หนึ่งคืนสองฟากฝัน
แสงแดดยามเย็นตกทอดลงบนอาคารสูงใจกลางเมือง เสียงรถยนต์วิ่งสวนกันผสมกับเสียงกระดิ่งจักรยานที่ใครสักคนเร่งรีบสวนมาบนฟุตปาธ ใต้เงาตึกกระจก เกวลินเดินก้มหน้า คิ้วขมวดแน่น มือกำแฟ้มงานแน่น เธอเพิ่งออกจากห้องประชุมที่เหมือนต้องพิสูจน์ค่าในองค์กรที่ทุกคนจับจ้อง
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“งานนี้เป็นความรับผิดชอบใหญ่ ถ้าเธอทำพลาด ก็คงต้องมีคนรับผิดชอบนะ” เสียงเจ้านายยังคงวนอยู่ในหัวเกวลิน ทำให้ลมหายใจเธอตื้นขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนร่วมงานที่ยืนคุยซุบซิบนอกห้องประชุม ไม่มีใครหันมาสบตาเธอ
จังหวะนั้นเอง มือใครบางคนคว้าประตูไว้ไม่ให้ปิด พลันเสียงทุ้มอบอุ่นก็ดังขึ้น “ขอเข้าใจด้วยอีกคนได้ไหม ผมรับหน้าร่วมกับคุณ” เกวลินหันมาเจอปัณณวัตร หนุ่มฝ่ายการตลาดที่เธอพูดกับเขาแค่ไม่กี่คำตั้งแต่เข้าบริษัท
“ฉันรับผิดชอบเองค่ะ คุณไม่จำเป็นต้อง…” เกวลินพูดเบา ๆ ก่อนเดินหนีออกไป ปัณณวัตรมองตาม ริมฝีปากเผยรอยยิ้มเศร้า เขามักทำตัวห่างเหินไม่เข้าพวก ด้วยเหตุผลบางอย่างในอดีต ไม่มีใครรู้ว่าเขาเคยสูญเสียคนสำคัญไปกับความผิดของตัวเอง
เสียงเพลงเปิดเบา ๆ ในร้านกาแฟข้างตึก เกวลินนั่งลงกับกาแฟที่เธอแทบไม่ได้ดื่ม มือเปิดแฟ้มงานไล่เอกสารทั้งที่สายตาครุ่นคิด เขาเดินเข้ามาหยุดข้าง ๆ ส่งยิ้มเล็ก ๆ “ดื่มกาแฟเย็นหน่อยไหม ให้ผมแนะนำเครื่องดื่ม?”
“ฉันไม่ถนัดของหวานค่ะ” เธอตอบพลางหลบสายตา กลัวว่าเขาจะจับอารมณ์ตึงเครียดในน้ำเสียงได้ ปัณณวัตรพยักหน้า รู้ดีว่าไม่ควรถามซ้ำ จึงหยิบโน้ตบุ๊กออกมาเปิดไฟล์งาน นั่งนิ่งเป็นเพื่อนเงียบ ๆ
สองคนต่างคนต่างทำงาน อากาศในร้านแฝงความกดดันและเปราะบาง เกวลินมองเขาจากมุมต่ำ ๆ เห็นความตั้งใจ ความเงียบเชียบและแววตากังวลในบางครา เธออดนึกไม่ได้ เขาเองก็ดูเหมือนคนที่ใจลอยหนีความเจ็บปวดบางอย่างไม่ต่างกัน
เวลาเย็นล่วงถึงกลางคืน รถราบนอาคารจอดเริ่มบางลง มีเสียงกรอกแว่วของเวรยามกับการปิดไฟสำนักงาน เกวลินลุกพับแฟ้มงาน “คุณกลับด้วยกันไหม” ปัณณวัตรถาม
“ฉันอยู่อีกหน่อยค่ะ งานยังไม่เสร็จ” สีหน้าเธอไม่ยอมลดละ “เอาเถอะ งั้นผมนั่งเป็นเพื่อน” เขาตอบ ราวกับรู้ว่าเธอไม่อยากเหลือเพียงคนเดียวในคืนนี้
เวลาผ่านไปจนเงียบสนิท เกวลินแหงนมองนาฬิกา คิ้วขมวดแน่นกว่าเดิม ข้อมูลในตารางผิดเพี้ยนไปหมด ปัณณวัตรยื่นแฟ้มอีกชุดให้ “ลองดูอันนี้ ผมแก้ไว้เผื่อผิด”
เกวลินหยิบแฟ้มพลิกดู ความเงียบชั่วขณะผ่านไป เธอถอนใจ “ขอบคุณค่ะ” เขายิ้ม “คุณไม่ไฮเปอร์เหมือนคนอื่น ผมเลยโอเคที่จะนั่งเฉย ๆ” เธอหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะที่เหมือนทำนายคืนยาวอันวังเวงข้างหน้า
เสียงสายโทรศัพท์สั่น ฝ่ายเจ้านายโทรตามงาน เกวลินตอบคำถามด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน ไม่กล้าบอกว่าเธอยังกังวลแค่ไหนเมื่อคิดถึงครอบครัวที่รอค่าตอบแทนจากโครงการนี้ เธอลงสายแล้วเงียบอยู่พักหนึ่ง ปัณณวัตรชำเลืองมอง
“พูดอะไรหน่อยสิ เดี๋ยวมันก็ผ่านไป” เขาเอ่ยช้า ๆ แต่เห็นเธอหลบตา เงียบงัน
“ฉันขอโทษ…ที่พูดไม่ดีเมื่อกี้” เธอพูดแผ่วเบา เหมือนกลัวหูตัวเองได้ยิน ปัณณวัตรส่ายหน้าเบา ๆ “รู้ไหม เราไม่ได้ถูกสร้างมาให้รับมือทุกอย่างได้สมบูรณ์แบบหรอก” เขายิ้ม เห็นรอยเจ็บลึกแวบผ่านสายตาเธอ
เสียงฝนเริ่มลงเม็ดพรำเบา เกวลินเปิดหน้าต่างกระจก ร้านกาแฟเงียบเชียบลงทั้งร้าน “ฉันไม่ชอบเสียงฝน” เธอกลั้นลมหายใจ “ฉันกลัวความเงียบเวลาอยู่คนเดียว รู้มั้ย ทุกครั้งที่เสียงฝนดัง พ่อฉันจะหายไป…” เธอหลุดปากแล้วเงียบ
ปัณณวัตรมองออกไปนอกหน้าต่าง เสียงฝนนั้นเปลี่ยนเป็นคลื่นความเงียบงัน “ผมเองก็กลัวเหมือนกัน กลัวที่จะพูดอะไรออกไปแล้วไม่มีใครฟัง” เสียงเขาสั่นเล็กน้อย เกวลินมองสบตา รู้สึกว่าคนคนนึงจะเข้าใจหัวใจอีกคนขนาดไหน
ก่อนค่ำใกล้จบเสียงมือถือปัณณวัตรดังขึ้น เขาขอโทษแล้วเดินออกไปรับสาย เกวลินนั่งรอพลางสะกดความคิด เธอเปิดข้อความเก่า ๆ มีแต่ประโยคจากแม่เธอที่ถามว่า “เงินเดือนออกหรือยัง” เธอถอนใจ เป็นภาระที่ไม่อยากบอกใคร
ปัณณวัตรกลับเข้ามา สีหน้าเขาดูเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขานั่งลง เงียบไปอีกขณะ “มีเรื่องจะบอก แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี” เกวลินพยักหน้า เธอไม่ได้คาดหวังคำพูดใดในค่ำคืนนี้แล้ว
“ผมลาออกจากที่เก่าเพราะทำพลาด แล้วเพื่อนที่ดีที่สุดของผม…เขาเสียชีวิต ผมไปเจอเขาทำงานดึกจนหลับใน ผมคิดว่าถ้าวันนั้นผมอยู่ด้วย อาจเปลี่ยนอะไรได้” เสียงเขาค่อย ๆ ขาดห้วง กำมือแน่น
เกวลินนิ่งฟัง ไม่พูดทักหรือปลอบ เพียงเงียบงัน ปล่อยให้อารมณ์เย็นตัวลงท่ามกลางสายฝน เธอเพียงส่งสายตาเห็นใจตรง ๆ
เวลาล่วงเลยจนเสียงฝนซาลง พวกเขาเก็บของพร้อมกัน ปัณณวัตรเสนอขับรถไปส่ง เกวลินลังเลแต่ก็ยอม เหมือนทุกอย่างในคืนนี้เปราะบางและเปลี่ยนแปลงได้เพียงชั่วครู่เดียว
บนรถ สองคนต่างเงียบ ฝ่าความมืดยามค่ำคืน เสียงลมผ่านประตูรถเตือนใจถึงอดีตที่ทั้งคู่ยังตัดไม่ขาด เกวลินหันไปสบตาเขาช้า ๆ “คุณเล่นเปียโนใช่ไหม” คำถามนี้เพราะเห็นโน้ตเปียโนในกระเป๋าเขา เธอเห็นชื่อเพลง…