ใต้ผืนทะเลหมอกสีแดง
เสียงไซเรนดังโหยหวนสะท้อนก้องไปทั่วแดนชายขอบ หมอกแดงข้นคลั่กปกคลุมทุกสิ่งจนแทบมองไม่เห็นแม้แต่เงาตัวเอง ภายใต้หน้ากากกรองอากาศ นุชจับมือลูกชายแน่น รอยขีดข่วนบนขอบตาเผยให้เห็นความเกรี้ยวกราดที่เธอพยายามกดไว้ ริณมองแม่ ใบหน้าเปื้อนดินอย่างหวาดระแวง ดวงตาคู่นั้นสลับวูบไหวระหว่างความกลัวกับความหวังอันริบหรี่
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…เราหนีทันมั้ย”
นุชไม่ตอบในทันที เธอฟังเสียงฝีเท้าหนักย่ำอยู่ข้างหลัง หลบตามเงาเหล็กพัง ๆ ที่พิงอยู่ริมขอบเมือง
“ก้มหัวไว้ อย่าออกเสียง”
ริณกลั้นหายใจจนอกกระเพื่อม ฝีเท้าใกล้มาหยุด เงาสลัวของทหารจากภูมิภาคบนย่ำเข้ามา ประกายตาสีแดงเข้มของชุดตรวจจับความร้อนสบตาเขา ริณสั่น แม่ดันหลังเขาให้ขยับเข้ากำแพงแน่นขึ้น เงานั้นชะงัก เลียวไปทางหมอกที่หนากว่าช่วงอื่น เสียงฝีเท้าผ่านไปช้า ๆ
นุชถอนใจ เธอปล่อยมือริณชั่วครู่โดยไม่รู้ตัว ริณคว้ามือกลับอย่างหวาดกลัว
“แม่…ทำไมเราต้องหนีพวกเขา—”
“เงียบ!” เสียงนุชแข็งกระด้างและสั่น เธอเหลียวกลับ หยุดนึกถึงเรื่องเมื่อคืนที่บิดาของริณถูกลากหายไปใต้หมอกแดง ดวงตาเธอเหมือนโดนอะไรบางอย่างบีบแน่น
เสียงลมหายใจชื้นใต้หน้ากากสะท้อนให้เห็นถึงความกดดัน ทันใดนั้น สิ่งมีชีวิตสีเทาซีด รูปร่างเหมือนจะเป็นมนุษย์แต่ไม่มีใบหน้า โผล่จากหมอกเข้าหา ทั้งแม่และลูกชายแข็งค้าง
สิ่งนั้นส่งเสียงแหลมต่ำ—ไม่ใช่ภาษา แต่เป็นเสียงสะอื้นปะปนกรีดร้อง ริณถอยกรูด พยายามหลบตา น้ำตาไหลบนแก้มเปรอะเปื้อนฝุ่น
นุชกัดฟันลากริณวิ่งผ่านซากกำแพง ไม่กล้าหันหลังกลับ เธอรู้ดีว่าหากหยุด พวกมันจะติดตามทันที
พวกเขาแทรกตัวข้ามร่องน้ำกร่อยซึ่งมีแต่เลือดเก่า ๆ กับฝุ่นเหล็ก ริณล้ม หน้ากากกระเด็นออกไปบางส่วน เขาสำลักหมอกไอพิษ พยายามควานหาอุปกรณ์ ทว่าแขนเล็ก ๆ สั่นเทาไปหมด
นุชวิ่งเข้าไปช่วย ใบหน้าสีเผือด แววตาเหมือนหวนเห็นภาพอดีต “ริณ…ลูกต้องลุกเองได้…เร็ว!”
เสียงสะท้อนความลังเลฉายชัด ริณกัดฟัน หอบหายใจ กล้า ๆ กลัว ๆ คว้าหน้ากากกลับมาใส่ด้วยมือสั่น
“แม่…ถ้าพ่ออยู่ เขาต้องไม่ปล่อยเรามาแบบนี้หรอก”
“อย่าพูดถึงเขา” นุชเสียงห้วนตัดบท แววตาสับสนเจือความเศร้ารุนแรง เธอยังจำเสียงกรีดร้องสุดท้ายของสามีได้ดี อยู่ในคลื่นหมอกแดงแห่งคืนเก่าก่อน
ทั้งสองเลาะไปตามแนวซากปรักหักพังของเมืองเก่า นุชนำทางสลับหยุดหยั่งฟังเสียง ริณลอบมองแม่ รอยแผลเป็นสีขาวที่ข้อนิ้วบอกเขาถึงความอดทนในอดีต เขาไม่ได้ถามเบื้องหลังเรื่องนั้นอีกต่อไป
“ริณ…ถ้าเราไปถึงโซน 9 ได้ แม่จะหาทางเข้าไปข้างในเอง”
“แล้วถ้าเข้าไม่ได้ล่ะ”
นุชนิ่ง เธอไม่เคยรับปากอะไรกับลูกเต็มปากตั้งแต่สามีหายไป
ระหว่างยืนลังเล เสียงครื้นเครงจากอุปกรณ์อะไรสักอย่างในหมอกดังขึ้น หลายเสียงหัวเราะคิกคัก ลึกลับ เสียบแทรกจากอีกฝั่งหนึ่งของทางเดิน คนกลุ่มหนึ่งในชุดประหลาด เด็ก ๆ ผิวซีด รูปตาแปลกประหลาด เหมือนวิ่งเล่นท่ามกลางหมอกโดยไม่หวาดกลัวพิษ
ริณจ้องดูอย่างตะลึง “ทำไมพวกเขาไม่มีหน้ากากกัน?”
นุชรีบดึงเขาหลบ
“บางที…เขาอาจไม่ใช่คนอย่างเราแล้ว”
เสียงหัวเราะนั้นแทรกเข้ามาก้องอยู่ในหูริณ นักบุญในภาพจำของเขา—พ่อตัวเอง—คอยแต่จะพร่ำสอนให้กล้าหาญ แต่เขารู้สึกชาดิกตามข้อเท้า ไม่สามารถถอดรหัสหัวใจตัวเองได้
“แม่…ถ้าเราไม่ใช่คนแบบพวกนั้น เราจะมีชีวิตรอดได้ยังไง?”
นุชไม่ตอบ หัวใจเธอเต้นแรงเกินกว่าจะระงับความรู้สึกผิดซึ่งไหลย้อนขึ้นมาในคลื่นลมหายใจทุกทีที่มองหน้าลูก เธอเลือกเดินต่อ พาเขาเข้าสู่เขตที่หมอกบางลงเป็นเวลาสั้น ๆ
พวกเขาไปเจอประตูเหล็กบิดเบี้ยว ประตูมีตราสัญลักษณ์โบราณ เป็นลวดลายคล้ายมือเด็กเล็ก ๆ ประทับบนพื้นสนิมนูน นุชมองข้ามไหล่ไปข้างหลังแน่ใจว่าไม่มีใครตามมาแล้ว ลมหายใจเดียวกัน ความกลัวความจริงเหมือนหยุดเดินเสียเฉียบพลัน
ริณเอื้อมไปแตะตรานั้น ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขารู้สึกเหมือนถูกชักจูงให้ก้าวข้ามเข้าไป
แม่จับแขน “อย่าเพิ่งเข้า รอแม่ตรวจสอบก่อน”
ริณกัดฟัน “อะไรที่แม่กลัวกันแน่ หมอก หรืออดีตแม่เอง?”
นุชสะดุ้งกับคำถามนั้น แววตาเธอคล้ายเด็กโดนดุ ริณไม่รู้เลยว่านี่คือสิ่งเดียวที่แม่เคยกลัว — ความผิดพลาดในอดีตและความล้มเหลวในการปกป้องครอบครัว
เงื่อนงำในหมอกหนาขึ้นเรื่อย ๆ ทะลุซึมเข้ามาในหัวใจทั้งสอง ขณะเดินเข้าสู่ข้างใน ประตูหลังพวกเขาปิดเองอย่างช้า ๆ ด้วยเสียงโลหะครูด…