เหนือขอบฟ้าสายหมอก
เสียงคลื่นกระหน่ำใส่หน้าผาที่เสมือนสั้นลงทุกขณะ ลมเค็มกรุ่นฟาดกระทบไปทั่วจนต้องยกมือกันฝน เธียรยืนค้ำอยู่ขอบเรือสำรวจเล็กกลางสมุทรสายหมอก แววตาแข็งกร้าวแต่คลุมเครือ เธอมองออกไปไม่ได้เห็นแค่ท้องทะเล—แต่เห็นฝันร้ายครั้งแล้วครั้งเล่า เธียรขยับนิ้วไปยังกระเป๋าหนังข้างกาย สูดหายใจ ฝืนให้มั่นใจกับบทใหม่ในชีวิตตัวเองที่หวังพึ่งโชค
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ไม่กลัวหรอพี่?” เสียงทุ้มนุ่มของดาราดังขึ้นเบาๆ ราวจะกลบกลืนไปกับเสียงฟ้า ทั้งที่เธอเพิ่งมาร่วมทีมสำรวจไม่นาน ดารากลับมีวิธีพูดซื่อตรงที่เหมือนรู้ทุกอย่าง สายตาคู่โตคล้ายประกายไฟยามกลางฝน
เธียรสั่นหัวเบา ๆ หันเผชิญหน้า “กลัวทำไม? ยังไม่ได้เดินเข้าไปในหมอกเลย” เสียงของเธอกร้าวแต่ลึก ๆ มีแววเย้ยหยันตัวเอง
เบื้องหน้าคือเกาะลอย—ยึดเหนี่ยวอยู่เหนือท้องน้ำโดยไร้เสาใดรับ ศาลาร้าง ๆ รูปทรงประหลาดโผล่พ้นสายหมอกล้อมรอบ บันไดหินโงนเงนทอดขึ้นจากระดับน้ำฟองขาว คลื่นเหลียวราวเสียงเสียงพร่าของเด็กเล่นจับซ่อนหา
“ทุกอย่างนี่มัน—เหมือนในฝันร้าย,” ดาราพึมพำ สองมือยังคงเหนี่ยวเชือกเรือแต่แววตามีแววลังเล
ระหว่างเข้าฝั่ง เรือร่อนไปเฉียดหมอกหนาทึบจนเกือบมองอะไรไม่เห็น เสียงกลืนของเท้ากระแทกกรวดหินดังขึ้น เธียรจูงมือดาราขึ้นบันไดด้วยกันโดยไม่ทันคิด รอยสัมผัสเลือดเนื้อแปลกแยกแต่ก็อบอุ่นอย่างแปลกๆ
ยอดบันไดบนเกาะเงียบสนิท ยกเว้นเสียงลมหายใจแรงของทั้งสอง เส้นคลื่นยาวทอดผ่านใต้เกาะทั้งเกาะ เธียรถอนใจ “เราต้องหาที่ซ่อนก่อนฟ้ามืด”
ดาราขมวดคิ้ว “พี่เคยกลัวความมืดไหม?”
“เคยกลัว แต่ทุกคนก็ต้องผ่านมัน…” เธียรหายใจลึก มุมปากกระตุก เธอไม่กล้าสบตา
สองคนเดินเลียบริมหน้าผา เบื้องหน้าคือศาลาที่ล้อมไปด้วยมอสสีดำ รูปปั้นภูตหมอกยืนค้ำอยู่ทุกมุม สายหมอกข้นจนดูเหมือนตัวตนมีชีวิต ดาราเดินไปลูบรูปปั้น มือสั่นเทาแต่แฝงความอยากรู้อยากเห็น
“น่ากลัวเนอะพี่… หรือเราควรกลับลงเรือ?”
“กลับก็แปลว่าออกมาเปล่า ๆ ไม่มีใครรอเราอยู่เบื้องหลังอีก” น้ำเสียงเธียรขื่นติดดำดิ่ง หยาดน้ำหมอกเกาะขอบเปลือกตา ทุกถ้อยคำเหมือนแปรเปลี่ยนเป็นน้ำหนักของใจ
พลันเสียงฝีเท้ากระทบศิลาแว่วมาจากด้านหลัง เธียรขยับร่างไปขวางหน้าดาราอย่างกล้าๆ กลัวๆ เงาร่างสูงยาวซูบเซียวของชายแปลกหน้าโผล่กลางหมอก สายตาเขานิ่งเย็นเหมือนน้ำแข็ง
“พวกแก… มาหาสิ่งใดในแดนต้องห้าม?” เสียงเขาแตกพร่าแต่ทรงพลัง ดาราก้าวถอยหมุนตัวประหนึ่งพร้อมหนี เธียรขบกรามตอบกลับ “เราแค่หลงทาง”
ชายแปลกหน้าหัวเราะเบาๆ เขาเอื้อมมือมาชี้ไปศาลา “อยู่หรือไปจงเลือก… แต่เวลาในเกาะนี้… ไม่เหมือนโลกภายนอก”
เมื่อเธียรกับดาราครุ่นคิด ตระหนักว่าหมอกหนากว่าที่เคยเห็นและเข็มทิศในมือนิ่งสงัดไร้การขยับ
“ถ้าเราไม่ออกจากที่นี่ให้ทัน จะเหลือแค่เงา…” ดาราเสียงสั่น เธียรขมวดคิ้ว อดใจไม่ให้มือสั่น
ทั้งสองตกลงกันว่าจะเข้าไปสำรวจศาลา หวังว่าในนั้นจะมีคำใบ้ หรือทางรอด
ภายในศาลามืดทึบ เย็นยะเยือกอย่างผิดมนุษย์ เสียงลมหายใจสะท้อนฟุ้งในความเงียบ ทั้งสองเดินกอดอกตัวเอง เธียรเผลอแวะหยิบกรอบรูปเก่าขึ้นมา รูปผู้หญิงเด็กยิ้มเปื้อนดินในแสงอาทิตย์
แววตาเศร้าปนละอายฉายชัดในแววตาเขา “เคยมีลูกสาวมาก่อน…” เสียงเธียรกลืนเข้าในคอ ดาราสบตาเงียบงัน ไม่กล้าไถ่ถามต่อ
อากาศช่วงที่หมอกข้นจัดจางลงพลันได้ยินเสียงหัวเราะแผ่วเบา ตั้งต้นตรงรูปปั้นภูตหมอกรูปหนึ่ง ดาราเผลอจ้องหน้ารูปปั้นนั้น มือกำสายสร้อยที่ห้อยคอแน่น “พี่…เห็นเหมือนที่ฉันเห็นไหม?” ดวงตาดาราเอ่อรื้นแววกลัว
เธียรกัดฟัน ตาไม่กะพริบ “อย่าเชื่อในสิ่งที่สายหมอกบอก” เสียงแผ่วเหมือนออกคำสั่ง
ขณะที่เธียรก้าวออกไปกลางศาลา เงาหมอกแทรกผ่านช่องหน้าต่าง รูปร่างเบาบางล่องลอยเข้ามาล้อมตัว ทั้งสองรีบถอยชนกันจนหลังติดเสา หัวใจเต้นแรงจนเหมือนจะหลุดร่วง
“กลับไปหาเรือกันเถอะ!” ดารากระซิบติดเสียว เธียรพยักหน้าหนักแน่น ทว่าในจังหวะเดียว ฝุ่นหมอกกลายเป็นลมหวน อะไรบางอย่างดึงข้อมือดาราให้ยืนชะงักกลางหมอกตลบอบอวล
เธียรขว้างกระเป๋าหนังใส่ภาพนั้น หวังดึงความสนใจภูตหมอก หัวใจเธอเต้นระรัวพร้อมประกายแห่งความสูญเสียปะทุขึ้นมาอีกครา “เอาดาราคืนมา!” เธอร้องลั่น สะท้อนความกลัวเสียคน
หมอกรอบ ๆ เริ่มหดตัว ภูตหมอกกระซิบบางอย่างในภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง แต่คล้ายละอองน้ำใจที่แตกกระจาย ดารากรีดร้องตาแดงกล่ำ แต่แล้วมือของเธียรก็คว้าดึงดาราไว้เต็มแรงทั้งน้ำตา
ใจเต้นแรงจนปวดทุกชั่วขณะ ระหว่างวิ่งหนีหมอกที่พยายามตามรอย ฝีเท้าทั้งสองกระทบหินกรวดกลับลงไปสู่ทางเก่า หายใจรุนแรงเหมือนสิ่งมีชีวิตแต่ละก้าวคือการต่อสู้เพื่ออยู่รอด
เมื่อลงมาถึงเชิงหน้าผา หมอกบางเริ่มซุบซิบ “พวกแกหนีไม่ได้… ไม่มีใครรอดจากความจริงของตัวเอง”
ดาราใจสั่นเร่ง วิ่งหลับหูหลับตา เธียรคว้ามือดาราไว้แน่น “อย่ามองกลับไป หาเรือให้เจอก่อนมันจะเข้าสู่คืนที่สอง!”
ทั้งสองค้นหาเรือผ่านแนวต้นไม้ผิดปกติ เปลือกเรียบเกินจริง สายหมอกฉาบให้บรรยากาศเปลี่ยนทุกก้าว
ขณะเดิน เธียรยืนหยุด “คิดถึงคนที่รอเราไหม?” ดาราสะอึกแล้วส่ายหน้าเบา ๆ “ฉันไม่มีใครรอ…แต่กลัวเหลือเกินว่าจะไม่มีวันหนีไปได้”
“ฉันก็เหมือนกัน…” เสียงเธียรเจือสะท้าน เรือตกกระทบสายหมอกจนจมมองแทบไม่เห็นแล้ว ทั้งคู่นั่งลงกับพื้นหญ้า เหงือกตากันเงียบๆ
“ทำไมถึงมาที่นี่?”
“ฉันต้องการอภัยตัวเอง… แต่อภัยให้ตัวเองมันยากกว่าขออภัยใคร” เสียงเธียรสั่นจนคล้ายคนละคนจากก่อนหน้าที่เย็นชา
ดาราเอื้อมมือแตะหลังมือ “บางทีเราไม่ต้องหนี—แต่ต้องยืนรับมัน” สายตาแน่วแน่ขึ้นมาครู่หนึ่ง
เสียงคลื่นดังขึ้นอีกครั้ง หมอกที่รุมทึบเหมือนจะเบาบาง เงาร่างเด็กหญิงในรูปกรอบเก่าท่ามกลางหมอกเข้ามาใกล้ เสียงหัวเราะแผ่ว “พ่อ…” น้ำเสียงผสานกลิ่นอายทั้งคิดถึงและให้อภัย เธียรร้องไห้เงียบ งอตัวคุกเข่า น้ำตาเปื้อนมือ
ภูตหมอกหมุนวนรอบ ๆ ทั้งสอง ก่อนจะค่อย ๆ ละลายกลายเป็นฝุ่นละเอียด ห้วงความทรงจำอันเจ็บปวดย้อนผ่านสายตา—ความผิดพลาดของเธียร ความอยากหนีของดาราเจือเฟื่อง
ขณะหมอกรางเลือน เท้าเหยียบถึงขอบเรืออีกครั้ง เธียรแข็งใจ มีร่องรอยการเปลี่ยนแปลงในแววตา ดาราหันมา “จบยัง?” เธียรไอสั้นๆ ก่อนกลั้นหายใจ “ยัง…แต่เรากลับบ้านได้แล้ว”
ดาราเอื้อมมือกระชับมือเธียร น้ำหนักคนที่แบกอดีตไว้กลับเบาขึ้นอย่างน่าประหลาด
เรือก็ค่อย ๆ ลอยออกจากเกาะ หมอกเปิดทางอย่างเงียบงัน เสียงคลื่นซัดเบาๆ เหมือนโลกทั้งใบได้เริ่มต้นใหม่
ระหว่างทางกลับเธียรกับดารานั่งเคียงข้างโดยไม่พูดจา แต่สายตาบอกใบ้ถึงความหวังใหม่ที่ไม่ต้องหลบซ่อนภัยจากหัวใจตนเองอีกต่อไป