คืนสุดท้ายบนสถานีวัฏจักร
เสียงสัญญาณเตือนอ่อน ๆ แว่วก้องอยู่ท่ามกลางความเงียบว่างเปล่าในอวกาศ ดารินนั่งอยู่หน้าแผงควบคุม สายตามองจ้องดาวเคราะห์สีฟ้าที่ไกลออกไป ห้องควบคุมสถานีวัฏจักรสว่างด้วยแสงจางจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ เธอถอนหายใจลึก วางข้อมือบนคีย์บอร์ด หยุดคิดถึงเรื่องที่กัดกร่อนใจมานาน
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“แม่…คืนนี้ดูดาวไหม” เสียงของอารยาลูกสาววัยสิบห้าขาดตอน หญิงสาวยืนพิงประตูกระจก มือขยำผ้าคลุมไหล่ผืนบาง สีหน้าประหม่า ดารินละสายตาจากหน้าจอเพียงเสี้ยววินาที
“เอาไว้พรุ่งนี้เถอะลูก แม่ยังเคลียร์งานไม่เสร็จ…”
อารยาขมวดคิ้ว แววตาผิดหวังแต่ไม่กล้าเถียง เธอส่ายหน้าแล้วเดินออกไป เสียงประตูกระจกเลื่อนปิดเบา ๆ ดารินกดปุ่มตรวจสอบสถานะเครื่องจ่ายออกซิเจน แล้วเหลือบมองภาพสะท้อนตนเองในหน้าต่าง ความทรงจำหลากสีถาโถมกลับมาพร้อมกับเงาแผ่วเบาด้านหลัง
แสงไฟกระพริบหนึ่งครั้งเหมือนจะดับลง ดารินขยับตัว มองรอบห้อง อะไรบางอย่างเดินผ่านมุมหางตา เธอกระชับเสื้อแจ็กเก็ต รู้สึกเย็นสันหลัง มือเอื้อมสัมผัสสร้อยคอทองที่ซุกใต้คอเสื้อ ลมหายใจขาดห้วง ห้องควบคุมกลับเข้าสู่ความนิ่งอย่างรวดเร็ว
อารยาเดินไปตามโถงทางเดินที่ทอดยาว เสียงฝีเท้าเงียบกริบ หล่อนหยุดมองโพสเตอร่เก่า ๆ ที่ติดผนัง “ชีวิตในอวกาศคืออนาคต” คำขวัญสมัยก่อนยังคงอยู่ เสียงฮัมเบา ๆ ของเครื่องฟอกอากาศดังแทรกขณะหล่อนเอื้อมมือแตะรอยขีดข่วนบนภาพเด็กหญิงเล็ก ๆ ในรูปถ่าย น้ำเสียงเศร้าเอื้อนเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ
“จะกลับบ้านไหม…จริง ๆ สักที”
ทันใดนั้น ไฟดับไปชั่วขณะ แสงเงาสลัวมากขึ้น อารยากลืนน้ำลาย หล่อนเดินดุ่ม ๆ เร็วออกไป สายตาเหลือบเห็นเงาปรากฏริบ ๆ หลังเครื่องขายอัตโนมัติ อารยารีบเดินกลับห้อง ปิดประตูด้วยจังหวะเร่งรีบที่สั่นสะท้าน
เสียงเคาะเบา ๆ ดังขึ้นหน้าห้องพัก ดารินยกมือแตะขมับ พลางถามเสียงต่ำ “ใครน่ะ?”
“ผมเอง พี่ดาริน” เสียงไทด์ เจ้าหน้าที่รุ่นน้อง ติดกังวลเล็กน้อย “มีอะไรบางอย่างผิดปกติที่โซนสาม ไฟดับแล้ว…มีเสียงเหมือนใครอยู่ด้านใน…”
ดารินลุกขึ้น ปรับจังหวะหายใจพยายามข่มความกลัว “ไป เปิดกล้องวงจร มาดูด้วยกัน”
ทั้งสองตรงไปยังห้องควบคุมกล้อง ภาพบนจอทีละจุด แสงเลือนรางของโถงทางเดินสีเขียว ค่อย ๆ ลากผ่าน เงาบางอย่างกะพริบและจางหายทุกครั้งที่กล้องเปลี่ยนมุม ไทด์ส่งสายตากังวล ดารินเม้มปากแน่น
“อาจเป็นหนู หรือแค่ไฟฟ้าสะสม…”
“แต่ผมได้ยินเสียงคน” ไทด์ก้มหน้าเสียงสั่น
ดารินชะงัก ใจกระตุกถามกลับ “นายแน่ใจ?”
ไทด์สบตาแวบเดียว จากนั้นเบือนหน้าหนี เหงื่อซึมเขียนที่ขมับ “เมื่อคืนนี้ ผมได้ยินเสียงเรียกชื่อ…ไม่รู้ว่าใคร”
ดารินนิ่ง เธอไม่พูดอะไรอีก ก่อนเดินนำไทด์ออกไปตรวจสอบเอง ความกลัวเก่าค่อย ๆ รัดรึงหัวใจ แต่เป้าหมายของเธอชัดเจน: ปกป้องลูกและเอาชีวิตรอดจากสิ่งที่ไม่เข้าใจ
เสียงออดสัญญาณฉุกเฉินดังลั่นขณะทั้งสองพุ่งไปที่โซนสาม พวกเขาหยุดหน้าประตูสีเงินกลอกตาให้กัน ใจเต้นระรัว ดารินค่อย ๆ เปิดประตูออก กลิ่นโอโซนฉุนขึ้นจมูก ม่านหมอกเย็นขาวลอยล่องเหนือพื้น
พื้นที่ห้องพักถูกพลิกคว่ำ เหมือนรอยเท้าเปียกปอนขนาดเล็กสิบกว่ารอยเหยียบไปทั่ว ผนังมีรอยขีดเหมือนนิ้วมือเล็บแหลม ไทด์ยืนเหมือนแข็งค้าง ลมหายใจขาดห้วง
“ไม่มีคน…แต่มีอะไรเคลื่อนไหว”
ขณะตรวจสอบ อารยาโผล่มายืนหน้าห้อง ใบหน้ายับย่นด้วยความตระหนก “เกิดอะไรขึ้น…”
“กลับห้องไป เธอปลอดภัยกว่าอยู่กับแม่” ดารินคำสั่งเด็ดขาดอย่างคนที่เลือกระหว่างหน้าที่กับความรักได้ยากลำบาก อารยาจ้องหน้าแม่จนน้ำตาปริ่มก่อนจะหันกลับไป
ไทด์กระซิบ “พี่ดาริน เรื่องเมื่อสองปีก่อน…หรือเปล่า?”
ดารินนิ่ง ไหล่ตก ใบหน้าเรียบเกินจริง
คืนนั้นเอง เสียงกระซิบแปลก ๆ ดังแว่วมาถึงหูอารยา เธอขดตัวอยู่บนเตียง หูตั้งฟังประโยคสั้นซ้ำ ๆ ในนั้นแฝงเจตนาลึกล้ำ มันเอ่ยชื่อหล่อนสลับกับเสียงลมหายใจเย็นเฉียบ ราวกับมีบางสิ่งอยู่ในห้องด้วยกัน
“อารยา…กลับมา…”
อารยากลั้นใจ เหงื่อเย็นไหลรอบขมับ ชั่ววูบหนึ่ง ไฟห้องติดพรึบ เงาดำกับหุ่นจำลองของมนุษย์ลอยพาดบนผนัง หล่อนดีดตัวขึ้นนั่ง พลางสอดส่ายมองรอบ ๆ มือกำผ้าห่มแน่น ในดวงตาคลอไปด้วยน้ำตาอึมครึม
เสียงอะไรบางอย่างขูดตามผนังดังขึ้นอีกครั้ง ดารินพรวดเข้ามาในห้องคว้าตัวลูกมากอด อารยาร้องไห้สะอึกสะอื้น “แม่…เรากลับไปบ้านเถอะ หนู…ไม่มีใครอยากอยู่ที่นี่”
ดารินนิ่งไป หล่อนกอดอารยาแน่นขึ้น สายตาหันไปมองภาพลูกเมื่อยังเล็กบนโต๊ะข้างเตียง “บ้านเรา…อวกาศนี่แหละลูก”
อารยาสะอื้น ร่างสั่น “มันไม่เหมือนกัน หนูฝันร้าย เห็นคนเดินในเงาดำ ไม่เห็นหน้า…”
ดารินลูบผมหญิงสาว “ไม่มีอะไรที่นี่ ไม่มีใครทำอะไรลูกได้” เสียงเธออ้อมแอ้ม เหมือนพยายามหลอกทั้งลูกและตัวเอง
เสียงตึง ๆ ดังในห้องเครื่องกล ทั้งสามรีบออกไปค้นหา เจอพนักงานมืดชื่อเคียร์สลบอยู่หลังชั้นเก็บของ “เคียร์! เกิดอะไรขึ้น” ดารินทรุดลงข้างเขา พยายามปลุก เคียร์เพ้อเสียงเบา
“…เขาตามมา เขาตามมาตลอด”
ดารินกับไทด์สบตากัน สีหน้าตึงเครียดอัดแน่นไปด้วยคำถาม
คืนถัดมา กลุ่มเจ้าหน้าที่ประชุมกันในห้องรับประทานอาหาร ฝาห้องกรอบด้วยกระจกโปร่งเห็นวิวจักรวาลที่หมุนวน ไทด์ตั้งคำถามตามตรง “สองปีก่อนที่ครอบครัวลูกเรือหายตัว…ยังหาสาเหตุไม่ได้ใช่ไหมพี่”
อารยามองแม่เหมือนขอคำตอบ ดารินกำหมัด แม้จะแสร้งนิ่งแต่ดวงตาสั่น “มันแค่…อุบัติเหตุ ระบบปิดกั้นอากาศล้มเหลว”
ไทด์สบตา “เราปกปิดความจริงกันใช่ไหม?”
มีแววริมขอบตาดารินวูบไหว หล่อนปิดเปลือกตา “คนเป็นแม่…ต้องตัดสินใจในสิ่งที่ไม่อยากรับผิด”
อารยาพุ่งออกจากห้อง ไม่พูดอะไร ดารินกัดฟันวิ่งตาม ไทด์ถอนหายใจ หันไปมองเคียร์ซึ่งยังมีอาการหวาดผวา เคียร์จับแขนไทด์ น้ำเสียงขาด ๆ หาย ๆ “เธอเห็นแสงสีฟ้าไหม? มันไม่ใช่ของมนุษย์”
เช้าวันรุ่งขึ้น ไฟฟ้าสลับดับเป็นระยะ สัญญาณติดต่อโลกขาดหาย อารยานั่งซุกอยู่มุมห้อง หล่อนเปิดสมุดบันทึกเก่า อ่านทวนข้อความที่แม่เคยเขียนให้ “ไม่มีอะไรสำคัญกว่าเราสองคน” เธอจดจ้องตัวหนังสือ เห็นรอยน้ำตาเก่า ๆ บนหน้ากระดาษ
ขณะเดียวกัน ดารินกับไทด์ออกเดินตรวจสายเคเบิลในแผงควบคุม พบอุปกรณ์ชำรุดเหมือนถูกแรงบางอย่างบิดงอ เสียงแปลก ๆ แว่วมาตามสายไฟ ดารินเงี่ยหู ฟังแล้วเบิกตากว้าง ไทด์หน้าซีดเผือด พลันมีเงาของบางสิ่งปรากฏทาบหลัง เงานั้นลอบเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบ ดารินกลั้นหายใจ ฟาดแขนเหวี่ยงไป ไทด์หันขวับวูบเดียว เงานั้นหายไป เหลือเพียงรอยเปียกบนพื้นและกลิ่นเย็นจนกระดูกสะท้าน
“เรา…เจอกับสิ่งที่มันไม่ใช่คน”
อารยานั่งกอดเข่า รู้สึกเหมือนมีเงาคลุมอยู่ข้างหลัง ร่างเย็น ๆ ไหลถูแผ่นหลัง ชั่วขณะ เสียงแม่แว่วมาจากแซ่บลำโพง “ลูก ถ้าได้ยิน กลับมา…”
หล่อนลุกขึ้นยืน สั่นเทิ้ม เดินช้า ๆ ออกสู่โถงทางเดิน เสียงปล่องลมแว่วแผ่วเบา ทันใดนั้นร่างเงาสีฟ้าปรากฏกลางอากาศ เธอกลั้นใจ พยายามไม่กรีดร้อง เงานั้นเดินผ่านทะลุร่าง กายสั่นเหมือนแช่แข็งความกลัวไว้ในกระดูก ภาพอดีตแล่นกลับมา: คืนที่พ่อเธอหายไปในโถงสถานี เสียงแม่ร้องให้ตลอดคืน บาดแผลที่ไม่มีใครพูดถึง
ดารินวิ่งตามเสียงลูกสาวเจออารยาทรุดตัวร้องไห้ เธอเข้าไปโอบ “เราต้องพูดกันตรง ๆ ลูก”
ในห้องเก็บอุปกรณ์ ดารินเล่าเรื่องจริง อดีตที่เธอซ่อนมาตลอด คืนหนึ่งเครื่องควบคุมขัดข้อง สามีเธอ อเนก ตายอย่างลึกลับ ไม่มีใครพบศพ เธอไม่เคยให้อารยารู้เพราะกลัวลูกจะไม่ให้อภัย ที่สุดเธอก็ต้องยอมรับความผิดนั้น จับมือลูกแน่น อารยาฟังคำสารภาพ สะอึกสะอื้น น้ำตาไหลไม่ขาดสาย
“แม่…แม้มันจะไม่ใช่ความผิดแม่ เราก็ยังมีแค่กันและกันใช่ไหม”
เงาสีน้ำเงินแทรกผ่านผนัง ร่างโปร่งบนผนังเหมือนล่องลอย ความกลัวเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอ่อนจางของอดีต อารยากับดารินกอดกันแน่น ยอมรับอดีตเจ็บปวดร่วมกัน ในวินาทีนั้น เงาในสถานีเงียบหายทิ้งไว้แค่หยาดน้ำตาปล่อยวางในอากาศแห่งความเวิ้งว้าง
เคียร์กับไทด์เข้าไปสมทบ รายงานว่าระบบทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ ไฟฟ้าเริ่มสว่างขึ้นอีกครั้ง “เราจะออกจากวงโคจรวันพรุ่งนี้ ทุกอย่างต้องเรียบร้อย พี่…คุณแม่ คุณอารยา พร้อมไหม?”
ดารินและอารยาสบตากัน คนหนึ่งยิ้มทั้งน้ำตา อีกคนกุมมือแน่นเป็นครั้งแรกหลังความสัมพันธ์คลอนแคลนนานปี “พร้อมแล้ว” เธอกระซิบบอกลูกสาว
แสงอาทิตย์จากดาวฤกษ์ไกลวาบผ่านหน้าต่างกลายเป็นเส้นสีทองตัดกับความมืดมิด อารยายืนมองจักรวาลเบื้องหน้า มือกุมมือแม่แน่น พร้อมจะเดินหน้าสู่อนาคต ไม่ว่ามันจะเต็มไปด้วยความลึกลับ เหงา หรือความกลัวรออยู่ข้างหน้า