ลำน้ำที่จำชื่อดวงดาว
ในคืนที่ลำน้ำอายรุ้งไหลย้อนขึ้นฟ้า ปลาใสตัวเล็กนับพันว่ายผ่านหมู่ดาวราวกับดาวทุกดวงมีครีบ และชาวริมฝั่งทุกคนต่างยืนเงียบอยู่บนตลิ่งดินสีคราม มือประคองถ้วยดินเผาใบเล็กซึ่งบรรจุความทรงจำหนึ่งหยดไว้ข้างใน เมื่อลมเหนือเมฆพัดมา ถ้วยเหล่านั้นก็ส่งเสียงเบาเหมือนมีใครกระซิบชื่อคนที่จากไป เด็ก ๆ จะกัดริมฝีปากไม่ให้ร้องไห้ ผู้ใหญ่จะก้มหน้าราวกับขอโทษต่ออดีต เพราะในอาละวิน ความทรงจำมิใช่ของส่วนตัวทั้งหมด มันเป็นน้ำ เป็นแสง เป็นลมหายใจของดวงดาว และทุกปีในคืนปล่อยหยดจำ ผู้คนต้องคืนความทรงจำหนึ่งหยดให้ลำน้ำ เพื่อให้ฟ้ายังมีแสงและโลกยังรู้จักเช้าวันใหม่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!ลุนยืนอยู่หลังสุดของแถวในคืนนั้น เขาอายุสิบหก มือเปื้อนดินเผาแม้ล้างแล้วสามครั้ง เพราะเขาเป็นศิษย์ปั้นไหของโรงเตาใต้รากไม้หอม หน้าที่ของเขาคือปั้นถ้วยให้ชาวบ้านใช้ปล่อยความทรงจำ แต่ถ้วยในมือของลุนไม่ได้มีหยดจำที่เขาตั้งใจจะคืนให้โลก มันมีเพียงน้ำเปล่าผสมผงหินดาวจนเรืองแสงหลอกตา ส่วนความทรงจำแท้จริง เขาแอบซ่อนไว้ในไหใบจิ๋วใต้เสื้อ เป็นความทรงจำสุดท้ายเกี่ยวกับแม่ เสียงหัวเราะของนางยามม้วนแขนเสื้อแล้วสอนเขากดนิ้วลงบนดินหมุน
ลุนกลัวการลืมมากกว่ากลัวความตาย เขาไม่เคยพูดเช่นนั้นกับใคร เพราะในหมู่บ้านริมอายรุ้ง ผู้ที่ไม่ยอมคืนความทรงจำจะถูกมองว่าเห็นแก่ตัวราวกับคนเอามืออุดปากฟ้า แต่ลุนโตมากับคำถามที่ไม่มีใครตอบ แม่ของเขาหายไปเมื่อสิบปีก่อนหลังคืนปล่อยหยดจำครั้งหนึ่ง ทุกคนบอกเพียงว่า นางคืนตนเองให้ลำน้ำแล้ว และในหมู่บ้านไม่มีใครเอ่ยชื่อแม่ของเขาดัง ๆ อีกเลย ราวกับชื่อของนางเป็นภาชนะร้าวที่แตะนิดเดียวก็แตก
เมื่อผู้เฒ่าริมฝั่งยกไม้เท้ากระดูกใบไม้ขึ้น ทุกคนก็เทหยดจำลงลำน้ำ แสงเล็ก ๆ ตกสู่ผิวน้ำแล้วแตกเป็นวง เหตุการณ์เก่าของคนทั้งหมู่บ้านไหลออกมาเป็นภาพบางเบา เด็กหญิงเห็นวันที่ตนหัดเดินครั้งแรก ชายชราเห็นมือของน้องชายที่เคยจับเขาข้ามน้ำเชี่ยว หญิงขายเกลือเห็นใบหน้าศัตรูเก่าที่นางเพิ่งให้อภัย ภาพเหล่านั้นกลายเป็นปลาแสง ว่ายวนสามรอบ แล้วพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อป้อนดวงดาว
แต่เมื่อหยดจำปลอมของลุนแตะน้ำ ลำน้ำอายรุ้งกลับสะดุ้งเหมือนสัตว์ถูกแทง แสงบนผิวน้ำดับวูบจากฝั่งหนึ่งไปอีกฝั่งหนึ่ง เสียงปลาดาวในฟ้าหยุดว่าย เกิดความเงียบหนาทึบราวกับใครเอาผ้าดำคลุมโลกไว้ แล้วกลางลำน้ำก็มีฟองสีเทาผุดขึ้น ฟองเหล่านั้นไม่แตก หากรวมตัวเป็นคำที่ไม่มีเสียง ลุนอ่านมันได้ทั้งที่ไม่เคยเรียนอักษรน้ำ คำนั้นว่า คืนสิ่งที่ถูกขัง
ชาวบ้านแตกตื่น ถ้วยดินเผาหล่นกระทบดินดังกรอบแกรบ ผู้เฒ่าซึ่งชื่อว่ายายศิลป์หันมามองลุนทันที นางแก่จนผมขาวเหมือนเถ้าดอกไม้ แต่ดวงตายังเฉียบเหมือนเข็มเย็บฟ้า ลุนกำไหใต้เสื้อแน่นจนขอบไหบาดฝ่ามือ เขาอยากวิ่งหนี แต่เท้ากลับฝังอยู่กับดิน
“เอาออกมาเถอะ” ยายศิลป์พูด น้ำเสียงไม่ดัง แต่ทำให้ทุกคนเงียบ “ลำน้ำไม่โกรธง่าย ๆ ถ้ามันร้อง ก็แปลว่ามันเจ็บมานานแล้ว”
“ข้าไม่ได้ทำให้มันเจ็บ” ลุนตอบเร็วเกินไป “ข้าแค่เก็บของของข้าไว้”
ชายชาวประมงชื่อโมกหัวเราะอย่างไม่สบายใจ “เด็กนี่พูดเหมือนความจำเป็นข้าวในยุ้ง อยากกักก็ปิดฝา”
ลุนหันไปจ้องเขา “ถ้าเป็นเสียงแม่ของท่าน ท่านจะปล่อยมันลงน้ำง่าย ๆ หรือ”
ไม่มีใครตอบ คำถามนั้นลอยอยู่เหนือฝั่งราวกับนกบาดเจ็บ ยายศิลป์เดินมาหาลุน นางไม่ยื้อไหจากมือเขา เพียงวางฝ่ามือเหี่ยวย่นบนหลังมือของเขา และลุนก็รู้สึกถึงความสั่นเล็ก ๆ ของหญิงชราผู้เคยสอนคนทั้งหมู่บ้านให้ปล่อยวาง
“ไม่ง่ายหรอก” นางบอก “ข้าเองก็ไม่เคยพูดว่ามันง่าย แต่ถ้าเจ้าขังหยดจำไว้นานเกินไป มันจะกลายเป็นเกลือจำ เกลือจำไม่เล่าเรื่อง มันกัดกินฝั่งน้ำ กัดกินชื่อ และวันหนึ่งมันจะกัดกินเจ้าจากข้างใน”
คืนนั้นดวงดาวเหนืออายรุ้งดับไปเจ็ดดวง และน้ำในลำน้ำลดลงจนเห็นก้อนหินที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน แต่ละก้อนมีใบหน้าคนครึ่งหนึ่งผุดอยู่บนผิวหิน ใบหน้าเหล่านั้นหลับตาเหมือนกำลังฝันถึงชีวิตที่ถูกเก็บผิดที่ ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเริ่มกระซิบถึงคำสาปหินจำ คำสาปเก่าแก่ที่ชาวอาละวินเล่าให้เด็กฟังเพื่อให้ไม่หวงอดีตมากเกินควร ว่าครั้งหนึ่งมีนครบนต้นน้ำชื่อธารวลัย ผู้คนที่นั่นกลัวการสูญเสียจนสร้างกำแพงดินเผาขวางลำน้ำ และเก็บความทรงจำของทั้งแผ่นดินไว้ในไหใหญ่เท่าภูเขา นับแต่นั้นดวงดาวก็เริ่มหิว น้ำเริ่มขุ่น และชื่อของผู้ตายเริ่มกลายเป็นหิน
ลุนเคยคิดว่าตำนานนั้นเป็นคำขู่สำหรับเด็กดื้อ จนเขาเห็นใบหน้าบนหินก้อนหนึ่งมีรอยยิ้มเหมือนแม่ของเขา
รุ่งเช้า ยายศิลป์เรียกลุนไปยังโรงเตาใต้รากไม้หอม โรงเตานั้นสร้างในโพรงของต้นอุระซึ่งรากเปล่งกลิ่นคล้ายฝนตกบนข้าวใหม่ ดินที่ใช้ปั้นไหมาจากตลิ่งอายรุ้ง ต้องนวดด้วยน้ำค้างจำและเผาด้วยไฟเย็นจากเปลือกหอยฟ้า ถ้วยทุกใบจึงรับความทรงจำได้โดยไม่ทำให้มันตาย ลุนรักโรงเตานี้เพราะแม่เคยเป็นช่างปั้นที่เก่งที่สุดในหมู่บ้าน นางปั้นถ้วยได้บางจนแสงจันทร์ลอดผ่านเหมือนผิวผลไม้
ยายศิลป์วางแผ่นดินเผาแผ่นหนึ่งบนโต๊ะ มันสลักแผนที่ลำน้ำอายรุ้งตั้งแต่หมู่บ้านจนถึงต้นน้ำ ซึ่งหายเข้าไปในหุบเขาดาวหลับ “น้ำลดเผยทางเก่า” นางพูด “ถ้าคำสาปตื่นจริง เราต้องไปถึงธารวลัยและเปิดสิ่งที่ถูกขัง”
“ทำไมต้องข้า” ลุนถาม รู้ตัวว่าคำถามฟังเหมือนเด็กน้อย แต่ก็หยุดไม่ได้ “เพราะข้าทำผิดหรือ”
“เพราะเจ้าได้ยินคำของน้ำ”
“ข้าไม่ได้อยากได้ยิน”
“โลกไม่ถามเราก่อนทุกครั้งที่มันเจ็บ” ยายศิลป์ตอบ “แต่ข้าไม่ส่งเจ้าไปเพราะโชคชะตา ข้าแก่เกินจะเดินทางไกล โมกไม่ยอมทิ้งเรือของเขา และคนอื่นกลัวชื่อของธารวลัยเกินไป ส่วนเจ้า เจ้ามีความผิดพอจะรู้ว่าสิ่งที่กักไว้มีน้ำหนักแค่ไหน และมีความรักพอจะไม่ดูถูกมัน”
ลุนก้มหน้ามองมือเปื้อนดินของตน “ถ้าข้าไป ข้าจะได้ความทรงจำของแม่คืนหรือไม่”
ยายศิลป์เงียบอยู่นาน ก่อนหยิบถ้วยดินเผาร้าวใบหนึ่งจากชั้นสูงสุด ถ้วยใบนั้นมีรอยนิ้วของแม่ลุนอยู่ตรงก้นถ้วย “เจ้าอาจได้ความจริงคืน” นางบอก “แต่ความจริงไม่เหมือนความทรงจำ มันไม่อุ่นมือเสมอไป”
ลุนออกเดินทางในบ่ายวันเดียวกัน ด้วยเรือเปลือกไม้ที่เย็บด้วยเส้นผมของต้นลม เขามีถุงดินปั้น มีมีดตัดราก มีถ้วยร้าวของแม่ และมีไหจิ๋วที่ซ่อนเสียงหัวเราะของนางไว้ ยายศิลป์ให้สัตว์นำทางตัวหนึ่งแก่เขา มันชื่อปุ้งผิว เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเท่าฝ่ามือ รูปร่างคล้ายก้อนละอองฝนมีขาหกขาและหางเป็นเส้นเสียงระฆัง ตัวมันโปร่งแสงจนมองเห็นเม็ดทรายแห่งความคิดกลิ้งอยู่ข้างใน ปุ้งผิวกินคำขอโทษที่คนไม่กล้าพูดเป็นอาหาร หากอดนานตัวจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นก้อนกรวดร้องไห้
“มันจะช่วยหาเส้นทางที่มีความเสียใจหมักอยู่” ยายศิลป์อธิบาย
ลุนมองสัตว์ตัวนั้นซึ่งกำลังเลียขอบถ้วยร้าว “แล้วถ้าข้าไม่มีคำขอโทษให้มันกินล่ะ”
ปุ้งผิวสั่นหางเป็นเสียงติ๊งเบา ๆ แล้วพูดด้วยเสียงเหมือนน้ำหยดในถ้ำ “คนที่พูดแบบนั้น มักมีเยอะจนข้าอิ่มสามวัน”
ลุนไม่ชอบมันทันที แต่ก็ยอมให้มันเกาะไหล่ เพราะเมื่อเรือเคลื่อนออกจากฝั่ง ลำน้ำอายรุ้งเบื้องหน้ากลายเป็นทางแคบสีเงินหม่น มีหมอกความฝันลอยต่ำ และสองฝั่งเต็มไปด้วยต้นรำลึกซึ่งใบของมันเป็นรูปหูคน ใบเหล่านั้นหันตามเรือและกระซิบเรื่องเล็ก ๆ ที่ชาวบ้านเคยลืม เช่นกลิ่นข้าวไหม้ในงานแต่ง วันที่เด็กคนหนึ่งโกหกเรื่องปลาหาย หรือคำขอบคุณที่ไม่มีใครพูดทันก่อนคนฟังจากไป
ยิ่งล่องขึ้นไป น้ำยิ่งตื้นและเค็ม ลุนต้องลงเข็นเรือหลายครั้ง เกลือจำเกาะข้อเท้าเป็นเกล็ดสีขาว ทุกเกล็ดมีภาพวูบวาบอยู่ข้างใน บางภาพไม่ใช่ของเขา เขาเห็นชายคนหนึ่งขโมยชื่อของพี่ชายเพื่อรับมรดก เห็นหญิงชราฝังเพลงกล่อมลูกไว้ใต้หินเพราะฟังแล้วเจ็บเกินไป เห็นเด็กคนหนึ่งผลักถ้วยความทรงจำของน้องตกน้ำก่อนถึงพิธีเพราะอยากให้พ่อแม่หันมามองตน ลุนสะบัดภาพเหล่านั้นออก แต่บางภาพติดอยู่ใต้เล็บเหมือนโคลน
คืนแรก เขาผูกเรือกับรากต้นรำลึก ปุ้งผิวปีนลงจากไหล่แล้วนั่งจ้องเขา “เจ้าขอโทษลำน้ำได้แล้ว”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้ดาวดับ” ลุนพูด
“คำขอโทษที่มีคำว่าแต่หรือไม่ได้ตั้งใจ มักมีก้างเยอะ ข้ากินแล้วติดคอ”
ลุนพลิกตัวหนี “งั้นก็อดไป”
ไม่นานนัก หมอกบนลำน้ำก็ม้วนตัวเป็นรูปร่างสูงยาว ไม่มีหัว ไม่มีตา มีเพียงช่องว่างคล้ายประตูอยู่กลางอก มันคือโอบรอย สัตว์เงาที่เกิดจากความทรงจำซึ่งถูกปฏิเสธ โอบรอยไม่ฆ่าคน แต่มันเดินผ่านร่างใคร ผู้นั้นจะลืมเหตุผลที่ตนกำลังเดินทาง และจะนั่งนิ่งอยู่ริมฝั่งจนกลายเป็นหินจำ ลุนเคยได้ยินชื่อมันจากเรื่องเล่า แต่ไม่เคยรู้ว่ามันมีกลิ่นเหมือนเสื้อผ้าที่ตากไม่แห้งหลังงานศพ
ปุ้งผิวกระโดดขึ้นอกลุน ตัวสั่นจนหางดังติ๊ง ๆ “มันชอบคนที่บอกว่าตัวเองไม่ผิด”
ลุนคว้ามีดตัดราก แต่มีดผ่านร่างโอบรอยเหมือนผ่านควัน ช่องว่างในอกมันเปิดกว้าง เผยภาพแม่ของลุนยืนอยู่ริมฝั่งคืนที่นางหายไป นางหันหลังให้เขา และไม่ว่าเขาจะตะโกนเท่าไร นางก็ไม่หันกลับ ความเจ็บแล่นขึ้นคอ ลุนเกือบก้าวเข้าไปในช่องว่างนั้นเพื่อดึงนางกลับมา
ปุ้งผิวกัดหูเขา “พูดเสียที!”
ลุนกำหมัดแน่น น้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว “ข้าขอโทษ” เขาพูดกับลำน้ำ เสียงแหบ “ข้าขอโทษที่ข้าโกหก ข้าขอโทษที่ข้าคิดว่าความเจ็บของข้าสำคัญกว่าฟ้า ข้ายังไม่อยากปล่อยแม่ไป ข้าไม่รู้ต้องทำยังไง”
คำขอโทษหลุดจากปากเป็นไอน้ำสีอำพัน ปุ้งผิวอ้าปากดูดเข้าไป ตัวมันสว่างขึ้นทันที โอบรอยหยุดเคลื่อน ช่องว่างในอกหดลงจนเหลือเพียงรูเท่าเมล็ดข้าว แล้วมันละลายเป็นฝนเย็นตกลงบนเรือ ลุนทรุดนั่ง หายใจแรง เขาไม่รู้สึกดีขึ้นทั้งหมด แต่รู้สึกเหมือนในอกมีที่ว่างพอให้ลมหายใจผ่าน
วันต่อมา เขาเข้าสู่ป่ากระดูกเพลง สองฝั่งลำน้ำเต็มไปด้วยซากต้นไม้ขาวโพลนที่ไม่มีใบ แต่เมื่อกระแสน้ำแตะราก มันจะเปล่งทำนองของสิ่งที่เคยเกิดใต้ร่มไม้เหล่านั้น ทำนองบางเพลงทำให้เรือเบาขึ้น บางเพลงทำให้น้ำหนักของความคิดเพิ่มจนลุนแทบยกพายไม่ไหว ที่นี่เขาพบฝูงมอรามิ สิ่งมีชีวิตคล้ายปลากระดาษพับ แต่ผิวเป็นเศษจดหมายที่ไม่เคยส่ง พวกมันบินเหนือผิวน้ำด้วยครีบที่มีลายมือสั่น ๆ มอรามิกินฝุ่นจากคำสัญญาที่รักษาไม่ได้ และจะตายทันทีหากใครพูดคำว่าไม่มีอะไรโดยที่ในใจมีทุกอย่าง
มอรามิตัวหนึ่งติดอยู่ในเกลือจำ มันดิ้นจนครีบฉีก ลุนลังเล เขารีบมาก น้ำกำลังลด และทุกชั่วโมงอาจทำให้ดาวดับเพิ่ม แต่เมื่อมอรามิส่งเสียงเหมือนกระดาษถูกขยำ เขาก็นึกถึงตนเองในคืนที่ไม่มีใครยอมพูดถึงแม่ จึงหยุดเรือ ใช้น้ำค้างจำละลายเกลือทีละน้อย ปุ้งผิวบ่นว่าชักช้า แต่ก็ช่วยเลียคำขอโทษเก่าที่ติดอยู่ตามครีบปลา
มอรามิที่รอดชีวิตบินวนรอบศีรษะลุน แล้วทิ้งเศษจดหมายชิ้นหนึ่งลงบนตัก เขาอ่านไม่ออกในตอนแรก จนแสงจากถ้วยร้าวของแม่ลอดผ่านตัวอักษร คำนั้นจึงปรากฏว่า อย่าเชื่อคนที่บอกว่าการเก็บไว้คือการรักเสมอไป ลายมือเป็นของแม่ ลุนจำเส้นโค้งของตัวอักษรได้จากป้ายดินเผาในโรงเตา หัวใจเขาเต้นแรงจนเจ็บ
“เจ้าเห็นไหม” เขาพูดกับปุ้งผิว “แม่ผ่านทางนี้”
ปุ้งผิวเอียงตัว “หรือความทรงจำของนางผ่านทางนี้ ความจริงชอบแยกตัวจากความหวังตรงที่เราเผลอคิดว่ามันเดินคู่กัน”
“เจ้าพูดให้เหมือนสัตว์นำทางปกติไม่ได้หรือ”
“ข้าเป็นก้อนฝนที่กินความเสียใจ ไม่ใช่ไก่บ้าน”
ลุนเกือบหัวเราะ และการเกือบหัวเราะนั้นทำให้เขาตกใจ เพราะหลายปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่ความคิดถึงแม่โผล่มา เขาจะกอดมันไว้จนไม่เหลือที่ให้ความสุขเล็ก ๆ อื่นเข้ามา
เมื่อถึงวันที่สาม ลำน้ำพาเขาไปยังเมืองคว่ำเงาชื่อเวนธา เมืองนี้ไม่ได้สร้างบนดิน แต่สร้างบนเงาของภูเขาที่ทอดลงในน้ำ บ้านเรือนจึงดูเหมือนหมึกสีม่วงลอยอยู่ใต้ผิวน้ำ ผู้คนเวนธาเดินบนสะพานที่ทำจากกลิ่นข้าวสุก และสวมหน้ากากดินบาง ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ความทรงจำรั่วออกจากตา พวกเขามีธรรมเนียมว่าเมื่อพบคนแปลกหน้า ต้องถามก่อนว่า “วันนี้เจ้าพร้อมลืมสิ่งใด” ไม่ใช่ถามชื่อ เพราะชื่อเป็นของที่ให้ได้เฉพาะหลังแบ่งปันการลืม
ลุนถูกพาไปพบผู้ดูแลท่าน้ำ เป็นหญิงร่างสูงชื่อเอรา ผู้มีเสียงแห้งเหมือนใบไม้ในหนังสือ นางมองไหจิ๋วใต้เสื้อของลุนเพียงครั้งเดียวก็รู้ “เจ้าแบกหยดจำที่เริ่มเค็มแล้ว”
ลุนถอยหลัง “ข้าไม่ได้มาขอให้ใครตัดสิน”
“ดี เพราะข้าไม่ว่างตัดสินใคร เมืองข้ากำลังจมน้ำตื้น” เอราชี้ไปยังคลองเงาที่แห้งจนเงาบ้านแตกร้าว “เมื่ออายรุ้งไม่ไหล เงาของพวกเราก็ไม่มีที่อยู่ อีกไม่นานเราจะยืนกลางแดดแล้วไม่มีอดีตตามหลัง”
นางยอมให้ลุนพักหนึ่งคืน แต่มีเงื่อนไขว่าเขาต้องช่วยซ่อมสะพานกลิ่นข้าวสุกซึ่งขาดเพราะเด็กหลายคนในเมืองเริ่มลืมกลิ่นอาหารของบ้านตนเอง การซ่อมสะพานไม่ใช้ไม้ ไม่ใช้เชือก แต่ใช้การเล่าอย่างแม่นยำถึงมื้ออาหารที่เคยทำให้รู้สึกปลอดภัย ผู้คนผลัดกันเล่า บางคนเล่าแกงรากเมฆ บางคนเล่าข้าวคลุกเกสรเกลือ ลุนพยายามหลบ แต่เอราหันมาถาม “แล้วเจ้าเล่า เด็กปั้นไห เจ้าเคยกินอะไรแล้วรู้สึกว่าชีวิตไม่ใจร้ายนัก”
ลุนนิ่งไป ความทรงจำโผล่ขึ้นมาโดยไม่ต้องเปิดไห แม่เคยต้มซุปดินหอมในวันที่เขาปั้นถ้วยแตกสิบสองใบ นางโรยเมล็ดลมคั่วลงไปจนซุปมีเสียงกรอบแกรบ และบอกว่า “ของแตกสอนมือได้ดีกว่าของสวย” เขาเล่าอย่างตะกุกตะกักในตอนแรก แต่ยิ่งเล่า กลิ่นซุปก็ลอยขึ้นจริง ๆ สะพานขาดค่อย ๆ ต่อกันด้วยไออุ่น เด็กเวนธาที่ลืมกลิ่นบ้านเริ่มร้องไห้ เพราะกลิ่นนั้นพาความหิวและความรักกลับมาพร้อมกัน
คืนนั้น เอรามอบตะเกียงเงาให้ลุน ไม่ใช่ของวิเศษที่ทำตามใจผู้ถือ แต่มันส่องได้เฉพาะสิ่งที่ผู้ถือยอมรับว่าตนกลัว “ใช้มันเมื่อถึงธารวลัย” นางบอก “กำแพงของนครนั้นไม่ได้บังแสง มันบังความกลัว คนไม่รู้ว่าตัวเองกลัวอะไร จะเดินวนอยู่หน้าประตูจนแก่”
ลุนรับตะเกียงไว้ “ท่านเคยไปที่นั่นหรือ”
เอราแตะหน้ากากของตน “ข้าเกิดที่นั่น ก่อนจะหนีออกมา ธารวลัยไม่ได้ชั่วร้ายตั้งแต่แรก พวกเขาแค่รักสิ่งที่สูญเสียมากจนเริ่มเรียกความรักว่ากฎหมาย”
คำพูดนั้นติดอยู่กับลุนตลอดทางต่อมา ลำน้ำแคบลงจนเรือต้องไหลผ่านซอกหินซึ่งมีตัวอักษรน้ำเกาะเหมือนตะไคร่ ปุ้งผิวอ่านให้ฟังเป็นพัก ๆ บางข้อความเป็นบันทึกของคนเดินทางก่อนหน้า บางข้อความเป็นคำเตือน บางข้อความเหมือนคนเขียนละอายจนเขียนไม่จบ ข้อความหนึ่งทำให้ลุนหนาวไปทั้งหลัง มันเขียนว่า เด็กที่ถูกเอาความทรงจำแรกไป จะตามหาสิ่งที่ตนไม่รู้ว่าหายไปตลอดชีวิต
“ความทรงจำแรกคืออะไร” ลุนถาม
ปุ้งผิวส่ายตัว “ไม่ใช่ภาพแรกที่เห็น แต่เป็นครั้งแรกที่โลกรู้สึกว่าเป็นบ้าน มันผูกคนไว้กับความไว้วางใจ ถ้าถูกดึงออก คนผู้นั้นจะโตขึ้นพร้อมรูในอก และมักพยายามยัดอะไรลงไปก็ได้ให้เต็ม”
ลุนจับไหจิ๋วใต้เสื้อ ความเข้าใจที่ยังไม่มีหลักฐานเริ่มเคาะกระดูกซี่โครงของเขา
ในที่สุด เขาก็มาถึงหุบเขาดาวหลับ ที่นั่นไม่มีนก ไม่มีลม มีเพียงท้องฟ้าต่ำมากจนเหมือนเอื้อมมือแตะได้ ดาวนับร้อยแขวนอยู่เหนือหุบเขาอย่างเหนื่อยล้า แสงของมันสั่นเหมือนตะเกียงใกล้หมดน้ำมัน กลางหุบเขามีกำแพงดินเผาสูงมหึมาขวางลำน้ำอายรุ้งไว้ กำแพงนั้นไม่เรียบ หากประกอบด้วยไหจำหลายแสนใบฝังซ้อนกัน ทุกใบมีชื่อคนสลักไว้ บางชื่อยังอุ่น บางชื่อกลายเป็นเกลือจนอ่านไม่ออก นครธารวลัยตั้งอยู่หลังกำแพง ไม่ใช่นครรุ่งเรืองตามตำนาน แต่เป็นเมืองเงียบที่หลังคาทุกหลังมีสีเดียวกับเถ้า และผู้คนเดินช้าเหมือนกลัวทำอดีตตกแตก
ประตูเมืองไม่มีทหาร มีเพียงอ่างน้ำแห้งใบหนึ่งและประโยคสลักว่า ผู้เข้ามาต้องวางความกลัวไว้หนึ่งอย่าง ลุนจุดตะเกียงเงาของเอรา แสงในตะเกียงไม่ส่องกำแพง แต่ส่องเข้าไปในอกเขา เขาเห็นความกลัวของตนไม่ใช่ภาพลืมหน้าแม่อย่างที่คิด หากเป็นภาพตนเองไม่มีใครรักหากไม่เก็บความเศร้าไว้เป็นหลักฐาน เขากลัวว่าถ้าหายเจ็บ คนอื่นจะบอกว่าแม่ไม่สำคัญแล้ว
ความกลัวนั้นทำให้เขาอยากดับตะเกียง แต่ปุ้งผิวแตะมือเขาเบา ๆ “วางมันไม่ได้แปลว่าทิ้งแม่ มันแปลว่าเลิกใช้บาดแผลแทนชื่อของนาง”
ลุนสูดหายใจ แล้วพูดหน้าประตู “ข้าวางความกลัวว่า หากข้าไม่ทรมาน แปลว่าข้าไม่รัก” คำพูดของเขากลายเป็นก้อนหินสีฟ้าเล็ก ๆ ตกลงในอ่างแห้ง ประตูเปิดออกโดยไม่มีเสียง
ภายในธารวลัย ผู้คนสวมเสื้อคลุมที่เย็บจากป้ายชื่อเก่า ทุกบ้านมีไหจำตั้งเต็มผนัง ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม่มีเสียงทะเลาะ แม้แต่เด็กก็เล่นโดยไม่ตะโกน เพราะเสียงดังอาจทำให้ความทรงจำในไหสั่นแตก กลางเมืองมีลานกว้างและหลุมลึกซึ่งลำน้ำอายรุ้งควรไหลผ่าน แต่บัดนี้เหลือเพียงร่องเกลือสีขาว ข้างหลุมมีสภาผู้รักษาอดีตนั่งอยู่เจ็ดคน ใบหน้าของพวกเขาไม่แก่ไม่เยาว์ เพราะแต่ละคนยืมความทรงจำวัยต่าง ๆ ของตนมาสวมทับเหมือนหน้ากาก
ผู้นำสภาชื่อราวัต เขาพูดช้าและสุภาพจนคำแต่ละคำเหมือนถูกขัดเงา “เด็กจากปลายน้ำ เจ้าพกของของเราเข้ามา”
“ของของท่าน?” ลุนถาม
ราวัตมองไหจิ๋วใต้เสื้อเขา “เสียงหัวเราะของหญิงชื่อมาฮรี นางเป็นช่างปั้นของธารวลัยก่อนทรยศต่อสัญญา”
ลุนเหมือนถูกผลักลงน้ำเย็น “แม่ข้าไม่ใช่คนทรยศ”
สภาคนหนึ่งซึ่งมีตาเด็กแต่ปากคนแก่กล่าว “นางขโมยความทรงจำที่เรารักษาไว้ นางเจาะกำแพง นางทำให้น้ำพยายามหนี”
“น้ำไม่ได้หนี มันควรไหล” ลุนโต้
ราวัตยกมือห้ามผู้อื่น “เจ้ารู้หรือไม่ว่า ก่อนมีกำแพง ปีเกลือนั้นผู้คนลืมลูกของตนเอง ลืมทางกลับบ้าน ลืมคำขอโทษที่ควรพูด เมืองทั้งเมืองพังเพราะอดีตไหลแรงเกินไป เราจึงสร้างภาชนะใหญ่เพื่อรักษาทุกสิ่งไว้ ไม่มีใครต้องเสียใครอีก”
ปุ้งผิวกระซิบ “คำโกหกที่เชื่อมานานมักพูดด้วยเสียงเรียบร้อย”
ราวัตได้ยินแต่ไม่โกรธ “เจ้าตัวเล็ก เจ้าคิดว่าเราทำเพื่อตัวเองหรือ เราแบกความจำของคนตายนับพัน เด็กคนนี้มีแม่ให้คิดถึงเพราะเราเก็บชื่อนางไว้ มิฉะนั้นนางคงละลายไปกับน้ำและไม่มีใครจำได้”
ลุนสับสน ความโกรธของเขาชนกับความกลัว หากกำแพงแตก เขาอาจเสียเสียงหัวเราะของแม่ไปจริง ๆ หากกำแพงอยู่ ดาวก็จะดับและปลายน้ำจะกลายเป็นหิน เขาถามเสียงเบา “แม่ข้าอยู่ที่ไหน”
สภาเงียบ ราวัตพาเขาไปยังท้องกำแพง ผ่านบันไดที่ทำจากเศษชื่อและห้องโถงที่เต็มไปด้วยไหสูงเท่าต้นไม้ แต่ละไหมีเสียงชีวิตดังอู้อี้อยู่ข้างใน บางไหหัวเราะ บางไหร้องไห้ บางไหเงียบอย่างน่ากลัว ที่ใจกลางกำแพงมีรอยแตกเล็ก ๆ ถูกอุดด้วยดินสีแดง และตรงนั้นมีร่างเงาเรืองแสงของหญิงคนหนึ่งฝังอยู่ครึ่งตัว มือของนางยังคงกดรอยแตกไว้ไม่ให้ปิดสนิท ใบหน้าเลือนราง แต่ลุนรู้จักท่าก้มคอ รู้จักนิ้วที่มีแผลจากเตาเผา รู้จักความอบอุ่นที่ไม่ต้องมีชื่อ
“แม่” เขาพูด และเสียงของเขาแตกเหมือนถ้วยตกพื้น
ดวงตาของมาฮรีเปิดขึ้นช้า ๆ ในตานางมีลำน้ำไหลอยู่ “ลุนหรือ”
เขาวิ่งเข้าไป แต่ราวัตจับไหล่ไว้ “แตะนางไม่ได้ นางผูกตนเองกับรอยแตก ถ้าดึงออก กำแพงจะปิดและน้ำจะตายสนิท หรือไม่ก็แตกทั้งหมดโดยไม่มีทางนำ”
มาฮรียิ้ม เศร้าและสว่าง “เจ้าสูงกว่าที่ข้าฝันไว้”
“ทำไมท่านไม่กลับมา” ลุนถาม น้ำตาไหล “ทำไมทุกคนไม่บอกข้า ทำไมข้าจำคืนสุดท้ายไม่ได้”
มาฮรีมองราวัต ความเงียบระหว่างพวกเขามีอายุยาวกว่าลุน “เพราะสภาเอาความทรงจำแรกของเด็กปลายน้ำไปอุดกำแพง เด็กทุกคนที่เกิดในปีนั้น รวมทั้งเจ้า พวกเขาเชื่อว่าความไว้วางใจบริสุทธิ์จะทำให้ดินเชื่อฟัง”
ลุนถอยหลังราวกับพื้นหายไป รูในอกที่เขาแบกมาตลอดชีวิตมีชื่อแล้ว ไม่ใช่ความอ่อนแอ ไม่ใช่ความดื้อรั้น มันคือสิ่งที่ถูกขโมย “ท่านรู้?” เขาหันไปหาราวัต
ราวัตหลับตา “เราทำเพื่อไม่ให้โลกพัง”
“โลกกำลังพังอยู่ดี” ลุนตะโกน “เพียงแต่พังช้า ๆ จนพวกท่านเรียกมันว่าความสงบ”
มาฮรีพูดเบามาก “ลุน ฟังแม่นะ กำแพงไม่ได้แตกด้วยแรงโกรธ มันจะแตกเป็นเกลือและทับเมืองทั้งเมือง ถ้าจะเปิดลำน้ำ ต้องมีคนปั้นทางให้น้ำใหม่ ทางที่ไม่กัก ไม่ปล่อยจนท่วม แต่สอนให้ไหล”
“ข้าทำไม่ได้” เขาพูดทันที “ข้าเป็นแค่คนปั้นถ้วย ข้ายังปั้นปากไหให้เท่ากันไม่ได้ในวันที่มือสั่น”
แม่หัวเราะเบา ๆ และเสียงนั้นเหมือนเสียงในไหจิ๋วของเขา แต่กว้างกว่า อ่อนล้ากว่า จริงกว่า “ของแตกสอนมือได้ดีกว่าของสวย จำได้ไหม”
ลุนกำถ้วยร้าวของแม่ เขาเข้าใจแล้วว่าถ้วยใบนั้นไม่ได้ถูกให้มาเพื่อปลอบใจ แต่มันคือบทเรียน ถ้วยร้าวไม่เก็บน้ำไว้ทั้งหมด แต่มันบอกทางที่น้ำซึมผ่าน เขามองกำแพงไหจำ มองร่องน้ำแห้ง มองดาวที่กำลังหรี่ลงนอกช่องหิน และรู้ว่าการเดินทางทั้งหมดไม่ได้พาเขามาหาของวิเศษใด ๆ มันพาเขามาพบงานที่ต้องใช้มือ ใช้ความผิด ใช้ความรัก และใช้การยอมเสียบางสิ่งจริง ๆ
ลุนขอเวลาเจ็ดชั่วยาม สภาหัวเราะเย็น แต่ราวัตยอม เพราะทางเลือกอื่นไม่มี เขานั่งกลางลานธารวลัย เทดินปลายน้ำ ดินเวนธา เกลือจำ และผงจากถ้วยร้าวของแม่ลงด้วยกัน เขาไม่ปั้นไห ไม่ปั้นกำแพง แต่ปั้นรางน้ำเป็นชิ้นเล็ก ๆ นับพัน แต่ละชิ้นมีรูพรุนเหมือนกระดูกนก และด้านในกดลายนิ้วไว้ไม่ให้เรียบเกินไป ปุ้งผิววิ่งไปทั่วเมือง บังคับให้ผู้คนพูดคำขอโทษที่ค้างอยู่เพื่อให้ตัวมันมีแรงช่วยขนดิน
ครั้งแรกไม่มีใครยอมพูด หญิงคนหนึ่งบอกว่าไม่มีอะไร ชายคนหนึ่งบอกว่าอดีตผ่านไปแล้ว เด็กคนหนึ่งเอาหน้ากากปิดปาก ปุ้งผิวจึงกลิ้งลงกลางลาน ทำตัวหนักเป็นกรวดร้องไห้และร้องดังจนไหจำบนกำแพงสั่น ผู้คนทนเสียงนั้นไม่ไหว ในที่สุดชายชราผู้หนึ่งก็พูดกับลูกสาวว่า “พ่อขอโทษที่เก็บเสียงแม่เจ้าไว้คนเดียว” หญิงทำขนมพูดกับเพื่อนบ้านว่า “ข้าขอโทษที่แกล้งลืมวันที่เจ้ายื่นมือช่วย” เด็กน้อยพูดกับหน้ากากของตนว่า “ข้าเหนื่อยที่ต้องเบาเสียงตลอดเวลา” คำขอโทษลอยเป็นไออำพัน ปุ้งผิวกินจนตัวสว่างเหมือนดาวจิ๋ว และลานเมืองเริ่มมีเสียงมนุษย์จริง ๆ เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
ลุนทำงานจนเล็บฉีก เขาวางรางน้ำพรุนจากรอยแตกของกำแพงลงสู่ร่องลำน้ำเดิม แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามเชื่อมชิ้นสุดท้าย ดินจะแตก เพราะยังขาดความทรงจำที่ทำให้ทางน้ำรู้จักคำว่าบ้าน ราวัตยืนมองอยู่เงียบ ๆ แล้วกล่าว “ต้องใช้ความทรงจำแรกที่อุดกำแพง หากดึงออก กำแพงจะครางและผู้ที่ถูกดึงอาจลืมสิ่งที่ตามหามาทั้งชีวิต”
ลุนรู้ทันทีว่าหมายถึงอะไร ความทรงจำแรกของเขาอยู่ในกำแพง บางทีอาจเป็นวันที่แม่อุ้มเขาออกมาดูอายรุ้งครั้งแรก บางทีอาจเป็นสัมผัสมือพ่อที่เขาไม่เคยรู้จัก บางทีอาจเป็นความรู้สึกว่าตนเกิดมาแล้วโลกยินดีต้อนรับ เขาอยากได้มันคืนอย่างรุนแรง ความอยากนั้นบริสุทธิ์และเจ็บปวด เขามีสิทธิ์ได้คืน สิทธิ์นั้นส่องในอกเหมือนไฟ
มาฮรีมองเขา น้ำในตานางสั่น “แม่อยากคืนให้เจ้า”
“ถ้าข้าเอาคืน จะเกิดอะไรขึ้น”
“ทางน้ำจะขาดชิ้นสุดท้าย”
“แล้วถ้าข้าใช้มันเชื่อมทางน้ำ”
มาฮรีหลับตา “เจ้าจะไม่ได้ภาพนั้นกลับมา เจ้าจะจำไม่ได้ว่าแม่อุ้มเจ้าอย่างไรในวันแรก แต่ความรู้สึกของมันอาจกระจายไปในน้ำ ให้เด็กคนอื่นไม่ต้องโตพร้อมรูเดียวกัน”
นี่คือมีดที่ไม่มีด้าม ลุนยืนอยู่ระหว่างสิทธิ์ของตนกับความหิวของฟ้า เขาคิดถึงเด็กปลายน้ำที่กำลังรอดาว คิดถึงเมืองเวนธาที่เงาแตกร้าว คิดถึงมอรามิในเกลือจำ คิดถึงตนเองในวัยหกขวบที่ถามหาแม่แล้วได้รับแต่ความเงียบ เขาไม่อยากเป็นคนดีจนตัวเองว่างเปล่า เขาไม่อยากเสียอีกแล้ว แต่ในความลึกที่สุด เขารู้ว่าการกักสิ่งที่ถูกขโมยไว้เพียงเพราะมันควรเป็นของเขา จะทำให้เขากลายเป็นกำแพงอีกแบบหนึ่ง
ลุนหยิบไหจิ๋วใต้เสื้อออกมา เสียงหัวเราะของแม่หมุนอยู่ข้างในเป็นแสงอุ่น เขาเปิดฝา ราวัตสะดุ้ง “อย่า หากปล่อยพร้อมความทรงจำแรก เจ้าจะเหลืออะไร”
ลุนมองชายผู้นั้น ไม่เกลียดเท่าเดิม แต่ไม่ให้อภัยง่าย ๆ เช่นกัน “ข้าจะเหลือมือที่แม่สอนให้ปั้น เหลือคนที่ข้าช่วยไว้ระหว่างทาง เหลือความจริงว่าความรักไม่จำเป็นต้องถูกขังเพื่อให้มีอยู่”
เขาเทเสียงหัวเราะของแม่ลงในดินชิ้นสุดท้าย แล้ววางฝ่ามือบนกำแพงตรงที่ความทรงจำแรกของตนถูกฝังอยู่ ความอบอุ่นมหาศาลไหลเข้ามา เขาเห็นเพียงแสงพร่า ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องเพลงที่ไม่มีถ้อยคำ รู้สึกแก้มแนบอกใครบางคนและโลกโยกเบา ๆ เหมือนเรือ เขาอยากกำไว้ อยากกรีดร้องว่าอย่าเอาไป แต่เขากดความทรงจำนั้นลงในรางน้ำพรุนชิ้นสุดท้ายด้วยมือตนเอง
กำแพงธารวลัยครางเหมือนสัตว์ยักษ์ตื่นจากไข้ ไหจำทีละใบสั่น ชื่อที่กลายเป็นเกลือแตกออกเป็นละอองแสง น้ำอายรุ้งซึ่งถูกขังมานานพุ่งจากรอยแตก แต่แทนที่จะทะลักทำลายเมือง มันไหลผ่านรางพรุนของลุน ช้าลง หายใจได้ แบ่งสายเป็นพันเส้นเล็ก ๆ ผ่านลาน ผ่านบ้าน ผ่านใต้เท้าผู้คน และทุกคนต้องตัดสินใจเองว่าจะเปิดไหของตนหรือไม่
ไม่มีคำสั่ง ไม่มีเวทมนตร์บังคับ ราวัตเป็นคนแรกที่เดินไปยังไหสูงสุดของสภา มือเขาสั่นจนดูแก่ขึ้นทันที เขาเปิดฝา และความทรงจำของคนตายนับร้อยไหลออกมา บางดวงลูบหน้าเขา บางดวงต่อว่าเขา บางดวงเพียงบินขึ้นฟ้าโดยไม่หันกลับ ราวัตทรุดลงร้องไห้ ไม่ใช่ร้องอย่างสง่างาม แต่ร้องเหมือนเด็กหลงทาง “ข้าขอโทษ” เขาพูดซ้ำ ๆ ปุ้งผิวกินไม่ทัน ได้แต่นอนหงายพุงสว่างอยู่กลางลาน
ชาวธารวลัยเปิดไหตาม บางคนเปิดเพียงหนึ่งใบ บางคนเปิดทั้งผนัง บางคนยังไม่พร้อมและกอดไหไว้แน่น ลุนไม่บังคับใคร เพราะเขาเข้าใจแล้วว่าการปล่อยต้องมีรากในความสมัครใจ มิฉะนั้นมันก็เป็นการขโมยอีกรูปแบบหนึ่ง น้ำอายรุ้งรับเฉพาะหยดจำที่ถูกมอบให้ ส่วนหยดที่ถูกโยนด้วยความกลัวกลายเป็นทรายตกลงข้างทาง รอวันที่เจ้าของจะกลับมาพูดกับมันอย่างซื่อสัตย์
เมื่อสายน้ำแรกแตะร่างของมาฮรี เงาของนางเริ่มโปร่งใส ลุนถลันเข้าไป “แม่ อย่าเพิ่ง”
นางยกมือแตะแก้มเขา คราวนี้เขารู้สึกได้ ไม่ใช่เหมือนจับคนเป็น แต่เหมือนฝนตกลงบนดินที่รอเมล็ด “แม่อยู่มานานกว่าที่ควร เพราะมีสิ่งที่ต้องแก้ ตอนนี้น้ำรู้ทางแล้ว”
“ข้าจะลืมหน้าท่านไหม”
มาฮรียิ้ม “บางวันเจ้าอาจลืม บางวันเจ้าจะจำได้จากกลิ่นดินเปียก จากถ้วยที่ไม่แตกทั้งที่ควรแตก จากวิธีที่เจ้าพูดกับเด็กฝึกหัดเวลามือเขาสั่น อย่ากลัวการจำแบบใหม่ ลูกเอ๋ย มันไม่เล็กกว่าภาพในไห”
ลุนร้องไห้โดยไม่ปิดหน้า “ข้ายังโกรธ”
“ดีแล้ว ความโกรธที่ไม่ถูกขังจะช่วยเจ้าสร้างกฎใหม่ แต่อย่าให้มันสร้างกำแพงแทนเจ้า”
นางค่อย ๆ ละลายเป็นปลาแสงตัวหนึ่ง มันไม่เหมือนปลาดาวอื่น เพราะครีบเป็นลายนิ้วมือดินเผา ปลาแสงว่ายวนรอบลุนสามรอบ แตะหน้าผากเขา แล้วพุ่งขึ้นตามสายน้ำสู่ฟ้า ดาวที่ดับไปเจ็ดดวงติดไฟขึ้นใหม่ ไม่สว่างเหมือนเดิม แต่สว่างอย่างมีรอยร้าว งดงามเหมือนถ้วยที่ซ่อมด้วยแสงเช้า
ลุนกลับถึงหมู่บ้านปลายน้ำหลังจากนั้นหลายวัน ลำน้ำอายรุ้งไหลเต็มฝั่งอีกครั้ง แต่ไม่เหมือนเดิม มันมีรางพรุนเล็ก ๆ กระจายไปตามชุมชนต่าง ๆ เพื่อเตือนว่าความทรงจำต้องมีทางหายใจ ยายศิลป์รออยู่ที่ตลิ่ง เมื่อนางเห็นลุนโดยไม่มีไหจิ๋วใต้เสื้อ นางไม่ถามว่าได้แม่คืนหรือไม่ เพียงดึงเขาเข้าไปกอดแน่นเหมือนกอดคนที่กลับมาจากที่ที่ภาษาไปไม่ถึง
ในปีต่อมา พิธีปล่อยหยดจำเปลี่ยนไป ผู้คนไม่ได้ยืนเงียบจนความเศร้ากลายเป็นกฎหมายอีกแล้ว ก่อนเทหยดจำลงน้ำ พวกเขาต้องเล่าให้คนข้าง ๆ ฟังว่าความทรงจำนั้นสำคัญอย่างไร และต้องพูดด้วยว่าตนยังไม่พร้อมปล่อยส่วนใด ไม่มีใครถูกบังคับให้ให้มากกว่าที่หัวใจยืนไหว แต่ทุกคนถูกสอนว่าการเก็บต้องไม่ปิดฝาจนสิ่งข้างในขาดอากาศ เด็ก ๆ เรียนปั้นถ้วยพรุน ถ้วยที่เก็บได้เพียงชั่วคราวและค่อย ๆ ซึมคืนลำน้ำทีละนิด พวกเขาเรียกมันว่าถ้วยหายใจ
ลุนกลายเป็นช่างปั้นไหที่ไม่ชอบไหปิดสนิท เขาดุเด็กฝึกหัดเวลาขี้เกียจ แต่ไม่เคยดุเวลาถ้วยแตก เขามักพูดว่า “ดูรอยแตกก่อน มันอาจกำลังสอนทางน้ำ” ปุ้งผิวอยู่กับเขาต่อไป อ้างว่าหมู่บ้านปลายน้ำมีคำขอโทษค้างอยู่คุณภาพดี และบางคืนมันจะนอนบนขอบเตาเผา ตัวอ้วนสว่างเหมือนเม็ดฝนมีความสุข
ราวัตไม่ได้รับการยกโทษง่าย ๆ เขาและสภาที่เหลือต้องเดินทางไปยังทุกชุมชนที่เคยถูกขโมยความทรงจำแรก เพื่อฟังความโกรธโดยไม่แก้ตัว บางหมู่บ้านไล่เขาออก บางแห่งให้เขานั่งเงียบใต้แดดทั้งวัน บางคนยอมรับคำขอโทษ บางคนไม่ยอม และตำนานกล่าวว่านี่เองคือการลงทัณฑ์ที่ยุติธรรมที่สุดสำหรับผู้กักอดีต คือการต้องอยู่กับปัจจุบันของผู้ที่ตนทำร้ายโดยไม่มีสิทธิ์เร่งให้แผลปิด
ส่วนธารวลัยกลายเป็นนครท่าน้ำ ไม่ใช่นครกำแพง บ้านเรือนเปิดช่องให้ลำน้ำไหลผ่านใต้พื้น ผู้คนยังเก็บความทรงจำบางส่วนไว้ในไห แต่ทุกไหมีรูหายใจและมีวันที่ต้องกลับมาถามเจ้าของว่า ยังต้องการขังข้าอยู่หรือไม่ เด็ก ๆ ของเมืองนั้นเป็นเด็กกลุ่มแรกในรอบหลายชั่วอายุที่หัวเราะเสียงดังโดยไม่มีผู้ใหญ่สะดุ้ง
หลายปีผ่านไป ลุนเริ่มลืมใบหน้าแม่จริง ๆ บางเช้าเขาตื่นขึ้นมาแล้วคว้าดินปั้นอย่างหวาดกลัว เพราะนึกโครงจมูกของนางไม่ออก บางคืนเขานั่งริมอายรุ้งและโกรธตนเองที่เสียสิ่งนั้นไป แต่แล้วน้ำจะพัดกลิ่นซุปดินหอมมาเบา ๆ หรือมีเด็กฝึกหัดคนหนึ่งทำถ้วยแตกสิบสองใบแล้วมองเขาด้วยตาแดง ๆ ลุนก็จะได้ยินเสียงตนเองพูดประโยคของแม่โดยไม่ตั้งใจ และเขาจะเข้าใจว่า ความทรงจำบางอย่างไม่ได้อยู่รอดด้วยการถูกเก็บ มันอยู่รอดด้วยการเปลี่ยนมือ เปลี่ยนปาก เปลี่ยนการกระทำ จนไม่มีใครคนเดียวเป็นเจ้าของมันได้อีก
คนเฒ่าของอาละวินจึงเล่าต่อกันมาว่า ดวงดาวมิได้สว่างเพราะมนุษย์ไม่ลืม แต่สว่างเพราะมนุษย์รู้ว่าควรปล่อยสิ่งใดให้ไหล และควรดูแลสิ่งใดโดยไม่ขัง ทุกคืนปล่อยหยดจำ เมื่อปลาแสงว่ายขึ้นฟ้า จะมีปลาตัวหนึ่งครีบเป็นลายนิ้วมือดินเผาว่ายช้ากว่าตัวอื่นเสมอ มันจะแวะเหนือโรงเตาใต้รากไม้หอม วนสามรอบเหนือชายคนหนึ่งซึ่งยังปั้นถ้วยด้วยมือเปื้อนดิน แล้วจึงขึ้นไปแตะดาวที่มีรอยร้าวเจ็ดดวงให้สว่างขึ้นอีกนิด
และหากผู้ใดเดินทางผ่านลำน้ำอายรุ้งในคืนที่หมอกบางพอ จะเห็นภาพสุดท้ายซึ่งตำนานจดจำไว้เสมอ ไม่ใช่ภาพวีรบุรุษชูอาวุธ ไม่ใช่กำแพงพังทลาย แต่เป็นเด็กปั้นไหที่โตเป็นชายแล้ว นั่งอยู่ริมฝั่งกับถ้วยดินเผาใบพรุน เขาเทความทรงจำหนึ่งหยดลงน้ำอย่างช้า ๆ แล้วหัวเราะทั้งน้ำตา ขณะที่ลำน้ำรับหยดนั้นไปโดยไม่แย่งชิง ฟ้าเปิดทางให้ปลาแสงว่ายขึ้นสู่ดาว และโลกทั้งใบก็หายใจเหมือนภาชนะที่ไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์เพื่อจะงดงาม