ฤดูที่เราห่างกัน
อากาศร้อนอบอ้าวในบ่ายวันหนึ่งของต้นเดือนเมษายน ลมซู่ซ่าพัดใบไม้ข้างทางสะบัดกระทบเสาไฟ ปัณณ์นั่งเหม่อมองจากหลังคาอาคารกิจกรรมของมหาวิทยาลัย ขวดน้ำเปล่าวางอยู่ข้างตัว ใกล้กันนั้น นานา เพื่อนสนิทของเขานั่งกอดเข่า เงียบงันอยู่บนพื้นปูนร้อนจาง ๆ ต่างคนต่างไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาของปัณณ์แอบมองนานาครั้งแล้วครั้งเล่า ขณะที่นานายังไม่ทันสังเกต
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!“ปัณณ์ นายคิดว่าเรียนจบแล้วจะไปไหน” เสียงของนานาดังขึ้นทำลายความเงียบ ปัณณ์ชะงัก ละสายตาจากดาดฟ้ากลับมามองหน้าเธอ
“ยังไม่แน่ใจ… นายล่ะ?” เสียงของปัณณ์ติดขัด เขาพยายามไม่ให้ความกังวลเผยออกมา
นานาหลุบตา หยิบขวดน้ำมาถือเล่น “ฉันอยากไปเรียนต่อโตเกียวน่ะ ยังไม่ได้บอกแม่เลย”
ปัณณ์กลืนน้ำลาย เงียบไป “ดีสิ… โตเกียวเหรอ”
ลมยังคงพัดผ่าน สองคนอยู่ในความเงียบ ปัณณ์อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าเธอไป เขาจะเหลืออะไรบ้างในที่แห่งนี้
ภาพเปลี่ยนไปที่โต๊ะอ่านหนังสือภายในห้องสมุด กลิ่นกระดาษและเสียงกระซิบเบา ๆ ของนักศึกษา ทำให้พื้นที่สงบราวกับเป็นโลกอีกใบ ปัณณ์จ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเครียด นานานั่งตรงข้าม ก้มหน้าอ่านชีท สลับกับแอบมองปัณณ์อย่างค้นหาบางอย่างในใจ
“งานคณะนายไปถึงไหนแล้ว?” นานาทำลายความเงียบอีกครั้ง
“ก็ยัง… จุดเดิมนั่นแหละ” ปัณณ์ถอนหายใจ ปลายนิ้วเขี่ยปากกาไปมา “ถ้าไม่มีนายนี่ ฉันแย่แน่”
“โกหก… นายเก่งจะตาย”
ปัณณ์เงียบ แอบอมยิ้มบาง ๆ ขณะก้มมองกระดาษ นานายิ้มจาง ๆ พยายามซ่อนความหวั่นไหวไว้หลังคำพูด
หลังการสอนวิชาสุดท้ายของวัน นักศึกษาทะยอยเดินออกจากอาคารเรียน ปัณณ์รีบวิ่งตามนานาออกไป “จะไปไหนต่อ?”
“ไปห้องชมรม ทำโปสเตอร์งานสัมมนา ต้องเสร็จวันนี้”
“ให้ช่วยมั้ย?” ปัณณ์พยายามให้เสียงฟังดูสบาย ๆ
“ไม่ต้องมาสำออย ช่วยแน่ ๆ อยู่แล้ว” นานาหัวเราะ ชายตามองจิกเบา ๆ ทั้งคู่เดินไปพร้อมเสียงหัวเราะ ภายในใจปัณณ์กลับตะโกนอยากพูดบางสิ่งที่ยังเก็บซ่อนไว้
ใต้ต้นเหลืองปรีดียาธรในเย็นวันหนึ่ง ขณะสีทองของแดดยามเย็นส่องลงมา นานาจัดโปสเตอร์ ปัณณ์นั่งตัดกระดาษ มีเสียงหัวเราะและแหย่กัน แต่อีกมุมหนึ่งเต็มไปด้วยความเงียบหลังหัวเราะจาง ๆ เมื่อเสียงเพลงจากวิทยุใกล้ ๆ ลอยมา ปัณณ์หยุดนิ่ง เผยความสับสนในแววตา
“ถ้าเราไม่ได้เรียนคณะเดียวกัน นายคิดว่าเราจะยังเป็นเพื่อนกันมั้ย” เสียงแผ่วเบาของนานาเกือบถูกลมกลืนหาย
“ไม่รู้สิ… อาจจะแค่คนรู้จักกันมั้ง” ปัณณ์พูดครึ่งจริงครึ่งแหย่
นานานิ่งไปชั่วครู่ “นายอยากให้เป็นแบบนั้นเหรอ?”
“ไม่… ไม่เลย” ปัณณ์ส่ายหัวเบา ๆ ความเงียบระหว่างเขาสองคนลาดยาว
“นาย…” นานาเหมือนจะพูดต่อ แต่ต้องกลืนคำลงคอ
เย็นวันศุกร์ ปัณณ์และกลุ่มเพื่อนนัดเจอกันที่ร้านข้าว แสงไฟสลัว ๆ กับเสียงจ้อกแจ้กคลอเคลียอยู่รอบตัว นานานั่งข้างปัณณ์ มือถือตั้งสายผิดมือ แอบมองคุยกับเพื่อนผู้ชายอีกคนชื่อกรณ์ ปัณณ์รู้สึกใจเต้นแปลก ๆ แต่ปั้นหน้าเฉยเฉย
กรณ์ถามนานา “ถ้าไปโตเกียวแล้วจะลืมพวกเรามั้ย?”
“ใครจะลืมแกล่ะ เจ้ากร” นานาขำ
“แต่บางอย่าง… คนก็ลืมได้นะ” กรพูดพลางเหลือบมองปัณณ์ ปัณณ์สะดุ้งในใจ
หลังเลิกกินข้าว นักศึกษาทยอยกลับบ้าน ปัณณ์แวะเดินไปส่งนานาถึงหน้าหอ “ชอบฟังเพลงอะไรช่วงนี้” เขาถามขึ้นในความเงียบ
นานารู้สึกแปลกใจ “อยู่ดี ๆ ถามทำไม?”
“อยากรู้ไว้… เผื่อจะคิดถึงนายมากไป” ปัณณ์ฝืนยิ้ม
“งั้น… ฟังเพลงอะไรก็ได้ ที่มีนายอยู่” นานาแอบก้มหน้ายิ้ม
อากาศเริ่มเย็นลง ปัณณ์พยายามหาคำพูด แต่นานาบอกลาก่อนจะเปิดประตูเข้าหอ ปัณณ์มองตาม ไม่ทันได้พูดสิ่งที่ในใจ
ปลายภาค การสอบทำให้นานาเครียดจนไม่ตอบข้อความ ปัณณ์ส่งข้อความแต่ไร้การตอบกลับ เขานอนพลิกไปมาบนเตียงในห้อง หยิบโทรศัพท์มากดดูบันทึกแชทเก่า ๆ หัวใจกระวนกระวายจนทนไม่ไหว
วันต่อมา ปัณณ์เดินผ่านสนามหญ้าหลังอาคารเรียน เจอนานานั่งก้มหน้ากับแฟ้มเอกสาร ดูเหนื่อยใจ “วันนี้เป็นอะไร ดูเครียด ๆ”
นานาสะดุ้ง “ช่วงนี้มันเยอะไปหมด… แบบ ไม่รู้จะไปต่อได้ยังไง”
“พักบ้างไหม เดี๋ยวไปเดินเล่นกับฉันไหม?” ปัณณ์ถามอย่างห่วงใย
นานาพยักหน้าหงึกหงักทั้งที่ไม่ได้มองหน้า
สองคนเดินบนทางเดินชมสวน ไม่พูดอะไรกันนาน “ตอนเด็ก ๆ นายเคยมีความฝันมั้ย” ปัณณ์ถามขึ้น
“เคย… อยากเป็นนักดนตรี” นานายิ้มจาง ๆ “แต่แม่บอกให้เลือกอะไรที่มั่นคงมากกว่า”
“แล้วนายเสียใจมั้ย?”
“ไม่รู้สิ… นายล่ะ?” นานาหันกลับมาจ้องปัณณ์
“ก็… ไม่รู้เหมือนกัน พ่ออยากให้ฉันช่วยกิจการ แต่ฉันก็กลัวว่าถ้าไม่ทำ พ่อจะผิดหวัง”
ต่างฝ่ายต่างมีรอยยิ้มบาง ๆ ที่ปนเศร้า ซ่อนคำพูดที่ไม่ได้เอื้อนเอ่ย เอาไว้ข้างใน
เวลาใกล้สอบ นานาห่างจากกลุ่มเพื่อนมากขึ้น ข้อความของปัณณ์ก็เริ่มเงียบหาย ปัณณ์พยายามหาข้ออ้างในการเจอเธอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียนหรือชมรม แต่ก็รู้สึกนานาขยับออกห่าง
ค่ำวันหนึ่ง ปัณณ์เดินผ่านคาเฟ่ในมหาวิทยาลัย เห็นกรณ์นั่งคุยกับนานาที่มุมหนึ่ง ทั้งสองหัวเราะและดูสนิทกันกว่าที่เคย ภาพนั้นทำให้ปัณณ์รู้สึกจุกจนต้องหันหลังเดินจากไปโดยไม่ให้ทั้งสองรู้ตัว
กลางค่ำคืนนั้น ปัณณ์นั่งเหม่อบนดาดฟ้า หยิบสมุดออกมาเขียน ระบายความรู้สึกที่อัดแน่นบรรทัดต่อบรรทัด แต่สุดท้ายกลับขีดฆ่าทิ้งเกือบทั้งหมด เพียงขีดเส้นแตก ๆ บนหน้ากระดาษที่ไม่เสร็จ
วันรับประกาศนียบัตร ปัณณ์ในชุดครุยเดินสวนกับนานา ทั้งสองทักทายกันแบบคนรู้จัก ไม่ใช่เพื่อนที่สนิทเหมือนเดิม สายตาของนานามีแววลังเล เธอยืนนิ่งราวกับอยากพูดอะไรสักอย่าง แต่คิวยาวทำให้ต้องเดินต่อ
งานเลี้ยงรุ่นช่วงเย็น ปัณณ์เลือกนั่งมุมเงียบ นานาพยายามเดินเข้าไปทัก แต่กลุ่มเพื่อนถามไถ่จนเธอไม่กล้าแทรก ปัณณ์สังเกตเธอหันมองซ้ำ ๆ ก่อนที่เธอจะเดินออกจากห้องไปคนเดียว
หลังจากวันนั้น เวลาผ่านไปหลายเดือน เสียงแจ้งเตือนแอปฯ เด้งขึ้นชื่อ “นานา” ปรากฏที่หน้าจอ ปัณณ์ลังเลอยู่ครู่ ก่อนจะเปิดข้อความ
“ปัณณ์ นายโอเคมั้ย สบายดีมั้ย?”
เขาตอบไปเพียง “โอเค” สั้น ๆ แล้วจ้องนิ้วตัวเอง สองใจว่าจะชวนคุยต่อหรือจบอยู่แค่นั้น
ท้ายสุด ปัณณ์อดใจไม่ได้ “ที่โตเกียว… หนาวมั้ย”
“หนาวมาก… แต่คิดถึงบ้านมากกว่า”
ข้อความไหลไปมา ช่วงเวลาของความห่างค่อย ๆ ถูกเติมเต็มด้วยความคิดถึงที่ไม่กล้าบอก สองคนคุยกันถึงอดีตและปัจจุบัน ต่างเปิดใจมากขึ้นทีละนิด
วันหนึ่งบนหน้าต่างสายวิดีโอคอล ปัณณ์เงียบมองภาพนานาหัวเราะอย่างไร้เสียงในแสงไฟอุ่น ๆ ของอพาร์ตเมนต์ญี่ปุ่น
“นาย… ยังคิดถึงอยู่มั้ย” เสียงของนานาแผ่วเบา ปัณณ์มองเธอในจอ ลังเล
“ก็บางที…”
ระยะห่างระหว่างสองคนยังปกคลุมด้วยความเงียบ ปัณณ์กำลังต่อสู้กับความกลัวในใจ ทั้งใจหวนคิดถึงอดีตที่เคยปล่อยมือกันไปโดยไม่ได้พูดความในใจ
นานาถอนหายใจ “ฉัน…แค่กลัวว่าสิ่งที่พูดไปแล้ว มันจะเปลี่ยนทุกอย่าง”
ปัณณ์นิ่งไป “ฉันก็กลัว… กลัวว่า ถ้าพูดไป นายจะไม่ใช่เพื่อนเหมือนเดิม”
นานายิ้มเศร้า “แต่เราก็ไม่ได้เป็นเพื่อนเหมือนเดิมอยู่แล้ว… จริงมั้ย?”
ทั้งสองต่างหัวเราะปนเศร้า
เวลากลางคืนวันนั้น ปัณณ์เดินเล่นริมแม่น้ำ นึกถึงคำของนานา ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง เขาตัดสินใจหยิบโทรศัพท์ ส่งข้อความสั้น ๆ “คิดถึงเหมือนกัน”
คำตอบนั้นเงียบหายไปหลายชั่วโมง ก่อนที่นานาจะส่งรูปถ่ายท้องฟ้ายามเช้าจากโตเกียว พร้อมข้อความ “อยากย้อนกลับไปเหมือนเดิมบ้าง… แต่ก็อยากเดินหน้าต่อเหมือนกัน”
ฤดูร้อนวนมาอีกปี นานากลับมาเยี่ยมบ้านที่ไทย ปัณณ์ลังเลอยู่นานกว่าจะโทรไปชวนออกมาเจอที่คาเฟ่กลางเมือง ทั้งคู่นั่งตรงข้ามโต๊ะเดียวกัน ความอึดอัดในตอนแรกค่อย ๆ คลายลงเมื่อบทสนทนาดำเนินต่อไป
“เราโตขึ้นเยอะเลยนะ” นานายิ้ม ปัณณ์พยายามเก็บความเขินอาย
“นายก็เหมือนกัน”
“ตอนนี้ยังคิดถึงอยู่มั้ย?” นานาถามเสียงเบา
ปัณณ์เงียบ “คิดถึง… แต่มันไม่เหมือนเดิมหรอก”
“ฉันก็เหมือนกัน… ถึงมันจะไม่เหมือนเดิม แต่ก็ยังดีที่มันมีอยู่”
ปัณณ์หัวเราะเบา ๆ “อย่างน้อย…เราก็กล้าพูดแล้ว”
นานายิ้มตาเป็นประกายอุ่น “จะเริ่มใหม่ได้มั้ย ไม่ใช่ในฐานะเพื่อน แต่ในฐานะคนที่เรายอมรับความรู้สึกของกันและกัน”
ปัณณ์นิ่งไปอย่างครุ่นคิด ก่อนจะจับมือของนานาเบา ๆ “ให้มันเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นละกัน”
ภาพฉากสุดท้าย แสงแดดอ่อน ๆ ส่องผ่านกระจกคาเฟ่ สองคนหัวเราะให้กันอย่างอิสระ รู้สึกเบาสบายในความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ ที่ไม่ได้ต้องการชื่อเรียก แต่สำคัญที่เป็นการเติบโตไปพร้อมกัน ตามฤดูชีวิตของแต่ละคน