เสียงแห่งรัตติกาล
เสียงรถเข็นกระทบกระเบื้องลานหน้าตึกเก่าส่งเสียงสะท้อนในความมืด เด็กสาวชื่อเมษายืนนิ่งอยู่ข้างหน้าต่าง เธอกำกุญแจเล็กสีสนิมในมือ แววตาไหวระริกทั้งหวั่นและอยากรู้ ใต้แสงไฟนีออนแดงระเรื่อด้านนอก ทุกสิ่งคล้ายละลายไปกับความเงียบที่เหมือนจะหนามากขึ้นทุกขณะ
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“นังยาย… ยืนจองเวรอะไรตรงนั้น” เสียงครื้นครางจากเตียงข้างๆ ปลุกเมษาจากความคิด ปาลิตา หญิงวัยกลางคนผู้ชอบพูดจาประชดใช้ผ้าห่มคลุมหัวแต่ตามองเมษาผ่านช่องเล็กๆ “คิดหนีอีกล่ะสิ”
เมษาหายใจเข้าลึก “เปล่าค่ะ ป้า แค่… แค่คิดว่าที่นี่เงียบผิดปกติ”
ปาลิตาขำต่ำ ๆ “ที่นี่เสียงจะดังตอนพวกแกไม่อยากฟังนั่นแหละ”
ประตูห้องเปิดผาง พร้อมเสียงเท้าฉับ ๆ ของยศ เด็กชายผอมผิวเข้ม วิ่งเข้ามาในห้อง เหงื่อโชกตามกรอบหน้า “เมษา…ได้ยินเสียงนั้นมั้ยเมื่อคืน”
ปาลิตาตีเบา ๆ กับเตียง “พอได้แล้ว เด็กบ้า ไม่มีเสียงบ้าเสียงบออะไรทั้งนั้น เดี๋ยวก็ได้ยาแรงขึ้นอีก สมน้ำหน้า”
เมษามองยศอย่างชั่งใจ “เสียงอะไร”
ยศหอบ “ผู้หญิงพูดข้างหู… ชัดเลยตอนตีสอง” เขาหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนเสียงจะแผ่วลง “‘หนูจะออกไปกับพี่ไหม’ เสียงแบบนั้น… แล้วมีเสียงเหมือนลูกกุญแจตกด้วย…”
ปาลิตายิ้มเยาะ ถ่มน้ำลายข้างเตียงอย่างไม่สนใจ
ไฟในห้องสลัวลงเองชั่ววินาที ทุกคนชะงัก เมษาสะดุ้ง เธอกำกุญแจในมือตัวเองแน่นขึ้น
เสียงอินเตอร์คอมแตกพร่าดังจากผนัง “ผู้ป่วยทุกคนกรุณาอยู่ในห้อง อย่าออกมาตามลำพังหลังสองทุ่ม”
ยศหัวเราะแห้งๆ “มาตรการใหม่หรอ ฝันดีล่ะ ป้า ขึ้นสวรรค์กันเลยไหม”
ปาลิตาเบะปากใส่ “แกสองคนเนี่ย นิสัยเหมือนผีซ่อนตัว เพี้ยนทั้งคู่”
แว่วเสียงรองเท้าหนักๆ ก้าวผ่านทางเดิน เห็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ นางสำเภา ใบหน้าดุดันไร้รอยยิ้ม กำลังเดินตรวจ ราวกับจะจับได้ว่ามีใครคุยเกินเวลา
เมษาหลุบตา นึกถึงคืนก่อนที่เธอเคยแอบหนีออกไปสำรวจตึกหลังเก่าแล้วได้ยินเสียงดังปริศนา สัมผัสเย็น ๆ แผ่วผ่านท่อนแขน เธอยังกำกุญแจสนิมในมือตัวเอง ขณะนั้นไม่มีใครรู้ว่ากุญแจดอกนั้นไขอะไรได้บ้าง
วันถัดมา ยศลากเก้าอี้มานั่งใกล้หน้าต่าง เขานั่งข้างเมษา แลกเปลี่ยนขนมข้นหวานที่เพิ่งซื้อมาจากร้านค้าภายในโรงพยาบาล
“อยากออกไปข้างนอกไหม” ยศกระซิบ
เมษาเหลือบตา เงียบไปแวบหนึ่ง “ถ้าขาเราแข็งแรงกว่านี้คงหนีไปแล้ว…”
ยศยิ้มจาง ๆ มือขยี้กางเกงตัวเอง “เขาบอกคนถ่ายรูปตัวเองในกระจกเก่าจะเห็นเงาตัวเองร้องไห้ด้วย…”
เมษาถอนหายใจ “เลิกพูดหลอน ๆ ได้ไหม เครียดพออยู่แล้ว”
เสียงล้อรถเข็นดังขึ้นอีกครั้งพร้อมสตรีผู้นั่งมา—ปิ่น แม่บ้านวัยเกษียณ เจ้าของเสียงหัวเราะโฉ่งฉ่าง เดินเข้ามาเข็นรถทำความสะอาด “สองคนนี้…คิดจะเป็นนักสืบวิญญาณเหรอ ธุระไม่ใช่อย่ายุ่งวุ่นวายนัก เดี๋ยวจะได้เจอดี”
เมษาเหลือบตาเห็นเงาสีดำวูบหลังหน้าต่าง ท่อนแขนเธอขนลุกวาบ เจ้าหน้าที่ดูแลแว่บเข้ามา “ยังไม่นอนอีกเหรอ? ถ้าง่วงก็ไปกินยาข้างนอกก่อนก็ได้นะ”
ยศตอบเสียงสั่น “ผม…ผมแค่รอแม่มาเยี่ยม…”
เจ้าหน้าที่เงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยเสียงอ่อนลง “อีกหลายวันน้อง เอาใจช่วยละกัน” แล้วก็หันกลับไปทางห้องยา
คืนนั้น เมษากระสับกระส่าย ตื่นขึ้นมากลางดึก เสียงประหลาดเริ่มดังก้องในสมอง ทุกอย่างเงียบแต่เสียงนั้นกลับชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
“เธอ…อยากออกไปมั้ย?”
เสียงเหมือนคนคุ้นเคย กระซิบเบา ๆ ข้างหู เธอขยับตัวกอดเข่าตัวเองแน่น ภาวนาว่าฝันร้ายจะจบลงสักที แต่ยิ่งฟัง เสียงนั้นยิ่งเจือเศร้ากับเย้ยหยันปะปนกัน
ตอนเช้า เมษาเดินไปยังตึกเก่า ยศตามหลังมาทัน มือซุกกระเป๋าเสื้อ นัยน์ตาว่องไวเต็มไปด้วยความหวาดระแวง “เมื่อคืน…ได้ยินมั้ย?”
เมษาพยักหน้าช้า ๆ มือยังจับกุญแจไว้แน่น “แต่ฉันฝันว่าประตูบางบานมันเปิดเอง…”
“ตรงระเบียงหลังตึก?” ยศถาม สีหน้าซีดลง
ปาลิตาย่องตามมาอีกคน “ไปยุ่งไรกันแถวนั้น กลับไปได้แล้วอย่าสร้างเรื่อง หมอเก่งแต่จ่ายยา ไม่ได้ช่วยแก้ผีหรอกนะ”
เมษาหันมา “ป้ากลัวอะไรในที่นี่?”
ปาลิตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนพูดเสียงเบา “กลัวอดีตตัวเองมากกว่า…”
บนกำแพง มีรอยขีดข่วนเหมือนมีใครพยายามออกไป พวกเขาเดินผ่านช่องแสงแคบ เห็นเงาคนเดินขนานกันอีกฝั่ง ใจทุกคนรัวเหมือนจังหวะกลอง
“พวกเราเคยเจออะไรร้าย ๆ กันมาก่อน แต่ไม่ใช่ทุกอย่างในหัวเราจะทำร้ายเราได้” ยศพูดเหมือนปลอบใจตัวเอง
เสียงโทรศัพท์สาธารณะในโถงกึก ๆ พวกเขามองหน้ากัน ก่อนตัดสินใจเดินช้า ๆ ไปหยิบสาย
เมษาค่อย ๆ ยกหู เสียงปลายสายเบาหวิว “ออกมา คืนนี้…”
เธอวางสาย ใจเต้นโครมคราม เพื่อนทั้งสองยืนเงียบงัน
กลางคืนพวกเขานอนไม่หลับ ยศคอยฟังเสียงใดผิดปกติ เมษานอนหลบอยู่ในผ้าห่ม สายตามองกุญแจในมือเหมือนกำลังชั่งใจ
เสียงเดินผ่านทางเดิน เสียงลมหายใจปะปน เหตุการณ์ตึงเครียด เมื่อประตูห้องคล้ายขยับเอง แม้ปาลิตาจะพยายามบ่นคลายเครียด;
“เห็นมั้ย เดี๋ยวนี้ประตูมันยังหลอนเลย ขืนยังอยู่ต่อไป คงได้บ้าจริง ๆ กันหมด”
เสียงหัวเราะแห้ง ๆ เจือความเหนื่อยใจของยศ เสริมด้วยแววตาสับสน
วันรุ่งขึ้น หมอผ่องศรีแพทย์หญิงกลางคนที่ดูแช่มช้า เข้ามาหาคนไข้แต่ละคน เมษานั่งวาดรูปล็อกเกตบนกระดาษแข็ง หมอมองมาด้วยสายตาอ่อนโยนแต่เหมือนจะไปไม่ถึงใจเมษา
“เมื่อคืนนอนไม่หลับใช่ไหม?” หมอถาม
เมษาเลี่ยงสายตา “ก็นิดหน่อยค่ะ”
หมอหยุดนิ่ง “มีอะไรที่เมย์อยากคุยกับหมอบ้างไหม?”
“เมย์ว่าเสียงที่นี่…เหมือนมันจำชื่อเราได้”
หมอผ่องศรีเพียงแต่ยิ้ม ถามเบา ๆ “คิดว่ามันต้องการอะไรจากเรา?”
เมษาไม่ตอบ เธอเหมือนติดอยู่ในความคิดของตนเอง
ยศนั่งขยับนิ้วไปมา สีหน้าเครียด “เมื่อวานป้าปาลิตาบอกว่ากลัวอดีตตัวเอง… แล้วเมย์ล่ะ”
เมษานิ่งสงบ แต่น้ำตาไหลเงียบ เธอกำลังต่อสู้กับบางสิ่งที่ไม่มีชื่อ
หลังอาหารเย็น ปิ่นมาเล่าเรื่องขำขันเกี่ยวกับวิญญาณหลงยุค เสริมเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ให้กับบรรยากาศที่อึดอัด
“เคยได้ยินไหม ผีมันยังกลัวเสียงหัวเราะคนบ้า!” ปิ่นหัวเราะเองก่อนใคร
เมษายิ้มฝืน ก่อนจ้องมองไปที่ระเบียง ตรงนั้น เธอเห็นเงาคนเดินลอดผ่านเหมือนฝันร้ายซ้ำ ๆ
คืนนั้น เมษาตื่นเพราะเสียงหวีดเศร้าชวนขนหัวลุก เสียงประตูโดนเขย่าเบา ๆ และเสียงร้องไห้ด้อม ๆ มาจากห้องติดกัน ยศกระโดดขึ้นมานั่งบนเตียง เหงื่อซึมเต็มหลัง
ยศกระซิบ “เราต้องออกไป สักวัน”
เมษาน้ำเสียงกลัวแต่เด็ดเดี่ยว “ถ้าเสียงนั้นไม่หยุด เราจะเดินไปดูเอง”
เสียงนั้นทะลุผ่านหัวใจพวกเขา คืนแล้วคืนเล่า เมษา ยศ และปาลิตาเริ่มสืบหาเบาะแส
พวกเขารวมตัวกันที่ห้องเก็บของ ตึกหลัง โรงพยาบาลเงียบมากจนได้ยินเสียงลมหายใจตัวเอง เมษาใช่กุญแจไขกล่องไม้เก่า ๆ เจอฟิล์มถ่ายภาพโบราณ กับจดหมายเปื้อนคราบน้ำตา
เมื่อเปิดจดหมายออกพบข้อความบางส่วน “…ขอโทษที่ไม่ได้พาเธอออกไป ดูแลเสียงเธอให้ดีที่สุด…”
ยศลังเล “เจ้าของจดมายังอยู่ที่นี่รึเปล่า?”
ปาลิตาสบตากับเมษา “ผี มันรักใครมากก็รอไม่เลิกรึ…”
ในคืนที่สาม เสียงปริศนาชัดเจนขึ้น เมษาได้ยินเด่นชัด “คืนสุดท้าย…เธอจะออกไปกับฉันไหม?”
เมษามองออกไปที่หน้าต่าง เงาผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏเพียงแวบเดียวก่อนปลายขอบตา ทุกสิ่งนิ่งงัน เธอตัดสินใจลุกเดินตามเสียงนั้นไป มียศกับปาลิตาตามไปแบบหวั่น ๆ
ทั้งสามเดินไปถึงห้องใต้หลังคา พบแผ่นกระจกเก่า ๆ เงาภาพตนเองสะท้อนพล่าเลือน ยศปากสั่น “ถ้าขึ้นสวรรค์เลยคงไม่ต้องกินยาแล้วนะ”
ปาลิตาหัวเราะทั้งน้ำตา “เอาน่า อย่างน้อยตายไปผีก็อาจเข้าใจคนบ้ามากขึ้น”
เมษามองเงาตัวเองในกระจก ก่อนพูดเสียงสั่น “ถ้าเธอรอฉันจริง ๆ… วันนี้ฉันขออยู่กับตัวเองก่อนนะ”
เสียงรอบตัวเงียบลง ความมืดแน่นขนัด แต่เสียงหวีดเศร้ากลับหยุดลง
ยศเอื้อมจับมือเมษา “เราอยู่ด้วยกันได้จนเช้าใช่ไหม?”
แสงแรกของวันลอดกระจก กระทบใบหน้าอิดโรย เมษารู้สึกถึงอิสรภาพที่ไม่ต้องวิ่งหนีอดีต เธอปล่อยกุญแจไว้บนหน้าต่าง พร้อมเสียงตะโกนของปิ่น “เด็ก ๆ ลงมากินข้าวได้แล้ว! ชีวิตมันก็แค่ต้องลืมอดีตมากกว่ากลัวมันนะลูก!”
สามคนเดินลงจากห้อง เกาะแขนกันผสมหัวเราะทั้งน้ำตา เจ็บปวดแต่ก็อบอุ่นใจ สุดท้ายสิ่งที่รั้งพวกเขาอยู่ไม่ใช่เสียงในรัตติกาล แต่คือหัวใจที่ยังไม่พร้อมให้อภัยตัวเอง จนกระทั่งเช้านั้น ทุกคนถูกปลดปล่อยจากพันธนาการเดิม ๆ