ฤดูฝนที่เรายังไม่กล้ารัก
เสียงฝนกระทบกระจกหน้าต่างของออฟฟิศตึกเก่าใจกลางเมืองทำให้บรรยากาศดูชื้นแฉะและเหงา อิงฟ้าเพ่งสายตาอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ ความคิดล่องลอยไปไกลกว่างานตรงหน้า ลายฝนระบายเป็นรอยยาวบนหน้ากระจก ราวกับแต้มข้อความลับระหว่างเธอกับโชคชะตา
Thank you for reading this post, don't forget to subscribe!โทรศัพท์สั่นเตือนแจ้งงานประชุมด่วน ห้องประชุมเล็กเริ่มเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย และเสียงรองเท้าที่เปียกฝน ธามก้าวเข้ามา เขาตัวสูง ใบหน้ามีรอยแผลจางบนคิ้ว การแต่งกายดูเรียบแต่สะอาด ท่าทีสุขุมไม่พูดมาก “ขอโทษครับ รถติดฝน” เสียงเขานิ่ง ไม่เร่งรีบ ไม่ประจบสอพลอ
อิงฟ้าวางปากกาดำในมือ เหลือบมองธามผ่านกระจก “ไม่เป็นไรค่ะ เราพึ่งเริ่มเอง” เธอพูดเบา ๆ พลางดึงสมุดโน้ตเข้ามากอดแน่นราวกับป้องกันตัวเอง
ระหว่างประชุม เขาแจกแจงแผนงานใหม่ให้กับทุกคน อิงฟ้าฟังเงียบ ๆ พลางจดครั้งที่คนข้างตัวหยิบยกไอเดียตัวเองขึ้นมา จังหวะที่ความเงียบตกกระทบในห้อง ธามหันมาถาม “มีข้อเสนอไหม” อิงฟ้าชะงัก คิ้วขมวดขณะลังเลจะพูดหรือไม่ “ถ้า…เปลี่ยนโทนสีให้นุ่มขึ้นน่าจะเหมาะกับคอนเซ็ปต์มากกว่านะคะ”
เขามองตาเธอนิ่ง ๆ “ลองขึ้นตัวอย่างไหม” เธอพยักหน้าเบา ๆ ก่อนทุกคนลุกออก ทิ้งไว้เพียงเสียงฝนกับความรู้สึกวาบหวิวในทรวงอก บางอย่างเริ่มขยับแต่ยังไม่ได้ชื่อเรียก
หยาดฝนกระหน่ำลงบนศีรษะตอนที่อิงฟ้ายืนรอรถเมล์หน้าออฟฟิศ ร่มสีฟ้าคำมองผ่านม่านฝน มีคนหนึ่งเดินตามมาช้า ๆ “รอรถเหรอ” ธามเสียงต่ำ ชายตามองถนนมากกว่าใบหน้าเธอ
“ใช่ค่ะ… คงอีกนานกว่าหยุด” เธอพูดยาวเมื่อรู้ว่าเขายืนข้าง ๆ
“ไปด้วยกันไหม ผมขับรถผ่านทางนี้” เขาถาม แต่น้ำเสียงเหมือนไม่อยากรบกวน อิงฟ้าสั่นหน้าช้า ๆ “ขอบคุณนะคะ แต่เดี๋ยวรถมาก็กลับได้”
เขายืนเงียบข้าง ๆ ร่มสีดำกาง ท่ามกลางละอองฝน ไม่มีใครพูดอะไรต่อ เสียงรถไฟฟ้า เสียงฝนกระทบพื้น สายตาอิงฟ้าจับจ้องรอยน้ำที่ไหลจากรองเท้าของเขา
หลายวันผ่านไป โครงการใหม่ใกล้กำหนดส่ง อิงฟ้าเครียดจนทานอาหารไม่ลง กลุ่มเพื่อนในทีมชวนเธอออกไปข้างนอกรับลม แต่ตอนกลับเข้ามายังเห็นไฟในห้องประชุมเปิดอยู่ เธอสอดมอง เงาเคลื่อนไหวของธามนั่งแก้แบบงานอยู่คนเดียว
เธอก้าวเข้าไปวางโปรไฟล์สีใหม่ไว้ใกล้เขา เงียบชั่วขณะ “กลับดึกอีกแล้วเหรอคะ”
“งานเธอดีมาก ทำต่อเลยนะ อิงฟ้า” เขาพูดเรียบ ๆ โดยไม่มองหน้า ภายใต้แสงไฟสีขาวสะอาดมีร่องรอยของความเหนื่อยล้าอยู่ในตา “เคย…” เสียงเขาหายไป ทิ้งความเงียบก่อนพูดต่อ “เคยกลัวว่าจะผิดพลาดอีกไหม”
อิงฟ้าหยุดนิ่ง ดวงตาหวั่น “ทุกวันค่ะ”
ฝนยังตกหนัก อิงฟ้านั่งกับพื้นข้างโต๊ะประชุม ธามนั่งตรงกันข้าม “ผมเคยพลาดเรื่องใหญ่…จนเกือบทิ้งงานนี้ไป แต่ตอนนี้ผมไม่อยากหนีแล้ว” เขาวางมือบนโต๊ะ ห่างจากมือเธอแค่ไม่ถึงสิบเซนต์ แต่ไม่มีใครเอื้อมแตะ
วันต่อมา ทีมออกแบบเข้าประชุมเสนอผลงานต่อลูกค้า อิงฟ้ารู้สึกหัวใจเต้นแรงเกินปกติ มือสั่นเล็กน้อย ธามชี้จุดเด่นในงานเธออย่างเงียบ ๆ ชื่นชมด้วยสายตามากกว่าถ้อยคำ สายตาคู่นั้นช่วยพยุงหัวใจเธอให้มั่นคงขึ้น
หลังประชุม เธอเดินออกมายืนใต้ต้นไม้ แว่วเสียงฝนพรำ ธามเดินตามมาเงียบ ๆ “งานเมื่อเช้ายอดเยี่ยมมาก” เธอมองหน้าเขา ยิ้มเขิน “ขอบคุณค่ะ แต่ยังรู้สึกกลัวอยู่ดี”
“ผมก็กลัว” เขาหลบตา “ถ้าไม่ลอง ก็คงไม่รู้ว่ากลัวไปทำไมเหมือนกัน” ต่างคนต่างนิ่งไปพักหนึ่ง
วันเสาร์ อิงฟ้ามาทำงานเช้าเพราะยังต้องเก็บงาน พอเปิดประตูเข้าห้องกระจกชั้นห้ามองเห็นวิวเมืองเต็มไปด้วยเมฆฝน เธอพบแก้วกาแฟร้อนวางบนโต๊ะ พร้อมโน้ตแผ่นเล็ก “ขอให้วันนี้สบายใจขึ้น” เซ็นชื่อธาม เขินในใจแต่ยังต้องแกล้งเมิน
สายตาเธอตามไปเจอธามนั่งเงียบที่มุมชั้นหนังสือ เธอเดินไปหยุดข้างเขา จู่ ๆ เขาพูดขึ้น “เธอชอบฝนเหรอ”
อิงฟ้าคิดครู่หนึ่ง “บางทีฝนทำให้ใจเราช้า…ได้คิดมากขึ้น” เงียบกันไปชั่วอึดใจ ธามพยักหน้า “ผมไม่ชอบฝน แต่วันนี้รู้สึกว่าฝนก็ดีเหมือนกัน ถ้าได้คุยกับใครซักคน”
อิงฟ้าเงียบ แต่หัวใจสั่นไหว บทสนทนาต่อไปกลายเป็นความพยายามจะพูดถึงเรื่องอื่นแทน “ถ้ามีร้านคาเฟ่เป็นของตัวเอง จะตั้งชื่ออะไรดีคะ” ธามทำท่าครุ่นคิด “ชื่อฝนดีไหม…แต่ไม่แน่ใจว่า ใครจะอยากเข้าร้านฝน” เขายิ้มมุมปาก อิงฟ้าหัวเราะออกมาเบา ๆ
สายฝนหยุดลงขณะที่ความเงียบในห้องถูกแทนที่ด้วยเสียงเพลงจากวิทยุ อิงฟ้ามองออกไปนอกหน้าต่าง เธอถามเบา ๆ “คุณเคยมีฝันที่ต้องยอมแพ้ไหม”
ธามนิ่งไปชั่วขณะ “เคย…ฝันว่าครอบครัวต้องไม่ผิดหวัง แต่ทุกครั้งที่ผมล้ม เหมือนโดนตัดสินทั้งชีวิต”
การพูดคุยแบบไม่เร่งรัดนั้นทำให้เส้นขีดกั้นบาง ๆ ระหว่างทั้งคู่เริ่มเลือนรางลง เขาเริ่มมองเธอในฐานะมากกว่าลูกน้อง ส่วนเธอก็เริ่มรับรู้ไออุ่นจากความเงียบขรึมของเขา
หลายสัปดาห์ผ่าน ความสัมพันธ์ขยับช้า ๆ บางวันใกล้กันในห้องทำงาน บางวันกลับห่างเพราะต่างต้องแก้ปัญหาของตัวเอง อิงฟ้าเฝ้าฝันถึงร้านคาเฟ่เล็ก ๆ เธอวาดแบบในสมุดเงียบ ๆ โดยไม่บอกใคร ส่วนธามคงมุ่งมั่นกับโครงการใหญ่ เขาวางใจในหัวหน้าทีมแต่ก็ไม่ลืมอดีตที่เคยทำผิดจนคนเสียหาย
ค่ำๆวันหนึ่งหลังเลิกงาน ฝนตกหนักกว่าเคย อิงฟ้ากับธามต้องอยู่โอที เคลียร์งานเงียบ ๆ จนเครื่องปรับอากาศเริ่มเย็นจัด อิงฟ้าเดินไปหยุดข้างหน้าต่าง “อยากกลับบ้าน แต่ฝนไม่หยุดซะที”
ธามมองเธอครู่หนึ่ง “ถ้าฝนไม่หยุด เดินกลับกับผมไหม” พูดจบก็เงียบไปนาน “แต่…บางทีเราอาจต้องเดินฝ่าฝนไปเอง”
“แล้วคุณ… คุณกลัวอะไรที่สุด” อิงฟ้าถาม ไม่สบตา
“กลัวสูญเสียคนสำคัญ…เพราะความลังเลของตัวเอง” เสียงเขาเบา
อิงฟ้าสบตาเขาเงียบ ๆ แววลังเลปรากฏอยู่ระหว่างทั้งสอง ไม่มีใครพูดอะไรต่อ
เสาร์ถัดมาอิงฟ้าควานหาสมุดแบบร่างร้านคาเฟ่แล้วพบว่าหายไป เธอตามไปเจอธามนั่งเปิดดูสมุดอยู่อย่างเงียบ ๆ ในห้องเล็กด้านหลังพร้อมกาแฟแก้วเก่า
“ขอโทษที่ยุ่งของส่วนตัวนะ แต่แบบร่างนี้สวยมาก” ธามส่งสมุดคืน อิงฟ้ายิ้มเก้อ ธามถาม “ทำไมไม่บอกใคร?”
“กลัว…ถ้าบอกแล้วมันไม่เป็นจริงกลัวจะเสียใจ” เธอพูดพลางหลบตา
“บางทีต้องลองเสี่ยงถึงจะรู้ แต่ถ้าวันหนึ่งอยากเปิดคาเฟ่ ผมขอไปช่วยทำกาแฟนะ” น้ำเสียงเขาอ่อนลง ใจเธอสั่นไหวกับความจริงใจที่ไม่ได้กล่าวตรง ๆ
แต่เมื่อความรู้สึกค่อย ๆ ใกล้กันมากขึ้น โลกภายนอกก็ดูเหมือนจะไม่อนุญาต ข่าวลือในที่ทำงาน เรื่องหัวหน้ากับลูกน้องสนิทสนมเกินไปดังเข้าไปถึงผู้จัดการใหญ่ ธามถูกเรียกคุย อิงฟ้ารู้สึกผิด ผู้จัดการเตือนเขาว่า “ต้องคงเว้นระยะหาไม่ให้เกิดปัญหาส่วนตัวในที่ทำงาน เพราะครั้งหนึ่งเคยมีกรณีผิดพลาดจากเรื่องส่วนตัวมาแล้ว”
ธามนิ่งน้ำเสียงติดขรึมในวันที่กลับมาหาอิงฟ้าหลังประชุมสายตาเศร้ากว่าทุกวัน “ทุกอย่างกำลังดี แต่ขอ…ห่างกันซักพัก ให้ทุกอย่างเคลียร์ก่อน”
เธอเข้าใจเหตุผลแต่กลับเจ็บปวดอย่างไม่คาดคิด เวลานั้นเรื่องงานกับหัวใจพันกันเป็นเงื่อนงำที่แก้ไม่ตก เหลือเพียงความเงียบอึดอัดในแต่ละวันที่ต่างคนต่างเดินผ่านแต่ไม่เหลียวมอง
อิงฟ้ากลับมานั่งวาดภาพในห้องเล็ก ๆ คนเดียว ฝนตกหนักเป็นเพื่อน ธามก็เดินผ่านห้องไปอย่างเงียบ ๆ ทุกครั้งที่เขาหยุดหน้าห้องจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนเดินผ่านไป
ทีมต้องเผชิญวันที่แย่ที่สุดเมื่อแผนงานใหญ่ถูกลูกค้าปฏิเสธ ธามเครียดจัด ผู้จัดการตำหนิ เขาต้องรับผิดชอบทั้งหมด ช่วงเวลานั้นเขาเงียบขรึม งดรับโทรศัพท์ ไม่ตอบไลน์ในทีม อิงฟ้าส่งแมสเสจไปหายังไม่มีคำตอบ เธออดเป็นห่วงไม่ได้ แต่กลับไม่กล้าเดินเข้าไป
สามวันต่อมาทีมงานรวมตัวกันเพื่อแก้แบบให้ทันส่งใหม่ แต่ขาดธาม อิงฟ้าเป็นคนถามหา “ถ้าเขาไม่อยู่ งานล่มแน่” เพื่อนในทีมกระซิบ เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจคว้าร่มออกไปกลางสายฝน เดินไปที่คอนโดของเขาเป็นครั้งแรก
เสียงฝนกับประตูไม้กั้นตรงทางเดินคอนโดเหมือนโลกทั้งใบหยุดนิ่ง ธามเปิดประตูออกมา ใบหน้าอ่อนแรง รอยคล้ำใต้ตาชัด “ผมขอโทษ…ทำให้ทุกคนลำบาก”
“ไม่มีใครโทษคุณหรอก ทุกคนต้องผิดบ้าง…” เธอพูดเบา ๆ ไม่กล้าสบตา
“กลัวจะทำให้ใครผิดหวังอีก กลัวเสียคนสำคัญไปเพราะความผิดตอนนั้น” เขายืนนิ่ง อิงฟ้าคว้ามือเขาเบา ๆ “ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าคุณไม่พร้อมจะให้อภัยตัวเอง ก็ไม่มีวันกล้าก้าวไปข้างหน้า”
ค่ำวันนั้นหลังฝนหยุด ธามกลับมาในที่ประชุม สีหน้าแข็งแรงขึ้น เขาพูดกับทีมด้วยเสียงที่มั่นคง “เราจะสู้ไปด้วยกัน ไม่มีใครรับผิดชอบแค่คนเดียว”
อิงฟ้ามองเขาด้วยความภูมิใจ ระหว่างพวกเขา ความรู้สึกดี ๆ กลับมาใหม่ช้า ๆ ความเงียบแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจที่ค่อย ๆ งอกงาม
ฤดูฝนใกล้จะหมด อิงฟ้ากำลังจะเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ หลังโปรเจ็คต์ผ่านพ้น เธอนำแบบร่างร้านคาเฟ่ไปสมัครขอสินเชื่อเล็ก ๆ ด้วยความกล้า เธอบอกธาม “ฉันยังกลัวอยู่ แต่ครั้งนี้จะลอง กลัวแต่ต้องเดินต่อ เรามาเปิดร้านด้วยกันไหม”
เขานิ่งไปนานจนนึกว่าไม่ตอบ สุดท้ายพูดเบา ๆ “ขอเสี่ยงดูอีกครั้ง…กับเธอ”
วันเปิดร้านคาเฟ่เล็ก ๆ กลางซอยซึ่งมีสายฝนปรอย ๆ ธามกำลังชงกาแฟ อิงฟ้าวาดรูปลงบนแก้ว ปีแรกมีลูกค้าประปราย แต่ทุกวันที่เหนื่อยล้า ธามสวมรอยยิ้มให้เธอ เธอเติมแต้มสีลงในแก้ว ทุกอย่างค่อย ๆ เติบใหญ่ เสียงฝนยังคงเหมือนวันแรกที่เขาเข้ามาในชีวิตเธอ
อิงฟ้าเช็ดโต๊ะ เงยมองฝนพรำ ธามเดินมาตามองยิ้มริมฝีปาก “ฝนจะตกอีกนานไหม”
“ไม่รู้สิคะ… แต่ถ้ามีใครเดินฝ่าฝนมาด้วยกันก็ไม่กลัวแล้ว”
ธามส่งแก้วกาแฟให้ พร้อมรอยยิ้มที่อบอุ่นและสายตาเป็นประกาย ความลังเลในหัวใจละลายกลายเป็นความกล้าที่จะรักอย่างเงียบ ๆ ในฤดูฝนของกันและกัน