ้นข้อความผิดพลาดสีฟ้า เธอกดอีกครั้ง ไม่มีผล ความเงียบในห้องเริ่มเปลี่ยนเป็นแรงกดดัน
“ซ้อมฉายพัง” เธอพูดกับตัวเอง “ถ้าคืนจริงเป็นแบบนี้…”
“คืนจริงเรามีเครื่องสำรอง” มิ้มบอก
“แต่ตอนนี้เราดูไม่จบ เราไม่รู้จังหวะท้ายเรื่อง”
ธันวาเดินไปหน้าโต๊ะ “ภาพยังเปิดในโน้ตบุ๊กได้ไหม”
“ได้ แต่จอเล็ก”
เขามองจอมืด แล้วมองอัยย์ “เราลองฟังเฉพาะเสียงกับอ่านบทท้ายสดไหม”
ปั้นหันมา “หมายถึงเล่นละครวิทยุ?”
“หมายถึงดูว่าหนังยืนได้ไหมถ้าเหลือแค่สิ่งจำเป็น” ธันวาพูด
อัยย์กำแฟ้มบทแน่น ทุกอย่างในตัวเธอตะโกนว่าไม่ เธอไม่อยากให้ใครเห็นงานในสภาพไม่ครบ แต่สายตาของทีมรออยู่ ไม่ใช่สายตาตัดสิน เป็นสายตาของคนที่แบกไฟล์ แบกขาตั้ง แบกขนม แบกความง่วงมาด้วยกัน
เธอเปิดแฟ้มบทหน้าใกล้จบ ยื่นให้ปั้น “อ่านบทตัวเอง ไม่ต้องเล่นใหญ่”
ปั้นรับไป “คำว่าไม่ต้องเล่นใหญ่ทำร้ายกูโดยตรง”
มิ้มปิดไฟให้เหลือแค่ไฟฉายวางบนพื้น ธันวาเปิดไฟล์เสียงจากลำโพงเล็ก เสียงห้องฉายกลับมาในความมืด อัยย์ยืนกลางห้อง ถือบทตัวละครหญิง มือสั่นจนกระดาษดังกรอบแกรบ
เสียงธันวากระซิบจากหลังห้อง “เอากระดาษลงนิดหนึ่ง ไมค์เก็บเสียงสั่น”
เธอสูดลมหายใจ ลดกระดาษลง
ปั้นอ่านบท “จะซ่อมทำไม ไม่มีใครกลับมาดูแล้ว”
อัยย์มองจอมืด เหมือนเห็นห้องฉายเก่าอยู่ตรงนั้น “ถ้าเราไม่ซ่อม มันก็จะเหลือแค่ว่าครั้งหนึ่งมันเคยมีไฟ”
เสียงเครื่องฉายในไฟล์ดังขึ้นช้า ๆ ทั้งที่เครื่องในเรื่องเสีย ธันวาใส่เสียงเหมือนความทรงจำของเครื่องจักร ไม่ใช่เสียงจริง อัยย์อ่านต่อ เสียงตัวเองแผ่วกว่าที่คิด
“แต่ถ้าซ่อม มันอาจไม่ได้เหมือนเดิม”
ปั้นตอบ “แล้วต้องเหมือนเดิมทำไม”
ประโยคนั้นไม่ได้แค่เป็นบท มันกระแทกบางอย่างในอกอัยย์ เธอเงียบไปนานเกินจังหวะ มิ้มเงยหน้า แต่ธันวาไม่ได้เร่ง เสียงในลำโพงปล่อยให้ความเงียบทำงาน
อัยย์พูดประโยคสุดท้ายโดยไม่มองกระดาษ “งั้นเปิดไฟแบบที่มันเปิดได้ก็พอ”
ในห้องไม่มีภาพ ไม่มีจอ ไม่มีเทคนิคสมบูรณ์ แต่ทุกคนฟังจนจบ เมื่อเสียงสุดท้ายดับ มิ้มเปิดไฟ อัยย์พบว่าปั้นนั่งนิ่งผิดปกติ
“ทำไมมึงหน้าแบบนั้น” มิ้มถาม
ปั้นขยี้ตาแรง ๆ “ฝุ่นเข้าตา”
“ห้องนี้ไม่มีฝุ่นขนาดนั้น”
“ฝุ่นทางใจ”
อัยย์หัวเราะพร้อมหายใจออกยาว เธอหันไปมองธันวา เขายืนข้างลำโพง มือยังวางบนปุ่มหยุด สายตาเขาถามโดยไม่ออกเสียง เธอพยักหน้าเล็ก ๆ เขาพยักกลับ
คืนนั้นอัยย์เดินออกจากตึกพร้อมธันวา ลานมหาวิทยาลัยว่าง มีไฟสีส้มส่องทางเดิน ต้นนนทรีขยับใบในลมร้อน
“ขอบคุณที่เสนอให้ฟังเสียง” เธอพูด
“หนังเธอแข็งแรงกว่าที่เธอคิด”
“หนังชมรม”
“หนังชมรมที่เธอถือไว้แน่นที่สุด”
เธอไม่เถียงแล้ว “พรุ่งนี้ช่วยเราปรับตอนจบไหม”
“ได้”
“แล้วพี่ว่างจริงใช่ไหม”
ธันวาหยุดเดิน ครู่หนึ่งที่ไฟทางเดินกระพริบ เขาเหมือนจะพูดอะไร แต่เสียงมือถือเขาดังขึ้นก่อน หน้าจอสว่าง มีชื่อที่อัยย์อ่านไม่ทัน เขากดปิดเสียงแล้วคว่ำมือถือ
“ว่าง” เขาพูด
คำตอบมาช้าไปนิดเดียว แต่นิดเดียวนั้นติดอยู่ในใจอัยย์เหมือนเม็ดทรายใต้เปลือกตา
ความไม่สบายใจโตขึ้นในสัปดาห์ถัดมา ธันวาหายไปจากห้องชมรมสองครั้งในช่วงซ้อมเสียง เขาส่งข้อความบอกว่าติดธุระ แต่ไม่บอกว่าธุระอะไร มิ้มพยายามไม่ถาม ปั้นบ่นแต่ยังซ้อมแทนจังหวะเสียงให้ อัยย์บอกตัวเองว่าเขามีชีวิตของเขา แต่ทุกครั้งที่ประตูเปิดแล้วไม่ใช่เขา เธอจะขีดบทแรงขึ้น
เย็นวันศุกร์ เธอกลับมาห้องชมรมเพื่อเอาฮาร์ดดิสก์ที่ลืมไว้ ประตูแง้มอยู่ ธันวานั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์คนเดียว หน้าจอเปิดเว็บไซต์สมัครทุนฝึกอบรมเสียงภาพยนตร์ที่เมืองเหนือ กำหนดเดินทางตรงกับสัปดาห์ก่อนเทศกาลปิดงาน
อัยย์หยุดที่ประตู ธันวาหันมาเห็น เงาของทั้งคู่ซ้อนบนพื้น
“อัยย์” เขาปิดหน้าต่างเว็บช้าเกินไป
“นี่คือธุระเหรอ”
เขาลุกขึ้น “ผมกำลังจะบอก”
“เมื่อไหร่”
“คืนนี้”
“คืนนี้หลังส่งไฟล์เสียงให้เราแล้ว หรือคืนนี้หลังรู้ว่าได้ทุนหรือไม่ได้”
ธันวาเงียบ
อัยย์หัวเราะออกมาสั้น ๆ แต่มันไม่เหมือนเสียงหัวเราะ “พี่บอกเองว่าเสียงบางอย่างรอบทไม่ได้ แต่เรื่องแบบนี้พี่ให้เรารอเดาเอง”
“ผมยังไม่รู้ว่าจะได้ไหม”
“ก็เลยไม่ต้องบอก?”
“ถ้าบอก ทุกคนจะกังวลก่อนโดยไม่จำเป็น”
“ไม่จำเป็นสำหรับใคร” เธอก้าวเข้าห้อง “สำหรับทีม หรือสำหรับพี่ที่ไม่อยากเห็นหน้าใครตอนผิดหวัง”
คำพูดหลุดออกไปแล้ว อัยย์เห็นธันวาสะดุ้งเพียงเล็กน้อย เหมือนมีเสียงดังใกล้หู เขาก้มมองโต๊ะ
“ใช่” เขาพูด “ผมไม่อยากเห็น”
ความตรงไปตรงมานั้นทำให้เธอพูดต่อไม่ออก แต่ความน้อยใจเดินไปไกลกว่าเหตุผลแล้ว เธอเห็นแฟ้มบนโต๊ะ มีเอกสารพอร์ตโฟลิโอและไฟล์ภาพนิ่งจากหนังของชมรม
“พี่ใช้ฟุตเทจเราใส่พอร์ต?”
“ใช้บางส่วน โดยเขียนชื่อทีมครบ”
“พี่ขอใคร”
“ผมตั้งใจจะขอวันนี้”
“ตั้งใจอีกแล้ว” เธอกำสายกระเป๋า “พี่รู้ไหมว่ามันเหมือนอะไร เหมือนพี่เตรียมทางออกไว้คนเดียว แล้วปล่อยให้เราคิดว่าพี่อยู่ด้วยกันจนจบ”
ธันวาเงยหน้า “ผมอยู่จนจบ ถ้าไม่ได้ทุน”
“แล้วถ้าได้?”
เขาไม่ตอบทันที คำตอบที่ไม่มาถึงทำให้ห้องเงียบจนได้ยินไฟนีออนดังหึ่ง
อัยย์พยักหน้าช้า ๆ “เข้าใจแล้ว”
“อัยย์ ฟังผมก่อน”
“เราไม่ได้ห้ามพี่มีฝันนะ” เธอพูดเสียงต่ำ “แต่เราไม่อยากเป็นคนสุดท้ายที่รู้ว่าฝันพี่มีประตูออกจากทีมนี้”
เธอหยิบฮาร์ดดิสก์จากโต๊ะ เดินออกไปโดยไม่รอให้เขาตาม ธันวายืนอยู่กลางห้อง มือข้างหนึ่งยกขึ้นเหมือนจะคว้าอะไร แต่สุดท้ายวางลงข้างตัว
วันต่อมา บอร์ดตารางในชมรมมีโพสต์อิทใหม่จากอัยย์ เขียนว่า ‘ปรับแผนเสียง ใช้ไฟล์ที่มีอยู่’ มิ้มอ่านแล้วมองหน้าเธอ
“คุยกันพังใช่ไหม”
อัยย์เสียบฮาร์ดดิสก์ “เราแค่ไม่อยากเสี่ยง”
ปั้นนั่งบนโต๊ะ “คำว่าไม่อยากเสี่ยงของมึงนี่บางทีแปลว่าเจ็บแล้วปิดประตูนะ”
“ปั้น” มิ้มเตือน
“อะไร กูพูดดีปีละครั้ง ให้กูพูดให้จบ” เขาหันมาหาอัยย์ “ธันวาผิดที่ไม่บอก แต่ถ้ามึงตัดเขาออกเพราะกลัวเขาไป มันก็เหมือนมึงฉีกฉากจบหนังตัวเองก่อนคนดูได้ดู”
อัยย์มองจอคอมพิวเตอร์ ภาพไทม์ไลน์พร่าจากสายตาที่ไม่ยอมกะพริบ “แล้วถ้าเราเชื่อ แล้วเขาไปจริงล่ะ”
มิ้มนั่งลงข้างเธอ “คนไปไม่ได้ทำให้สิ่งที่เขาช่วยไว้กลายเป็นของปลอม”
ประตูเปิด ธันวาเข้ามาพร้อมกระเป๋าอุปกรณ์ เขาหยุดเมื่อเห็นทุกคนเงียบ เขาวางแฟลชไดรฟ์สีขาวบนโต๊ะ
“ไฟล์เสียงทั้งหมด แยกโฟลเดอร์ตามซีน มีโน้ตว่าต้องปรับตรงไหน” เขาพูด “ถ้าทีมไม่อยากให้ผมทำต่อ ผมเข้าใจ”
อัยย์ไม่มองเขา “พี่พูดกับทีม ไม่ใช่พูดกับเรา”
ธันวาหันไปหามิ้มกับปั้น “ผมขอโทษที่ไม่บอกเรื่องทุน ผมส่งสมัครไปเพราะมันเป็นโครงการที่ผมอยากลองมานาน ถ้าได้ ผมต้องไปอบรมสิบวัน กลับมาก่อนคืนฉายจริงหนึ่งวัน แต่จะพลาดช่วงมิกซ์เสียงรอบสุดท้าย ผมไม่ควรตัดสินใจเงียบ ๆ”
มิ้มกอดอก “แล้วทำไมเงียบ”
“เพราะผมกลัวว่าถ้าทุกคนรู้ จะเริ่มเตรียมใจว่าไม่มีผม แล้วผมจะกลายเป็นคนที่ไม่จำเป็น”
ปั้นเกาหลังคอ “พี่ นั่นเป็นเหตุผลที่ซื่อแต่โคตรไม่ฉลาด”
ธันวาพยักหน้า “รู้”
อัยย์กัดริมฝีปาก เธออยากให้เขาแก้ตัวแย่ ๆ เพื่อจะได้โกรธง่ายขึ้น แต่เขากลับวางความกลัวไว้กลางห้องแบบไม่ปิดบัง
มิ้มถอนหายใจ “ทีมต้องการคนทำเสียง แต่ทีมก็ต้องการคนที่พูดความจริงก่อนวันไฟไหม้ เข้าใจไหม”
“เข้าใจ”
ปั้นยกมือ “กูโหวตให้ทำต่อ แต่ต้องมีแผนสำรอง และพี่ต้องสอนกูเปิดโปรแกรมเสียงระดับไม่ระเบิดคอม”
มิ้มพยักหน้า “ฉันเห็นด้วย อัยย์?”
ทุกสายตามาที่เธอ อัยย์วางมือบนฮาร์ดดิสก์ เธอมองแฟลชไดรฟ์สีขาว แล้วมองนิ้วธันวาที่แผลคัตเตอร์หายแล้ว เหลือรอยจาง ๆ
“ทำต่อได้” เธอพูด “แต่ฟุตเทจในพอร์ต ต้องขอทีมเป็นลายลักษณ์อักษร และเครดิตต้องชัด”
ธันวาพยักหน้า “ได้”
“แล้วถ้าพี่ได้ทุน พี่ต้องส่งไฟล์งานตามตาราง ไม่ใช่หายไปคิดเอง”
“ได้”
“และ…” เธอหยุด เสียงตัวเองติดอยู่ตรงคอ “อย่าบอกว่าอยู่ ถ้าพี่ไม่แน่ใจ”
ธันวาสบตาเธอ ครั้งนี้เขาไม่รีบตอบ “ผมไม่แน่ใจเรื่องทุน แต่ผมแน่ใจว่าจะไม่ปล่อยให้ทีมเดาอีก”
อัยย์ก้มลงเปิดไฟล์งาน “งั้นเริ่มจากซีนห้า”
การทำงานกลับมา แต่ไม่เหมือนเดิม ระหว่างอัยย์กับธันวามีช่องว่างพอดีให้คนเดินผ่าน มิ้มสังเกตได้ ปั้นยิ่งสังเกตได้เพราะเขาชอบเดินผ่านผิดจังหวะแล้วทำหน้าสำนึกผิดเกินจริง ธันวาสอนปั้นตั้งชื่อไฟล์เสียง อัยย์ตรวจบทกับมิ้ม ทั้งคู่คุยกันเฉพาะเรื่องงาน เสียงหัวเราะที่เคยเกิดง่ายขึ้นกลายเป็นของที่ต้องขออนุญาต
คืนหนึ่ง ธันวาวางแก้วกาแฟไม่ใส่น้ำตาลข้างคีย์บอร์ดของอัยย์เหมือนเดิม แต่เธอไม่แตะ เขาเห็นแล้วไม่พูด เพียงเลื่อนแก้วให้ห่างจากฮาร์ดดิสก์ กันน้ำหก แล้วกลับไปนั่งมิกซ์เสียง
อัยย์มองแก้วนั้นอยู่นาน ก่อนหยิบขึ้นดื่มตอนมันเริ่มละลาย น้ำแข็งกระทบแก้วเสียงเบา ธันวาไม่ได้หันมา แต่ปลายนิ้วบนเมาส์หยุดไปหนึ่งจังหวะ
ผลทุนออกในเช้าวันซ้อมใหญ่ ธันวาได้รับอีเมลตอนทุกคนกำลังติดโปสเตอร์งานเทศกาลบนผนังชมรม เขาอ่านบนหน้าจอมือถือแล้วนิ่งไป มิ้มสังเกตก่อน
“ได้เหรอ”
ธันวาพยักหน้า
ปั้นตะโกน “เฮ้ย! ดีใจดิพี่ ทำไมหน้าพี่เหมือนโดนเรียกไปสอบซ่อม”
มิ้มยิ้มแล้วตบมือเบา ๆ “ยินดีด้วยนะ”
อัยย์กำเทปใสในมือแน่น เธอรู้ว่าควรพูดอะไรสักอย่าง และเธอรู้ว่าถ้าไม่พูดตอนนี้ ทุกอย่างจะหนักกว่าเดิม เธอเดินไปหยิบปากกา เขียนตารางใหม่บนบอร์ด
“พี่เดินทางวันไหน”
“พรุ่งนี้เย็น”
“กลับวันก่อนฉายจริงตอนกี่โมง”
“ถ้ารถไม่ช้า บ่ายสาม”
“ห้ามใช้คำว่าถ้าในตาราง” เธอเขียน “เราจะล็อกมิกซ์เสียงก่อนพี่ไป คืนนี้ทำถึงกี่โมงก็ทำ ซีนที่เหลือให้ปั้นกับมิ้มช่วยเช็กตามโน้ต พี่ส่งแก้จากที่โน่นได้ไหม”
“ได้”
“ดี” เธอปิดฝาปากกา “ยินดีด้วย”
ธันวาเหมือนจะพูดอะไร แต่ปั้นกระโดดมากอดคอเขา “พี่กลับมาต้องซื้อของฝากนะ ไม่เอาพวงกุญแจ เอาของกิน”
มิ้มลากปั้นออก “ปล่อยเขาหายใจก่อน”
อัยย์กลับไปติดโปสเตอร์ เทปใสพันนิ้วเธอจนดึงไม่ออก ธันวาเดินมาใกล้ แต่ไม่แตะมือเธอ เขายื่นกรรไกรให้
“ตัดตรงนี้จะไม่เจ็บ”
เธอรับกรรไกร “ขอบคุณ”
“คืนนี้ผมอยู่จนกว่าจะเสร็จ”
“ไม่ต้องพูดเหมือนสัญญาใหญ่โต แค่ทำตามตาราง”
เขาพยักหน้า “อืม”
คืนนั้นห้องชมรมสว่างจนเกือบเช้า เสียงคลิกเมาส์ เสียงปั้นอ่านชื่อไฟล์ผิด เสียงมิ้มเตือนให้ทุกคนกินข้าว และเสียงธันวาอธิบายชั้นเสียงอย่างใจเย็นถักกันเป็นคืนสุดท้ายก่อนการแยกย้ายชั่วคราว
ตีสอง ปั้นฟุบไปกับพื้น มิ้มหลับบนเก้าอี้ อัยย์กับธันวายังนั่งหน้าจอเดียวกัน ซีนสุดท้ายแสดงภาพห้องฉายเก่าที่เปิดไฟไม่ครบทุกดวง แต่มีคนเข้ามานั่งเต็มเก้าอี้ไม้ เสียงเครื่องฉายที่ธันวาสร้างไว้ค่อย ๆ ดังขึ้น ไม่เหมือนเครื่องจักรเก่าอีกต่อไป มันเหมือนลมหายใจของคนหลายคนในห้องเดียวกัน
“ตรงนี้…” อัยย์พูดแล้วหยุด
ธันวาหันมา “ดังไป?”
“เปล่า” เธอส่ายหน้า “พอดีแล้ว”
เขามองจอ ไม่ยิ้มกว้าง แต่ไหล่ที่เกร็งมาหลายวันลดลง
อัยย์หมุนเก้าอี้เล็กน้อย “พี่กลัวกลับมาไม่ทันไหม”
“กลัว”
“แล้วทำไมยังไป”
เขาเงียบก่อนตอบ “เพราะถ้าไม่ไป ผมอาจโทษหนังเรื่องนี้ ทั้งที่มันไม่ผิด”
อัยย์พยักหน้า คำตอบนั้นเจ็บนิด ๆ แต่ตรงพอให้เธอรับได้ “เราก็กลัวพี่ไปแล้วหนังจะไม่เหมือนเดิม”
“มันอาจไม่เหมือนเดิม”
เธอหันไปมองเขา
“แต่ไม่เหมือนเดิมไม่ได้แปลว่าแย่ลง” เขาพูด
อัยย์นึกถึงประโยคในบทของตัวเอง แล้วหัวเราะเบา ๆ “ขโมยบทเรา”
“ยืม”
“ต้องคืนพร้อมดอกเบี้ย”
“ดอกเบี้ยเป็นไฟล์เสียงได้ไหม”
“ได้ ถ้าไฟล์ไม่หาย”
เขาก้มหน้าเหมือนโดนแซวเข้าเป้า แล้วทั้งคู่หัวเราะเบา ๆ ระวังไม่ให้ปลุกอีกสองคน ความห่างไม่ได้หายไปหมด แต่มันมีสะพานเล็ก ๆ วางอยู่
วันธันวาเดินทาง อัยย์ไม่ได้ไปส่งที่สถานี เธอมีเรียนเช้าและต้องแก้โปสเตอร์กับมิ้ม ธันวาส่งข้อความมาตอนเย็นว่า ‘ขึ้นรถแล้ว ส่งไฟล์สำรองไว้ในไดรฟ์ ชื่อโฟลเดอร์ ไม่ต้องเดา’ อัยย์อ่านแล้วพิมพ์ตอบว่า ‘รับทราบ’ เธอลบคำว่า ‘เดินทางดี ๆ’ ไปสองครั้ง สุดท้ายพิมพ์เพิ่มว่า ‘อย่าลืมกินข้าว’
เขาตอบกลับในหนึ่งนาที ‘เธอก็เหมือนกัน กาแฟไม่ใช่ข้าว’
อัยย์วางมือถือคว่ำบนโต๊ะ แต่ปั้นที่นั่งฝั่งตรงข้ามชี้หน้า “ยิ้ม”
“ทำงานไป”
“กูยังไม่ได้พูดว่าใคร”
มิ้มไม่เงยหน้าจากโน้ตบุ๊ก “ทุกคนรู้”
ช่วงที่ธันวาไม่อยู่ ทีมทำงานหนักกว่าเดิม ปั้นเรียนรู้โปรแกรมเสียงจนตั้งชื่อไฟล์เป็นระบบเกินคาด มิ้มเจรจากับฝ่ายเทศกาลจนได้เวลาเช็กเครื่องฉายเพิ่ม อัยย์กลับไปห้องฉายเก่าคนเดียวในเย็นวันหนึ่ง เธอเปิดไฟทีละดวง บางดวงติด บางดวงกระพริบ เธอยืนหน้าเครื่องฉายแล้วกดโทรหาแม่
“อัยย์?” เสียงแม่มีลมจากปลายสาย “วันนี้โทรกลับเร็ว”
อัยย์ลูบฝุ่นบนเครื่องฉาย “แม่ยังมีเทปวิดีโอของพ่อไหม”
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง “มี อยู่ในกล่องใต้ตู้”
“หนูขอเอาบางเสียงมาใส่หนังได้ไหม ไม่เอาภาพ แค่เสียงตอนพ่อเปิดเครื่องฉายที่บ้าน”
แม่หายใจยาว “หนูแน่ใจเหรอ”
อัยย์มองแสงบนผนัง “ไม่แน่ใจหมด แต่หนูอยากลองให้มันอยู่ในแบบที่ไม่ต้องทำเหมือนทุกอย่างไม่เคยหาย”
เสียงแม่นุ่มลง “พรุ่งนี้แม่เอาไปให้ที่มหาลัยได้”
“ไม่ต้อง แม่เหนื่อย เดี๋ยวหนูกลับไปเอา”
“กลับมากินข้าวด้วยนะ”
อัยย์ยิ้มกับเครื่องฉาย “ค่ะ”
คืนนั้นเธอส่งข้อความหาธันวา ‘ถ้าเราอยากใส่เสียงเทปเก่าของพ่อ ต้องทำยังไงให้ไม่เหมือนยัดความทรงจำเข้าไป’
คำตอบมาช้ากว่าปกติ เขาคงอยู่ในคลาสอบรม เธออาบน้ำ กลับมานั่งหน้าคอมพิวเตอร์ ข้อความขึ้นว่า ‘เลือกเสียงที่ยังหายใจ ไม่ใช่เสียงที่อยากพิสูจน์ว่าเขาเคยอยู่’
เธออ่านข้อความนั้นซ้ำ แล้วพิมพ์ ‘ยาก’
‘ใช่’
‘ช่วยฟังได้ไหม’
‘ส่งมา ผมฟังตอนพัก’
อัยย์อัดเสียงจากเทปเก่าที่แม่เก็บไว้ เสียงพ่อไม่ได้พูดหวาน เขาแค่บ่นว่า “อัยย์ อย่าเอานิ้วจิ้มเลนส์ เดี๋ยวภาพเป็นรอย” แล้วมีเสียงเด็กหัวเราะดื้อ ๆ ตามด้วยเสียงแม่พูดว่า “ถ่ายลูกหรือดุลูก” อัยย์นั่งฟังอยู่ในห้องนอนบ้านตัวเอง มือวางบนเครื่องเล่นเทป เธอไม่ได้ร้องไห้ทันที เธอเพียงกดหยุด แล้วกดเล่นใหม่อีกครั้ง
ธันวาส่งไฟล์กลับมาในคืนถัดมา เขาตัดเสียงรบกวนออกเล็กน้อย แต่ยังเก็บเสียงลมหายใจ เสียงขยับกล้อง เสียงบ้านไว้ครบ เขาแนบข้อความว่า ‘อย่าใส่เยอะ ใส่ตรงที่ตัวละครเลิกพยายามทำให้ไฟติดทุกดวง’
อัยย์ตอบ ‘พี่ฟังแล้วรู้ได้ไง’
เขาตอบ ‘เสียงคนยอมวางของหนักลง มันเบากว่าที่คิด’
วันฉายจริงมาถึงพร้อมลมเย็นปลายเทอม ลานกลางมหาวิทยาลัยถูกจัดเป็นโรงหนังกลางแจ้ง มีจอผ้าขาวขึงระหว่างเสาสองต้น เก้าอี้พลาสติกเรียงเป็นแถว ไฟประดับห้อยเหนือทางเดิน นักศึกษาหลายกลุ่มเดินถือโปสเตอร์และกล่องอุปกรณ์ มิ้มวิ่งเช็กคิวกับทีมเทศกาล ปั้นแต่งตัวในเสื้อเชิ้ตที่รีดไม่เรียบแต่พยายามมาก อัยย์ยืนหลังจอ เช็กไฟล์ในโน้ตบุ๊กเป็นรอบที่หก
“บ่ายสามครึ่งแล้ว” ปั้นพูดเบา ๆ
“เขาบอกใกล้ถึง” มิ้มดูมือถือ
อัยย์เสียบสายเสียง “เราเริ่มเช็กเครื่องก่อน เขามาถึงก็เสียบหูฟังได้เลย”
“ถ้ามาไม่ทัน?” ปั้นถาม แล้วรีบยกมือ “โอเค ไม่ถามก็ได้ หน้าผู้กำกับบอกว่ากูควรหุบปาก”
อัยย์ไม่ได้ดุ เธอมองทางเข้าลาน คนเดินผ่านเป็นเงาต่อเงา ไม่มีธันวา ข้อความล่าสุดของเขาคือ ‘รถติดตรงทางเข้ามหาลัย กำลังลงเดิน’
ทีมเทศกาลเรียก “ชมรมภาพยนตร์ เตรียมคิวในสิบห้านาทีครับ”
มิ้มเดินมาจับไหล่อัยย์ “เราทำได้ ต่อให้เขายังมาไม่ถึง”
อัยย์พยักหน้า เธอเปิดไฟล์เสียงซีนแรก ตรวจระดับเสียง มือไม่สั่นเท่าที่คิด เธอได้ยินเสียงตัวเองในหัว ไม่ใช่เสียงที่สั่งทุกอย่าง แต่เป็นเสียงที่พูดว่าเปิดไฟแบบที่มันเปิดได้ก็พอ
ไฟลานค่อย ๆ หรี่ลง ผู้ชมเริ่มนั่งเต็มเก้าอี้ บางคนนั่งบนพื้นหญ้า พิธีกรประกาศชื่อหนังของชมรม อัยย์ยืนข้างโต๊ะควบคุม ปั้นนั่งแถวหน้า มิ้มยืนถือวิทยุสื่อสาร
วินาทีที่ภาพแรกขึ้นจอ ธันวายังไม่มา
อัยย์กดเล่นเสียงด้วยตัวเอง ห้องฉายเก่าปรากฏบนผ้าขาว เสียงฝุ่น เสียงไม้ เสียงเครื่องฉายพังไหลออกจากลำโพง ผู้ชมเงียบลงทีละแถว เธอเลื่อนเมาส์ตามคิวที่ธันวาเขียนโน้ตไว้ ตัวหนังสือของเขาอยู่ข้างไทม์ไลน์ เช่น ‘ลดตรงนี้ ให้เขาหายใจ’ ‘อย่ากลัวเงียบ’ ‘เสียงพ่อเข้าเหมือนเปิดประตู ไม่ใช่เปิดแผล’
กลางเรื่อง มีเงาคนคนหนึ่งวิ่งเข้ามาหลังโต๊ะควบคุม หอบจนพูดไม่ออก กระเป๋าเป้กระแทกพื้นเบา ๆ อัยย์ไม่หันไปทันที เธอกดคิวเสียงสำคัญให้ตรงก่อน
มือธันวาวางข้างโต๊ะ ไม่แตะเมาส์ ไม่แทรก เขาก้มลงกระซิบ “ผมอยู่นี่”
อัยย์มองจอ ภาพตัวละครหญิงนั่งหน้าเครื่องฉาย กำลังจะพูดว่าไม่เป็นไร เธอเลื่อนหูฟังข้างหนึ่งให้ธันวา เขารับไปใส่โดยไม่พูดอีก
ทั้งคู่ยืนไหล่เกือบชนกัน คุมเสียงหนังด้วยกันในความมืด ไม่มีใครในผู้ชมเห็นว่าใต้โต๊ะ ธันวายื่นขวดน้ำให้เธอโดยเปิดฝาไว้แล้ว และอัยย์ดันกระดาษคิวให้เขาเห็นชัดขึ้นตรงแสงไฟเล็ก ๆ
ซีนสุดท้ายมาถึง ห้องฉายเก่าบนจอมีคนเข้ามานั่งเต็มเก้าอี้ ตัวละครหญิงยืนหน้าเครื่องฉายที่ซ่อมได้เพียงบางส่วน ไฟติดไม่ครบ แต่แสงพอให้เห็นใบหน้าทุกคน เธอเปิดสวิตช์ เสียงเครื่องฉายดังขึ้น ตามด้วยเสียงเทปเก่าของพ่ออัยย์ที่พูดเบา ๆ “อย่าเอานิ้วจิ้มเลนส์ เดี๋ยวภาพเป็นรอย” เสียงเด็กหัวเราะดังตามมา แผ่วจนเหมือนลมผ่านห้อง
อัยย์ไม่มองผู้ชม เธอมองจอและปล่อยให้เสียงนั้นอยู่ในที่ของมัน ไม่มาก ไม่ขอให้ใครเข้าใจทั้งหมด แค่อยู่
ไฟในหนังดับลง เหลือเพียงภาพจอว่างสีขาว ก่อนเครดิตขึ้น เสียงปรบมือเริ่มจากแถวกลาง แล้วกระจายไปทั้งลาน ปั้นลุกขึ้นโค้งเกินจำเป็นจนคนหัวเราะ มิ้มยกวิทยุสื่อสารปิดหน้า แต่ไหล่สั่น ธันวาถอดหูฟังวางลงช้า ๆ
พิธีกรเรียกทีมขึ้นไปหน้าเวที อัยย์เดินนำ ขาเบาและหนักพร้อมกัน ผู้ชมถามคำถามเรื่องโลเคชัน เรื่องเสียง เรื่องทำไมไฟในฉากสุดท้ายติดไม่ครบ ปั้นแย่งตอบเรื่องไฟจนมิ้มต้องดึงไมค์คืน ธันวาตอบเรื่องเสียงสั้น ๆ ว่า “เราอยากให้ห้องดูเหมือนซ่อมได้ แต่ไม่ต้องลืมว่ามันเคยพัง”
อัยย์หันไปมองเขา ไฟเวทีสะท้อนในดวงตาเขา คราวนี้ไม่มีใครหลบก่อน
เมื่อกิจกรรมจบ ทีมไม่ได้รางวัลใหญ่ หนังของกันต์ได้รางวัลภาพยอดเยี่ยม ส่วนหนังของอัยย์ได้รางวัลเสียงออกแบบยอดเยี่ยมและเสียงปรบมือยาวกว่าที่เธอคาด กันต์เดินมาจับมือธันวา พูดว่า “ปีนี้ไม่ขาดแล้วนะ” ธันวายิ้มเล็กน้อย “ปีนี้บอกทีมก่อน” กันต์หัวเราะ ยอมรับคำแทงนั้นแล้วเดินไป
ดึกมากแล้ว ผู้ชมทยอยกลับ ลานเหลือเก้าอี้ว่างกับไฟประดับที่ยังไม่ดับ ทีมช่วยกันเก็บสายไฟ ปั้นอุ้มลำโพงผิดด้านจนมิ้มดุ ธันวาก้มเก็บกระดาษคิวใต้โต๊ะ อัยย์ยืนม้วนสายอยู่ข้างเขา
“พี่มาถึงตอนกลางเรื่อง” เธอพูด
“ขอโทษ”
“เราโกรธนิดหนึ่ง”
เขาหยุดมือ “นิดหนึ่งหน่วยอะไร”
“หน่วยจริง”
ธันวาพยักหน้า รับไว้ตรง ๆ “รถเข้าไม่ได้ ผมลงเดินตั้งแต่หน้าประตูใหญ่ น่าจะเผื่อเวลาเยอะกว่านี้”
“แต่พี่ไม่แย่งเมาส์”
“เธอคุมได้”
อัยย์ม้วนสายช้าลง “เราไม่เคยคิดว่าประโยคนี้จะฟังดี”
“ประโยคไหน”
“เธอคุมได้” เธอยิ้มบาง ๆ “เมื่อก่อนถ้ามีคนพูด เราจะคิดว่าเขาประชด”
ธันวาหยิบเทปกาวที่ตกอยู่ส่งให้ “ตอนนี้ล่ะ”
“ตอนนี้เหมือนมีคนยืนข้าง ๆ แต่ไม่ได้แย่งถือ”
เขามองเทปกาวในมือเธอ “ดีไหม”
อัยย์ไม่ตอบทันที เธอได้ยินปั้นกับมิ้มเถียงกันไกล ๆ เรื่องใครต้องคืนกุญแจห้องชมรม ได้ยินลมกลางคืนลอดผ่านจอผ้าขาวที่กำลังถูกปลดลง ได้ยินหัวใจตัวเองไม่เป็นจังหวะ แต่ไม่รีบแก้
“ดี” เธอพูด
ธันวาพยักหน้าเหมือนเก็บคำคำนั้นไว้ในสมุดเสียง
ก่อนแยกกลับหอ มิ้มลากปั้นไปคืนอุปกรณ์ที่ตึก ทิ้งอัยย์กับธันวาไว้หน้าห้องชมรมที่เปิดไฟสลัว พวกเขายืนมองบอร์ดตารางถ่ายทำที่เต็มไปด้วยรอยขีด รอยแก้ และโพสต์อิทหลุดครึ่งหนึ่ง
“พรุ่งนี้พี่ต้องส่งรายงานทุนใช่ไหม” อัยย์ถาม
“ใช่ แล้วอาทิตย์หน้าต้องกลับไปอบรมต่ออีกสามวัน”
เธอพยักหน้า “ไปเถอะ”
ธันวาหันมา “ครั้งนี้บอกแล้ว”
“รู้”
“เธอ…” เขาหยุด มือจับสายกระเป๋า “อยากให้ผมส่งไฟล์เสียงจากที่นั่นไหม”
“ถ้ามีเสียงดี ๆ ก็ส่ง”
“ถ้าไม่มี?”
“ส่งว่าไม่มี”
เขายิ้ม คราวนี้เห็นชัดกว่าทุกครั้ง “ได้”
อัยย์เปิดประตูชมรม เอากล่องอุปกรณ์ไปวางในห้อง ความเงียบหลังงานใหญ่กว้างกว่าปกติ ธันวาเดินตามเข้ามา ช่วยยกขาตั้งกล้องไปพิงผนัง หน้าต่างยังมีขาตั้งอีกตัวค้ำไว้เหมือนวันแรก
อัยย์ชี้ “เราควรซ่อมบานพับจริง ๆ แล้วนะ”
“ไขควงอยู่ในลิ้นชักฟิล์ม”
“กุญแจอยู่กับปั้น”
ทั้งคู่พูดพร้อมกันแล้วหัวเราะ เสียงหัวเราะสะท้อนผนังที่ติดโฟมกันเสียงจนไม่ก้องมาก อัยย์เดินไปปิดคอมพิวเตอร์ ธันวายืนข้างโต๊ะมิกเซอร์ เขาหยิบสมุดเล่มเล็กออกมา จดอะไรบางอย่าง
“จดอะไรอีก” เธอถาม
“เสียงห้องหลังฉายจบ”
“มันมีเสียงอะไร”
เขาเงยหน้า “มีคนไม่รีบหนี”
อัยย์รู้สึกใบหน้าร้อนขึ้น เธอหยิบแฟ้มบทมาตีแขนเขาเบา ๆ “ประโยคแบบนี้พี่คิดก่อนพูดไหม”
“บางที”
“แล้วครั้งนี้?”
“ไม่ทันคิด”
ความเงียบตกลงระหว่างทั้งคู่ แต่ไม่หนัก อัยย์วางแฟ้มลง เธอก้าวไปใกล้หนึ่งก้าว ไม่ใช่เพราะแรงดึงลึกลับอะไร เป็นเพราะตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาอยู่ตรงขอบเฟรมของเธอเสมอ คอยถือบูม คอยลดเสียง คอยยื่นเทปกาว คอยบอกความจริงช้าไปบ้าง แต่กลับมาแก้ด้วยการไม่หนี
“ธันวา” เธอเรียกชื่อเขาเต็ม ๆ เป็นครั้งแรกโดยไม่มีคำว่าพี่นำหน้า
เขานิ่งไป “อืม”
“เราไม่รู้ว่าต้องเรียกสิ่งนี้ว่าอะไร”
เขาวางสมุดลง “ไม่ต้องรีบตั้งชื่อก็ได้”
“แต่ไม่อยากทำเหมือนไม่มี”
ธันวากลืนน้ำลาย สายตาเขาเลื่อนจากพื้นมาที่เธอ “ผมก็ไม่อยาก”
อัยย์ยิ้มเล็กน้อย “งั้นเริ่มจากไม่หายไปเงียบ ๆ”
“และไม่คุมทุกอย่างคนเดียว?”
เธอหรี่ตา “ต่อรองเก่งขึ้นนะ”
“เรียนจากผู้กำกับ”
เธอหัวเราะเบา ๆ แล้วความเงียบกลับมาอีกครั้ง ธันวาไม่ได้ขยับเข้ามาเร็ว เขายกมือขึ้นช้า ๆ เหมือนขออนุญาตจับเสียงที่มองไม่เห็น อัยย์มองมือนั้น แล้วเป็นฝ่ายวางมือของตัวเองลงบนมือเขา นิ้วของเขาอุ่น มีรอยแข็งจากการจับอุปกรณ์ เธอบีบเบา ๆ ครั้งเดียว
“แค่นี้ก่อน” เธอพูด
ธันวาพยักหน้า “แค่นี้ก่อน”
พวกเขาปิดไฟห้องชมรมด้วยกัน เหลือเพียงแสงจากทางเดินลอดใต้ประตู อัยย์ล็อกห้อง ธันวาตรวจว่าหน้าต่างไม่กระแทก ทั้งคู่เดินลงบันไดช้า ๆ โดยยังจับมือกันอยู่หลวม ๆ ไม่ใช่เพื่อประกาศให้ใครเห็น แต่เพราะไม่มีใครอยากปล่อยก่อนถึงชั้นล่าง
เช้าวันถัดมา ก่อนฟ้าสว่างเต็มที่ อัยย์ได้รับข้อความจากธันวา ‘ตื่นไหม’ เธองัวเงียตอบ ‘ถ้าไม่ตื่นคงตอบไม่ได้’ เขาส่งต่อ ‘มาที่ดาดฟ้าตึกชมรมได้ไหม มีเสียงหนึ่งอยากให้ฟัง’
เธอพิมพ์ ‘นี่คือเดตหรือภารกิจชมรม’
‘ยังไม่รีบตั้งชื่อ’
อัยย์นั่งยิ้มกับหน้าจออยู่สามวินาที แล้วลุกไปล้างหน้า
ดาดฟ้าตึกศิลปกรรมในเช้าใสมีลมบาง ๆ ธันวายืนข้างราว ถือเครื่องบันทึกเสียงกับบูมไมค์ อัยย์ผลักประตูเหล็กออก เสียงเอี๊ยดดังจนเขาหันมา
“ประตูนี้ควรอยู่ในหนังผี” เธอพูด
“หรือหนังรักที่ตัวเอกมาสาย”
“เราไม่สาย พี่ไม่บอกเวลา”
“จริง”
เขายื่นหูฟังให้ข้างหนึ่ง เหมือนคืนบนระเบียง แต่เช้านี้แสงสีอ่อนกำลังขึ้นหลังอาคารเรียน เสียงเมืองยังไม่ดังเต็มที่ มีนก มีลม มีเสียงรถไกล ๆ และความเงียบที่ไม่ว่างเปล่า
“เสียงอะไร” อัยย์ถาม
ธันวายกบูมไมค์ขึ้น “เสียงก่อนมหาลัยเริ่มทำตัววุ่นวาย”
“แล้วต้องให้เรามาฟังทำไม”
เขามองไปทางขอบฟ้า “เพราะเมื่อวานหนังจบแล้ว แต่ผมยังอยากเก็บเสียงที่มีเธออยู่ในเช้าวันถัดไป”
อัยย์ก้มมองพื้นดาดฟ้า ยิ้มจนต้องเม้มปากไว้ “นี่คิดก่อนพูดหรือยัง”
“คิดนิดหนึ่ง”
“อันตรายกว่าตอนไม่คิดอีก”
ธันวาหัวเราะเบา ๆ เธอรับบูมไมค์อีกข้างมาช่วยถือ มือของทั้งคู่จับก้านเดียวกัน ลมพัดผมเธอเข้าหน้า เขาขยับมือเหมือนจะปัดให้ แต่หยุดไว้ อัยย์เห็นแล้วเอียงหน้าให้ผมหลุดเอง
“ขอบคุณที่หยุดทัน” เธอพูด
“กำลังฝึกไม่แก้ทุกอย่างแทน”
“ดีมาก”
พวกเขายืนฟังแสงเช้าด้วยกัน พระอาทิตย์ค่อย ๆ แตะขอบตึก กระจกหน้าต่างห้องชมรมด้านล่างสะท้อนสีทอง หน้าต่างบานที่เคยต้องใช้ขาตั้งค้ำปิดอยู่เรียบร้อย เพราะธันวาซ่อมบานพับไว้ตั้งแต่เมื่อคืนโดยไม่บอกใคร อัยย์สังเกตเห็นแล้วหันไปมองเขา
“พี่ซ่อมหน้าต่าง”
“อืม”
“ไม่บอกอีกแล้ว”
เขาชะงัก
เธอหัวเราะ “อันนี้ให้อภัย เพราะผลลัพธ์ไม่ทำให้ใครต้องเดาอนาคต แค่หน้าต่างไม่ฟาดหัวคน”
ธันวาถอนหายใจเหมือนรอดสอบ “งั้นดี”
อัยย์ขยับนิ้วบนก้านบูมให้แตะนิ้วเขานิดหนึ่ง “แต่คราวหน้าบอกด้วย จะได้ช่วยถือไขควง”
เขามองนิ้วที่แตะกัน แล้วมองเธอ “คราวหน้าจะบอก”
เครื่องบันทึกเสียงเดินต่อไป เก็บเสียงลม เสียงนก เสียงประตูดาดฟ้าที่ปิดไม่สนิท และเสียงหัวเราะเบา ๆ ของคนสองคนที่ยังไม่รีบตั้งชื่อให้ทุกอย่าง แต่เลือกยืนอยู่ในเฟรมเดียวกันเมื่อแสงเช้าค่อย ๆ เปิดขึ้นทีละน้อย